อินโนพาวเวอร์ จ่อดึงโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือนร่วมขายใบรับรองไฟฟ้าสีเขียว REC คาดเริ่ม มี.ค. 2568

107
- Advertisment-

บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เตรียมเปิดตัวธุรกิจ REC Aggregator ดึงประชาชนและผู้ประกอบการที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เข้าร่วมแปลงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือ REC เพื่อขายให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการ คาดราคาเฉลี่ย REC ประมาณ 60-70 บาทต่อหน่วย และพร้อมเป็นตัวกลางในการรวบรวมคาร์บอนเครดิตจากผู้ใช้รถ EV เพื่อนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนต่อไป มั่นใจปี 2568 จะมีรายได้ตามเป้าหมาย 400 ล้านบาท

พร้อมวางเป้าหมายปี 68 โตอีกกว่า 38% พร้อมขยายการให้บริการจากภาคองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate) ไปสู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงบุคคลทั่วไป เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างครอบคลุมทุกภาคส่วน คาดสิ้นปี 2568 ธุรกิจจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมาได้รวมราว 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด  เปิดเผยว่า ในเดือน มี.ค. 2568 นี้ บริษัทฯ จะเปิดตัวธุรกิจ REC Aggregator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการตรวจรับรอง “ใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือ REC” โดยธุรกิจดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) สามารถแปลงปริมาณไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้เป็น REC โดยบริษัทฯ จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและนำ REC ที่สะสมได้ไปจำหน่ายให้ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใบรับรองการผลิตไฟฟ้าสีเขียวดังกล่าว สำหรับใช้ดำเนินธุรกิจต่อไป

- Advertisment -

เบื้องต้นตั้งเป้าแปลงไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเป็น REC จากกลุ่มบ้านอยู่อาศัยจำนวน 100 ราย และกลุ่มผู้ประกอบการที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ประมาณ 30-50 ราย เพื่อทดลองระบบจริง ก่อนจะขยายเพิ่มมากขึ้นต่อไป เบื้องต้นคาดว่าราคาเฉลี่ย REC จะอยู่ที่ 60-70 บาทต่อหน่วย

โดยผู้เข้าร่วมโครงการนี้จะสามารถแปลงปริมาณไฟฟ้าสะอาดที่ผลิตได้เป็น REC ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทฯ ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้พลังงานสะอาดผ่านการซื้อขายในตลาดพลังงานหมุนเวียน โดยบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขยายการรับรู้และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์ม พร้อมตั้งเป้าหมายเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้งานได้

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวธุรกิจการซื้อขายและบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต โดยคาดว่าในไตรมาสที่ 3 จะเปิดบริการ Carbon Credit Aggregator ซึ่งบริษัทจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมคาร์บอนเครดิตจากการชาร์จไฟฟ้าโดยเครื่องชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charger) และนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอน

ส่วนในเฟสต่อไปของโครงการ ก็มีแผนที่จะต่อยอดสู่ผู้ใช้รถ EV โดยทุกระยะทางการขับขี่จะสามารถแปลงเป็นคาร์บอนเครดิตและนำไปขายได้ ซึ่งโครงการนี้จะช่วยทำให้การเข้าถึงพลังงานสะอาดเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น

“การขยายบริการด้าน Decarbonization ไปสู่รายย่อยจะช่วยเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดเทคโนโลยีพลังงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และด้วยกลยุทธ์ ‘Decarbonization Partner’บริษัทฯมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในตลาดคาร์บอนต่ำและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน” นายอธิปกล่าว

สำหรับผลประกอบการในปี 2567 เบื้องต้นบริษัทฯ มีรายได้รวม 288.9 ล้านบาท ขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 92% และเริ่มมีกำไรสุทธิแล้ว ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ 1 ปี โดยเติบโตมาจากผลิตภัณฑ์หลัก 3 โซลูชั่นที่มีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ ได้แก่ 1. การซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) 2. โซลูชั่นด้านเทคโนโลยีพลังงาน เช่น ธุรกิจให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar EPC) และ 3. โซลูชั่นด้าน Mobility เช่น ธุรกิจให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า (EV Fleet) และ ธุรกิจติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าครบวงจรที่ตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดและสอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้เชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ กำลังก้าวเดินอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อรองรับโอกาสและความท้าทายในตลาดเทคโนโลยีพลังงานที่กำลังเติบโต

สำหรับปี 2568 บริษัทได้วางเป้าหมายรายได้รวมไว้ที่ 400 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 38% เมื่อเทียบกับปี 2567 และจะเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจได้มากกว่า 30% โดยจะขยายกลุ่มเป้าหมายสู่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเติม ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อรวมยอดสะสมตั้งแต่ปี 2565 จะรวมลดคาร์บอนได้ราว 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ ‘พันธมิตรพิชิตคาร์บอน’ ซึ่งเน้นการเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ลูกค้าลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร (End-to-End Solution)

ส่วนโซลูชั่นใหม่ที่บริษัทฯ เปิดตัวในเดือน ม.ค. 2568 คือ ธุรกิจที่ปรึกษาและบริการด้าน Decarbonization ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสนับสนุนกลยุทธ์ โดยให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมตั้งแต่ การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การวางกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซ การทวน และการให้คำปรึกษาด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ ในการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

Advertisment