ค้นหาด้วย ' Seta2016 ' ทั้งหมด 18 รายการ
TOGตั้งเป้าประหยัดไฟฟ้าในโรงงานลง30%

TOG ผู้ผลิตเลนส์สายตา พลาสติกรายใหญ่ของไทยตั้งเป้าประหยัดไฟฟ้าในโรงงานลง30% เตรียมว่าจ้างบริษัทจัดการพลังงาน หรือ ESCO มาช่วยดำเนินการ พร้อมเผยผลประกอบการ 9 เดือน กำไร 159.49 ล้านบาท

นายธรณ์ ประจักษ์ธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TOG ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายเลนส์สายตาพลาสติกรายใหญ่ไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ศึกษาแพ็กเกจการประหยัดไฟฟ้าครบวงจร สำหรับนำไปใช้กับทุกโรงงานในเครือของบริษัท เพื่อให้เกิดการประหยัดค่าไฟฟ้าลงจากเดิม  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหาบริษัทจัดการพลังงาน(ESCO) มาดำเนินการให้ ซึ่งตั้งเป้าหมายการประหยัดไฟฟ้าลงให้ได้ปีละ 30%  ของค่าไฟฟ้าที่ต้องเสียไป 4-5 ล้านบาทต่อเดือน โดยคาดว่าผลการศึกษาจะเสร็จภายในสิ้นปี 2559 นี้

สำหรับการเตรียมแผนลดค่าใช้จ่ายด้าน ไฟฟ้าดังกล่าว เกิดจากบริษัทฯพบว่าการบริหารจัดการด้านพลังงานในบริษัทฯ ยังไม่ดีเพียงพอ ทำให้มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ปัจจุบันบริษัทฯมีโรงงานอยู่ 6 อาคาร และไฟฟ้านับเป็นต้นทุนสำคัญของบริษัทฯ ที่เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องจัดการบริหารการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจรในอนาคต โดยเบื้องต้นอาจต้องลงทุนเปลี่ยนเทคโนโลยีเครื่องจักรเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานด้านการผลิตอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพในอนาคต

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือน ประจำปี 2559 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการขายและบริการอื่นๆ จำนวน 1,392.51 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 66.74 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเติบโต 5.03%  โดยอัตราการเติบโตของรายได้และบริการอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้นจากมูลค่าการขายเลนส์สายตาเฉพาะบุคคลหรือเลนส์สั่งฝนพิเศษ (Prescription Lens หรือ Rx Lens) และมีกำไรสุทธิ 159.49 ล้านบาท

“TOG ได้เล็งเห็นแนวโน้มของยอดขายเลนส์กลุ่มพรีเมี่ยมซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เลนส์ที่ผลิตเฉพาะบุคคลจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ดังนั้น บริษัทฯ จึงวางแผนขยายกำลังการผลิตสำหรับเลนส์เฉพาะบุคคลหรือเลนส์สั่งฝนพิเศษ ด้วยระบบ Automation มูลค่าลงทุน 400 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้เลนส์เฉพาะบุคคลที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าระบบนี้จะแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการผลิตในต้นปี 2560 ทั้งนี้ สายการผลิตใหม่นี้จะยกระดับการให้บริการที่เฉพาะเจาะจงแก่ลูกค้า ซึ่งนับเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่ และเพิ่มฐานรายได้จากการผลิตที่ต่อเนื่องอีกทางหนึ่ง” นายธรณ์​ กล่าว

นายสรัฐ เตกาญจนวนิช ผู้อำนวยการสำนักวางแผนธุรกิจและการเงิน  กล่าวว่า บริษัทฯ ยังได้วางแผนขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้เลนส์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ ได้ยกระดับแบรนด์เลนส์สายตาของบริษัท “TOG” และมีการจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์เลนส์สายตาใหม่ โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ภายใต้เครื่องหมายการค้า  ONE, DISCOVERY, FREEDOM, MAXIMA, SHADE และ ZAPHIRE จากเดิมที่มี ExceliteTM  เพียงแบรนด์เดียว เพื่อให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ และง่ายต่อการจดจำของผู้บริโภค  โดยยังคงใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านผู้แทนจำหน่าย (Dealer) คือ บริษัท นำศิลปไทย จำกัด  และวางจำหน่ายสินค้าในร้านหอแว่น มากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังวางแผนส่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้ง 6 กลุ่มนี้ บุกตลาด AEC ในปี  2560 อีกด้วย อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น

ปัจจุบันบริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศอยู่ 95% และในประเทศ 5%  โดยตลาดหลัก คือ ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกา และเอเชียแปซิฟิค สำหรับตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)นั้น ตลาดเวียดนาม มีศักยภาพในการเติบโตสูงที่สุด โดยผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าไทย และจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเกรดพรีเมี่ยม รองลงมาคือ ตลาดในมาเลเซีย และสิงคโปร์ ตามลำดับ

กฟผ. ร่วมงาน SETA 2016 เคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานอาเซียน

กฟผ. ร่วมงาน SETA 2016 ตั้งเป้าเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานระดับอาเซียน

 

กฟผ. เดินหน้าสร้างสมดุลพลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หวังงาน SETA 2016 เป็นเวทีสร้างความมั่นใจในระดับนานาชาติ ถึงความพร้อมของชาวไทย สู่การเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานระดับภูมิภาคเอเชีย

 

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. เตรียมนำเสนอแนวทางการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของไทยและการพัฒนาโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ในเวทีการจัดประชุมและนิทรรศการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 (Sustainable Energy & Technology Asia 2016) หรือ SETA 2016 ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการฯ ไบเทค ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคมนี้ โดยมี       ผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรที่เกี่ยวข้องด้านพลังงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายด้านพลังงานกว่า 300   คนจาก 15 ประเทศ เข้ามาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ด้านนโยบายพลังงาน เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานและการคมนาคม  ขนส่ง โดยมี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และ Dr. Maximus Johnity Ongkili รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน น้ำ และเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย จะกล่าวปาฐกถาบนเวทีในงานนี้ด้วย

 

กฟผ.  คาดหวังว่า งาน SETA 2016 นี้ จะเป็นเวทีที่ช่วยสร้างความเข้าใจให้กับนักลงทุนต่างชาติถึงแนวทางการพัฒนาไฟฟ้าของไทยที่มุ่งสร้างความสมดุลของเชื้อเพลิงทั้งในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน การอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต รวมถึงการผลักดัน ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านพลังงานและเทคโนโลยีในระดับภูมิภาคเอเชียนายสหรัฐ กล่าว

 

สำหรับแนวทางการวางแผนเพื่อสร้างความยั่งยืนทางพลังงาน ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2558-2579 หรือ PDP 2015 มุ่งเน้นการสร้างสมดุลพลังงาน โดยพยายามกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า จากปัจจุบันที่ใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลักถึงเกือบร้อยละ 70 ให้ลดลงเหลือร้อยละ 30 - 40 และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 20 - 25 ส่วนพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 15 - 20 ซึ่งถือเป็นแนวทางการพัฒนาพลังงานในทิศทางเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ การสร้างสมดุลพลังงานด้วยการลดความเสี่ยงการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งชนิดใดมากเกินไป โดยดูแลต้นทุนและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

 

นายสหรัฐ กล่าวต่อไปว่า หากประเทศไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงเช่นในปัจจุบัน จะทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าและราคาค่าไฟฟ้า เนื่องจากปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะค่อยๆ ลดลงและหมดไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงกว่าเข้ามาทดแทน และจะมีส่วนทำให้ค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถจัดการผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และประเทศที่พัฒนาแล้วให้การยอมรับ เข้ามาทดแทนมากขึ้น และในขณะเดียวกัน กฟผ. ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปด้วย อาทิ การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานขนาดเล็ก ของกรมชลประทาน  โดย กฟผ. ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว 7 โครงการ มีกำลังผลิตรวมประมาณ 70 – 80 เมกะวัตต์ รวมถึงพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์

 

ทั้งนี้ ตามแผน PDP 2015 ไทยวางเป้าหมายที่จะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนและพลังงานหมุนเวียน ในอัตราส่วนร้อยละ 20 ภายในปี 2579 ซึ่ง กฟผ. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว โดยเฉพาะโครงการต้นแบบด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อผลักดันเทคโนโลยีพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ พลังงานจากชีวมวล ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลและธรรมชาติ  พลังงานแสงอาทิตย์  ที่ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงกลางวัน  พลังงานลม ผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงเช้ามืด/ช่วงมรสุม ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้สามารถกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมไว้ใช้ได้แล้ว แต่มีต้นทุนสูง ยังไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น ในช่วงเวลาที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจ่ายไฟฟ้าไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักรองรับความต่อเนื่องในการจ่ายไฟฟ้าควบคู่กันไป เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน ความเป็นอยู่ที่ดีของคนในประเทศ และสามารถแข่งขันได้กับประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน

 

ทั้งนี้ ในงาน SETA 2016 นี้ กฟผ. ได้เตรียมส่งพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กับหน่วยงานอื่นๆ ทั่วเอเชีย อาทิ ASEAN Center for Energy (ACE), Economic Research Institute for ASEAN and East  Asia  (ERIA) และ Institute of Energy Economics, Japan (IEEJ) เป็นต้น และร่วมจัดนิทรรศการแสดงศักยภาพการดำเนินงานของ กฟผ. เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมงานด้วย นอกจากนั้น กฟผ. ยังร่วมจัดเสวนาในหัวข้อต่างๆ อาทิ การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง กฟผ. มีความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศกลุ่มอาเซียนภายใต้โครงการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้า “อาเซียน พาวเวอร์ กริด” (ASEAN POWER GRID: APG) รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า และเทคโนโลยี LED เป็นต้น  

 

 

 

 

 

 

บทสรุปเซต้า2016รวมประเด็นสำคัญเสนอรัฐ

บทสรุปเซต้า2016 รวมประเด็นสำคัญการประชุมเสนอภาครัฐพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพลังงานที่ยั่งยืน

รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559  หรือ เซต้า2016 เปิดเผยถึงงาน เซต้า2016 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยระหว่างวันที่ 23-25 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยก่อให้เกิดความสนใจและตระหนักด้านพลังงานมากขึ้น ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนที่ร่วมงานจากหลากหลายประเทศ พร้อมกันนี้ได้รับการชื่นชมว่าสามารถจัดหัวข้อสัมมนาได้หลากหลายและมีมุมมอง
ที่กว้างขวาง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้แสดงความเห็น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อวงการพลังงานเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ จะมีการสรุปสาระสำคัญการประชุมเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะและนำเสนอต่อภาครัฐ  โดยเฉพาะกรณีที่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีการใช้พลังงานเป็นจำนวนมากเพื่อผลิตสินค้าสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าว เป็นสิ่งที่ทั่วโลกตระหนักถึงและมีความต้องการให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ทำให้เทคโนโลยีด้านพลังงานกลายเป็นทางออกที่สำคัญในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ภาครัฐต้องชั่งน้ำหนักเกี่ยวกับการใช้พลังงานหลัก เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก กับการนำเทคโนโลยีมาใช้แต่ก็ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าแพง ว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดความเหมาะสมกับประเทศด้วย

 สำหรับปีนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมชมนวัตกรรมพลังงานจำนวนมากตามเป้าหมาย 1,500 คนต่อวัน รวมตลอดงานเกือบ 5,000 คน และมีการจับคู่ทางธุรกิจด้วย ดังนั้นในปีหน้าคณะทำงานวางแผนจะจัดงานเซต้า ขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือน มี.ค.- เม.ย. 2560 ต่อไป

 

สถาบันปิโตรเลียมฯ เสนอโมเดลราคา E85, E20 หวังดึงยอดใช้พลังงานทดแทนกลับสู่เป้าหมาย

สถาบันปิโตรเลียมฯ เสนอโมเดลคำนวณราคาแก๊สโซฮอล์ E85 และ E20 ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน 28 ก.ค. นี้ เชื่อจะช่วยดึงการใช้พลังงานทดแทนกลับสู่เป้าหมาย หลังน้ำมันราคาถูกทำยอดใช้หดตัว

 

นายเรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล รองผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถาบันฯ จะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะโครงการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ในวันที่ 28 ก.ค. 2559 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ เพื่อให้ภาครัฐนำไปกำหนดทิศทางด้านราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์และน้ำมันไบโอดีเซลของประเทศอย่างเหมาะสม

โดยการรับฟังความเห็นโครงการดังกล่าว เกิดจากปัจจุบันสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกมีการเปลี่ยนแปลงมาก และมีผลกระทบต่อยอดการใช้เอทานอลที่อยู่ในรูปของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B 100) ที่อยู่ในรูปของน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งราคาน้ำมันโลกที่ลดต่ำลงส่งผลกระทบให้ผู้บริโภคใช้พลังงานทดแทนน้อยลง และจะมีผลต่อเป้าหมายของกระทรวงพลังงานที่ต้องการผลักดันให้ยอดการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นในปี 2579 เป็น 11.3 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ประมาณ 3.51 ล้านลิตรต่อวัน และไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ประมาณ 3.37 ล้านลิตรต่อวัน

ดังนั้นสถาบันฯ จึงได้ทำโมเดลส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ E85 และ E20 ที่เหมาะสม ในแต่ละช่วงที่ราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถคำนวณและนำมาใช้ได้ทุกสถานการณ์ ซึ่งจะเป็นการเปรียบเทียบค่าความร้อนและความคุ้มค่า โดยรวมปัจจัยเรื่องเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าการตลาด และอื่นๆ ไว้แล้ว เมื่อคำนวณตามสูตรก็จะได้ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์ที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชาชนหันมาใช้มากขึ้นได้ โดยสถาบันฯ จะนำโมเดลดังกล่าวมาเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนในวันที่ 28 ก.ค. 2559 เพื่อนำผลสรุปเสนอต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาด้านนโยบายต่อไป

เยือนเกาะเชจู ดูต้นแบบสมาร์ทกริดเกาหลีใต้

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทุกประเภทกว่า95%ของความต้องการใช้ทั้งหมด โดยเฉพาะพลังงานจากฟอสซิลอย่างน้ำมันและถ่านหิน ที่มีสัดส่วนรวมกันประมาณ67% ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักสามารถเกิดขึ้นได้ และเป็นเครื่องจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ตลอดระยะเวลากว่า40ปีที่ผ่านมา  

การเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้เกาหลีใต้ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน  ซึ่งที่ผ่านมานับว่าทำได้ค่อนข้างดี เพราะในขณะที่เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เติบโตในอัตราเฉลี่ย7%ต่อปี ส่วนของการใช้พลังงานเติบโตต่ำกว่าจีดีพี คือประมาณ6% เท่านั้น ( อ้างอิงจากKorea Energy Economics Institute)

หลังการประกาศวิสัยทัศน์”การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิงแวดล้อมและเมืองคาร์บอนต่ำ” ของประธานาธิบดี ลี เมียง บัค  เมื่อเดือนสิงหาคม 2551  รัฐบาลเกาหลีใต้ได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้30% ภายในปี2563 และเลือกให้เกาะเชจู ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ  เป็นพื้นที่ทดลองสำหรับการใช้นวัตกรรมโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Grid) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมุ่งใช้พลังงานทดแทนทั้งพลังงานลม และแสงอาทิตย์  มาทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ให้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจบนเกาะ เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน

การดำเนินโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะได้รับความร่วมมือจาก168บริษัทและ12ตัวแทนพันธมิตรของหน่วยงานรัฐเข้ามาร่วมลงทุนมูลค่าประมาณ239.5ล้านเหรียญสหรัฐ  โดยเอกชนลงทุน170ล้านเหรียญสหรัฐ และรัฐลงทุน 69.5 ล้านเหรียญสหรัฐ  โดยแนวคิดของโครงการSmart Grid  นั้นจะเป็นประนำเทคโนโ,ลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาเชื่อมโยงกับระบบไฟฟ้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทั้งระบบผลิต  ระบบสายส่ง ระบบจำหน่ายและผู้ใช้ไฟฟ้า แบบเรียลไทม์

โครงการนำร่องดังกล่าว แบ่งออกเป็น5พื้นที่ทดลอง ประกอบด้วย1.พื้นที่อัจฉริยะ (Smart Place) เน้นการใช้ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ(AMI)ซึ่งเป็นระบบการจัดการพลังงานแบบการสื่อสาร2ทางระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟฟ้า  2.การขนส่งอัจฉริยะ(Smart Transportation)  จะเน้นการขนส่งที่ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และแตเตอรี่  3.โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) โดยจะทดลองระบบจ่ายไฟและระบบสายส่งกำลัง  4. ผู้ให้บริการไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Electricity Service) โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์   การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า  และ5. พลังงานทดแทนอัจฉริยะ(Smart Renewable )เน้นพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด    ซึ่งทั้ง5พื้นที่จะมีบริษัทKorean Electric Power Corporation เป็นองค์กรหลักของโครงการในการประสานการทำงานกับภาคส่วนต่างๆ

เมื่อวันที่9-12พ.ค.2559 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานนำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย ไปเยี่ยมชมศูนย์สาธิตโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะบนเกาะเชจู เพื่อให้เห็นถึงความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการต้นแบบสมาร์ทกริด

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า  ต้องยอมรับว่าภาครัฐและภาคเอกชนของเกาหลีใต้มีความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ในการร่วมลงทุนและผลักดันโครงการสมาร์ทกริด ให้เกิดขึ้นได้บนเกาะเชจู   อย่างไรก็ตามการใช้พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ของเกาะ ยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล จากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ตั้งอยู่บนเกาะ และประมาณ30% ส่งผ่านระบบสายส่งเคเบิลใต้น้ำ จากแผ่นดินใหญ่เมืองปูซาน มายังเกาะ โดยที่มีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ประมาณ3-4% เท่านั้น

สำหรับพื้นที่ที่มีการทดลองใช้ระบบสมาร์ทกริด นั้นครอบคลุม12หมู่บ้าน 6,000 ครัวเรือน และมีความพร้อมเข้าร่วมโครงการประมาณ2,000ครัวเรือน ซึ่งจะได้รับแจกอุปกรณ์ มิเตอร์ไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่  และแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา  ทั้งนี้ด้วยระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด จะช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถที่จะรู้ว่าในแต่ละวัน บนเกาะสามารถที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้วันละเท่าไหร่ เพื่อจะได้ปรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับไฟฟ้าที่ผลิตได้  ซึ่งจะช่วยลดการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล   โดยส่วนนี้หากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นประโยชน์ต่อการชะลอการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตได้

ในส่วนความคืบหน้าในการดำเนินโครงการโครงการสมาร์ทกริดของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันกระทรวงพลังงานมีการจัดทำแผนแม่บทโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือแผนแม่บทสมาร์ทกริดแล้ว และมีการดำเนินโครงการนำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ยังเป็นรูปแบบ Micro Grid   โดยกระทรวงพลังงานกำลังอยู่ในระหว่างเลือกพื้นที่ที่จะดำเนินโครงการนำร่องในลักษณะเช่นเดียวกับที่เกาะเชจู ดำเนินการ

 

 

พพ.ลงนามเอ็มโอยู กรอ.เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ฯและการใช้พลังงานทดแทนในโรงงานอุตสาหกรรม

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนเพื่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่มีการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายสูงถึง36.5%  โดยจะบูรณาการการดำเนินงานด้วยกันใน 5 ด้าน ประกอบด้วย  1.ด้านกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ 2.ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน 3.ด้านระบบฐานข้อมูล 4.ด้านการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรม และ 5.ด้านพัฒนาบุคลากรและประชาสัมพันธ์  

เมื่อวันที่12 มิ.ย.2560 นายประพนธ์  วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดี กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนเพื่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรมที่จะบูรณาการในการร่วมมือในการยกระดับประสิทธิภาพของการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรมให้เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

โดยนายประพนธ์ กล่าวภายหลังพิธีลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้ว่า  ภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นภาคที่มีการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในสาขาเศรษฐกิจคิดเป็น ร้อยละ36.5% รองจากภาคขนส่ง และยังมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้พลังงานของประเทศไทย ดังนั้น ทางคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและกำกับกิจการพลังงาน และทรัพยากร ปิโตรเลียมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ทั้งพพ.และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ต่างมีภารกิจที่สามารถบูรณาการให้เกิดประสิทธิภาพในการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนโดยเฉพาะในโรงงานและอาคารควบคุม  ทั้งสองหน่วยงานจึงได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลง เพื่อบูรณาการการดำเนินงานใน 5 ด้าน ได้แก่      1.ด้านกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ 2.ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน 3.ด้านระบบฐานข้อมูล 4.ด้านการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรม และ 5.ด้านพัฒนาบุคลากรและประชาสัมพันธ์  
  
ก่อนหน้านี้ ทั้งพพ. และ กรอ. ก็มีความร่วมมือกันในการดำเนินโครงการยกระดับประสิทธิภาพพลังงานในระบบไอน้ำสำหรับโรงงานควบคุม และในอนาคตจะมีการร่วมมือกันในการดำเนินงานอีกหลายกิจกรรม เช่น การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) การเพิ่มประสิทธิภาพหม้อน้ำโดยวิศวกรด้านหม้อน้ำหรือวิศวกรพลังงาน  การเพิ่มประสิทธิภาพระบบไอน้ำสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล การยกระดับประสิทธิภาพพลังงานหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนในภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาประสิทธิภาพหม้อไอน้ำสำหรับโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (Boiler efficiency for SMEs) การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม และการจัดทำมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของโรงงานอุตสาหกรรม (Factory Energy Code) โดยกิจกรรมความร่วมมือระหว่าง พพ. และ กรอ. ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน   เพื่อส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนเพื่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรม อย่างยั่งยืนต่อไป

ปตท. จับมือ Continental ศึกษาลู่ทางธุรกิจยางรถยนต์และยานยนต์

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. (ตรงกลาง) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน ปตท. (ที่ 4 จากขวา) Mr. Thomas Chambers, Managing Director, Continental Automotive (Thailand) (ที่ 4 จากซ้าย) และ คุณศิริวรรณ คูอัมพร, Managing Director, Continental Tyres (Thailand) (ที่ 3 จากซ้าย) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจยางรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ร่วมกัน ระหว่าง ปตท. และ  Continental เพื่อต่อยอดจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัท อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนต่อเนื่องสู่อนาคต

ปตท. คว้ารางวัล ‘2016 ATD Excellence in Practice Awards

ปตท. คว้ารางวัล ‘2016 ATD Excellence in Practice Awards’ในระดับ Honorable Mention Citation (รางวัลชมเชย) ในประเภท Career Development ให้กับโครงการ Young People to Globalize : YP2G ซึ่งคัดจากผลงานหรือโครงการที่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกส่งเข้าประกวด ที่ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ให้เป็นคนดีที่เก่ง และมีความรับผิดชอบ

เมื่อเร็วๆนี้ นายปรีชา โภคะธนวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ทรัพยากรบุคคลองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล 2016 ATD Excellence in Practice Awards ในระดับ Honorable Mention Citation (รางวัลชมเชย) ในประเภท Career Development ให้กับโครงการ Young People to Globalize : YP2G ของ ปตท. ซึ่งคัดจากผลงานหรือโครงการที่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกส่งเข้าประกวดกว่า 220 หัวข้อ ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา จัดโดย The Association for Talent Development (ATD) องค์กรด้านการพัฒนาบุคลากรที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับสากล รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของ ปตท. ให้เป็นคนดีที่เก่ง มีความรับผิดชอบ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าองค์กรไทยสามารถสร้างโปรแกรมการพัฒนาความสามารถของพนักงานให้เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานโลก

ปตท. จิฟฟี่ ส่งมอบ"ห้องน้ำเพื่อน้อง"รร.วัดหอมเกร็ดจ.นครปฐม

ปตท. จิฟฟี่ นำรายได้จากการคัดแยกขยะรีไซเคิลภายใต้โครงการ “แยกแลกยิ้ม”ไปสร้างประโยชน์แก่ชุมชนโดยรอบสถานีบริการ  โดยเริ่มสร้างและส่งมอบห้องน้ำเพื่อน้อง และเงินสมสบทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การสอน  มูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,292,122 บาท ให้กับโรงเรียนวัดหอมเกร็ด จังหวัดนครปฐม

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด ผู้บริหารสถานีบริการน้ำมันปตท.และร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ 150 สาขา กล่าวถึงโครงการดังกล่าวว่าเพื่อเป็นการตอบแทนและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม จิฟฟี่ขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความสุขให้ชุมชน โดยร่วมโครงการ “แยกแลกยิ้ม” นำรายได้จากการคัดแยกขยะรีไซเคิลไปจำหน่าย และนำรายได้ ดังกล่าวไปทำกิจกรรมที่สร้างประโยชน์แก่ชุมชนโดยรอบสถานีบริการ โดยได้เริ่มโครงการแรก ส่งมอบห้องน้ำเพื่อน้องให้ นายไพทูรย์ ชัยภูมิ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหอมเกร็ด ณ โรงเรียนวัดหอมเกร็ด จังหวัดนครปฐม ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา จำนวนรวม 11 ห้องทั้งชายและหญิง มูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,136,667 บาท และมอบเงินสบทบทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การสอน  มูลค่า 155,455 บาท รวมมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,292,122 บาท

เผยข้อสั่งการนายกฯมอบก.พลังงานเป็นหลักจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องพลังงานในภาคใต้

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีให้กระทรวงพลังงานเป็นหลักในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเรื่องพลังงาน เพื่อหาทางออกปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้  โดยรองนายกรัฐมนตรีพลเอกประวิตร ย้ำให้จัดภายในเดือนมี.ค.2560 นี้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy  News Center –ENC)รายงานว่า ทาง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือราชการด่วนที่สุดลงวันที่3 มี.ค.2560 เพื่อแจ้งข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่28ก.พ.2560 ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริห ารราชการแผ่นดิน ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานนั้น  นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สร้างการรับรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชนเกี่ยวกับเรื่องพลังงานในภาพรวมของประเทศ  สถานการณ์พลังงานโลก และการบริหารจัดการพลังงานของต่างประเทศ โดยอาจพิจารณาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และกลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGO)ในพื้นที่ที่เหมาะสมหรือในแต่ละกลุ่มจังหวัด   เพื่อให้สามารถร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทางการบริหารจัดการพลังงานที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่พร้อมกับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์หลังการคระกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)รีเมื่อวันทึ่17ก.พ.2560  ถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ว่า ในมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)มีมติให้ดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดที่จังหวัดกระบี่  ไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะโครงการดังกล่าวนั้นถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP)มาตั้งแต่ปี2550 แล้ว โดยพิจารณาจากหลักการและเหตุผลของเทคโนโลยีในปัจจุบัน เห็นว่ามีความคุ้มค่าและปลอดภัย  ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการสร้างความเข้าใจมาตลอด2ปี แล้ว ดังนั้นขั้นตอนต่อไป ก็เป็นการปลอดล็อคให้สามารถดำเนินการต่อไปได้  แต่จะสร้างได้เมื่อไหร่อย่างไร ค่อยไปว่ากัน

ทั้งนี้.ในช่วงดังกล่าว ซึ่งยังมีกลุ่มผู้ชุมนุม ประท้วงอยู่ที่หน้าทำเนียบ นายกรัฐมนตรี วอนให้ทุกฝ่ายหยุดสร้างความขัดแย้ง  ซึ่งเมื่อทราบว่ามีคนมาประท้วงก็ให้กระทรวงพลังงานจัดเจ้าหน้าที่ไปชี้แจง ให้เข้าใจว่าความมั่นคงไฟฟ้าเป็นสิ่งสำคัญ  โดยปัญหาของภาคใต้คือมีอัตราการเจริญเติบโตของการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าทุกภาค  แต่แหล่งพลังงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอ ต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม   ซึ่งจะใช้เชื้อเพลิงอะไรก็ต้องมีความเหมาะสมคุ้มค่า  ปลอดภัย เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ 

อย่างไรก็ตามในการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่28 ก.พ. 2560 ระบุถึงกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์กระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)ของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และรายงานการวิเคราะห์กระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA )ของท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว  ที่ได้มีข้อสั่งการให้ไปจัดทำใหม่ ว่า จะต้องมีการเปิดเวทีสร้างความเข้าใจเรื่องพลังงานก่อน  ให้เข้าใจตรงกันว่าโลกเขาใช้อะไร และเราควรจะต้องใช้อะไร โดยไม่ต้องเน้นพูดเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ให้เป็นประเด็นขัดแย้ง

โดยในกระบวนการจัดทำEHIA และEIA นายกรัฐมนตรีย้ำให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งในส่วนของรัฐบาลก็จะมีคณะทำงานลงไปชี้แจงให้เข้าใจในภาพรวมก่อน  เอาข้อมูลที่ยังไม่ตรงกันมาดู เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและไม่เชื่อใจกัน

ในขณะที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเช่นกันว่าได้มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนเรื่องแหล่งพลังงานที่เพียงพอและเหมาพสมในพื้นที่ภาคใต้ ภายในเดือนมี.ค.2560 นี้