ค้นหาด้วย ' disruptivetechnology ' ทั้งหมด 1 รายการ
กกพ.วางยุทธศาสตร์4ปีรับมือ Disruptive Technology ในภาคพลังงาน
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ. )วางยุทธศาสตร์กำกับกิจการพลังงานใน 4 ปีข้างหน้า รับมือกระแส Disruptive Technology โดยการเตรียมทบทวนโครงสร้างค่าไฟ ลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขันระบบก๊าซธรรมชาติ จัดตั้งศูนย์วิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน
 
นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  เปิดเผยว่า ในอีกไม่นานปรากฏการณ์ Disruptive Technology  (เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่และมีผลทําให้อุตสาหกรรมที่มีอยู่สั่นคลอน)  จะเกิดขึ้นในทุกวงการ ซึ่งในภาคพลังงานเองก็เช่นกัน  ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากทิศทางในระดับสากล ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีในภาคพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพลังงานทดแทน ควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งกักเก็บพลังงาน  (Energy Storage ) ,การพัฒนาพลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเชื้อเพลิงในระบบขนส่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่องานกำกับดูแลภาคพลังงาน
 
นายพรเทพ กล่าวว่า ปัจจัยที่จะส่งผลต่องานกำกับกิจการพลังงาน ดังกล่าว ทำให้ กกพ.จะต้องปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยวางเป็นยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงานใน 4 ปีข้างหน้า(2561-2564) ซึ่งมีงานสำคัญได้แก่ การยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและระบบการผลิตไฟฟ้า การทบทวนโครงสร้างทางด้านต้นทุนและราคาจำหน่ายไฟฟ้า รวมไปถึงการพัฒนาหลักเกณฑ์ใหม่ๆเพื่อเข้ามากำกับดูแลเรื่องของการเปลี่ยนรูปแบบเชื้อเพลิงทั้งในภาคขนส่ง และภาคการผลิตไฟฟ้า ที่ต้องสามารถสร้างความเป็นธรรม เกิดความสมดุล และทันต่อการเปลี่ยนแปลง   โดยคาดว่าภายในปี 2561  จะสามารถประกาศโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่จะใช้ในช่วงปี 2561 - 2563 รวมทั้งการเตรียมการกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าไฟฟ้าเพื่อให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนไป เช่น การสนับสนุนการลดใช้พลังงานในช่วง Peak  อัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response) การกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ การกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า รวมทั้งอัตราค่าเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงานทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ  
 
นอกจากนี้ ยังจะเข้าไปกำกับดูแลรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า โดยคาดว่าจะสามารถประกาศหลักเกณฑ์การกำกับดูแลตั้งแต่ต้นทางจนถึงสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าปลายทางได้ภายในปี 2561   รวมทั้งจะมีอย่างไรก็ตามทางสำนักงาน กกพ. จะมีการจัดตั้ง “ศูนย์วิเคราะห์ และพยากรณ์ข้อมูลพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และข้อมูลเพื่อประกอบการกำกับกิจการพลังงาน” โดยภายในปี 2563 สำนักงาน กกพ. จะเป็นศูนย์กลางเครือข่ายด้านการพยากรณ์และการควบคุมระบบไฟฟ้า สำหรับนโยบายการกำกับดูแล และจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ขณะนี้ได้ทยอยประกาศหลักเกณฑ์ และแนวทางการกำกับดูแลระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการแข่งขันกิจการก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องทุกปี ในส่วนของการศึกษา หลักเกณฑ์ และกำหนดอัตราค่าบริการการขนส่งน้ำมันทางระบบท่อ ก็จะทยอยดำเนินการเช่นกันหลังจากมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จ และคาดว่าจะสามารถกำกับอัตราค่าบริการขนส่งน้ำมันทางท่อได้ก่อนสิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์ฯ ภายในปี 2564
 
ด้านนายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. ได้กล่าวถึง ผลสำเร็จการดำเนินงานสำคัญที่ผ่านมาตลอดช่วงเวลา 3 ปี ว่า ในส่วนบทบาททางด้านภาคสังคมและประชาชนผู้ใช้พลังงานที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการทบทวนและประกาศค่าไฟฟ้าฐานเพื่อให้สะท้อนต่อสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันมากขึ้นในปี 2558 และบริหารจัดการค่าไฟฟ้า ผันแปร (ค่าเอฟที) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากกลางปี 2557 ถึงแม้จะมีการปรับเพิ่มขึ้นในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ค่าเอฟทีก็ยังอยู่ในระดับติดลบ  
 
นอกจากนี้กกพ.ยังได้ดำเนินการทบทวนมาตรการค่าไฟฟรี 50 หน่วยให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจริงๆ รวมทั้งการสร้างความเป็นธรรมและยกระดับการให้บริการ โดยได้มีการออกมาตรฐานสัญญาให้บริการไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยในช่วงต้นปี 2559
 
ในส่วนของการดูแลผู้เสียสละพื้นที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ผ่านกลไกกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ประกาศได้มีการจัดทำโครงการแล้วกว่า 35,000 โครงการ หรือคิดเป็นมูลค่า กว่า 12,800 ล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
 
ที่ผ่านมา กกพ. ยังได้นำแนวทางการเปิดประมูลเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ผ่านการพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ รวมทั้ง เร่งรัดการลงทุนให้เป็นไปตามสัญญาส่งผลให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ7,375 เมกะวัตต์ รวมรับซื้อ 9,223 เมกะวัตต์ (ข้อมูล ณ เดือน ส.ค. 60) จากเป้าหมาย 16,778 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 (AEDP 2015)