ค้นหาด้วย ' peak ' ทั้งหมด 19 รายการ
จี้หม่อมกรปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

กระทรวงพลังงานจี้หม่อมกร ลงโฆษณาคำพิพากษาฉบับเต็มในหนังสือพิมพ์7ฉบับติดต่อกัน7วัน หลังศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกระทรวงพลังงานได้มีการส่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ฉบับเต็มในคดีที่กระทรวงพลังงานเป็นโจทก์ฟ้องมล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี  คดีหมิ่นประมาท ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  หลังทั้งโจทก์และจำเลยยื่นอุทธรณ์  ให้กับสื่อมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจในความเป็นมาของการฟ้องร้องคดีดังกล่าวและช่วยติดตามการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ของ มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ซึ่งเป็นจำเลย

โดยคดีดังกล่าว กระทรวงพลังงานอุทธรณ์ ในประเด็น ขอให้ศาลลงโทษจำเลยโดยไม่รอลงอาญาเพราะจำเลยมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อชื่อเสียง  เกียรติยศ  ในขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์2ประเด็นคือ ท้วงติงว่าศาลชั้นต้นฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อน  โดยจำเลยเชื่อโดยสุจริตในข้อความที่โพสต์ลงไป  และขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ไม่ต้องลงคำโฆษณาคำพิพากษาในสื่อหนังสือพิมพ์ 7ฉบับเป็นเวลา7 วันติดต่อกัน

ในที่สุดเมื่อวันที่17ส.ค.2559 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลย1ปีและปรับ30,000บาทแต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษเป็นเวลา2ปี และจำเลยต้อง โฆษณาคำพิพากษาของศาล(ฉบับเต็ม) ในหนังสือพิมพ์รายวัน หน้าข่าวในไทยโพสต์ แนวหน้า ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน  ข่าวสด กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา7 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด

สำหรับประเด็นเนื้อหาในคดีโดยสรุป นั้น เกิดจากการที่จำเลย คือมล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี  โพสต์ข้อความลงในหน้าเฟสบุ๊ก”คุยกับหม่อมกร” เมื่อวันที่8ส.ค.2556 โดยนำภาพเอกสารคำขอยกเว้นภาษีและกองทุนที่ออกโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังเพื่อขอยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร ลงวันที่6 มี.ค. 2556 ที่ได้มาจากบุคคลที่ใช้นามแฝงว่าพลทหารมะโหนก  มาดัดแปลง ตัดต่อ ให้ประชาชนทั่วไป เข้าใจว่า โรงกลั่นน้ำมันของไทย ขายน้ำมันไปยังสปป.ลาว ในราคาที่ถูกกว่าขายให้คนไทยในประเทศ   และบรรยายข้อความใต้ภาพว่า “มาดูหลักฐานเอาเปรียบคนไทยของธรุกิจพลังงาน” 

โดยในเนื้อหาข้อความ ระบุด้วยว่า เพจนี้ให้ข้อมูลเพื่อหยุดยั้งการทุจริตหรือการกระทำที่ส่อทุจริตของข้าราชการกระทรวงพลังงานและธุรกิจพลังงาน  รวมทั้งทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า เมื่อวันที่25 เม.ย.2556กระทรวงพลังงานเป็นผู้กำหนดนโยบายเรื่องราคาส่งออกน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นราคาหน้าโรงกลั่น(ราคาก่อนหักภาษีและกองทุน) ไปขายให้ สปป.ลาวจำนวน42,000ลิตร ในราคา805,229.59บาท หรือลิตรละ19.17 บาท   แต่กระทรวงพลังงานกำหนดราคาขายน้ำมันดีเซลในประเทศ ให้คนไทยซื้อในราคาที่แพงกว่า คือราคาลิตรละ 21.49 บาทต่อลิตร  ให้คนเข้าใจผิดว่าข้าราชการกระทรวงพลังงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยบวกค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นความจริงอีก2บาทกว่า  ทำให้กระทรวงพลังงานซึ่งเป็นโจทก์ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง

คำพิพากษาศาลชั้นต้น  (เฉพาะส่วนที่สำคัญ)

ในคดีหมายเลขดำที่๑๑๒๒/๒๕๕๙ คดีหมายเลขแดงที่๑๒๒๓๔/๒๕๕๙ เรื่องการหมิ่นประมาท ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลย อุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงวันที่๑ต.ค.๒๕๕๘  ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาว่า จำเลยคือ ม.ล.กรกสิวัฒน์  มีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา๓๒๖ ประกอบมาตรา๓๒๘พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐มาตรา๓,๑๔(๑)เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฏหมายหลายบท  ให้ลงโทษหนักตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐  ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา๙๐ ฐานนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ  จำคุก๑ปี และปรับ๓๐,๐๐๐บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนดเวลา ๒ ปี ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา๕๖ กับให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาของศาล(ฉบับเต็ม) ในหนังสือพิมพ์รายวัน หน้าข่าวในไทยโพสต์ แนวหน้า ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน  ข่าวสด กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา7 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด  และให้จำเลยลบภาพและข้อมความที่หมิ่นประมาทโจทก์ในระบบ คอมพิวเตอร์ผ่านโปรแกรมเฟสบุ๊ก ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของหน้าเพจ “คุยกับหม่อมกร”  ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา๒๙และ๓๐

คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ (เฉพาะส่วนที่สำคัญ)

สำหรับในชั้นของศาลอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ได้วินิฉัย ตามอุทธรณ์ของจำเลย  ประการแรกว่า จำเลยกระทำผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนในจุดต่างๆ จำเลยเชื่อโดยสุจริต ในข้อความที่โพสต์ลงไป   ศาล เห็นว่าโจทก์ได้นำสืบให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ว่ารูปเรื่องข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งเอกสารที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปตามที่จำเลยโพสต์ข้อความ  ในขณะที่จำเลยก็ยอมรับเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลที่นำมาโพสต์ลงไปว่า มาจากนายดุสิต กลางประพันธ์ ซึ่งใช้นามว่าพลทหารมะโหนก ที่ได้ถ่ายรูปการขนส่งน้ำมันไปประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่ไม่ปรากฏว่า จำเลยได้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะนำมาโพสต์ข้อความลงในเว็บไซต์    แม้ว่าจำเลยจะมีข้อมูลจากการศึกษาและประสบการณ์เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน ทำให้เกิดข้อสรุปเชื่อว่ากรณีเป็นไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ก็เป็นความเชื่อของจำเลย หากจะทำการประกาศต่อไปให้สาธารณชนรับรู้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ อาจส่อไปในทางทุจริต โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ซึ่งจำเลยอยู่ในฐานะที่จะกระทำได้ เนื่องจากจำเลยอยู่ในแวดวงด้านพลังงาน สามารถตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลต่างๆได้ แต่จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการ   จึงไม่อาจอ้างความสุจริตใจ ดังที่อ้างในอุทธรณ์ได้   โดยเฉพาะกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่สำคัญและกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น  พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง     ที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นในหน้า ๓๙และหน้า ๕๒ ซึ่งระบุว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่ต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยนั้น   เป็นการใช้ดุลนพินิจที่ขัดต่อบทบัญยัติแห่งประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗    ศาลเห็นว่า ในรายละเอียดของคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้มีการกล่าวถึงพยานหลักฐานต่างๆของฝ่ายโจทก์ และสรุปความเกี่ยวกับน้ำหนักของพยานหลักฐานโจทก์ไว้แล้ว  จึงมากล่าวว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย  ข้อความดังกล่าวนั้นก็เป็นการบ่งบอกเป็นนัยอยู่แล้วว่าเป็นการวินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานจำเลยไว้ในตัวอยู่แล้ว  จึงมากล่าวว่าไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย  หาใช่ว่าไม่มีการวินิจฉัยพยานหลักฐาน จำเลยไม่ ซึ่งความไม่ชัดเจนดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อท้วงติงว่าศาลชั้นต้นไม่ได้แยกยรายละเอียดให้เห็นเกี่ยวกับพยานหลักฐานจำเลยว่ามีส่วนใดน่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ไม่ถึงขนาดที่จะฟังว่าไม่มีการวินิจฉัยพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา๒๒๗ เกี่ยวกับการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานคู่ความแต่อย่างใด   จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่าควรลงโทษจำเลยในสถานใด  ปัญหานี้ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้พิจารณาลงโทษจำเลยในสถานเบาและไม่ต้องลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  โดยโจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่าพฤติการณ์ของจำเลยบ่งชี้ให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลยที่มีต่อโจทก์มาตั้งแต่ต้น กระทำต่อเนื่องโดยมุ่งประสงค์ต่อชื่อเสียง เกียรติยศ เกียรติคุณของโจทก์ เป็นเรื่องร้ายแรง  ส่วนจำเลยอ้างว่าเจตนาที่แท้จริงของการโพสต์ข้อความของจำเลยกระทำไปด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติ ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อโจทก์  เห็นว่า ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงพลังงาน ติดตามข่าวสารข้อมูลในด้านพลังงาน และมีการนำเสนอในลักษณะของการโพสต์ข้อความในเว็บไซต์เมื่อจำเลยทราบข่าวการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับด้านพลังงาน และเห็นว่าสาธารณชนควรจะรับรู้ จำเลยจึงมีการโพสต์ข้อความ  แต่ในการโพสต์ข้อความในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้กีเสียก่อน จึงได้กระทำการตามฟ้องไป  พฤติการณ์ของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏย่อมไม่ถึงขั้นที่มุ่งหมายหรือเจตนาร้ายกระทำต่อโจทก์ในลักษณะที่จะฟังว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณื  แต่พฤติการแห่งคดีก็ไม่ขนาดที่จะให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ต้องลงคำโฆษณาในคำพิพากษาดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์  เนื่องจากเมื่อเป็นการกระทำให้ปรากฏต่อสาธารณะและเกิดความเสียหายแก่โจทก์  การแก้ไขเยียวยาในลักษณะดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม  การรอการลงโทษเป็นการให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นคนดี และหลาบจำในการกระทำความผิด  หากจำเลยกระทำผิดเงื่อนไขระหว่างการรอการลงโทษ จำเลยก็มีโอกาสถูกลงโทษได้อยู่แล้ว  อุทธรณ์โจทก์และจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น  ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว  ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย  พิพากษายืน  

พีคไฟฟ้าปี59ทำลายสถิติพีคปี58แล้ว

พีคไฟฟ้าครั้งที่6ของปี2559ทำลายสถิติปี2558แล้วแถมเกิดช่วงตอนหัวค่ำ โฆษกกระทรวงพลังงาน ขอความร่วมมือประชาชนช่วยลดใช้ไฟฟ้าด้วยมาตรการ ปิด ปรับ ปลด เปลี่ยนตลอดช่วงหน้าร้อน หวั่นหากอากาศร้อนสะสมเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบค่าไฟฟ้าแน่

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ว่าเมื่อวันที่6เมษายน เวลา20.21 น.ผ่านมา ได้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูดสุดหรือ(พีค)อยู่ที่27,639เมกะวัตต์  ณ อุณหภูมิ31.1 องศาเซ็นเซียส  ซึ่งทำลายสถิติพีคไฟฟ้าของปีที่แล้ว เมื่อวันที่11 มิถุนายน 2558ที่อยู่ที่ 27,354. เมกะวัตต์  หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 293.5เมกะวัตต์

สัญญาณที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น ไม่ส่งผลดีต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน เพราะพีคไฟฟ้าที่ทำลายสถิติครั้งนี้นั้น เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำ แถมยังเป็นวันหยุดราชการ ที่ส่วนใหญ่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด มักจะไม่เกิดขึ้นในช่วงนี้   ทำให้มีความกังวลว่าหากอากาศร้อนสะสมนานๆ หลายวันติดต่อกัน  อาจจะเกิดพีคไฟฟ้าที่ทำลายสถิติไปเรื่อยๆ จนความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ก็เป็นได้

ทั้งนี้การเกิดพีคไฟฟ้าจะไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บกับประชาชนเพราะกฟผ.นั่นสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงจะเก็บเป็นกำลังการผลิตสำรอง ดังนั้นเมื่อเกิดพีคขึ้น กฟผ.ก็จะสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง เพื่อให้มีกำลังการผลิตเพียงพอกับความต้องการใช้  จึงทำให้้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นได้ 

สำหรับพีคไฟฟ้าที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่6เม.ย.2559 และทำลายสถิติของปี2558  ถือเป็นพีคไฟฟ้าครั้งที่6แล้ว โดยพีคไฟฟ้าครั้งที่5 นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่23 มี.ค.2559เวลา14.40น. อยู่ที่ 22,279เมกะวัตต์  ส่วนพีคครั้งที่4 ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.47 น.ของวันที่22มี.ค.2559 อยู่ที่ 27,222.5 เมกะวัตต์  โดยพีคที่เกิดขึ้น ครั้งนี้ถือว่าใกล้เคียง กับพีคของปี2558ที่อยู่ระดับ 27,346 เมกะวัตต์  

นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำหรับสาเหตุที่การใช้ไฟฟ้าสูงสุดในครั้งนี้ซึ่งเกิดในวันหยุด ช่วงกลางคืน เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว และเป็นลักษณะการใช้ไฟฟ้าของวันหยุด ที่มาจากความต้องการไฟฟ้าของภาคบ้านอยู่อาศัยและบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาก็มีการทำลายตัวเลขพีคในช่วงในวันหยุดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้จะมีการทำลายตัวเลขพีคอีกหลายครั้ง ซึ่งในที่สุดแล้ว พีคสูงสุดของปีมักจะเกิดในช่วงบ่ายของวันทำงานปกติ จากการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการและบ้านอยู่อาศัย

ทั้งนี้ กฟผ.เตรียมแผนที่จะรับมือกับพีคไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี2559 ระหว่างวันที่25-29 เม.ย.2559 ที่ระดับ28,500 เมกะวัตต์ ใน4ส่วนสำคัญคือ1.ส่วนระบบผลิตไฟฟ้า โดยกฟผ.จะงดการหยุดซ่อมบำรุง(Overhual)โรงไฟฟ้าในช่วงระหว่างเวลาที่คาดว่าจะเกิดพีคไฟฟ้าออกไป และเพิ่มปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเสริมระบบ   2.ส่วนของระบบส่ง  จะเข้าไปตรวจสอบระบบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญ และงดการหยุดซ่อมสายส่ง เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น 3. ส่วนของเชื้อเพลิง  มีการประสานความร่วมมือกับทางปตท. ให้จัดส่งก๊าซให้เพียงพอกับความต้องการของโรงไฟฟ้าและสำรองน้ำมันเตาและดีเซลเอาไว้ให้พร้อม  

และ4.ส่วนของผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะเน้นการรณรงค์ขอความร่วมมือ ให้ประชาชน ช่วยประหยัดไฟฟ้าเพื่อลดพีคในช่วงหน้าร้อน ด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง ดังนี้คือ 1. ปิด คือปิดไฟที่ไม่จำเป็น 2. ปรับ คือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาหรือปรับ Fan Mode 3. ปลด คือปลดปลั๊กอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ และ4.เปลี่ยน คือเปลี่ยนอุปกรณ์มาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ประหยัดพลังงาน โดยจะขอความร่วมมือประชาชนดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงของทุกวัน 

คาดเสนอเกณฑ์นำเข้าLPGเสรีเข้ากบง.เดือนก.ค.นี้

กรมธุรกิจพลังงานเปิดเกณฑ์เบื้องต้นประมูลนำเข้าLPG เสรี เตรียมเรียกผู้ประกอบการหารืออีกครั้ง ก่อนสรุปเสนอ กบง. เดือน ก.ค. นี้ 

 นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯเตรียมหารือกับผู้ค้าก๊าซหุงต้ม(LPG)อีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับเกณฑ์การเปิดนำเข้าLPG เสรี โดยคาดว่าต้นเดือนมิ.ย. 2559 จะได้ข้อสรุป และนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ประมาณเดือน ก.ค. ต่อไป 

 โดยเกณฑ์เบื้องต้นประกอบด้วย 1.การเปิดแข่งขันประมูลราคานำเข้า LPGเพียงรายเดียว ซึ่งจะพิจารณาราคานำเข้าที่ถูกสุด โดยอาจเปลี่ยนสูตรราคานำเข้าเพื่อการประมูลด้วย จากเดิมกำหนดราคานำเข้าตามราคาตลาดโลก(CP)และให้บวกค่าขนส่งค่าบริหารจัดการคลังอีก 85 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน แต่สูตราคาใหม่อาจกำหนดให้เป็นราคา CP+ราคาที่จะแข่งขันกันว่าใครลดได้ต่ำกว่า 85 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน  

 2.ให้ใช้คลังLPG ที่เขาบ่อยา ของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นคลังรองรับ LPGนำเข้าจากการประมูลนี้ ซึ่งค่าบริหารจัดการคลังนั้น ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) จะเป็นผู้เจรจาและกำหนดราคาออกมา 

 3.ระยะเวลาการนำเข้าต้องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ทั้งนี้กำลังจะเจรจากันว่าจะกำหนดระยะเวลาเปิดประมูลอย่างไร เช่น ประมูลทุกครึ่งเดือน ทุกเดือน หรือ หลายเดือนต่อครั้ง ซึ่งต้องมาเจรจากัน 

 4.กำหนดบทลงโทษหากผุ้ชนะการประมูลไม่สามารถนำเข้าได้ตามที่ทำข้อตกลงกับรัฐได้ โดยต้องมีการวางเงินประกัน 1 เดือนของมูลค่าLPG ที่จะนำเข้า เบื้องต้นคาดว่าจะประมาณ 800-900 ล้านบาท ซึ่งหากไม่สามารถนำเข้าได้ต้องยึดเงินประกัน รวมทั้งจะไม่ให้เป็นผู้นำเข้าอีกต่อไปทันที 

 “หากเปิดนำเข้า LPG เสรี ทาง ปตท.ก็ต้องเข้ามาประมูลแข่งขันเช่นเดียวกับรายอื่นๆ เพื่อความเป็นธรรม แต่หากรายอื่นชนะแต่ไม่สามารถนำเข้า LPG ได้ตามสัญญา ก็จะให้ทาง ปตท.เข้ามาช่วยแก้ปัญหานำเข้าแทน เพื่อไม่ให้ประเทศขาดแคลน LPGส่วนกรณีที่ต้องใช้คลังจากเขาบ่อยา ของ ปตท.นั้น เนื่องจากมีความพร้อม มีพื้นที่มากพอรองรับการนำเข้า ขณะที่เอกชนรายอื่นมีคลังรองรับ LPG เช่นกัน แต่ที่ตรวจสอบพบว่าเป็นคลังที่ไมมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับ LPG จำนวนมากได้”นายวิฑูรย์ กล่าว

 นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับปริมาณ LPG ที่ต้องนำเข้าในเดือนพ.ค. นี้ ยังมีปริมาณไม่มากเพียงแค่ 40,000 ตัน เนื่องจากราคาน้ำมีถูก ประชาชนหันไปใช้น้ำมันแทน ซึ่งต่างจากอดีตที่ไทยเคยนำเข้าเป็นแสนตันต่อเดือน อย่างไรก็ตามเกณฑ์ดังกล่าวเป็นแค่เกณฑ์เบื้องต้น ซึ่งต้องหารือกับผู้ประกอบการนำเข้าLPG อีกครั้งว่ายอมรับเกณฑ์ดังกล่าวหรือไม่หรือจะเสนอความเห็นอย่างไร เพื่อสรุปและส่งให้ กบง.พิจารณาโดยเร็วต่อไป    

สำรวจปั๊มเวียดนามเปรียบเทียบไทย ดีเซลถูกกว่าแต่คุณภาพต่ำกว่า

สำรวจปั๊มเวียดนามเทียบราคาน้ำมันกับไทย แตกต่างกันเพราะนโยบายราคาและคุณภาพน้ำมัน  ระบุเวียดนามยังทำโครงสร้างราคาดีเซลและเบนซินต่างกัน 5 บาทต่อลิตร ในขณะที่ไทยหลังปรับโครงสร้างภาษี พบส่วนต่างเหลือเพียง 24 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28-30 ก.ค.2559 คณะสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (Confederation of  Thailand Journalists - CTJ) ซึ่งนำโดยนายเทพชัย หย่อง ประธาน CTJ ได้เดินทางจากกรุงฮานอย ไปยังจังหวัดกาวบั่ง (Geo Bang) โดยรถบัสขนาดเล็ก ระยะทาง 286 กิโลเมตร เพื่อปฏิบัติภารกิจของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในการเชื่อมความสัมพันธ์เป็นครั้งแรกทางสมาคมผู้สื่อข่าวของจังหวัดกาวบั่ง โดยมีผู้แทนจากสมาพันธ์ผู้สื่อข่าวของเวียดนาม ร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย

ในช่วงของการเดินทางได้มีการแวะหยุดพักที่สถานีบริการน้ำมันเป็นระยะ ทั้งในส่วนของสถานีบริการ Petrolimex และของPetro Vietnam ซึ่งทางคณะได้ให้ความสนใจกับราคาน้ำมันขายปลีกสำเร็จรูปที่เวียดนาม ว่ามีราคาที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาขายปลีกที่ประเทศไทยอย่างไร  โดยราคาน้ำมันขายปลีกน้ำมันในจังหวัดกาวบั่ง ที่ติดแจ้งให้ผู้บริโภคได้รับทราบ ตามที่มีการจำหน่ายมีเพียง 2 ชนิด คือ น้ำมันเบนซินออกเทน 92 มีราคา 15,400 ด่องต่อลิตร (ประมาณ 25.66 บาทต่อลิตร คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 600 ด่องเท่ากับ 1 บาท) และดีเซลที่มีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 0.05% ราคา 12,390 ด่องต่อลิตร (ประมาณ20.65 บาทต่อลิตร) ส่วนราคาขายปลีกของไทย ณ วันที่ 29 ก.ค. 2559 (วันเดียวกัน) เบนซิน 95 มีราคา 30.36 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 มีราคา 23.25 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลราคา 23.49 บาทต่อลิตร (โดยเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)    

                                       

                                              

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ำมันขายปลีกสำเร็จรูปที่แตกต่างกันระหว่างเวียดนามและไทยนั้น มาจากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และอัตราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันที่แตกต่างกัน รวมทั้งคุณภาพของเนื้อน้ำมันด้วย โดยในส่วนของเบนซินของเวียดนาม ที่จำหน่ายที่จังหวัดกาวบั่งนั้น ไม่ได้มีส่วนผสมของเอทานอลในสัดส่วน 10% เหมือนน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ของไทย และยังมีค่าออกเทนที่ต่ำกว่า  ส่วนน้ำมันดีเซล ก็เป็นเกรดที่มีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์สูง จึงมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลของไทยที่เป็นเกรดมาตรฐานยูโร 4 อีกทั้งไม่ได้มีส่วนผสมของไบโอดีเซล (บี100) ในสัดส่วน 5-7% ซึ่งทั้งเอทานอล และไบโอดีเซลนั้น มีราคาต่อลิตรสูงกว่าราคาเนื้อน้ำมัน  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน  และค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน ที่ทำให้ราคาแตกต่างกันด้วย

 

                                         

เป็นที่น่าสังเกตว่า น้ำมันเบนซินของเวียดนามมีราคาสูงกว่าดีเซลมาก โดยต่างกันประมาณ 5 บาทต่อลิตร เนื่องจากน้ำมันดีเซลนั้นใช้สำหรับรถบรรทุกขนส่งภาคอุตสาหกรรมเกษตร  ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศที่เน้นการเกษตรเป็นหลักแบบเวียดนาม  รัฐจึงทำให้โครงสร้างของราคาแตกต่างกัน  ในขณะที่ไทยนั้น ในอดีตก็มีนโยบายการกำหนดโครงสร้างภาษีเพื่อให้ดีเซลมีราคาที่ต่ำกว่าเบนซินมากเช่นเดียวกันกับเวียดนาม  โดยจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเบนซิน และมีอัตราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันที่สูงกว่าดีเซล  

แต่ปัจจุบัน รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้ภาษีสรรพสามิตและอัตราการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันของทั้งดีเซลและเบนซินมีอัตราที่ใกล้เคียงกัน  ทำให้ราคาดีเซลแตกต่างจากแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งเป็นน้ำมันในกลุ่มเบนซินที่มียอดจำหน่ายสูงสุดเพียง 24 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น  ทั้งนี้ ข้อดีของการปรับโครงสร้างราคาดังกล่าว ทำให้ผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินไม่ต้องแบกภาระแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำมันดีเซล และไม่เป็นการบิดเบือนปริมาณการใช้ดีเซล  ที่เมื่อทำให้ราคาถูกมาก ผู้บริโภคก็ยิ่งหันไปใช้น้ำมันดีเซลมากขึ้น ทั้งๆที่ราคาเนื้อน้ำมันดีเซลและเบนซินนั้นไม่ได้แตกต่างกัน

 

                                   

 

กฟผ.คว้า3รางวัลรัฐวิสาหกิจที่มีความเป็นเลิศจากสำนักงานป.ป.ช.
กฟผ. รับ 3 รางวัล จาก สำนักงาน ป.ป.ช. ได้แก่รางวัล“รัฐวิสาหกิจที่มีการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านการขับเคลื่อนแผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน  และ “รัฐวิสาหกิจที่มีการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านการขับเคลื่อนแผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน”   ส่วนรองผู้ว่าการบริหาร "นายสืบพงษ์  บูรณศิรินทร์ ได้รางวัล บุคคลต้นแบบ” ด้านการมีส่วนร่วมส่งเสริมธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตในองค์กร ประจำปี 2560
 
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2560  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้จัดให้มีพิธีมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจที่มีการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านการขับเคลื่อนแผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ด้านความโปร่งใสและด้านความพร้อมรับผิดชอบในระดับดีเลิศ ประจำปี 2560  ณ โรงแรมริชมอนด์ คอนเวนชั่น ถนนรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี โดยมี พลตำรวจเอก วัชรพล  ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานในพิธี
 
 โดยในปีนี้ กฟผ.สามารถคว้ามา 3 รางวัล  โดย นายสืบพงษ์  บูรณศิรินทร์ รองผู้ว่าการบริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับมอบใบประกาศเกียรติคุณ “บุคคลต้นแบบ” ด้านการมีส่วนร่วมส่งเสริมธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตในองค์กร ประจำปี 2560  และในนามองค์กร ได้รับประกาศเกียรติคุณในระดับดีเลิศอีก 2 รางวัล คือ  “รัฐวิสาหกิจที่มีการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านการขับเคลื่อนแผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน  และ “รัฐวิสาหกิจที่มีการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านการขับเคลื่อนแผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน”  
 
นายสืบพงษ์  เปิดเผยว่า  ยินดีและถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นบุคคลต้นแบบด้านการมีส่วนร่วมส่งเสริมธรรมาภิบาล และต่อต้านการทุจริตในองค์กร โดยนับเป็นเกียรติของชาว กฟผ. ทุกคน ส่วนรางวัลด้านความโปร่งใส กฟผ. ได้มีการขับเคลื่อนในการยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งได้มีการเปิดเผยข้อมูลและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาถือปฏิบัติตนภายใต้กรอบธรรมาภิบาล รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น  อีกทั้ง กฟผ. ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสำนักงาน ป.ป.ช.  โดยในส่วนของโรงไฟฟ้า โครงการลดกรด-ด่าง ในการปรับสภาพน้ำในกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้าวังน้อย มีความโดดเด่นจนได้รับรางวัลด้านความพร้อมรับผิดชอบในระดับดีเลิศ   ซี่งโรงไฟฟ้าวังน้อยได้ลดการใช้สารเคมีเพื่อเป็นการปรับสภาพน้ำ   ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และลดความกังวลใจของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า กฟผ. มีวิธีการควบคุมดูแลสภาพน้ำอย่างดีที่สุด  ชุมชนให้ความไว้วางใจและสามารถตรวจสอบการดำเนินงานของ กฟผ. ได้
ชูอาคารอนุรักษ์ฯคลอง5ของพพ.เป็นศูนย์ฝึกอบรมนักจัดการพลังงานของประเทศ

รัฐมนตรีพลังงานตรวจเยี่ยมอาคารอนุรักษ์พลังงาน คลอง 5  ของพพ. ชูเป็นศูนย์ฝึกอบรมสร้างบุคลากร นักจัดการพลังงานที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรมแล้วทั้งสิ้น 174,400 คน 

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2560พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง  ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมอาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ  ของสำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน (สพบ.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญหนึ่งของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.คลองห้า จ.ปทุมธานี  โดยเป็นสถานที่สำหรับจัดฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์พลังงานให้กับบุคลากร ของโรงงานและอาคารควบคุม และนอกข่ายควบคุม หรือ SME

โดยพล.อ.อนันตพร กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเดินทางมาครั้งนี้ ว่า การพัฒนาบุคลากรถือเป็นปัจจัยหลักในการจัดการพลังงานภายในองค์กร  ซึ่งที่ผ่านมา พพ. ได้ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับบุคลากรของโรงงาน อาคารที่เกี่ยวข้องรวมทั้งให้ความรู้ด้านพลังงานแก่นักศึกษา นักเรียน และประชาชนที่สนใจ จึงอยากให้เกิดการประชาสัมพันธ์ และเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการฝึกอบรม ตามแนวทางที่ พพ.ให้การสนับสนุน

ทั้งนี้จากข้อมูลที่ได้รับการรายงาน มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมผ่านหลักสูตรต่างๆ ทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติของ สพบ.ในช่วงที่ผ่านมาประมาณ 11,950 คนต่อปี  รวมจำนวนผู้ที่ผ่านการอบรมทั้งสิ้นประมาณ 174,400 คน  นอกจากนี้ อาคารที่ทำการของ สพบ.ยังเป็นอาคารต้นแบบด้านการอนุรักษ์พลังงาน และมีการผลิตพลังงานทดแทนได้หลายรูปแบบ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม เป็นต้น

สำหรับอาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ นั้นผ่านการรับรองมาตรฐานการจัดการพลังงาน ISO 50001 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล และนับเป็นอาคารภาครัฐกลุ่มแรกที่จะได้รับรองมาตรฐานนี้  โดยในประเทศไทยมีหน่วยงานประเภทโรงงานอาคารที่ได้รับรองแล้วเพียง 138แห่ง และจากทั่วโลกมีองค์กรหน่วยงานที่ได้รับรอง ประมาณ 11,985 แห่ง

สนย.ลงพื้นที่ภูเก็ตติดตามการขยายผลกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ด้านพลังงานEnergy Trading
สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์(สนย.) สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ติดตามการนำสื่อสารสอนด้านพลังงาน ผ่านกิจกรรม Energy Trading ให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมตอนปลาย โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์  จ.ภูเก็ต หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการจัดอบรมครูไปแล้วกว่า800 คนทั่วประเทศ โดยกระทรวงพลังงานหวังให้เยาวชนในชาติเกิดความตระหนักรู้ด้านพลังงาน ที่สามารถตัดสินใจเลือกแหล่งผลิตหรือเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติอย่างยั่งยืน
 
ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC)รายงานว่าเมื่อวันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2560 คณะของ สนย.นำโดย นายฉัตรชัย คุณโลหิต หัวหน้ากลุ่มสารสนเทศและประเมินผลยุทธศาสตร์ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน ได้ลงพื้นที่โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามการนำสื่อการสอนด้านพลังงานไปขยายผลพัฒนาศักยภาพผู้เรียนในสถานศึกษา ผ่านกิจกรรม Energy Trading  โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 100 คน
 
โดย นายฉัตรชัย คุณโลหิต หัวหน้ากลุ่มสารสนเทศและประเมินผลยุทธศาสตร์ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงานได้มีข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)กับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพัฒนาเนื้อหาวิชาพลังงาน สื่อการสอน และกิจกรรมส่งเสริมการสอนด้านพลังงาน ให้แก่ครูวิทยาศาสตร์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำไปใช้ประโยชน์ในชั่วโมงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้    ดังนั้นจึงมีการจัดโครงการการส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาพลังงานในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  และได้มอบหมายให้ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดฝึกอบรมครู 800 คน ทั่วประเทศ  เกี่ยวกับการใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์พลังงานเสริมทักษะสะเต็มศึกษา(STEM Education เป็นการบูรณาการความรู้ใน4 สาขาวิชาประกอบด้วย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์  ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ความรู้ทางด้านวิศวกรรม และความรู้ด้านคณิตศาสตร์  รวมเข้าด้วยกัน) ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน -มิถุนายน 2560
 
ทั้งนี้ครูที่ผ่านการฝึกอบรมในโครงการ จะต้องสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาขยายผลกับนักเรียนของตัวเองได้ ซึ่งในส่วนของโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ จ.ภูเก็ต ที่ทาง สนย.ลงพื้นที่มาติดตามการขยายผลนั้น ได้มีการ จัด กิจกรรม Energy Trading ขึ้น โดยแบ่งกลุ่มนักเรียนชั้นม.4-6ออกเป็นกลุ่มต่างๆ และแต่ละกลุ่มเสมือนเป็นตัวแทนของ 1 ประเทศ ที่จะได้การ์ดแสดงทรัพยากรทางพลังงาน จำนวนโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ คาร์บอนเครดิต และเงิน  โดยในการแข่งขันแต่ละรอบจะมีการสมมติสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม เงื่อนไขด้านข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อม และเหตุการณ์ต่างๆ อาทิ ภัยธรรมชาติ การย้ายแรงงานเพื่อให้แต่ละกลุ่ม ช่วยกับวางแผน ตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาพลังงานของประเทศตัวเอง โดยผู้ชนะ  คือ ประเทศที่มีพลังงานเพียงพอและมีเงินเหลือมากที่สุด
 
นายฉัตรชัย กล่าวว่า กิจกรรมEnergy Trading ที่ทางครูซึ่งผ่านการฝึกอบรมในโครงการจัดขึ้นนั้น เป็นที่ชื่นชอบสำหรับเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม เพราะได้ทั้งความสนุกและความรู้  สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งต้องการจะจุดประกายความรู้ให้เยาวชนในชาติเกิดความตระหนักรู้ด้านพลังงาน สามารถตัดสินใจเลือกแหล่งผลิตหรือเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป
 
รัฐมนตรีพลังงานนำคณะผู้บริหารร่วมงานพระราชพิธีถวายพระพรชัยมงคลอย่างพร้อมเพรียง
รัฐมนตรีพลังงานนำคณะผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการและเจ้าหน้าที่ กระทรวงพลังงาน ร่วมงานพระราชพิธีถวายพระพรชัยมงคล และร่วมกันกล่าวราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 65 พรรษา กันอย่างพร้อมเพรียง
 
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยพลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน  พลเอกณัฐติพล กนกโชติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ,พลเอกธนา  วิทยวิโรจน์  เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงาน อาทิ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายสมนึก บำรุงสาลี รองปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์  อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) ,นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.),นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ  อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.),นายทวารัฐ สูตะบุตรผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.),นางสาว นันธิกา ทังสุพานิช  ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน , นายสุชาลี สุมามาลย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ,นางบุญบันดาล  ยุวนะศิริ  ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ,นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ,นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)  นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)  และข้าราขการ  พนักงาน  เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน  เข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระพรชัยมงคล และร่วมกันกล่าวราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 65 พรรษา กันอย่างพร้อมเพรียง  ณ อาคารเอนเนอร์ยี คอมเพล็กซ์ ที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน
 
กบง. นัดถกเปิดเสรี LPG 9 ม.ค. นี้

กบง. เตรียมพิจารณาเปิดเสรีธุรกิจ LPG ในวันที่ 9 ม.ค. 2560 นี้ พร้อมยกเลิกจ่ายชดเชยราคานำเข้า LPG ให้ ปตท. ด้านกรมธุรกิจพลังงานยืนยันพร้อมใช้เงินกองทุน LPG ดูแลราคาไม่ให้ผันผวน และกำหนดให้สำรอง 1% ป้องกันการขาดแคลน

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน จะมีการพิจารณาให้เปิดธุรกิจก๊าซหุงต้ม (LPG) เสรี ในวันที่ 9 ม.ค. 2560 นี้ โดยหาก กบง. เห็นชอบในรายละเอียดก็สามารถดำเนินการเปิดนำเข้าและส่งออก  LPG อย่างเสรีได้ทันที

โดยการเปิดธุรกิจ LPG เสรีดังกล่าว จะมีผลให้กระทรวงพลังงานยกเลิกการชดเชยเงินนำเข้า LPG ให้กับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ทั้งนี้ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานต้องให้เงินชดเชยการนำเข้า LPG เพราะมี ปตท.เพียงรายเดียวเป็นผู้นำเข้า และตอนนั้นราคา LPG ตลาดโลกสูงกว่าราคาจำหน่ายในประเทศ จึงต้องชดเชยส่วนต่างให้ ปตท. แต่หากเปิดเสรีแล้วจะมีผู้ค้าหลายรายเกิดการแข่งขันขึ้น จึงไม่ต้องชดเชยการนำเข้าอีกต่อไป และจะมีผลดีให้ราคา LPG ลดลงได้ นับเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

อย่างไรก็ตามกรมฯ ยังต้องกำกับดูแลในเรื่องราคา LPG  ไม่ให้เกิดการผันผวนรุนแรง โดยมีเงินจากกองทุน  LPG ที่นำมาใช้ดูแลได้ เช่นเดียวกับการดูแลราคาน้ำมันไม่ให้ขึ้นลงเร็วเกินไปจนมีผลกระทบต่อประชาชน นอกจากนี้กรมฯยังจะดูแลปริมาณ LPG ของประเทศไม่ให้เกิดการขาดแคลน โดยมีข้อกำหนดให้ค้า LPG ต้องสำรอง LPG ไว้ 1% ของปริมาณการจำหน่ายด้วย

"ที่ผ่านมา กบง. เห็นชอบในหลักการ LPG เสรีไปแล้ว แต่ในครั้งนี้ กบง. จะพิจารณาในรายละเอียด โดยหากผ่านความเห็นชอบก็จะมีผลในทางปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน" นายวิฑูรย์ กล่าว