ค้นหาด้วย ' peak ' ทั้งหมด 19 รายการ
ปตท.ยืนยัน PTTGEซึ่งเป็นบริษัทลูก ขายโครงการในอินโดฯโปร่งใส
ปตท. ยืนยันกระบวนการขายโครงการปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียของบริษัทปตท.กรีนเอ็นเนอร์ยี่ (PTTGE)ดำเนินการตามขั้นตอนที่โปร่งใส หลังคณะกรรมการตรวจสอบรายงานต่อบอร์ดปตท. เมื่อวันที่21 ก.ค. 2560ที่ผ่านมา เผยปตท. มีคดีที่ได้เป็นโจทก์ร่วมกับ PTTGE ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้อง ต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายแล้ว มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท และพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย หากมีการนำเสนอข่าวที่กระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร 
 
นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ รับผิดชอบกำกับดูแลสำนักกฎหมาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ปตท.กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTTGE) เปิดเผยว่า กรณีที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับกระบวนการขายโครงการต่างๆ ของ PTTGE ในประเทศอินโดนีเซียที่ดำเนินการไปแล้ว 4 ใน 5 โครงการนั้น ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน อาทิ การอนุมัติของคณะกรรมการชุดต่างๆ จนถึงคณะกรรมการของ ปตท.ซึ่งเป็นบริษัทแม่ โดยมีที่ปรึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาให้คำปรึกษาและดูแลกระบวนการอย่างรอบคอบ ถูกต้อง โปร่งใส ยืนยันการขายไปในราคาที่เหมาะสม
 
นอกจากนั้น คณะกรรมการตรวจสอบของ ปตท. ยังได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก  (Big Four) เข้ามาตรวจสอบการดำเนินการขายโครงการดังกล่าวอย่างละเอียดว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ และให้มารายงานต่อคณะกรรมการ ปตท. ซึ่งที่ปรึกษาได้มารายงานแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงทำให้เชื่อมั่นได้ว่าแนวทางปฏิบัติและการตัดสินใจขายโครงการ มิได้มีปัญหาอย่างที่เป็นข่าวแต่อย่างไร
 
ทั้งนี้กรณีดังกล่าวมีที่มาจาก เมื่อปี พ.ศ. 2555 ปตท. ที่มีฐานะเป็นบริษัทแม่ได้ตรวจพบหลักฐานความผิดปกติในการลงทุนจากขั้นตอนการซื้อที่ดินและการบริหารโครงการของ PTTGE ซึ่งดำเนินการลงทุนธุรกิจปาล์มน้ำมันที่ประเทศอินโดนีเซียในช่วงปี พ.ศ. 2550 จึงได้ทำการสอบสวนและลงโทษทางวินัยผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) พิจารณาสอบสวนและยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งตามหลักปฏิบัติธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ของกลุ่ม ปตท. พร้อมกับที่คณะกรรมการ ปตท. พิจารณายกเลิกการลงทุนและให้ดำเนินการขายทรัพย์สินเพื่อรักษาประโยชน์ขององค์กร
 
ปัจจุบัน ปตท. มีคดีที่ได้เป็นโจทก์ร่วมกับ PTTGE ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ คดีที่ยื่นศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท อันเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงทุน นอกจากนี้ หน่วยงานตรวจสอบภายใน ปตท. ได้ตรวจพบความผิดปกติจากความเสียหายของการลงทุน ซึ่งพบว่าเกี่ยวพันกับบุคคลภายนอก ดังนั้น คณะกรรมการ ปตท. จึงได้มีมติส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตามกฎหมาย โดยปัจจุบันเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้ผลการตรวจสอบด้านกระบวนการขาย ปตท. จะดำเนินการส่งมอบเพิ่มเติมให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลแพ่งเพื่อเร่งการพิจารณา และตัดสินเพื่อยืนยันความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของ ปตท. โดยเร็วที่สุด
 
สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อว่ามีผู้ฟ้องร้องผู้บริหารและอดีตผู้บริหาร ของ ปตท. เป็นการยื่นฟ้อง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งขณะนี้ศาลฯ รับเอกสารคำฟ้องไว้พิจารณา ยังไม่ได้มีคำสั่ง ประทับรับฟ้องแต่อย่างใด โดยศาลฯ จะมีกำหนดการนัดไต่สวนมูลฟ้องอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีความของ PTTGE อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล โดยเฉพาะศาลแพ่ง ได้มี คำสั่งมิให้มีการเผยแพร่ข้อมูล ปตท. จึงต้องเคารพต่อคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด
 
ดังนั้น หากบุคคลใดล่วงละเมิด มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือ กล่าวอ้างข้อมูลในคดีที่อยู่ ระหว่าง การพิจารณาของศาล ถือว่าไม่เคารพต่อคำสั่งศาลฯ รวมถึงให้ข่าวในเชิงก่อผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ปตท.  อาจนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายได้
 
ชง กพช.ปลดล็อคคลังแอลพีจีเขาบ่อยา ให้เอกชนรายอื่นใช้บริการได้ รองรับการเปิดเสรี

กระทรวงพลังงาน ชง กพช.  31 ก.ค. 2560 พิจารณาปลดล็อคคลังLPGเขาบ่อยาของปตท.เพื่อเปิดให้บุคคลที่สามเข้ามาใช้บริการได้ รองรับการเปิดเสรีทั้งระบบที่จะเริ่ม 1ส.ค. นี้  โดยจะมีการประกาศราคาแนะนำรายภูมิภาค ในแต่ละเดือนรวมทั้งการปรับเกณฑ์เก็บค่าธรรมเนียมส่งออก LPGจากเงินเหรียญสหรัฐเป็นเงินบาท เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อการปรับราคาบ่อยครั้ง   

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 ก.ค. 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เตรียมพิจารณาปลดล็อคมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เดิม ที่เคยกำหนดค่าใช้จ่ายคลังก๊าซหุงต้ม(LPG)และท่อของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ที่คลังเขาบ่อยา จ.ชลบุรีไว้ โดยการปลดล็อคนี้จะช่วยให้บุคคลที่สามสามารถเข้าไปใช้คลัง LPG ที่คลังเขาบ่อยาได้ เพื่อรองรับการเปิดเสรี LPG 1 ส.ค. 2560 นี้

“เดิม ครม.ให้ ปตท.ลงทุนคลังที่เขาบ่อยาเอง มีการกำหนดค่าใช้คลังและท่อเอาไว้ รวมถึงค่าตอบแทนการลงทุน โดยคลังแห่งนี้มีเพียงปตท.รายเดียวที่นำเข้า แต่เมื่อเปิดเสรี LPG แล้ว ก็ต้องปลดล็อคหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อให้บุคคลที่สามเข้ามาใช้คลังได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ”

โดยในเบื้องต้นทาง ปตท.ได้ส่งหลักเกณฑ์กำหนดค่าใช้คลังและท่อที่เขาบ่อยาใหม่มายังกรมธุรกิจพลังงานแล้ว โดยกรมฯจะพิจารณาเพื่อให้หลักเกณฑ์เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อรายใดรายหนึ่ง ซึ่งกรมฯจะประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวได้ในวันที่เปิดเสรีLPG นี้

ทั้งนี้การเปิดเสรีLPGดังกล่าว กรมฯมีความเป็นห่วงกรณีประชาชนจะไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงราคา LPG ที่จะปรับขึ้นลงตามกลไกราคาตลาดโลก และต้องยอมรับว่าในการเปิดเสรีของสินค้าทุกประเภท ราคาจะต้องมีขึ้นและลงตามกลไกต้นทุน โดยการเปิดเสรี จะทำให้มีผู้ประกอบการหลายรายทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้นและส่งผลดีต่อประชาชน เนื่องจากราคา LPGในตลาดโลกที่ปรับลดลงในช่วงนี้ จะส่งผลให้ราคาขายปลีก จะปรับลดลง ในขณะที่คุณภาพก๊าซ LPG รวมถึงคุณภาพถังก๊าซฯ จะได้รับการปรับปรุงและพัฒนาขึ้น   

นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า หลังจากประชุม กพช. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะมีการนัดประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ในวันที่ 1 ส.ค. 2560 ซึ่งจะมีการพิจารณาดำเนินการตามมาตรการ LPG เสรี โดยจะยกเลิกการประกาศราคา LPG รายเดือนที่มีราคาเดียว แต่จะมีการประกาศราคาแนะนำLPG รายภูมิภาคในแต่ละเดือนแทน รวมทั้งการพิจารณาเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออก LPG จากเดิมที่สำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)เรียกเก็บอยู่ 20 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือประมาณ 700 บาทต่อตัน โดยกรมฯจะเสนอให้เก็บเป็นสกุลเงินบาทแทน เพื่อไม่ต้องปรับราคาขึ้นลงบ่อยครั้งตามการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน   โดยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออก LPG เพื่อเป็นการป้องกัน ผู้ประกอบการไม่ให้ลักลอบนำ LPG ที่สำแดงว่าจะนำเข้ามาใช้ในประเทศ แต่กลับนำไปขายส่งออกเพื่อเอากำไรส่วนต่าง 

สปท.พลังงานเน้น5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องปฎิรูปให้รัฐมนตรีพลังงานพิจารณา
สปท.ด้านพลังงาน เสนอรายงานผลการศึกษาปฏิรูปพลังงาน 17 เรื่องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เน้น 5 เรื่องเร่งด่วนควรทำก่อนได้แก่ เรื่องพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ,การออกเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน ,พ.ร.บ.พลังงานทดแทน ,การจัดตั้งบริษัทจัดการพลังงานสำหรับหน่วยงานรัฐ  และ การตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ   ในขณะเดียวกัน ก็ไล่บี้ให้ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ เปิดเผยแหล่งที่มาของเงินสนับสนุน เพื่อความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล
 
เมื่อวันที่26 ก.ค. 2560  คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ซึ่งนำโดยนายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานคณะกรรมาธิการ ได้นำ “รายงานข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านพลังงาน” ทั้ง 17 เรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการฯได้ดำเนินการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เสนอต่อพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมีผู้บริหารระดับสูง ทั้งอธิบดีของทุกกรมในกระทรวงพลังงาน  คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)  ผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และผู้บริหารบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เข้าร่วมรับฟัง  โดยถือเป็นการนำเสนอรายงานอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ สมาชิกสปท.ทุกคนจะหมดหน้าที่ในวันที่ 31 ก.ค. 2560 นี้
 
โดยนาย คุรุจิต นาครทรรพ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ของสปท. กล่าวว่า  รายงานข้อเสนอแนะด้านพลังงาน 17 เรื่องที่มีการนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  แบ่งออกเป็น2 กลุ่ม คือกลุ่มที่1เป็นรายงานที่ผ่านความเห็นชอบจาก สปท.ชุดใหญ่  จำนวน11 เรื่องได้แก่
 
1. บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ....(สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่15 ก.พ.2559)
 
2.การอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (Building Energy Code : BEC) (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่1 มี.ค.2559)
 
3.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company : ESCO) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2559)
 
4.ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. ....(สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2559)
 
 5. การพัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ (National Energy Information Center : NEIC) ....(สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 26 ก.ย.2559)
 
6.  แนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งเอทานอลและไบโอดีเซล ....(สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2559)
 
7. การปฏิรูปการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2559)
 
8.  การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลไม้โตเร็ว เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับเกษตรกร สร้างป่าและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2560)
 
9.  แนวทางส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่5 มิ.ย.2560)
 
10. การส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชนและระดับครัวเรือน (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 11 ก.ค.2560)
 
11. การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงาน (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 11ก.ค.2560)
 
ส่วนกลุ่มที่2 เป็นรายงานที่ผ่านความเห็นชอบจาก คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ หรือวิป สปท. อีกจำนวน6 เรื่อง ได้แก่
 
1. การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกำหนดนโยบายและการกำกับกิจการพลังงาน
 
2. ข้อเสนอแนะการปฏิรูปและผลการรับฟังความคิดเห็นเรื่องการผูกขาดธุรกิจด้านพลังงาน
 
3  ผลการศึกษาการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงในภาครัฐ
 
4.  ข้อเสนอแนะข้อพิจารณาการกำหนดสัดส่วนพลังงานทดแทนแต่ละประเภทเพื่อการผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงและต้นทุนที่เหมาะสม
 
5.แผนการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าโดยรัฐ
 
6. ข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานชาติ
 
นาย คุรุจิต กล่าวว่า แนวทางที่ สปท.ด้านพลังงานนำเสนอไว้ทั้งหมด สอดคล้องกับแนวทางเดียวกันกับที่ภาครัฐต้องการดำเนินการ แต่เนื่องจากบางข้อเสนอเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงจึงต้องนำไปพิจารณาก่อนเพื่อดำเนินการตามความเหมาะสมของสถานการณ์ต่อไป  อย่างไรตาม สปท. ด้านพลังงาน เห็นว่า เรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงพลังงานควรดำเนินการก่อนมีด้วยกัน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การจัดทำ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.... ที่ตอนนี้กระทรวงพลังงานรับไปดำเนินการอยู่ 2.การออกเกณฑ์มาตรฐานอคารด้านพลังงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกกฎหมายจากทางกระทรวงมหาดไทย 3.การจัดทำ พ.ร.บ.พลังงานทดแทน 4.การจัดตั้งบริษัทจัดการพลังงานสำหรับหน่วยงานรัฐ  ซึ่งปัจจุบันมีเพียงภาคเอกชนที่มีองค์กรดังกล่าวทำหน้าที่ให้กู้เงินดำเนินการด้านประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ผลประโยชน์ที่ได้จะแบ่งปันกันระหว่างผู้กู้และองค์กรบรรษัทจัดการพลังงาน ซึ่งรูปแบบดังกล่าวยังไม่มีในภาครัฐ จึงควรดำเนินการให้เกิดขึ้นเช่นกัน และ5.การตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ
  
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญล่าสุดที่ทางสปท.พลังงานมีผลการศึกษาออกมา  คือ "ข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานชาติ" ซึ่งบรรจุเป็นข้อสุดท้าย และเป็นข้อเสนอที่ระบุให้องค์กรพัฒนาเอกชน(NGO)มีธรรมภิบาลที่มากขึ้น รวมทั้งการ เปิดเผยข้อมูลด้านแหล่งเงินทุน วัตถุประสงค์การดำเนินงาน ผลงานที่ผ่านมา โดยรัฐสามารถที่จะยกเลิกวีซ่าเข้าเมือง หากพิสูจน์ได้ว่ามีการเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ซึ่ง เอ็นจีโอ ควรต้องมีความโปร่งใสเช่นเดียวกับภาครัฐที่มีการตรวจสอบมากมายจากหลายองค์กร
 
ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว นายคุรุจิต กล่าวว่า ภาครัฐได้มาถาม สปท. แล้วว่าจะให้มีการส่งเสริมธรรมภิบาลองค์กร NGO อย่างไร เพราะบางครั้งมีการดำเนินงานเกินขอบเขต วุ่นวายและก่อให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ  เช่น การรับฟังความเห็นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่  โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา รวมถึงการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ เป็นต้น แต่ไม่ได้เหมารวม NGO ยกเข่ง เน้นที่ก่อให้เกิดปัญหาจริง ดังนั้น สปท.ต้องไปศึกษาข้อมูลหลายด้านรวมถึงข้อมูลจากต่างประเทศเพื่อให้ NGO มีความโปร่งใส จึงต้องมีการเผยแหล่งที่มาของเงินทุน วัตถุประสงค์การดำเนินงาน ว่ามุ่งด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้นหรือไม่
 
นอกจากนี้ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในกระบวนการรับฟังความเห็น โดยต้องให้สัดส่วนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังความเห็นมากกกว่าคนนอกพื้นที่ โดยควรมีสัดส่วนคนในพื้นที่ถึง 70%  ที่เหลือ 10% เป็นตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ อีก 10% เป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ และ 10% เป็นนักวิชาการ บุคคลภายนอก เป็นต้น ซึ่งอาจช่วยแก้ปัญหาการล้มเวทีประชาพิจารณ์เหมือนที่เคยเกิดขึ้นได้
 
นายคุรุจิต กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ สปท.ว่า หลังจากกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ของ สปท.ได้ส่งสรุปรายงานซึ่งใช้เวลาศึกษา 22 เดือน ต่อกระทรวงพลังงานแล้ว ทาง สปท.ด้านพลังงาน มีกำหนดจะเดินทางไปส่งมอบงานต่อนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภา โดยสมาชิก สปท.ทุกคนจะหมดหน้าที่ลงในวันที่ 31 ก.ค.2560 นี้
 
กกพ.เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟ รับมือ"โซลาร์รูฟท็อป"แทนการเก็บค่าBack up

กกพ.เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐาน รับมือกระแสคนแห่ติดโซลาร์เซลล์ หลังต้นทุนการผลิตปรับลดลงมามาก  ในขณะที่การจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า(Backup Rate ) จะเน้นเก็บผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองรายใหญ่ที่ไม่ใช่กลุ่มโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายใน1-2เดือนนี้ พร้อมปรับพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าให้ทันสถานการณ์ เพื่อปรับลดการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่โรงใหม่ที่ไม่จำเป็น  ในขณะที่นักวิชาการยกกรณีตัวอย่างการแก้ปัญหาของต่างประเทศที่มีการเก็บภาษีแดด(Sun Tax )และการเก็บอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ กับกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 

เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2560 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดสัมมนาเรื่อง"Backup Rate กับ โซลาร์เซลล์ ข้อเท็จจริงที่ควรรู้ ? โดยเชิญวิทยากร3 คน ประกอบด้วย นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และดร.บุญรอด  สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการพลังงานอิสระ และอดีตข้าราชการกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) มาบรรยายให้ข้อมูลเกี่ยวกับโซลาร์รูฟท็อปกับธุรกิจไฟฟ้า และแนวทางการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โดย นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)  กล่าวว่า แนวโน้มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป ที่ถูกลงมาก เหลือประมาณ3 บาทกว่าต่อหน่วย  ซึ่งถูกกว่าราคาขายปลีกไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายขายให้กับผู้บริโภค ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) ที่ประมาณ4 บาทกว่า จะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน และต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าช่วงกลางคืน จะหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟใช้เองกันมากขึ้น  เพราะมีความคุ้มค่าที่จะลงทุน  โดยที่ไม่รอนโยบายโซลาร์รูฟท็อปเสรีจากรัฐ  ซึ่งคาดว่าเมื่อกลไกตลาดของโซลาร์รูฟท็อปเริ่มทำงาน  ภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นในระบบของการไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น   เนื่องจากการไฟฟ้าได้มีการลงทุนโรงไฟฟ้า และลงทุนระบบสายส่งเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่จะมีรายได้จากการขายไฟฟ้าลดลง 

สำหรับการจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า (Backup Rate) นั้น ที่กกพ.ได้มีการศึกษาไว้แล้ว จะมีการจัดเก็บสำหรับกลุ่มที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตนเองและใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองเป็นหลัก แต่ต้องการสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ทดแทนกรณีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตัวเองขัดข้องหรือหยุดซ่อมและบำรุงรักษา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ใช้เชื้อเพลิงหลายประเภททั้งฟอสซิลและพลังงานทดแทน และเป็นรายใหญ่ เช่น กลุ่มโรงงานน้ำตาล หรือกลุ่มโรงงานผลิตผงชูรส  รวมทั้งกลุ่มที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตนเอง ผลิตไฟฟ้าด้วยระบบ Cogeneration และผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นหลัก แต่ต้องการสำรองไฟฟ้าไว้ใช้กรณีที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตัวเองขัดข้องหรือหยุดซ่อมบำรุง โดยกลุ่มนี้ มักจะเป็นโรงไฟฟ้าที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าการกำหนดอัตราจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า สำหรับสองกลุ่มนี้ จะได้ข้อสรุป ภายใน1-2 เดือนข้างหน้านี้

อย่างไรก็ตามในส่วนกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าอื่นๆที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในลักษณะกึ่งสำรอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวัน และกับมาซื้อไฟฟ้าจากระบบของการไฟฟ้า ในช่วงกลางคืน หรือในช่วงที่โซลาร์รูปท็อฟ ผลิตไฟฟ้าไม่ได้นั้น  กกพ.ยังไม่ได้มีแนวคิดที่จะจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับจากการจดแจ้งล่าสุดนั้น โซลาร์รูฟท็อปที่ติดตั้งใช้เอง กลุ่มนี้ มีอยู่ประมาณไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง1% ของกำลังการผลิตที่มีอยู่ทั้งหมด ถือว่ามีปริมาณที่ไม่มากและยังไม่ส่งผลกระทบอะไรกับระบบโดยรวม  ซึ่งข้อมูลที่ ทางทีดีอาร์ไอ ทำการศึกษาออกมา ระบุว่าโซลาร์รูฟท็อป ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ต้องมีถึงประมาณ10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด  จึงจะส่งผลกระทบ

ดังนั้นข้อกังวลเรื่องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่จะเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการมองไปในอนาคตที่ทุกฝ่ายจะต้องปรับตัวและเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า ทั้งการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะมีความแม่นยำ ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ  พีดีพี  ที่จะต้องระมัดระวัง ไม่ให้เกิดการลงทุนที่มากเกินไป  โดยเฉพาะ หากระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน มีราคาที่ถูกลง และแต่ละครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปพร้อมระบบแบตเตอรี่  ความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ก็จะยิ่งลดน้อยลง 

"ทุกฝ่ายต้องปรับตัว หน่วยงานกำกับดูแล อย่างกกพ.หรือเรกูเลเตอร์ และทั้งสามการไฟฟ้า ต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต และจะมีความซับซ้อนและยุ่งยากในการบริหารจัดการมากขึ้น  ทั้งการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า การปรับแผนพีดีพี รวมทั้งการปรับโครงสร้างไฟฟ้าฐานที่กำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ ก็ต้องเปลี่ยน  เพราะถ้าพีคไฟฟ้าไปเกิดในช่วงกลางคืนจากที่เกิดในช่วงกลางวัน  อัตราค่าไฟฟ้าที่เคยเก็บกลางคืนในอัตราต่ำกว่าช่วงกลางวัน ในระบบค่าไฟแบบทีโอยู ก็จะต้องปรับให้แพงขึ้น  โดยบวกคิดค่าDemand Charge ซึ่งรวมค่าลงทุนเรื่องโรงไฟฟ้าและสายส่งทั้งหมดเอาไว้  รวมเข้าไปด้วย ซึ่งเชื่อว่าหากโครงสร้างค่าไฟฟ้าสะท้อนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง และครอบคลุมต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า(Backup Rate) สำหรับกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตไฟใช้เองอีก " นายวีระพล กล่าว 

นายวีระพล กล่าวว่า โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่จะมีการปรับปรุงใหม่นั้นจะเริ่มใช้ในปี2561-2564 โดยการจัดเก็บค่าDemand Charge กับกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ใช้เอง อาจจะไม่ได้มีอัตราที่สูงมาก เพราะในอีกมุมหนึ่ง การติดตั้งโซลารรูฟท็อป ก็มีข้อดี ในส่วนที่เข้ามาช่วยลดพีคไฟฟ้าลง  โดยจะช่วยให้กฟผ. ไม่ต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงในช่วงพีค คือโรงไฟฟ้าประเภทกังหันก๊าซ หรือPeaking Plant   เพราะแต่ละครัวเรือนต่างช่วยผลิตไฟฟ้าทดแทนไปแล้ว   นอกจากนี้ ข้อดีของอีกประการของโซลาร์รูฟท็อปยังช่วยลดการสูญเสียในระบบสายส่ง  ซึ่งการที่กฟผ.ต้องส่งไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งในระยะทางไกลๆ นั้นมักจะเกิดloss หรือไฟฟ้าหายไปจากระบบ 

ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม  กล่าวว่า แนวโน้มของการติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์รูฟท็อปที่จะเพิ่มความนิยมมากขึ้นนั้น เข้าใจว่า ทางกฟผ.ก็มีการเตรียมแผนรองรับบางส่วนเอาไว้อยู่แล้ว โดยในแผนพีดีพี2015 ล่าสุดนั้น กฟผจะมีการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ประมาณ2,100 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมาช่วยแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ได้ส่วนหนึ่ง

ทั้งนี้ การติดโซลาร์รูฟท็อปนั้น  ในภาพรวมก็มีข้อดี  ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง จากต้องพี่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงลงได้ ในขณะที่ประโยชน์ของผู้ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อปก็ไม่ต้องมีความเสี่ยงที่รัฐจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในอนาคต เพราะไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนที่ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า  ไม่ต้องไปแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่รัฐมีนโยบายช่วยค่าไฟฟ้าให้กับคนจน  รวมทั้งไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเชื้อเพลิงอื่นๆที่จะเพิ่มสูงขึ้น   ในขณะที่ข้อเสียของการติดตั้งคือการต้องใช้เงินลงทุนสูงในช่วงแรก และการผลิตไฟฟ้ามีข้อจำกัดที่ผลิตได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดเท่านั้น

ดร.อุริช กล่าวว่า โดยทั่วไป ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าหลักๆก็คือ  ต้นทุนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ที่จะต้องพร้อมรองรับความต้องการ   และต้นทุนค่าเชื้อเพลิง  และการดูแลบำรุงรักษา   แต่ในกรณีที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันมากขึ้น  และไม่ต้องการโรงไฟฟ้าจากระบบ เพราะมีไฟฟ้าใช้เอง  โรงไฟฟ้าก็ยังต้องเดินเครื่องให้มีความพร้อมจ่าย  ต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิง ในการเดินเครื่อง ในขณะที่รายได้จากการขายไฟลดลง  ทำให้ต้นทุนของระบบเพิ่มขึ้น 

ความนิยมในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ที่มากขึ้น และกระทบต่อต้นทุนระบบโดยรวมนั้น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แก้ปัญหาด้วยการ  คิดอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำกับผู้ที่ติดตั้งแต่ยังซื้อไฟฟ้าจากระบบใช้  ในขณะที่สเปน แก้ปัญหาด้วยการเก็บภาษีแดด หรือSun Tax กับผู้ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

ดร.อุริช  ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปว่า ทุกฝ่ายจะต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำหรือความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ( Strict Social Justice )  และฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ควรต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งปันให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์ (Learn to Share) 

ด้าน.ดร.บุญรอด  สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการพลังงานอิสระ  ซึ่งเคยรับราชการในกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนในเรื่อง ของพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร และชีวมวล  เนื่องจากเป็นประเทศที่ทำเกษตรกรรม  โดยแนวโน้มต้นทุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ยังลดลงเรื่อยๆ จนมีต้นทุน ต่ำกว่า4บาทต่อหน่วย ในกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 150 หน่วยต่อเดือน  ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าไฟฟ้าซึ่งการไฟฟ้าจำหน่ายให้หน่วยละ 4.22 บาท นั้น ก็ยิ่งทำให้คนหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองเพิ่มขึ้น   ไม่ว่ารัฐจะมีนโยบายสนับสนุนหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นรัฐจึงมีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงระบบข้อมูลให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง  เพื่อกำหนดทิศทางและนโยบายในการกำกับดูแลที่เหมาะสม 

 

หนุน วิศวฯมช.ขยายผลระบบควบคุมอัตโนมัติในบอยเลอร์โรงงานอุตฯเพิ่มอีก200ลูกในปี2560
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  และสนพ. สนับสนุน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขยายผลโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ  อีก200ลูกในปี2560 หวังผลประหยัดพลังงานได้83ล้านบาท  เผยผลวิจัยและพัฒนา ที่ผ่านมาสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยถูกกว่าระบบควบคุมอัตโนมัตินำเข้า กว่า1ใน3 
 
นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินโครงการการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ  เพื่อให้การผลิตไอน้ำสำหรับใช้ในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 
 
โดยผลการวิจัยและพัฒนา สามารถได้ระบบควบคุมอัตโนมัติที่มีคุณภาพระดับเกรดอุตสาหกรรม เป็นเทคโนโลยีของคนไทย และมีราคาต่ำเพียง 1 ใน 3 เทียบกับระบบที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่ง เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นนั้นมี 2 ประเภทคือ เทคโนโลยีการควบคุมประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ใช้เซ็นเซอร์วัดปริมาณอ็อกซิเจน (O2 sensor) ในไอเสีย ร่วมกับชุดปรับอากาศสำหรับการเผาไหม้เชื้อเพลิงโดยการควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์พัดลม (VSD) และ เทคโนโลยีการควบคุมปริมาณน้ำโบลว์ดาวน์ที่ใช้เซ็นเซอร์วัดความเข้มข้นของสารไม่ละลาย (TDS) ของน้ำในหม้อน้ำ  ซึ่งจากผลการสาธิตใช้กับหม้อน้ำในโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 62 ลูก พบว่า เทคโนโลยีการควบคุมประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิง สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของมอเตอร์ป้อนอากาศสำหรับการเผาไหม้ได้ประมาณ 12% ถึง 34% และลดการใช้เชื้อเพลิงลงได้ระหว่าง 1% ถึง 5% ในส่วนของเทคโนโลยีการควบคุมการโบลว์ดาวน์แบบอัตโนมัติสามารถลดการสูญเสียความร้อนลงได้ประมาณ 1.5% คิดเป็นผลการประหยัดพลังงานรวมได้กว่า 513 toe/ปี โดยมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยระหว่าง 0.5 ถึง 4 ปี ขึ้นกับเทคโนโลยีที่เลือกและระยะเวลาการทำงานของหม้อน้ำ
 
นายทวารัฐ กล่าวว่า จากผลสัมฤทธิ์ดังกล่าว กองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และ สนพ. เล็งเห็นว่ายังเหลือหม้อน้ำที่มีศักยภาพในการลดการใช้พลังงานอีกจำนวนมากในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จึงได้มอบหมายให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินโครงการขยายผลการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ เพื่อดำเนินการต่อยอดการช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ใช้หม้อน้ำในกระบวนการผลิต เพิ่มอีกจำนวน 200 ลูก ด้วยการสนับสนุนเงินลงทุนร้อยละ 30  คาดว่า ผลการสนับสนุนจะมีผลการประหยัดรวมทั้งหมดจำนวนปีละ 83 ล้านบาท อย่างไรก็ดียังมีหม้อน้ำทั่วประเทศอีกจำนวนกว่า 8,000 ลูกที่ยังเป็นระบบเดิม ซึ่งใช้คนในการควบคุมการทำงาน (manual control) โดยถ้าหากเปลี่ยนมาเป็นระบบควบคุมแบบอัตโนมัติจะมีศักยภาพผลการประหยัดรวมกว่า 2,800 ล้านบาท/ปี
 
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนการอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ของกระทรวงพลังงาน  ที่ได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดความเข้มของการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2579 โดยต้องลดการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ให้ได้ทั้งสิ้น 56,142 ktoe  และมีเป้าหมายของการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 22 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งหามาตรการประหยัดพลังงานที่ให้ผลการประหยัดอย่างเป็นรูปธรรม
 
โดย บอยเลอร์ ในโรงงานอุตสาหกรรม มีจำนวนทั่วประเทศกว่าหนึ่งหมื่นลูกมีปริมาณการใช้พลังงานเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไอน้ำกว่า 7,700 ktoe/ปี คิดเป็นมูลค่าต้นทุนในการผลิตไอน้ำรวมกว่า 144,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น การหาแนวทางในการลดการใช้พลังงานในหม้อน้ำจึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายแผนการอนุรักษ์พลังงานดังกล่าวได้
 
สำหรับ ผู้ที่สนใจข้อมูลโครงการ “ขยายผลการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำด้วยระบบควบคุมอัตโนมัต” โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร.053-944146 ต่อ 943 และ 085-0326311
ผู้บริหารปตท.ถอดบทเรียนความล้มเหลวNOC ของเม็กซิโก

ผู้บริหารปตท.ถอดบทเรียนความล้มเหลวบรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC)ของประเทศเม็กซิโก จากที่เคยยึดกิจการพลังงานต่างชาติมาเป็นของรัฐแล้วดำเนินธุรกิจพลังงานแบบผูกขาด เมื่อ80ปีที่แล้ว ต้องปฎิรูปกลับสู่การค้าเสรีเพื่อให้เกิดการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากภาคเอกชนทั้งในและนอกประเทศ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC)รายงานว่า คณะผู้บริหารของปตท. ซึ่งนำโดยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ประธานบอร์ด  และนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการปฎิรูปพลังงานที่ประเทศเม็กซิโก ช่วงวันที่6-12 มี.ค. ที่ผ่านมา  โดยทั้งนายปิยสวัสดิ์ และนายเทวินทร์ ต่างได้โพสต์ข้อความสรุปถึงการดูงานครั้งนี้ผ่านช่องทางเฟซบุคส่วนตัว “Piyasvasti Amranand” และเพจ Tevin at PTT  โดยชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศเม็กซิโก ในอดีต ที่มีการยึดกิจการพลังงานต่างชาติมาเป็นของรัฐแล้วดำเนินธุรกิจพลังงานแบบผูกขาด

โดยในเฟซบุค Piyasvasti Amranand  ซึ่งโพสต์ข้อความเมื่อวันที่11 มี.ค. นั้นสรุปสาระสำคัญของการเดินทางไปดูงานในครั้งนี้ ที่ได้พบกับ ทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการไฮโดรคาร์บอน หรือ CNH  ที่มีบทบาทเทียบเท่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ของไทย  และได้ร่วมหารือกับรัฐมนตรีช่วยพลังงานของเม็กซิโก  ที่ตอบข้อสงสัยของคณะผู้บริหารปตท.อย่างละเอียด  รวมทั้งได้พบกับ พีเม็กซ์(PEMEX) ซึ่งเป็น บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ของเม็กซิโก

“ ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมามีการปฏิรูปพลังงานในเม็กซิโกอย่างรวดเร็วโดยเป็นไปในทิศทางคล้ายกับประเทศไทยในปัจจุบัน หลังจากที่นโยบายเดิมทำให้กิจการพลังงานเสื่อมโทรมลงมาด้วยตลอด 80 ปีที่ผ่านมา แต่ที่น่าสลดใจก็คือมีกลุ่มบุคคลในประเทศไทยที่ต้องการปฏิรูปพลังงานไทยเพื่อให้ย้อนยุคไปเหมือนเม็กซิโกเมื่อ 80 ปีที่แล้ว”  นายปิยสวัสดิ์  เขียนข้อความบางตอนไว้ในเฟซบุค  

พร้อมขยายความถึงการดำเนินนโยบายของเม็กซิโก ก่อนที่จะมีการปฏิรูปพลังงาน ไว้ด้วยว่า  รัฐบาลยึดกิจการปิโตรเลียมทั้งหมดไว้ และให้ Pemex  ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเม็กซิโก ที่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ทั้งกำกับดูแล เป็นผู้ลงทุน และ เป็นโอเปอเรเตอร์ ของธุรกิจปิโตรเลียม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ  ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือ  ธุรกิจของ PEMEX นั้นขาดประสิทธิภาพ ไม่เกิดการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และขาดเงินลงทุน   โดยในช่วงดังกล่าว การสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมสามารถทำได้อย่างเดียวคือการจ้างผลิต (service contract ) เพราะกฏหมายไม่เปิดช่องให้มีการร่วมทุนกับต่างชาติ  ซึ่งทำให้ PEMEX เป็นผู้ลงทุนและรับความเสี่ยงเอง ทั้งหมด  สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปริมาณสำรองปิโตรเลียมลดลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีการสำรวจแหล่งใหม่ๆโดยเฉพาะในทะเลลึก ผลผลิตปิโตรเลียมลดลง (หลังจากที่การผลิตของแหล่ง Cantarell ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด ลดลง) จนต้องนำเข้าน้ำมันเข้ามาใช้บริโภคภายในประเทศ (ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ดินจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีศักยภาพพอในแง่เงินลงทุนและเทคโนโลยี ที่จะขุดขึ้นมาใช้)

ปัญหาวิกฤตดังกล่าว ทำให้รัฐบาลเม็กซิโก ต้องเร่งการปฏิรูปพลังงานในปี 2556  โดยมีการแก้ไขข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ มีใจความสำคัญ คือ 1. รัฐยังคงเป็นเจ้าของทรัพยากรใต้ดินทั้งหมด เช่นเดียวกับประเทศไทย   2. เปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมได้แทนที่จะมีเฉพาะ  PEMEX แต่เพียงผู้เดียวโดย CNH สามารถเลือกใช้รูปแบบสัญญาการสำรวจได้ 3 รูปแบบ คือ License (ซึ่งคือระบบสัมปทานในไทย) Production sharing contract, Profit sharing เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้นักลงทุนต่างชาติ  3. จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลด้านปิโตรเลียมและไฟฟ้า และยุติบทบาทการผูกขาดของ PEMEX เปิดให้มีการแข่งขันเสรี กล่าวคือ PEMEX มีลักษณะคล้ายกับ ปตท. ในปัจจุบันมากขึ้น   4. เปิดให้มีการแข่งขันในกิจการขายก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า ซึ่งในส่วนนี้ เม็กซิโก มีการดำเนินการที่ก้าวหน้าไปมากกว่าประเทศไทย

ในส่วนหน้าเพจ Tevin at PTT ซึ่งโพสต์ข้อความในวันที่12 มี.ค. นั้น ก็สรุปเนื้อหาไปในทิศทางเดียวกันถึง บทเรียนจากความล้มเหลวของนโยบาย Nationalization ที่ทำให้วันนี้ เม็กซิโก ต้องเปลี่ยนจากการผูกขาดโดย บรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC) ไปสู่ Competition & Transparency เพื่อดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากภาคเอกชน ทั้งในและนอกประเทศ

เม็กซิโกนั้นเป็นประเทศที่ใหญ่กว่าไทยถึง  4 เท่า มีพลเมือง มากกว่าไทยเกือบ 2 เท่า และมีศักยภาพปิโตรเลียมสูงกว่าไทยมาก โดยในอดีตเคยรุ่งเรืองจากการส่งออกน้ำมันดิบถึง 1 ใน 4 ของโลก

เพจ Tevin at PTT สรุปถึงเหตุผลที่เม็กซิโก ต้องดำเนินนโยบายการปฎิรูปพลังงาน เพราะ มีปริมาณสำรองและการผลิตลดลงจนประเทศที่เคยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ต้องกลายเป็นผู้นำเข้าปิโตรเลียม  ในขณะที่ PEMEX ขาดเทคโนโลยีและเงินทุน ไม่สามารถสำรวจและพัฒนาศักยภาพที่มี  โดยมีการเชิญชวนให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่ เช่น เอ็กซอน เชลล์ บีพี เข้ามาลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งสำรวจพื้นที่น้ำลึก ลงทุนโรงกลั่น เปิดปั๊มน้ำมัน    ในขณะเดียวกัน ก็ต้องปรับราคาน้ำมันขึ้นไปตามกลไลตลาดและเรียกเก็บภาษีน้ำมันเพื่อนำรายได้จากภาษีมาพัฒนาประเทศ  เนื่องจากไม่สามารถที่จะคงนโยบายอุ้มราคาน้ำมันในประเทศต่อไปได้

“ นี่เป็นทิศทางพลังงานของประเทศเม็กซิโก สอดคล้องกับหลายประเทศที่เคยมีแนวทางยึดกิจการพลังงานมาเป็นของรัฐ ซึ่งวันนี้พิสูจน์แล้วว่าสร้างปัญหาในระยะยาว ต่างจากประเทศที่ส่งเสริมการค้าเสรีภายใต้การกำกับที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมของภาครัฐ ซึ่งส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้มแข็ง และสามารถพัฒนาศักยภาพของประเทศได้เต็มที่” เพจ Tevin at PTT ระบุไว้ในตอนท้าย

ขอบคุณภาพประกอบ ข่าวจาก เฟซบุค Piyasvasti Amranand

รัฐสูญรายได้วันละ26ล้านบาท นายกรัฐมนตรีสั่งเร่งแก้ปัญหาการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ส.ป.ก.

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้ คณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.) ที่มีนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน เมื่อวันที่ 19 มิ.ย 2560 รับทราบปัญหาการใช้พื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม( ส.ป.ก. )เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่ทำให้รัฐสูญรายได้วันละ26ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้ทางออกในการแก้ไขปัญหา ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่20 มิ.ย.นี้

โดยในการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานในการประชุม ทางกระทรวงพลังงาน ได้รายงานถึงปัญหาการใช้พื้นที่ส.ป.ก. เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  ที่ได้มีการสั่งให้หยุดการผลิตปิโตรเลียม หลังศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาเมื่อวันที่1 มิ.ย.2560  เพิกถอนระเบียบ เรื่อง”การให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฎิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ.2541 ที่ใช้พิจารณาอนุญาตสำหรับกิจการปิโตรเลียม

ทั้งนี้ ในส่วนพื้นที่ ส.ป.ก. ที่เป็นพื้นที่สงวนเพื่อสำรวจและพัฒนาศักยภาพปิโตรเลียม นั้น ทางบริษัทผู้รับสัมปทาน ปิโตรเลียมได้ชำระเงินค่าสงวนพื้นที่ล่วงหน้า5ปี แล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการตามแผนและไม่สามารถขอรับเงินค่าสงวนพื้นที่คืนได้   ส่วนพื้นที่ผลิตปิโตรเลียม ต้องหยุดการผลิตและไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อสร้างสถานีผลิตและแนวท่อขนส่งปิโตรเลียมที่สำรวจพบได้   ทำให้รัฐขาดรายได้จากค่าภาคหลวงปิโตรเลียม

โดยปิโตรเลียมในพั้นที่ ส.ป.ก. ที่ต้อง หยุดผลิตนั้น แยกเป็นน้ำมันดิบ 16,000บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นร้อยละ50ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบบนบก  มูลค่าประมาณ 28 ล้านบาทต่อวัน   ก๊าซธรรมชาติ  110 ล้านลบ.ฟุต ต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 69 ของการผลิตก๊าซบนบก  มูลค่า 19.25 ล้านบาทต่อวัน  ก๊าซธรรมชาติเหลว 100 บาร์เรลต่อวัน  คิดเป็นร้อยละ25 ของการผลิตบนบก  มูลค่า 0.175ล้านบาทต่อวัน  รวมมูลค่าผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด 47.4 ล้านบาทต่อวัน 

ซึ่งมีการรายงานที่ให้ประชุมรับทราบด้วยว่า ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะภาคพลังงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ด้วย  เนื่องจาก มีส่วนที่เป็นส่วนรายได้เข้ารัฐจากการจัดเก็บค่าภาคหลวงประมาณ26 ล้านบาทต่อวัน  โดยจำนวนดังกล่าว เป็นส่วนที่ต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.55 ล้านบาทต่อวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงมหาดไทย ไปหารือร่วมกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้  ซึ่งคาดว่าจะมีการรายงานให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในการประชุมวันที่20มิ.ย.นี้

ด้าน นายวีระศักดิ์  พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  กล่าวว่า การให้สัมปทานปิโตรเลียมในพื้นที่ใดๆ หากมีแปลงสัมปทานอยู่ในพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับ ดูแลด้านการสำรวจและการผลิตปิโตรเลียมได้กำชับและสั่งการให้บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม นั้น ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบในการเข้าพื้นที่อย่างเคร่งครัด

สำหรับแปลงสัมปทานในพื้นที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร นั้น ได้รับสัมปทานเมื่อปี พ.ศ. 2522 และบริษัทผู้รับสัมปทานมีการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมและมีการผลิตน้ำมันดิบเพื่อใช้ประโยชน์ภายในประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524  โดยเป็นการดำเนินการก่อนที่จะมีการกันพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.  ซึ่งต่อมาเมื่อมีการประกาศพระราชกำหนดพื้นที่ ส.ป.ก. บริษัทผู้รับสัมปทานก็ได้ดำเนินการยื่นขออนุมัติเข้าใช้พี้นที่ตามกฎระเบียบของ ส.ป.ก.อย่างถูกต้องในทุกขั้นตอน

 นายวีระศักดิ์ กล่าวด้วยว่า  การใช้พื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เป็นการให้โอกาสประเทศในการนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ประโยชน์ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศในรูปแบบค่าภาคหลวงปิโตรเลียม โดยจัดสรรให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นถึงร้อยละ 60 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านบาท

 นอกจากนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังมีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด อาทิ การนำก๊าซธรรมชาติที่จำเป็นต้องเผาทิ้งบางส่วนมาใช้แทนก๊าซหุงต้มในการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรของท้องถิ่น ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มสหกรณ์หนองตูม อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย   

"อนันตพร"ยันปลัดพลังงานคนใหม่ไม่มีข้ามห้วย

รัฐมนตรีพลังงานยันเสนอตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ สัปดาห์หน้า การันตีไม่มีข้ามห้วยจากกระทรวงอื่น  ในขณะที่ตัวเต็ง เหลือ3ชื่อ “ธรรมยศ” “วิฑูรย์” และ “ประพนธ์”

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ตอบคำถามสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560 ถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ว่าแทนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือน ก.ย. 2560  ว่า  กระทรวงพลังงานจะเสนอรายชื่อปลัดกระทรวงพลังงานใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในสัปดาห์หน้านี้( 25ก.ค. 2560)  โดยยืนยันว่าปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่จะมาจากผู้บริหารในกระทรวงพลังงานแน่นอน ไม่มีการข้ามห้วยจากกระทรวงอื่น

พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า การคัดเลือกตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่มีการล็อคสเปคหรือเอื้อประโยชน์ต่อใครแน่นอน ทั้งนี้พิจารณาจากอาวุโส มีความสามารถ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในช่วงที่ผ่านมา  และเชื่อว่าจะทำงานประสานกับทุกฝ่ายได้ดีในอนาคต

“คนที่เลือกมาเป็นปลัดคนใหม่เป็นคนในกระทรวงพลังงานแน่นอน ไม่ใช่คนนอก เคยเป็นอธิบดีในกระทรวงพลังงานมาก่อนอยู่แล้ว ผมไม่ได้คัดเลือกโดยยึดตัวบุคคล แต่ใครทำดีย่อมได้ดี ต้องเป็นคนที่ทำงานในระบบเราได้” พล.อ.อนันตพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำหรับบุคคลที่มีการคาดหมายว่าจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ยังคงมีชื่อของนายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งเคยเป็นอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)มาก่อน โดยถูกย้ายสลับตำแหน่ง กับนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ  ที่เป็นแคนดิเดทอีกคน  ส่วนนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นั้นถึงแม้ยังไม่เคยผ่านงานการเป็นรองปลัดกระทรวง พลังงาน  แต่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความอาวุโสสูงสุด    

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนายธรรมยศ และนายวิฑูรย์ นั้นเหลืออายุราชการอีกเพียง 1ปี โดยจะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.ปี 2561 ในขณะที่นายประพนธ์ นั้นเหลืออายุราชการอีก 4 ปี เกษียณอายุราชการในปี 2564

สำหรับนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) นั้นถึงแม้จะมีสิทธิ์ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวงพลังงานได้เพราะเคยผ่านงานเป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน มาก่อน แต่เมื่อพิจารณาโดยเทียบอาวุโสในบรรดาแคนดิเดท ทั้งหมดแล้ว ถือว่ายังเหลืออายุราชการอีก 12ปี  ในขณะที่ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ไม่ได้เป็นตัวเต็งมาตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้หลังการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่แล้ว กระทรวงพลังงานจะยังมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับอธิบดีและผู้ตรวจราชการ และรองปลัดกระทรวงที่ว่างลงด้วย เพื่อมาแทนนายสมนึก บำรุงสาลี  รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนางบุญบันดาล  ยุวนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ที่จะเกษียณอายุราชการ ในเดือนก.ย.2560 พร้อมนายอารีพงศ์ 

ส่วนกระแสข่าวที่มีออกมาก่อนหน้านี้ว่า หากตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ยังจัดสรรไม่ลงตัว จะมีการส่งนาย มณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง จากกระทรวงมหาดไทย ข้ามห้วยมาเป็นแทน  แต่ประเด็นดังกล่าวถูกตัดออกไปแล้ว 

 

"อารีพงศ์"กอดอำลา"ธรรมยศ"ฝาก4งานเร่งด่วนให้ปลัดพลังงานคนใหม่รับสานต่อ

วันสุดท้ายการทำงานปลัดกระทรวงพลังงาน “อารีพงศ์” กอดอำลา "ธรรมยศ" ฝาก 4 งานเร่งด่วนให้ปลัดพลังงานคนใหม่สานต่อให้จบ ทั้งเรื่องการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ เรื่องไฟฟ้าที่ต้องปรับตัวให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เรื่องน้ำมันที่ต้อง บูรณาการด้านความปลอดภัยกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง  และเรื่องของพลังงานทดแทนที่ต้องเดินอย่างมีจังหวะ อย่าถาโถมให้เร็วเกินไป  ขณะ “ธรรมยศ” รับปากสานต่องานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการทำงานในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน ของนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้มีพิธีลงนามในหนังสือเพื่อส่งมอบงานให้กับนายธรรมยศ ศรีช่วย ว่าที่ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ที่จะเริ่มเข้ารับหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 เป็นต้นไป และการกล่าวอำลาตำแหน่ง โดยมีผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานที่กำกับดูแล รวมทั้ง กฟผ. ปตท. และข้าราชการกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมงาน

นายอารีพงศ์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่า เรื่องเร่งด่วนที่ได้ส่งมอบให้ปลัดพลังงานคนใหม่ดูแลเป็นพิเศษมี 4 เรื่อง คือ 1. การเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ (แหล่งเอราวัณ หมดอายุในปี 2565 และแหล่งบงกช หมดอายุ 2566) เพื่อให้การเปิดสำรวจเปิดดำเนินการได้ตามกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่ และช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ 2.เรื่องไฟฟ้า การกำหนดนโยบายจะต้องปรับตัวมากกว่าเดิม เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภาคเอกชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้เอง ดังนั้นการกำกับด้านไฟฟ้าจะต้องมองมิติใหม่ๆ ขึ้น

3.เรื่องน้ำมัน  ซึ่งถึงแม้ปัจจุบันนโยบายด้านน้ำมันเดินไปด้วยดีตามแผน แต่ก็อยากให้พิจารณาด้านความปลอดภัยมากขึ้นและทำงานร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องแบบบูรณาการ เนื่องจากเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นแต่ละครั้ง จะมีหลายหน่วยงานที่ต้องร่วมรับผิดชอบและแก้ไขปัญหา ซึ่งการบูรณาการแก้ไขปัญหาจะช่วยให้เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติได้รวดเร็ว และ 4. เรื่องพลังงานทดแทน อยากฝากให้เดินหน้าต่อไป แต่ต้องเดินอย่างมีจังหวะอย่าโถมเร็วเกินไป  เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามามากขึ้นมีผลต่อต้นทุนการผลิตให้ลดต่ำลง และประสิทธิภาพที่ดีขึ้นด้วย     

นอกจากนี้อยากฝากให้สานต่อด้านการกระจายเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงพลังงานของประเทศ และก้าวไปข้างหน้าตามนโยบายพลังงาน 4.0 ที่เน้นการนำนวัตกรรมมาพัฒนาพลังงานให้ก้าวหน้าขึ้น และขอให้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองให้สำเร็จ

นายธรรมยศ กล่าวว่า ตั้งแต่ปลัดอารีพงศ์ได้เข้ามารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2557 ได้ริเริ่มงานสำคัญไว้ 2 เรื่อง ที่ต้องยกให้เป็นเครดิตว่าเป็นผลงานของปลัดอารีพงศ์ คือการบูรณาการแผนพลังงานทั้ง 5 ด้าน (แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า แผนบริหารจัดการน้ำมัน แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและแผนอนุรักษ์พลังงาน) ด้วยวิธีการที่เชื่อมโยงแผนพลังงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน และแต่ละหน่วยงานสามารถรู้ขอบเขตความรับผิดชอบ รู้จุดเริ่มและจุดจบของแผน ทำให้การทำงานมีเป้าหมายที่ชัดเจน   อีกเรื่องที่สำคัญคือการวางแผนเรื่องการพัฒนาบุลคากรของกระทรวงพลังงาน โดยการริเริ่มหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งผู้บริหารเพื่อทดแทนบุคลากรที่เกษียณอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ในบทบาทที่จะมารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ก็พร้อมที่จะสานต่องานที่ปลัดอารีพงศ์ได้ริเริ่มไว้ โดยยืนยันจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศชาติต่อไป

ในส่วนงานสำคัญเรื่องการเปิดสำรวจปิโตรเลียมที่จะหมดอายุนั้น ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ในฐานะที่จะต้องมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม ตามตำแหน่งแทนปลัดอารีพงศ์  นั้น ทางปลัดอารีพงศ์ ก็ได้เชิญให้เข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการปิโตรเลียมด้วยทุกครั้ง ซึ่งทำให้ทราบเรื่องและการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ อยู่พอสมควรแล้ว  โดยขั้นตอนในส่วนของกระทรวงพลังงานนั้น ใกล้แล้วเสร็จแล้ว  ส่วนจะออกประกาศเชิญชวนเอกชนให้เข้าร่วมการประมูลได้เมื่อไหร่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับขั้นตอนการพิจารณากฎหมายของคณะกรรมการกฤษฏีกา