เงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันฯ กว่า 8,000 ล้านบาทต่อเดือน จากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ 218.37 ล้านบาทต่อวัน และผู้ใช้ LPG 49.84 ล้านบาทต่อวัน ลุ้นเงินกองทุนฯ กลับมาเป็นบวกได้ภายในสิ้นปี 2568 หากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวระดับกว่า 70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ชี้แม้กองทุนฯ จะพลิกเป็นบวกได้ แต่หนี้แบงค์กว่า 1.05 แสนล้านบาท ยังต้องจ่ายไปจนถึงปี 2571
ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันรายสัปดาห์ว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ประกาศสถานะเงินกองทุนฯ ล่าสุด ณ วันที่ 26 ก.พ. 2568 ว่าเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบลดลงต่ำสุด เหลือ -68,919 ล้านบาท (นับจากปี 2567 ที่ติดลบระดับแสนล้านบาท) ทั้งนี้เกิดจากการหยุดชดเชยราคาดีเซล และหันมาเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดส่งเข้ากองทุนฯ ทำให้ภาระที่เคยต้องชดเชยราคาดีเซลไว้ในอดีตลดลง โดยปัจจุบันบัญชีน้ำมันติดลบเหลือเพียง -21,807 ล้านบาท ขณะที่บัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ยังคงติดลบใกล้เคียงปี 2567 อยู่ที่ -46,384 ล้านบาท
โดยปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินไหลเข้าประมาณ 268 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 8,040 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งมาจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ 218.37 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 6,551 ล้านบาทต่อเดือน) และมาจากผู้ใช้และโรงแยกก๊าซฯ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 49.84 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 1,495 ล้านบาทต่อเดือน)
ทั้งนี้หากสถานการณ์จำนวนเงินไหลเข้ายังคงเป็นเช่นนี้ตลอด จะส่งผลให้เงินกองทุนฯ กลับมาเป็นบวกได้ในปี 2568 นี้ แต่หนี้ธนาคารรวม 105,333 ล้านบาท ก็ยังคงต้องจ่ายต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะจ่ายครบในปี 2571 สำหรับเดือน มี.ค. 2568 กองทุนฯ มีภาระต้องจ่ายเงินต้นธนาคารประมาณ 833.45 ล้านบาท และดอกเบี้ย 250 ล้านบาทต่อเดือน
ส่วนผู้ใช้น้ำมันทุกรายมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ ดังนี้ ผู้ใช้น้ำมันดีเซลทุกชนิดส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1.02 บาทต่อลิตร และผู้ใช้ดีเซลเกรดพรีเมียมต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ 2.05 บาทต่อลิตร
ส่วนกลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ยังต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ดังนี้ ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 ส่งเข้ากองทุนฯ 10.68 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ส่งเข้าถึง 4.60 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ส่งเข้า 2.61 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ส่งเข้า 1.16 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน ที่รายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 26 ก.พ. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ ค่าการตลาดกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ยังคงทรงตัวระดับสูง โดยน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 4.57 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.52 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.59 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 4.20 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 6.93 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 2.29 บาทต่อลิตร โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-26 ก.พ. 2568 อยู่ที่ 2.43 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสมที่ 1.5-2 บาทต่อลิตร)
อย่างไรก็ตามในส่วนของสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 26 ก.พ. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 78.01 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.07 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 69.07 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.14 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 73.16 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.14 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
ดังนั้นการที่ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น อาจส่งผลให้ค่าการตลาดผู้ค้าน้ำมันปรับลดลง ในกรณีไม่มีการปรับขึ้นราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันในช่วงนี้