“พีระพันธุ์” แจง 45 วันได้คำตอบค่าไฟตามมติ ครม. ชี้ราคาเป้าหมาย 3.99 บาทต่อหน่วยเป็นไปไดั

410
- Advertisment-

รัฐมนตรีพลังงาน ยืนยัน 45 วันได้คำตอบเสนอแนวทางปรับลดค่าไฟลงเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ตามที่ ครม. เห็นขอบเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ระบุเหตุผลให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมดำเนินการ เพราะกระทรวงพลังงานไม่สามารถเรียกดูสัญญาไฟฟ้าต่างๆ จากหน่วยงานในสังกัดได้ เผยค่าไฟที่คำนวณตามต้นทุนปัจจุบัน อยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ดังนั้นการปรับลดจาก 4.15 บาท เหลือ 3.99 บาทต่อหน่วยมีความเป็นไปได้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้อัดคลิปวีดีโอให้ให้สัมภาษณ์และเผยแพร่ผ่านเฟซบุคส่วนตัวเกี่ยวกับการปรับลดค่าไฟฟ้าตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ว่า ตามที่มติ ครม. กำหนดเวลา 45 วัน ให้กระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (บอร์ด กฟผ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ศึกษาการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าระยะยาว 3 ข้อ และให้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่อ ครม. ภายใน 45 วัน ยืนยันว่าเป็นเพียงการศึกษาถึงปัญหาค่าไฟฟ้าและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข ดังนั้นจึงสามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนดเวลาอย่างแน่นอน

ส่วนราคาค่าไฟฟ้าที่ ครม. กำหนดเป้าหมายให้ลดลงเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2568 นั้น มั่นใจว่าสามารถปรับลดลงได้ โดยอัตราตามประกาศ กกพ. เรื่องการออกหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า ซึ่งมีการเก็บเงินค่าไฟฟ้าล่วงหน้า ในแต่ละงวด ในขณะที่ต้นทุนที่คำนวณในปัจจุบันอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ดังนั้น ส่วนที่เรียกเก็บค่าไฟฟ้าเกินไปจากอัตราที่เกิดขึ้นจริง สามารถนำมาปรับลดค่าไฟได้ ซึ่งอัตราเป้าหมายที่เสนอ คณะรัฐมนตรี ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ก็เกินจากต้นทุน 4 สตางค์ต่อหน่วย

- Advertisment -

นอกจากนี้นายพีระพันธุ์ ยังชี้ให้เห็นว่า ค่าไฟฟ้าเดือน ม.ค.-เม.ย.2568 ที่ประชาชนเห็นว่าลดลงน้อยเพียง 3 สตางค์ต่อหน่วยนั้น ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อปี 2567 ที่ค่าไฟฟ้าราคาเรียกเก็บ 4.18 บาทต่อหน่วย และปลายปี 2567 กกพ. จะประกาศค่าไฟฟ้าเพิ่มเป็น 4.70 บาทต่อหน่วย แต่เมื่อตัวเขาได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่านอกจากจะไม่ต้องปรับขึ้นยังสามารถลดค่าไฟฟ้าให้เหลือ 4.15 บาทต่อหน่วยได้และใช้มาจนถึงงวดปัจจุบัน (ม.ค. – เม.ย. 2568) ดังนั้นการลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วยในงวด พ.ค.-ส.ค.2568 ซึ่งตัวเลขจริงยังไม่เกิดขึ้น จึงมีความเป็นไปได้

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าระยะยาว 3 ข้อ ได้แก่  1. หาแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในรูปแบบการให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และรูปแบบการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) รวมถึงการแก้ไขเงื่อนไขที่กำหนดให้สัญญาดังกล่าวมีอายุสัญญาต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาไว้

ทั้งนี้จากการหารือกับทางกฤษฎีกาพบว่า เรื่องสัญญาค่าไฟฟ้าดังกล่าวไม่สามารถแก้ได้ด้วยการบริหาร ดังนั้นต้องหาช่องทางว่าจะดำเนินการได้อย่างไร ซึ่งสัญญามีกว่า 500 สัญญาและทั้งหมดอยู่ที่ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) โดยอยู่ที่ กฟผ.มากที่สุด ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่สามารถขอดูสัญญาดังกล่าวได้ ในการปรับแก้ไขจึงทำให้ยาก และที่ผ่านมา กกพ. เคยระบุว่า หากปรับแก้ไขสัญญาได้จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้ถึง 17 สตางค์ต่อหน่วย

2.หาแนวทางแก้ปัญหาค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงาน (EP) รวมทั้งเงื่อนไขข้อตกลงอื่นในสัญญา PPA จากโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาว ในทุกสัญญาที่มีเงื่อนไขที่ทำให้ กฟผ. หรือรัฐเสียเปรียบ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมควร หรือสูงเกินกว่าความเป็นจริง

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากระทรวงพลังงานพยายามตรวจสอบในเรื่องสัญญา AP โดยสอบถามไปยัง กฟผ. ซึ่ง กฟผ. ยืนยันว่าไม่เคยเห็นหรือมีส่วนในการคิดคำนวณ โดยตัวเลขมาจาก กกพ. ทั้งหมด และสัญญาก็เป็นความลับ ซึ่งกระทรวงพลังงานก็ไม่สามารถไปดึงมาพิจารณาได้เช่นกัน จึงเป็นที่มาให้ ครม.มีมติให้ไปช่วยกันดูสัญญาและตรวจสอบแก้ไขว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง  

และ 3. หาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคในข้อตกลงของสัญญารับซื้อไฟฟ้าต่างๆ ที่ทำให้ศูนย์การควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ไม่สามารถบริหารจัดการการสั่งผลิตไฟฟ้าให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดต่ำลงได้  โดยที่ผ่านมาศูนย์ SO จะสั่งผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำเพื่อให้ค่าไฟฟ้าถูกลง แต่ก็ติดเงื่อนไขระเบียบหลักเกณฑ์ที่กำหนดในสัญญาว่า “ยังไงก็ต้องสั่งผลิตไฟฟ้า”  ดังนั้นมติ ครม. จึงให้แก้ปัญหานี้เพื่อให้ SO สามารถสั่งผลิตไฟฟ้าให้ต้นทุนของ กฟผ. ลดต่ำลงให้ได้

นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติเห็นชอบให้กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ศึกษาและเสนอแนวทางปรับโครงสร้างระบบ Pool Gas เพื่อให้ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้าให้ประชาชน มีราคาต่ำลง โดยให้ดำเนินการให้ทันรอบประกาศราคาค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2568

โดยการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยจะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ซึ่งก๊าซฯ ที่ได้มาจาก Pool gas ที่นำมาจาก 3 ส่วนคือ 1. ก๊าซฯ ในอ่าวไทย 2.ก๊าซฯ นำเข้าจากเมียนมา และ 3. ก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า (LNG) ซึ่งแบ่งการใช้ก๊าซฯ ไปยังส่วนการผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) ,การใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการใช้สำหรับผลิตไฟฟ้า ซึ่ง ครม. ได้ให้ สนพ. ไปศึกษาในส่วนที่นำก๊าซฯ มาใช้ผลิตไฟฟ้าเพื่อให้มีราคาต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  

Advertisment