ค้นหาด้วย ' Seta2016 ' ทั้งหมด 18 รายการ
"อนันตพร"ลงพื้นที่สีคิ้ว ชมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่กระทรวงพลังงานสนับสนุน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพร้อมคณะ ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมโครงการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานชุมชน ด้วยระบบสูบน้ำจากพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้เป็นจำนวนกว่า 199 ล้านบาท

เมื่อวันที่2มิ.ย.2560 พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนำคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพลังงานพร้อมด้วยสื่อมวลชนลงพื้นที่ บ้านมอดินแดง ม.6 ต.หนองหญ้าขาวอ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อเยี่ยมชมโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง ที่กระทรวงพลังงานให้การสนับสนุน

โดยพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด และมีความห่วงใยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและปัญหาต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น จึงได้ดำเนินโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้งขึ้น  โดยให้การสนับสนุนความรู้ เทคนิคและเทคโนโลยีการสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมที่เคยประสบปัญหาภัยแล้ง ให้มีอีกทางเลือกหนึ่งในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อช่วยไม่ให้พืชที่เพาะปลูกเสียหายจากการขาดแคลนน้ำเมื่อประสบปัญหาภัยแล้ง และช่วยลดต้นทุนจากการทดแทนการใช้น้ำมัน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้พลังงานทดแทนที่เหมาะสม

ทั้งนี้ทางสำนักการมีส่วนร่วมของประชาชน(สสช.)ได้มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดดำเนินการประสานเครือข่ายพลังงานชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการดำเนินงาน โดยการส่งเสริมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อขยายผลเพิ่มจำนวนเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในชุมชน ให้สอดคล้องกับศักยภาพและปัญหาของชุมชน และให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตัวเองทางด้านพลังงานและนำไปสู่การลดต้นทุนการใช้พลังงานเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค

โดยโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา กระทรวงพลังงานได้จัดทำโครงการจำนวน 53 ระบบ ช่วยเกษตรกรได้ 410 ราย รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์จำนวน 4,600 ไร่ ซึ่งสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นจำนวน 133 กิโลวัตต์  ส่วนพื้นที่จังหวัดลพบุรีนั้น กระทรวงพลังงานได้จัดทำโครงการจำนวน 4 ระบบ ให้การช่วยเหลือเกษตรกร 31 ราย พื้นที่ได้รับประโยชน์จำนวน 364 ไร่ ซึ่งสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้เพิ่มขึ้นจำนวน 10 กิโลวัตต์​

"สำหรับโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้งได้เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนก.ค. 2559 และได้ดำเนินการส่งเสริมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 846 ระบบ ในพื้นที่ 56 จังหวัดในเขตพื้นที่ภัยแล้งทั่วประเทศ ให้การช่วยเหลือเกษตรกรไม่น้อยกว่า 9,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่น้อยกว่า 40,000 ไร่ สามารถเพิ่มการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น จำนวน 2,115 กิโลวัตต์​ คาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตของเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 199 ล้านบาท" รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กล่าว

ภาพโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง ที่กระทรวงพลังงานให้การสนับสนุน

“พลังงาน” เดินหน้าแผนลดโลกร้อน แม้สหรัฐฯถอนตัวข้อตกลง COP21

รัฐมนตรีพลังงานยืนยันไทยเดินหน้าตามพันธกิจ COP21 ต่อไป แม้สหรัฐฯจะยกเลิกข้อตกลง  ชี้มีความจำเป็นต้องลดโลกร้อนและส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อประโยชน์ของประเทศ  พร้อมผลักดันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ตามเป้าหมายนายกฯ ที่ 40%

พล.อ.อนัตพร กาญจนรัตน์ เปิดเผยถึงกรณีที่นายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะยกเลิกข้อตกลงการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยได้ร่วมลงนามข้อตกลงที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า ไทยจะยังคงเดินหน้าตามกรอบสนธิสัญญาการลดโลกร้อนตามกรอบความตกลงปารีสดังกล่าวต่อไป แม้สหรัฐฯ จะยกเลิกข้อตกลงก็ตาม เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่ทำด้วยกันหลายประเทศ และไทยมีเหตุผลความจำเป็นในการลดโลกร้อน โดยหากดำเนินการสิ่งใดได้ก็พร้อมจะดำเนินการไปก่อน โดยเฉพาะการส่งเสริมพลังงานทดแทนที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย รวมทั้งการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ก็ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ช่วยลดมลภาวะลงมากด้วย

นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีไทยได้มอบนโยบายเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ 40% สูงกว่าที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ พีดีพี 2015 ที่กำหนดให้ทำพลังงานทดแทนให้ได้ 30% ในปี 2579 นั้น ทางกระทรวงพลังงานก็เร่งดำเนินการอยู่ โดยแผนพัฒนาพลังงานทดแทนก็มีการปรับอยู่ตลอดเพื่อให้ทันกับสถานการณ์

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศว่าสหรัฐฯจะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส ที่กำหนดให้ประเทศที่ให้คำมั่นในข้อตกลงต้องดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายเพื่อการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม (Pre-industrial Era) อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าว ไม่น่าจะส่งผลต่อทิศทางการใช้พลังงานสะอาดของโลก แม้อาจจะทำให้การดำเนินการล่าช้าลงไปบ้าง และการถอนตัวของสหรัฐจากข้อตกลงปารีสดังกล่าว อาจทำให้ประเทศอื่นกล้ามาเล่นบทบาทผู้นำในเรื่องปัญหาสภาวะอากาศหลังจากนี้

ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลและบริษัทเอกชนต่างๆ ในประเทศต่างๆทั่วโลก ได้ทุ่มเงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐในโครงการพลังงานสะอาด อาทิ พลังงานลมและโซลาร์ฟาร์ม ในขณะที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้น โดยประเทศอุตสาหกรรมจำนวนมากต่างเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด อาทิ เยอรมนีได้ตั้งเป้าหมายว่าการผลิตไฟฟ้า 85% ของไฟฟ้าในประเทศจะมาจากพลังงานสะอาด ขณะที่จีน ซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ได้ยกเลิกการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่หลายแห่งในปีนี้ และมีแผนลงทุนอย่างน้อย 3.6 แสน ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในโครงการพลังงานสีเขียวภายในปี 2020

โซลาร์ฟาร์มAdder8บาทต่อหน่วยคุ้มทุนแล้ว กระทรวงพลังงานยันไม่ช่วยอุดหนุนอีก

รัฐมนตรีพลังงาน ยืนยันผู้ผลิตโซลาร์ฟาร์มที่ได้รับ Adder 8 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะหมดสัญญาการอุดหนุนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะไม่ได้รับการช่วยเหลือเพิ่ม  ด้านปลัดพลังงานระบุ เอกชนได้ผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุนไปแล้ว ที่เหลือต้องจ่ายไฟฟ้าให้ครบตามสัญญา   ในขณะที่ผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มรายใหญ่ ของประเทศ แนะรัฐเริ่มต้นเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบจำกัดจำนวน  พร้อมตรวจสอบมาตรฐานแผงป้องกันปัญหาไฟไหม้  เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบทั้งวงการ

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยในระหว่างการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  ของบริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด(NED)  เมื่อวันที่2 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า  การสนับสนุนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)ด้วยระบบ "ให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ adder  ในอัตรา8 บาทต่อหน่วย ที่จะครบกำหนดสัญญากลุ่มแรกในปี2561  นั้น กระทรวงพลังงานคงจะปล่อยให้หมดสัญญาไปตามกฎเกณฑ์ เนื่องจากขณะนี้กระทรวงพลังงานได้เปลี่ยนมาส่งเสริมในรูปแบบ " การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ ฟีดอินทารีฟ(FiT)" แทนแล้วซึ่งสะท้อนต้นทุนการผลิตโซล่าเซลล์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะขณะนี้ต้นทุนแผงโซล่าร์เซลล์ได้พัฒนาเทคโนโลยีไปมากแล้วและมีต้นทุนลดลง หากยังสนับสนุนในอัตราสูงต่อไปจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศให้สูงขึ้น  โดย กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบรวมต่อประเทศเป็นหลักก่อน 

ในขณะที่ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเสริมว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มที่จะหมดสัญญาการสนับสนุนค่าไฟฟ้าในระบบadder กลุ่มแรกนั้น ทางกระทรวงพลังงานจะไม่มีการต่ออายุการสนับสนุนใดๆ ให้เพราะถือว่าเอกชนที่เข้าร่วมโครงการแต่แรก มีความคุ้มทุนแล้ว  ซึ่งระยะเวลาหลังจากนี้ที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าจนครบสัญญาโดยได้รับอัตราค่าไฟฟ้าปกตินั้น  เป็นเรื่องของภาคเอกชนที่จะต้องดำเนินธุรกิจต่อไปตามสัญญา

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษกกพ.  กล่าวว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มที่ได้รับAdder ในอัตรา 8 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปีนั้น นั้นจะเริ่มครบ กลุ่มแรกในปี 2561 และจากนั้นจะทยอยครบกำหนดจนหมดหลังปี 2563 เป็นต้นไป  ซึ่งการครบกำหนดดังกล่าวจะส่งผลให้หยุดการให้เงิน adder สนับสนุนการผลิตไฟฟ้า และจะมีผลดีต่อภาระค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ลดลงด้วย

อย่างไรก็ตามปัจจุบันโครงการโซล่าร์ฟาร์มทั้งหมดที่เข้าระบบมีอยู่ 2,627 เมกะวัตต์ เป็นของผู้ประกอบการ 466 ราย ซึ่ง กกพ.ต้องเข้าไปตรวจสอบข้อมูลก่อนว่าในกลุ่มนี้มีโครงการที่ได้รับ adder 8 บาทต่อหน่วย มีทั้งหมดกี่ราย และเป็นปริมาณไฟฟ้าเท่าไหร่ เพื่อสรุปว่าจะช่วยลดค่า เอฟที ได้มากน้อยเพียงใด 

ปัจจุบันโครงการพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ฟาร์ม ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าถึง 21 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงินที่นำไปสนับสนุน 13,500 ล้านบาทต่อ 4 เดือน" 

ด้าน นายไชยวุฒิ แสงปรีดีกรณ์ ผู้จัดการโรงไฟฟ้าลพบุรีโซล่าร์ บริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด(NED) กล่าว ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์มของบริษัท นั้นอยู่ในกลุ่มที่ได้รับ adder 8 บาทต่อหน่วย  มาตั้งแต่ปี 2554 และจะครบสัญญาในปี 2564  ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรภายหลังหมดสัญญาการช่วยเหลือเรื่องadder  จากภาครัฐ แต่กำไรอาจลดลงเพราะขายไฟฟ้าได้ในราคาทั่วไปประมาณ 3 บาทต่อหน่วย โดยจะยังดำเนินการขายไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญา 25 ปี  

ส่วนกรณีที่ภาครัฐจะหันมาเน้นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)แบบเสรีนั้น เห็นว่าในช่วงเริ่มต้นภาครัฐควรทยอยดำเนินการด้วยการจำกัดปริมาณก่อน เพื่อให้ระบบสายส่งและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อมปรับตัว รวมทั้งต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานแผงโซล่าร์เซลล์อย่างเหมาะสม เพราะหากเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บ้านเพราะแผงโซล่าร์เซลล์เพียงแห่งเดียวก็จะทำให้ธุรกิจโซล่าร์เซลล์ทั้งวงการได้รับผลกระทบทั้งหมด 

สำหรับ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทNED  ถือเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีแผงโซลาร์แบบฟิล์มบาง ที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับโลก โดยติดตั้งมากกว่า 640,000 แผง บนพื้นที่กว่า 1,400 ไร่ มีกำลังการผลิตทั้งหมด 84เมกะวัตต์ โดยได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินและที่ปรึกษาโครงการจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้รับใบรับรองมาตรฐานมงกุฎไทยในฐานะผู้ดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

"เทวินทร์"ในหมวกTMA เผยปีนี้อันดับขีดความสามารถการแข่งขันไทยดีขึ้นมาอยู่อันดับ27

“เทวินทร์”ในหมวก ของสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) เผยผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของInternational Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2560 ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยขยับเลื่อนจากอันดับ28 ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 27 จาก 63ประเทศทั่วโลก ซึ่งผลสำรวจฯ ในปี 2560 ฮ่องกงและสวิตเซอร์แลนด์ยังคงครองอันดับที่ 1และ 2 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่สิงคโปร์เลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 ทำให้สหรัฐอเมริกาตกไปเป็นอันดับที่ 4

ทั้งนี้ ในปี 2560 ผลการจัดอันดับของไทยดีขึ้นทั้งโดยคะแนนและอันดับ โดยคะแนนภาพรวมในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 80.095 เปรียบเทียบกับ 74.681 ในปี 2559 และมีอันดับเลื่อนขึ้นจาก 28 ในปี 2559 เป็น 27 ในปี 2560 ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับ 5 ประเทศอาเซียนที่อยู่ในการจัดอันดับนี้ ซึ่งได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียแล้ว ไทยยังคงอยู่ในอันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยไทย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียมีอันดับดีขึ้น ในขณะที่มาเลเซียมีอันดับลดต่ำลง

เมื่อพิจารณาคะแนนที่ประเทศไทยได้รับ ในระยะตั้งแต่ปี 2556 - 2560 จะเห็นได้ว่ามีคะแนนสูงขึ้นมาโดยตลอดนับตั้งแต่  ปี 2557 เป็นต้นมา และเริ่มมีแนวโน้มสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของทุกประเทศที่ได้รับการจัดอันดับตั้งแต่ปี 2558 โดยในปี 2560 ประเทศไทยมีคะแนน 80.095 ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยของ 63 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับเท่ากับ 77.033 อันแสดงให้เห็นว่าความพยายามของรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้เริ่มส่งผล ซึ่งหากมีการเร่งดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยมีอันดับความสามารถ   ที่สูงขึ้นจนเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำได้อย่างแน่นอน

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหฐ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการจัดการข้อมูลและการสื่อสารประชาสัมพันธ์ และ ประธานศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน TMA(TMA Center for Competitiveness) กล่าวว่า “การที่  ผลการจัดอันดับในปีนี้ดีขึ้นทั้งคะแนนและอันดับ โดยเป็นปีแรกที่มีคะแนนรวมเกินกว่า 80 คะแนนและสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยรวมของทุกประเทศ เป็นการยืนยันว่าการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นสิ่งที่ทั้งรัฐและเอกชนต้อง  มีจุดหมายและลงมือขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันผลักดันและสร้างความเปลี่ยนแปลงในประเด็นสำคัญๆ ที่เป็นฐานสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาวไปหลายเรื่อง ผลการจัดอันดับ   ทำให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้วและจะต้องพยายามร่วมมือกันต่อไป

ทั้งนี้ในการจัดอันดับฯ ของ IMD มีการพิจารณา 4 ด้าน คือ สภาวะเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ปรากฏว่า ปัจจัยที่ไทยมีอันดับดีที่สุดคือ สภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 10 จาก 63 ประเทศ โดยมีอันดับดีขึ้นถึง 3 อันดับจากปี 2559 ในขณะที่ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับดีขึ้น 3 อันดับเช่นเดียวกัน ทำให้อยู่ในอันดับที่ 20ในปีนี้    ส่วนปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานมีอันดับคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีอันดับที่ 25 และ 49 ตามลำดับในปี 2560

“ถึงแม้ว่าเราจะมีอันดับที่ดีขึ้นในปีนี้  แต่ประเทศอื่นๆ ในโลกต่างก็เร่งพัฒนาตนเองไปเช่นเดียวกับเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามทำให้มากขึ้นและเร็วขึ้น      โดยประเด็นท้าทายที่เราต้องขับเคลื่อนให้ก้าวหน้าไปให้ได้ คือการพัฒนาคนให้มีความรู้เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ และการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม”นายเทวินทร์ กล่าว

ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า “ผลการ   จัดอันดับชี้ว่าสมรรถนะทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของภาครัฐอันดับดีขึ้นถึง 3 อันดับ สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจระดับมหภาคที่ส่งสัญญาณดีขึ้น และการปรับปรุงในด้านกฎระเบียบและกฎหมายธุรกิจที่ส่งผลดีให้ดำเนินธุรกิจมีความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น อาทิ การเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ การดำเนินการด้านศุลกากรสำหรับการค้าขายข้ามพรมแดน นักธุรกิจจึง  มีความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐที่เอื้อต่อการทำธุรกิจของภาคเอกชนมากขึ้น รวมทั้งมีความเชื่อมั่น  ต่อความสามารถในการบริหารจัดการนโยบายของรัฐบาลมากขึ้นเช่นเดียวกัน”

อย่างไรก็ตามเรื่องที่ไทยมีอันดับลดลงคือ การลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) จากอันดับที่ 28 ในปี 2559 เป็นอันดับที่ 37 ในปีนี้

ในขณะที่ จุดเด่นของประเทศไทยในหมวดนี้ยังคงเป็นด้านที่เกี่ยวกับการจ้างงาน รายได้จากการท่องเที่ยว และความมั่นคงของบัญชีเดินสะพัด ส่วนประเด็นที่ยังต้องพัฒนาต่อไปคือ รายได้ประชาชาติต่อหัวของประชากรที่อยู่ในอันดับที่ 54 ด้านค่าครองชีพ ความเสี่ยงจากการย้ายฐานการผลิต และด้านการลงทุนทางตรงทั้งจากต่างประเทศและการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เป็นต้น

สำหรับผลการจัดอันดับด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ในภาพรวมยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าตัวชี้วัดย่อยเกี่ยวกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาและบุคลากรด้านวิจัยมีอันดับดีขึ้นในทุกประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตัวชี้วัดในเชิงมูลค่าปรับตัวดีขึ้นถึง 4 อันดับ และสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้าน R&D ของภาคธุรกิจ ต่อ GDP (Business expenditure on R&D (%)) ปรับตัวดีขึ้นถึง 10 อันดับ นอกจากนั้น ความเห็นของภาคธุรกิจต่อความสามารถในการสร้างนวัตกรรม (Innovation Capacity) ของประเทศก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยปรับตัวดีขึ้นถึง 9 อันดับจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้อง  ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากคือด้านที่เกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตร ทั้งจำนวนการขอจดสิทธิบัตร และจำนวนสิทธิบัตรที่ได้รับการจด และสิทธิบัตรที่มีผลบังคับใช้

ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งพัฒนาเป็นอย่างมาก โดยยังอยู่ในอันดับต่ำทั้งสองหมวด ประเด็นสำคัญที่ต้องปรับปรุงในด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้แก่ การเพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากร และการประหยัดพลังงาน ในขณะที่ด้านการศึกษา ต้องเร่งพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของบุคลากร รวมทั้งความสามารถทางวิชาการโดยเฉพาะด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และการปรับปรุงอัตราส่วนของครู    ต่อนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา เป็นต้น

 

ปตท.เปิดทางรัฐบาลเมียนมาและนักลงทุนต่างชาติร่วมทุนโครงการFSRU

ปตท.ส่งรายงานผลศึกษาคลังLNGลอยน้ำ(Floating Storage and Regasification Unit -FSRU)ถึงมือ  สนพ. เปิดทางรัฐบาลเมียนมาร่วมลงทุนด้วย ในขณะเดียวกันยังมีนักลงทุนต่างชาติอีกหลายรายเสนอขอร่วมทุนด้วย  ระบุสามารถเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในปี2566 เร็วกว่าแผนที่กพช.เคยมีมติให้ดำเนินการภายในปี2570  โดย เตรียมนำเสนอความคืบหน้าต่อกพช.ในการประชุมปลายเดือนก.ค. 2560 นี้     

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2559 มีมติให้ ปตท.ไปศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในประเทศเมียนมา เพื่อทดแทนการผลิตก๊าซฯจากเมียนมาที่จะหมดไปในอนาคต และกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซฯ โดยกระจายไปฝั่งตะวันตก เพื่อลดการพึ่งพาการจัดหาจากฝั่งตะวันออก ขนาด 3 ล้านตันต่อปี กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 นั้น  ในเบื้องต้น ปตท.ได้นำเสนอมาที่ สนพ. แล้วว่า  แผนการลงทุนFSRU นั้นจะสร้างที่เมืองกันบ็อค ของเมียนมา และต้องการให้รัฐบาลเมียนมาเข้ามาร่วมลงทุนด้วย เพื่อความคล่องตัวในการลงทุน แต่รัฐบาลเมียนมายังไม่ได้ให้คำตอบ  โดยหากรัฐบาลเมียนมาไม่สนใจที่จะร่วมลงทุนในโครงการนี้  ก็จะไม่เป็นปัญหาต่อโครงการ เนื่องจากมีนักลงทุนจากต่างประเทศหลายราย แสดงความสนใจจะร่วมลงทุนกับ ปตท.   นอกจากนี้ ปตท.ยังรายงานด้วยว่า การเจรจาเรื่องค่าใช้บริการท่อก๊าซฯ ในส่วนของก๊าซที่จะส่งผ่านเมียนมานั้น ยังไม่สามารถเจรจาให้ได้ข้อยุติ

 นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า  ตามมติกพช. ที่กำหนดในการสร้าง FSRU ที่เมียนมา  นั้นควรต้องเสร็จภายในปี 2570 แต่ ปตท.แจ้งว่า สามารถที่จะเร่งให้เสร็จได้ภายในปี 2566 แต่เบื้องต้นทางกระทรวงพลังงานจะพิจารณาความต้องการใช้ก๊าซฯในประเทศควบคู่กับแผนบริหารจัดการก๊าซฯ ก่อน จึงจะทราบว่าจะต้องเร่งสร้าง FSRU หรือไม่ ทั้งนี้กระทรวงพลังงานจะรายการงานความคืบหน้าดังกล่าวต่อ กพช.ปลายเดือน ก.ค. 2560 นี้  

ส่วนกรณีที่ภาครัฐมีแนวคิดที่จะให้ ปตท.ขยายคลังรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ระยะที่ 1 เพิ่มขึ้นจาก 11.5 ล้านตัน เพื่อรองรับวิกฤติก๊าซฯในปี 2564-2566 นั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขยายเพิ่มหรือไม่ หรือ หากขยายเพิ่มจะเป็น 13 ล้านตันหรือ 15 ล้านตัน  โดยขอประเมินสถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของประเทศ และผลประมูลสัมปทานหมดอายุในแหล่งเอวัณและบงกชก่อน  ซึ่งหากผู้ที่ชนะการประมูลเป็นรายเดิมอาจช่วยบรรเทาปัญหาวิกฤติไฟฟ้าในช่วงปี 2564-256 ลงได้

ทั้งนี้ ในแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้ กพช.รับทราบไปเมื่อการประชุมวันที่15พ.ค.2560 นั้น ในกรณีที่บริหารจัดการก๊าซในอ่าวไทย ทำให้การผลิตไม่ต่อเนื่องและก๊าซมีปริมาณลดลง จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 13,623 ล้านหน่วย หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาด 1,700 เมกะวัตต์ โดย แนวทางแก้ปัญหาส่วนหนึ่งนั้น กระทรวงพลังงาน  จะต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บสำรองก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เช่น การขยายโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 1 มาบตาพุด จ.ระยอง และเร่งรัดการพัฒนาโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น รวมถึงการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม เช่น รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว หรือกัมพูชา) และรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมเพื่อเป็นทางออก

สำหรับมติกพช.เมื่อวันที่8ธ.ค.2559 นั้น ที่ประชุม ได้รับทราบการปรับปรุงประมาณการความต้องการใช้และแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติตามแผน Gas Plan 2015 ที่ปรับปรุงใหม่ข้างต้น พร้อมเห็นชอบโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดหา/นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Facilities) ประกอบด้วย

1) โครงการ LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ จ.ระยอง [T-2] ที่มอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้ดำเนินโครงการ ให้ดำเนินการขยายกำลังการแปรสภาพ LNG เพื่อให้สามารถรองรับการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ความต้องการ LNG ในอนาคต จากเดิม 5 ล้านตันต่อปี เป็น 7.5 ล้านตันต่อปี ประมาณการเงินลงทุนรวม 38,500 ล้านบาท และกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2565

2) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เพื่อรองรับการจัดหา LNG ในอนาคต รองรับการใช้ก๊าซฯ ของโรงไฟฟ้าพระนครใต้และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และเพิ่มการแข่งขันธุรกิจจัดหา LNG ในอนาคต ขนาด 5 ล้านตันต่อปี ประมาณการเงินลงทุนรวม 24,500 ล้านบาท และกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2567 โดยมอบหมายให้ กฟผ. เป็นผู้ดำเนินการ และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ เป็นระยะ
 3) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในประเทศเมียนมา เพื่อทดแทนการผลิตก๊าซฯจากพม่าที่จะหมดไปในอนาคต และกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซฯ โดยกระจายไปฝั่งตะวันตก เพื่อลดการพึ่งพาการจัดหาจากฝั่งตะวันออก ขนาด 3 ล้านตันต่อปี กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570 โดยมอบหมายให้ ปตท. ไปดำเนินการศึกษาในรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 และนำเสนอผลการศึกษาต่อ กบง.

 

พลังงานเล็งปรับเพิ่มเป้าหมายการใช้เอทานอลปี 61 เป็น 4.3 ล้านลิตรต่อวัน

กรมธุรกิจพลังงาน เตรียมประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายการใช้เอทานอลของประเทศ ปี 2561 ขึ้นเป็น 4.3 ล้านลิตรต่อวัน หลังพบประชาชนใช้น้ำมัน E20 และ E85 เพิ่ม พร้อมหนุนเอกชนประมูลข้าวเสื่อมทำเอทานอล ด้านผู้ประกอบการติงรัฐเปิดประมูลข้าวเสื่อมกระชั้นชิด ผู้ผลิตขอประเมินคุณภาพก่อนตัดสินใจร่วมยื่นซองประมูล 26 เม.ย.นี้หรือไม่

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมปรับเพิ่มเป้าหมายการใช้เอทานอลของประเทศในปี 2561 เป็น 4.2-4.3 ล้านลิตรต่อวัน จากเป้าหมายการใช้ในปี 2560 ที่ 4 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์E20 ของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนหันมาสนใจใช้แก๊สโซฮอล์ E20 กันมากขึ้น ขณะนี้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มขึ้น10% เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ยอดใช้เอทานอลในปี 2559 อยู่ที่ 3.6-3.8 ล้านลิตรต่อวัน ประกอบกับยอดการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 เริ่มขยับสูงขึ้นถึง 1 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มียอดใช้อยู่ 8-9 แสนลิตรต่อวัน

นอกจากนั้น กรมฯได้ประสานกับผู้ผลิตเอทานอลมา เพื่อให้เข้าร่วมประมูลนำส่วนข้าวเสื่อมคุณภาพมาผลิตเอทานอล และยังเป็นการช่วยระบายข้าวเก่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศด้วย โดยคาดราคาข้าวเสื่อมคุณภาพที่จะประมูลนั้น อาจมักราคาต่ำตามคุณภาพของข้าว และอาจต่ำกว่าราคามันสำปะหลังที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล สำหรับราคามันสำปะหลังขณะนี้ถือว่ามีราคาตกต่ำอยู่ที่ 1-2 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมเคยได้ที่ราคากว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม 

นายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอเอทานอล จำกัด และในฐานะนายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง กล่าวว่า ผู้ผลิตเอทานอลสนใจโครงการเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 1.037 ล้านตัน  ซึ่งเป็นข้าวที่มีอายุการเก็บรักษาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป หรือเป็นข้าวคุณภาพเสื่อม ข้าวผิดชนิด ผิดมาตรฐาน แต่จะเข้าร่วมยื่นซองเอกสารคุณสมบัติผู้เสนอราคาซื้อ ในวันที่ 26 เม.ย. 2560 นี้หรือไม่นั้น ยังต้องรอประเมินความคุ้มค่าอีกครั้ง หลังจากที่ส่งทีมงานลงพื้นที่ไปตรวจสอบคุณภาพข้าวในแต่ละโกดังภายในสัปดาห์นี้ก่อน

"หลังจากได้รับฟังกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงหลักเกณฑ์และเงื่อนไข(TOR)เปิดประมูลข้าวคุณภาพเสื่อมเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา และจะประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลวันที่ 28 เม.ย. นั้น กลุ่มผู้ผลิตเอทานอล เห็นตรงกันว่า การเปิดประมูลครั้งนี้ มีระยะเวลากระชั้นชิดเกินไป แม้ว่าที่ผ่านมาผู้ผลิตเอทานอลจะแสดงความพร้อมในการรับซื้อข้าวเสื่อมเพื่อนำไปผลิตเอทานอล แต่ก็ยังไม่เคยเห็นคุณภาพสินค้ามาก่อน"

ดังนั้น การเปิดยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 26 เม.ย.2560 นี้ จึงตอบไม่ได้ว่าจะมีผู้สนใจร่วมประมูลกี่ราย เพราะข้าวที่เก็บไว้ในโกดังกระจายอยู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนบน และภาคกลาง ซึ่งขั้นตอนการเปิดประมูลที่กระชั้นชิด ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถไปตรวจสอบคุณภาพข้าวได้ทั่วถึงทุกโกดัง จึงคาดว่า ผู้ผลิตเอทานอล คงจะเข้าร่วมประมูลข้าวในโกดังที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ตั้งโรงงานเอทานอลที่ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพและความคุ้มค่าแล้ว โดยผู้ผลิตเอทานอล จะต้องประเมินความเสี่ยงจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากรับซื้อข้าวล็อตดังกล่าวมาแล้ว เนื่องจากเงื่อนไข(TOR)กำหนดว่า ข้าวที่รับซื้อไปแล้วไม่สามารถยกเลิก หรือ คืนสินค้าได้ ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตเอทานอล มีความกังวลคุณภาพข้าวว่าเสื่อมในระดับใด และเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งที่เหลืออยู่ยังสามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลได้หรือไม่ เพราะข้าวดังกล่าวเก็บไว้ในโกดังนานกว่า 5 ปี

นายเดชพนต์ กล่าวว่า ราคาประมูลข้าวคุณภาพเสื่อมล็อตนี้จะเป็นการเสนอราคาที่ต่ำ เพราะการนำข้าวเลื่อมไปผลิตเอทานอลต้องเปรียบเทียบราคากับมันสำปะหลัง และปัจจุบันราคามันสด ตกต่ำลงอยู่ที่กิโลกรัมละ 1.60-1.70 บาท ดังนั้นราคาประมูลข้าวเสื่อมจะตกต่ำกว่าราคามันสด

"การซื้อมันสด ไปผลิตเอทานอลผู้ประกอบการยังมั่นใจได้ว่า มีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งที่จะนำไปหมักเป็นเอทานอลแน่นนอน แต่ข้าวคุณภาพเสื่อม ยังไม่มั่นใจว่าในแต่ละโกดังจะมีการปลอมบน หรือ มีเปอร์เซ็นต์แป้งเหลืออยู่ระดับใด  แต่คาดว่าราคาประมูลคงต่ำกว่าราคามันสดราว20-30% เท่านั้น หรือไม่น่าต่ำกว่ากิโลกรัมละ 1 บาท"

ทั้งนี้ ข้าวคุณภาพเสื่อมที่นำมาเปิดประมูลราว 1 ล้านตัน หากมีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งเท่ากับมันสำปะหลัง เมื่อนำไปหมักเป็น    เอทานอล จะสามารถทดแทนมันสำปะหลังได้ 1 ใน 4 ของปริมาณมันสำปะหลังที่ต้องใช้ผลิตเอทานอลอยู่ที่ 3 -4 ล้านตันต่อปี

กฟน.แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงไฟฟ้ารั่วจากฝนตกน้ำท่วมสูงให้รีบป้องกันย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้า

กฟน. ห่วงปัญหาไฟฟ้ารั่วจากฝนตกน้ำท่วมสูง เตือนพื้นที่  ปากเกร็ด ,ถนนฉิมพลี-ทุ่งมังกร เขตตลิ่งชัน และชุมชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เสี่ยงน้ำท่วมสูงให้รีบป้องกันย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นระดับน้ำท่วม  โดยพร้อมให้บริการเลื่อนปลั๊ก-สวิตช์ไฟฟ้า ที่สามารถแจ้งได้ทั้ง3 ช่องทางการติดต่อ ทั้ง ห้องเวรแก้ไฟฟ้าขัดข้อง การไฟฟ้านครหลวงเขตใกล้บ้าน ,ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center โทร 1130 และช่องทาง MEA Smart Life Application ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายสมพงษ์ พงษ์สกุลรังษี รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า  กฟน.ห่วงปัญหาไฟฟ้าของประชาชนจากกรณีฝนตกหนัก  ดังนั้นจึงขอเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ที่เป็นลักษณะแอ่งกระทะน้ำท่วมบ่อยครั้ง ได้แก่บริเวณถนนฉิมพลี-ทุ่งมังกร เขตตลิ่งชัน รวมถึงชุมชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนพื้นที่อื่นๆ ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ ที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูง หากพบว่าระดับน้ำบริเวณบ้านเริ่มท่วมสูงขึ้นจนใกล้ถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าให้รีบดำเนินการย้ายปลั๊กไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่สูงให้พ้นจากระดับน้ำท่วมถึงเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว และอุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุด พร้อมทั้งควรติดตามข่าวสาร สถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ กฟน.พร้อมให้บริการเลื่อนปลั๊ก-สวิตช์ไฟฟ้า ในพื้นที่ให้บริการที่น้ำท่วมสูง สามารถแจ้งขอใช้บริการได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ ห้องเวรแก้ไฟฟ้าขัดข้อง การไฟฟ้านครหลวงเขตใกล้บ้าน หรือแจ้งได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center โทร 1130 และช่องทาง MEA Smart Life Application ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง กฟน.จะประสานเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการแก้ไขหรือให้ความช่วยเหลือต่อไป 

นอกจากนี้หากประชาชนพบเห็นเสา สายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าของกฟน. ชำรุด หรืออยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่กฟน.เขตได้ทุกเขต หรือแจ้งได้ที่ MEA CALL CENTER โทร 1130 รวมถึงสามารถแจ้งผ่าน MEA Smart Life Application ทั้งระบบ iOS และ Android บน Smart phone ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เริ่มงบปี2561เร่งเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ

รัฐมนตรีพลังงาน เผยแผนเร่งด่วนปี 2561 เน้นเดินหน้าประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ พร้อมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน การประหยัดพลังงานเป็นพิเศษ เล็งปรับแผน AEDP ชี้หากระบบประมูลรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกลง และผู้ประกอบการให้ความสนใจสูง อาจเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มได้   

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า แผนงานเร่งด่วนที่กระทรวงพลังงานจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 คือ งานต่อเนื่องจากปี 2560 โดยเฉพาะเรื่องการเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ (แหล่งเอราวัณ หมดอายุ 2565 และแหล่งบงกช หมดอายุ 2566) และเรื่องสำคัญที่กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือ แผนงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศลง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

“จากการตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการในหลายโรงงานที่ผ่านมาพบว่า การไปส่งเสริมผู้ประกอบการให้เปลี่ยนอุปกรณ์ในโรงงาน เช่น บอยเลอร์ เห็นผลการประหยัดพลังงานลงได้มาก ปีหน้าก็จะเน้นส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหญ่ให้เปลี่ยนอุปกรณ์ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเกิดการประหยัดพลังงาน”

นอกจากนี้ในส่วนของพลังงานทดแทน อยู่ระหว่างการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว(พ.ศ.2558-2579) หรือ PDP 2015  โดยหากพบว่าการเปิดประมูลผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสามารถช่วยให้ราคาค่าไฟฟ้าต่ำลงได้และมีผู้ประกอบการให้ความสนใจจำนวนมาก ก็อาจมีการปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP)ให้เกิดการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นได้ ส่วนปริมาณรับซื้อเท่าไหร่นั้นขณะนี้กำลังรอดูราคาพลังงานทดแทนที่เหมาะสมอยู่