ค้นหาด้วย ' SETA ' ทั้งหมด 17 รายการ
ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งโดดร่วมวงประมูลรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีชมพู

ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง แตกไลน์ธุรกิจใหม่ในอนาคต ทั้งร่วมประมูลสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สีชมพู ธุรกิจแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า และลงทุนด้านน้ำประปาในสปป.ลาว   ในขณะที่ธุรกิจไฟฟ้าตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตเป็น 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2566

นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า  บริษัทฯ เตรียมลงทุนในธุรกิจใหม่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยโครงการแรกที่จะเริ่มดำเนินการคือการเข้าร่วมประมูลสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู ซึ่งเป็นการประมูลครบวงจรทั้งการก่อสร้าง การเดินรถ และการบำรุงรักษา ทั้งนี้จะต้องตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาดูแล โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรที่ร่วมลงทุน และเตรียมเสนอราคาประมูล แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ 

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยื่นประมูลในวันที่ 7 พ.ย. 2559 และคาดว่าจะทราบผลประมูลต้นปี 2560 ส่วนเงินลงทุนนั้นตามปกติรถไฟฟ้าแต่ละสายจะใช้เงินลงทุนประมาณ 6 หมื่นล้านบาท สำหรับรถไฟฟ้าสายสีชมพู จะเริ่มจากบริเวณแคราย ไป มีนบุรี ส่วนสายสีเหลืองจะเริ่มจากจุดจอดแล้วจรที่แยกลาดพร้าว ผ่านบางกะปิ ไปถึงสำโรง 

สำหรับธุรกิจใหม่อื่นๆที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคือ การลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ ธุรกิจน้ำประปาใน สปป.ลาว และธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า(EV) เป็นต้น โดยบริษัทฯกำลังจัดทำโมเดลธุรกิจในอนาคตว่าห่วงโซ่ธุรกิจจะไปสู่ทิศทางไหนและเข้าไปอย่างไรจึงได้จะได้เปรียบ 

"การปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจดังกล่าวด้วยการเพิ่มธุรกิจใหม่มากขึ้นนั้น เนื่องจากมองว่าในอนาคตธุรกิจไฟฟ้าจะเป็นอิสระมากขึ้น ไม่จำเพาะอยู่เพียงการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่เท่านั้น  แต่จะเกิดธุรกิจต่อเนื่องกับการผลิตไฟฟ้ามากขึ้นด้วย โดยมองว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลักอย่างก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจะน้อยลง  ซึ่งเทรนด์ของโลกหันไปสู่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น ดังนั้นเพื่อกระจายความเสี่ยงธุรกิจ   บริษัทฯ จึงต้องปรับไปลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความถนัดและเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำอยู่ด้วย   นอกเหนือจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่สร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของไทย"นายรัมย์ กล่าว

สำหรับธุรกิจผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทนั้น ยังกำหนดเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตเป็น 10,000 เมกะวัตต์ โดยบริษัทฯจะให้ความสนใจกับพลังงานทดแทนมากขึ้น  จากสัดส่วนการผลิตจจุบันอยู่ที่ 12.85% จะเพิ่มเป็น 20% ในปี 2566   อย่างไรก็ตามแผนธุรกิจระยะยาวนั้นตั้งเป้าให้มีสัดส่วนการลงทุนผลิตไฟฟ้าในประเทศไม่ต่ำกว่า 60% และที่เหลือเป็นการลงทุนในต่างประเทศ 40% 

ส่วนผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2559 (ม.ค.-มิ.ย.) บริษัทฯมีกำไร 2,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 และมีรายได้ 27,399 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าราชบุรีและไตรเอนเนอจี้จำนวน 24,323 ล้านบาท ส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมมีทั้งสิ้น 23,879 ล้านบาท ลดลง 12% ขณะที่ฐานะการเงินของบริษัทฯ  ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2559 มีสินทรัพย์รวม 95,352 ล้านบาท  หนี้สิน 34,280 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 61,072 ล้านบาท และกำไรสะสมจำนวน 46,615 ล้านบาท 

กูรูชี้อุปสรรคพลังงานทดแทนของไทย

กระแสความตื่นตัวเรื่องของการลงทุนด้านพลังงานทดแทนมีเพิ่มมากขึ้นหลังการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สมัยที่21 หรือ COP21 ที่กรุงปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558 ที่ผ่านมา โดยในส่วนของประเทศไทยนั้นก็มีการจัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทน(AEDP) ระยะยาว ซึ่งใช้ระหว่างปี2558-2579 เพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนทางด้านพลังงานทดแทนให้มากขึ้นตามศักยภาพที่มีอยู่ โดยเฉพาะการนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า  

อย่างไรก็ตามยังมีข้อกังวลกันว่าในยุคน้ำมันราคาถูก พลังงานทดแทน จะยังเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศได้จริงหรือไม่และอะไรที่ยังเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน  จึงมีการจัดสัมมนา เรื่อง"อนาคตพลังงานทางเลือกในยุคน้ำมันราคาถูก" เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2559 ที่ผ่านมา โดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ   ซึ่งมีแง่มุมที่ทั้งฝ่ายกำหนดนโยบายและภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ 



พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  ทิศทางการพัฒนาพลังงานทดแทนในอนาคตจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อกักเก็บพลังงาน เพราะไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนยังไม่เสถียร เช่น ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จะผลิตได้เฉพาะตอนกลางวัน  หรือไฟฟ้าจากพลังงานลมก็ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีลม ซึ่งธรรมชาตินั้นไม่แน่นอน ดังนั้นหากมีแบตเตอรี่เก็บสำรองไฟฟ้าที่ผลิตไว้ได้จะทำให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนได้เพิ่มขึ้น เพราะไฟฟ้าจากแสงแดดสามารถจะผลิตช่วงกลางวันและนำไปใช้ในตอนกลางคืนได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ไทยไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักเพิ่ม เพื่อมารองรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีกต่อไป 

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากสหรัฐฯเคยบรรยายไว้ว่า อีก 14 ปีข้างหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานเป็นอย่างมาก ซึ่งมาจาก 4 ปัจจัย คือ 1. เกิดแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน 2. เกิดยานยนต์ไฟฟ้า 3. รถยนต์ที่ไม่ต้องมีคนขับ และ 4. โซล่าร์ PV ดังนั้นผู้ผลิตไฟฟ้าของไทยโดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)จะต้องตื่นตัวกับนวัตกรรมใหม่ของโลกที่เกิดขึ้นและวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วย หากประชาชนหรือองค์กรเล็กๆ สามารถผลิตไฟฟ้าใช้กันเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าจาก กฟผ. 

อย่างไรก็ตามขณะนี้ กระทรวงพลังงานได้อนุมัติงบกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อให้นักวิจัยมาใช้เพื่อพัฒนาระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน  แต่ขณะนี้ยังไม่มีนักวิจัยรายใดมายื่นขอ 

สำหรับสถานการณ์การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนั้น ตาม AEDP กำหนดให้ภายใน 20ปี หรือปี 2579 จะมีไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 16,778 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีการรับซื้อไฟฟ้าแล้ว 9,041 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 1.ไฟฟ้าที่เข้าระบบแล้ว 6,009 เมกะวัตต์ จากผู้ประกอบการ 5,265 ราย  2.ผู้ที่มีสัญญารับซื้อไฟฟ้า(PPA)แล้ว 2,372 เมกะวัตต์ จากผู้ประกอบการ 5,123 ราย และ 3.ผู้ที่ได้รับการตอบรับซื้อไฟฟ้าแล้ว 660 เมกะวัตต์ จากผู้ประกอบการ 118 ราย 

ด้าน นายสมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า อนาคตการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบเสรีในประเทศไทยกำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้นผู้บริโภคจะเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าโซล่าร์เซลล์ได้มากขึ้น เพราะอนาคตราคาแผงโซล่าร์จะทยอยถูกลงไปเรื่อยๆ แต่ในส่วนของไฟฟ้าจากพลังงานลมนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นโครงการปราบเซียน ซึ่งถ้าไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่จริง จะเข้ามาผลิตได้ยาก เนื่องจากเป็นพลังงานที่มีความไม่แน่นอนสูง และความเร็วลมในประเทศต่ำ เพียง 4.5-6 เมตราต่อวินาที  จึงเป็นการยากที่สถาบันการเงินจะยอมปล่อยกู้กับโครงการที่ไม่มีความแน่นอน    ดังนั้นผู้ลงทุนจะต้องมีเงินสดในมือที่มากพอ อีกทั้งพื้นที่ตั้งต้องหาในพื้นที่ที่ลมแรง ซึ่งมีไม่มากนักในประเทศไทย  การส่งเสริม ไฟฟ้าจากพลังงานลม ในประเทศ จึงเข้าไม่ถึงผู้ประกอบการรายเล็กๆ

อย่างไรก็ตามอยากให้ผู้ประกอบการไทยที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานลมมองหาโอกาส การลงทุนที่ต่างประเทศด้วย เพราะปัจจุบันโลกกำลังมุ่งไปสู่พลังงานสีเขียวหมดแล้ว 

ในส่วนของราคาน้ำมันตกลงในช่วงนี้ เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน เพราะราคาน้ำมันเป็นสถานการณ์ช่วงสั้นๆ แต่พลังงานทดแทนเป็นเรื่องระยะยาวของประเทศ ทั้งนี้ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวโดยเฉพาะการขายไฟฟ้าจะทำอย่างไรให้เกิดเป็นการขายไฟฟ้ารูปแบบสัญญาที่แน่นอน(เฟิร์ม) จากปัจจุบันที่ทำสัญญาแบบไม่แน่นอน คือ ผลิตได้เมื่อไหร่ก็ขายเท่านั้น โดยแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน จะเป็นทางออกของสัญญาแบบเฟิร์มได้ 

นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย กล่าวว่า นโยบายของรัฐ ที่จะทำให้ธุรกิจไบโอดีเซลถึงทางตันมี 4 เรื่องคือ  1. การบริหารปริมาณสำรองปาล์มน้ำมันไม่ดี โดยเมื่อปริมาณน้ำมันปาล์มเพื่อใช้การบริโภคไม่เพียงพอ ภาครัฐก็จะประกาศให้ลดการใช้ในด้านพลังงานลง ทำให้การผลิตการใช้ไม่มีความมั่นคง

2. โรงสกัดน้ำมันปาล์มของไทยมี 120 โรง แต่เดินเครื่องผลิตจริงเพียง 30-40% ของกำลังการผลิต ทำให้มีต้นทุนสูง คุณภาพสู้ยักษ์ใหญ่อย่างมาเลเซียไม่ได้ ​โดยที่ผ่านมาราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีราคาสูงกว่าตลาดโลกเสมอ เพราะไทยห้ามนำเข้าน้ำมันปาล์ม ยิ่งตอนนี้ราคาน้ำมันโลกลง ราคาน้ำมันปาล์มก็ยิ่งลงตามไปอีก ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก

3.นโยบายไบโอดีเซล B10 รัฐบาลกำหนดให้เกิดขึ้นในอีก 10 ข้างหน้า ซึ่งยาวนานเกินไป และปัจจุบันไทยเพิ่งจะเดินไปถึงแค่ B7 เท่านั้น ซึ่งคาดว่าในอีก 3-5 ปีจากนี้จะมีปาล์มออกสู่ตลาดมากขึ้น เพราะเกษตรกรชาวสวนยางหันมาปลูกปาล์มแทน เนื่องจากราคายางตกต่ำ 

ดังนั้นหากรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว และกระตุ้นการใช้ไบโอดีเซลให้มากขึ้นโดยเร็ว จะช่วยให้ไบโอดีเซลเติบโตได้อย่างแน่นอน

นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ถูกกลงไม่มีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าเลย เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าของไทยส่วนใหญ่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งน้ำมันถูกราคาก๊าซฯก็ถูกด้วย แต่ในอนาคตอีก 10 ปีค่าไฟฟ้าจะเกิน 5 บาทต่อหน่วย ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลในอนาคตจะถูกกว่าเพียง 4 บาทต่อหน่วย และเป็นพลังงานสะอาด ดั้งนั้นภาครัฐควรพิจารณาให้มาผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลให้มากขึ้น ทั้งนี้เห็นว่าหากรัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มอีก 1,000 เมกะวัตต์ ก็มีผู้ประกอบการเข้ายื่นขอสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและผลิตได้จริงอย่างแน่

กระทรวงพลังงานหนุนชุมชน“คีรีวง” ผลิตไฟฟ้าจากกังหันน้ำขนาดเล็กมาก

กระทรวงพลังงานนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการผลิตไฟฟ้าจากกังหันน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ชุมชนคีรีวง ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อส่งเสริมการลงทุนพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ผลักดันให้เกิดการพัฒนาพลังงานทดแทนครอบคลุมทั่วประเทศ

ดร.สมภพ พัฒนอริยางกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โครงการผลิตไฟฟ้ากังหันน้ำขนาดเล็กมากในพื้นที่ชุมชนคีรีวง เป็นหนึ่งในโครงการประชารัฐ ที่ดำเนินการโดยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุนพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ลดรายจ่ายด้านพลังงาน และช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน โดยมุ่งเน้นการนำทรัพยากรหรือสิ่งเหลือใช้ในท้องถิ่นมาผลิตเป็นพลังงานทดแทน โดยเป็นการร่วมวางแผนและร่วมลงทุนระหว่างภาคประชาชน และภาครัฐ นอกจากจะเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ยังสอดคล้องกับทิศทางของประเทศที่เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานทดแทน ให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558-2579

โครงการผลิตไฟฟ้าจากกังหันน้ำขนาดเล็กมากในพื้นที่ชุมชนคีรีวง เป็นโครงการที่เกิดจากความต้องการของชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่เนื่องจากชุมชนตั้งอยู่ในเทือกเขาห่างไกลระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เช่น ระบบน้ำประปา ระบบสายส่งไฟฟ้า ไม่สามารถเข้าถึงตัวชุมชนได้ จึงต้องอาศัยเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้า ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง สำหรับใช้ในการเกษตรและกิจกรรมอื่นๆ ภายในครัวเรือน ที่ผ่านมา ชาวบ้านในละแวกนี้จึงต้องแบกรับต้นทุนการทำเกษตรกรรม รวมถึงค่าใช้จ่ายต่อเดือนของแต่ละครัวเรือนที่ค่อนข้างสูง

ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านจากปัญหาทางด้านพลังงานข้างต้น จึงได้มีการบูรณาการและหารือร่วมกันระหว่างชุมชน สถาบันวิชาการ และกระทรวงพลังงาน และได้เสนอโครงการผลิตไฟฟ้ากังหันน้ำขนาดเล็กมากในพื้นที่ชุมชนคีรีวง โดยเดินท่อน้ำจากแหล่งน้ำบนภูเขามายังจุดติดตั้งกังหันน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในครัวเรือนและกิจกรรมการเกษตร การดำเนินการเป็นไปในรูปแบบประชารัฐ ที่กระทรวงพลังงานในฐานะภาครัฐให้เงินสนับสนุน 60% และชาวบ้านสมทบเพิ่มอีก 40 % เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของและสร้างความภูมิใจให้กับคนในชุมชน ช่วยลดรายจ่าย พร้อมทั้งเพิ่มคุณภาพชีวิตของชาวบ้านได้พร้อมๆ กัน

จากข้อมูลของสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กระทรวงพลังงาน ชุดกังหันน้ำคีรีวง ประกอบด้วยชุดใบพัดกังหันน้ำเพลตัน ทำงานด้วยแรงกระแทกของกระแสน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่ไหลผ่านท่อส่งน้ำแล้วพุ่งผ่านหัวฉีด ขณะที่เพลาของกังหันจะต่ออยู่กับเพลาของมอเตอร์ไฟฟ้า เหนี่ยวนำที่ทำหน้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าต่อไป

สำหรับโครงการนี้ มีมูลค่าโครงการรวม 3,842,000 บาท กระทรวงพลังงานร่วมลงทุน 2,148,960 บาท และชุมชนลงทุน 1,693,040 บาท จำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วม รวมทั้งสิ้น 83 ครัวเรือน ติดตั้งกังหันน้ำขนาดต่างๆ ดังนี้ ขนาดกำลังผลิต 200 วัตต์ จำนวน 10 ชุด ขนาดกำลังผลิต 300 วัตต์ จำนวน 30 ชุด ขนาดกำลังผลิต 1,000 วัตต์ จำนวน 40 ชุด ขนาดกำลังผลิต 3,000 วัตต์ จำนวน 3 ชุด รวมกำลังการผลิต 60 กิโลวัตต์

 

 

 

พลังงานหนุนSETA2016พร้อมเป็นศูนย์กลางความรู้พลังงานในอาเซียน
 
ไทยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางความรู้ด้านพลังงานอาเซียน หนุนเอกชนจัดงาน SETA เป็นครั้งแรก 23-25 มี.ค.นี้ พร้อมโชว์นวัตกรรมพลังงานแห่งโลกอนาคตและทิศทางการลงทุนพลังงานทั้งในและต่างประเทศ   
 
     นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความรู้ด้านพลังงานของอาเซียน จากปัจจุบันที่ไทยมีความก้าวหน้าด้านพลังงานทดแทนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนอยู่ แต่จะต้องพัฒนาและเรียนรู้เทคโนโลยีด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 นี้ กระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดการประชุมและนิทรรศการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย ประจำปี 2559  (SETA 2016) โดยให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะมีการแลกเปลี่ยนความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานของเอเชีย ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาความรู้ใหม่ๆด้านพลังงานมากขึ้น โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 มี.ค. 2559 นี้ และคาดว่าจะพยายามให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
 
     “กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการพลังงาน โดยปี 2559-2560 ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานทดแทนและด้านการอนุรักษ์พลังงาน การเริ่มดำเนินตามแผนยานยนต์ไฟฟ้า(EV) เตรียมรองรับการประมาณการเติบโตด้านยานยนต์ไฟฟ้า ที่คาดว่าจะมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 1.2 ล้านคัน ในปี พ.ศ. 2579 การดำเนินการพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบ(Smart City) รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัยจัดระบบให้เหมาะสมตามศักยภาพของแต่ละภูมิภาคด้วย ซึ่งงาน SETA นี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมด้านพลังงานทดแทนของประเทศต่อไป” นายอารีพงศ์ กล่าว
 
     นายสมศักดิ์ ห่มม่วง ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การคมนาคมด้วยระบบราง จากปัจจุบันที่มีระบบถนนอยู่ 1 แสนกิโลเมตร ระบบรางอยู่กว่า 4 พันกิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งต่อไปจะมุ่งที่ระบบรางให้มากขึ้น โดยเฉพาะระบบรถไฟฟ้าในเมือง ซึ่งปัจจุบันกำลังดำเนินการอยู่ 10 สาย ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการให้ครบ 12 สายภายในปี 2572 รองรับผู้โดยสารได้ 5 ล้านคน ทั้งนี้จะช่วยพัฒนาการคมนาคมของประเทศและประหยัดพลังงานลงได้มาก ซึ่งในงาน SETA  จะมีการแสดงนวัตกรรมด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีด้านคมนาคมอื่นๆ อีกมากมาย
 
     นายอลงกรณ์ เหล่างาม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า แนวโน้มของโลกจะหันไปสู่เทคโนโลยีที่ดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยในงาน SETA นี้จะมีการแสดงเทคโนโลยีที่สำคัญ อาทิ โรงงานต้นแบบการผลิตไบโอดีเซลชั้นสูงจากพืชที่ไม่ใช่อาหาร นวัตกรรมการผลิตน้ำมันจากสาหร่าย ซึ่งขณะนี้มีจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว 1 หมื่นลิตร รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลมผลิตไฟฟ้า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และระบบวัดมาตรฐานกำเนิดแสงอาทิตย์เทียม เป็นต้น
 
     นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015  ประเทศไทยมีแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนรวมประมาณ 2 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งจากเป้าหมายดังกล่าว กฟผ.มีแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวมประมาณ 3,500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 และจากการประชุมรัฐภาคกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ที่ประเทศฝรั่งเศสที่ผ่านมา ไทยได้ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-25% จากที่คาดว่าไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2573 จำนวน 555 ล้านตัน ดังนั้นไทยจะต้องลดการปล่อยลงให้ได้ 111-139 ล้านตัน ภายในปี 2573
 
     โดยกฟผ.เดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าวด้วยการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุ  ซึ่งในงาน SETA ครั้งนี้ นอกจาก กฟผ.จะเป็นผู้สนับสนุนโครงการดังกล่าวแล้ว ยังรวมแทนนวัตกรรมด้านไฟฟ้าต่างๆ เช่น การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน เทคโนโลยีนิวเคลียร์และถ่านหินสะอาด และนวัตกรรมหลอดไฟฟ้า LED เป็นต้น
 
     นายธัชชัย สุมิตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 หรือ SETA 2016 กล่าวว่า งาน SETA จะจัดขึ้นระหว่าง 23-25 มี.ค. 2559 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ จะมีการประชุมทางวิชาการกว่า 100 หัวข้อใน 4 ประเด็น ได้แก่ ด้านนโยบายและแผนพลังงาน ด้านเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัย พลังงานทางเลือกเพื่อการคมนาคม และเทคโนโลยีพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น นอกจากนี้จะมีผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นมาให้ความรู้กรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ และแนวทางป้องกันในอนาคต โดยคาดว่าจะมีผู้บริหารจากนานาประเทศร่วมประชุมกว่า 300 คน จาก 15 ประเทศ ผู้ร่วมงานกว่า 2,5000 คน และตลอด 3 วันในการจัดงานจะได้เห็นถึงแหล่งเงินทุน จากสถาบันการเงินชั้นนำของโลกและการลงทุนพลังงานในประเทศไทย  ซึ่งคาดว่าจะมีการพบปะระหว่างคู่ค้าและการจับคู่ทางธุรกิจกว่า 300 รายการ
 
 
 
 

 

 

 

รัฐมนตรีพลังงานนำคณะมอบน้ำดื่ม8แสนขวด เพื่อบริการประชาชนที่มากราบพระบรมศพ
รัฐมนตรีพลังงานนำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน มอบน้ำดื่ม จำนวน8แสนขวด เพื่อนำไปให้บริการประชาชนที่มากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
 
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน นายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นางศรีวรรณ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบน้ำดื่ม จำนวนรวม 8 แสนขวด เพื่อนำไปให้บริการประชาชนที่มากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรโดยมี พลตรี เธียรพงศ์ เมืองพรหม ที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้รับมอบ โดยถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ บริเวณเต็นท์ กอร.รส. ตรงข้ามโรงแรมรัตนโกสินทร์ สนามหลวง
 
โดยน้ำดื่มจำนวน8แสนขวดดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำนวน 5 แสนขวด และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำนวน 3 แสนขวด 
สอศ.จับมือ ส.อ.ท.และเชฟรอน เปิดผลวิจัย พบอุตฯขนาดกลาง-เล็ก75%ยังไปไม่ถึง4.0
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ กลุ่ม เชฟรอน เปิดผลวิจัยเชิงลึก เกี่ยวกับ “ปัญหา - ความท้าทายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย 4.0” พบ ร้อยละ 75 ของผู้ประกอบการไทยยังใช้เทคโนโลยีต่ำกว่าระดับ 2.5 โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมกลาง - เล็ก อีกทั้งเผชิญวิกฤตขาดแคลนช่างเทคนิคทักษะขั้นสูง  พร้อม เสนอ ภาครัฐสนับสนุนผู้ประกอบการใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. การให้ข้อเสนอจูงใจผู้ประกอบการลงทุนเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น  2. การพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรม 4.0 อย่างจริงจัง และ3. สนับสนุนการพัฒนาฝึกอบรมด้านสะเต็มและเทคนิคเพื่อเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ไล่ทันเทคโนโลยี  
 
งานวิจัยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯChevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต   ซึ่งขณะนี้เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรค รวมถึงแนวทางแก้ไขนำเสนอต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้มีศักยภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล  โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) 
 
นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ Chevron Enjoy Science ได้มอบหมายให้ “Chisholm Institute Australia” ทำการวิจัยในรูปแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลจากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยคือร้อยละ 75 ของผู้ประกอบการไทยยังใช้เทคโนโลยีต่ำกว่าระดับ 2.5 โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง - เล็ก เพราะถูกจำกัดด้วยปัจจัยทางค่าใช้จ่ายทำให้ไม่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ 
 
“ผู้ประกอบการที่สามารถก้าวสู่ยุค 4.0 ได้ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนช่างเทคนิครุ่นใหม่จำนวนมาก ที่มีทักษะในการปฏิบัติงาน ทั้งด้านแมคคาทรอนิกส์ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีวัสดุ  เป็นต้น อีกทั้งยังขาดวินัย (soft skill) ที่เอื้อต่อการทำงานอีกด้วย” นาย อาทิตย์กล่าว 
 
ดร.ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการ สอศ.
 
ด้าน ดร.ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เปิดเผยว่า “งานวิจัย  ชิ้นนี้ช่วยสะท้อนปัญหาภาคอุตสาหกรรมและอาชีวศึกษาของไทย ขณะเดียวกันยังตอบโจทย์การทำงานของ สอศ. ในการพัฒนาหลักสูตรสร้างบุคลากรสายวิชาชีพให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ทั้งนี้ สอศ. ได้จัดทำยุทธศาสตร์ 20 ปี   เพื่อยกระดับอาชีวศึกษาของไทยสู่การเป็นอาชีวะระดับสากล ภายใต้หลักการสำคัญ อาทิ การผลิตและพัฒนาคนที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการจัดการอาชีวศึกษา ส่งเสริมสมรรถนะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงผลิตและพัฒนาครูอาชีวศึกษาให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง
 
เจน นำชัยศิริ ประธานส.อ.ท.
       
ขณะที่ นาย เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากผลวิจัยของโครงการฯ มีความสอดคล้องกับข้อมูลของ ส.อ.ท. ดังนั้นจึงมีข้อเสนอร่วมกันว่า 5 ปีต่อจากนี้ ภาครัฐควรมุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมกลาง - เล็ก ควบคู่กันใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. การให้ข้อเสนอจูงใจผู้ประกอบการลงทุนเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น  2. การพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรม 4.0 อย่างจริงจัง 3. สนับสนุนการพัฒนาฝึกอบรมด้านสะเต็มและเทคนิคเพื่อเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้ไล่ทันเทคโนโลยี ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งมีการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ของตนเองเพื่อผลิตบุคลากรให้มีทักษะตรงความต้องการมากที่สุด 
 
 “สิ่งที่โครงการ Chevron Enjoy Science ทำอยู่เป็นการช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่างครูวิทยาลัยเทคนิคกับภาคอุตสาหกรรม ทำให้ครูรู้ความต้องการและเข้าใจในเทคโนโลยีที่ภาคอุตสาหกรรมใช้ได้ตรงจุด และ ส่งเสริมสะเต็มศึกษาแบบบูรณาการให้แก่นักเรียนในระดับอาชีวะ เพื่อให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจด้านสะเต็มที่สามารถแก้โจทย์ปัญหาพัฒนาโครงงานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทักษะด้านสะเต็มถือเป็นพื้นฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน”นายเจน กล่าว
 
 นายเจนกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า  ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะยังคงเป็นอุปสรรค ที่อาจส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนได้ ดังนั้นภาครัฐจึงควรประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเร่งปฏิรูประบบการศึกษา โดยเฉพาะการผลิตแรงงานวิชาชีพรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายให้เท่าทันและเพียงพอความต้องการ โดยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับนี้จะถูกส่งมอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่ขับเคลื่อนทางด้านการศึกษาเพื่อเป็นการนำเสนอแนวทางในการกำหนดหลักสูตรที่เหมาะแก่การพัฒนาทักษะบุคลากรเพื่อผลิตแรงงานที่มีคุณภาพป้อนสู่ตลาดแรงงานในอนาคต พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างยั่งยืน
 
กฟผ.คว้า2เหรียญทอง3เหรียญเงินและ3เหรียญทองแดง จากงานINST2017ที่ไต้หวัน
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)  คว้า2เหรียญทอง 3เหรียญเงินและ3เหรียญทองแดง จากการส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในงาน 2017 TAIPEI INTERNATIONAL INVENTION SHOW & TECHNOMART (INST 2017) ณ กรุงไทเป ไต้หวัน ระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2560 ในขณะที่เยาวชนจากโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา จ.สุโขทัย จากโครงการMove World Together นำสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม "ชุดพลิกล็อค"(Safety Flip & Lock Wear) ซิว รางวัลเหรียญทองแดง
 
ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในการส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในงาน 2017 TAIPEI INTERNATIONAL INVENTION SHOW & TECHNOMART (INST 2017) ณ กรุงไทเป ไต้หวัน ระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2560 ที่ผ่านมานั้น ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)  สามารถคว้ามาได้ 2เหรียญทอง 3เหรียญเงินและ3เหรียญทองแดง 
 
โดยรางวัล เหรียญทอง 2 รางวัล  ได้แก่ กลุ่ม Special Equipment for Boiler panel Tube Fitting และ กลุ่ม Wheel Disassembly and Brake Pads Rivet Tools for Heavy Vehicles  รางวัลเหรียญเงิน ได้ 3 รางวัล จาก  กลุ่ม Modular Ethernet Selectot Switch (MES Switch) , กลุ่ม Compact DC Winch และ Shaft Sleeve Cutter   ส่วนรางวัลเหรียญทองแดง ได้ 3 รางวัล จาก กลุ่ม Seal Strip Bending Machine ,กลุ่ม Belt Rolling Machine และกลุ่ม Portable Surge Counter Tester 
 
 
ในขณะที่ สิ่งประดิษฐ์"ชุดพลิกล็อค"จากโรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา จ.สุโขทัยในโครงการMove World Together ที่กฟผ.ให้การสนับสนุน  ซึ่งคิดค้นโดย น.ส.อรวรรณ บุตรจินดา นายสรวิชญ์ ถิระวัฒน์ทยาวัต นายวรรณกร อินทร์ปิ่น โดยมีนางอัมพร ธีรวรกุล เป็นครูที่ปรึกษา  นั้นสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองแดง มาได้
 
ทั้งนี้ ผลงาน "ชุดพลิกล็อค" เป็นนวัตกรรมการออกแบบผ่านการพัฒนาปรับปรุงเพื่อผูกยึดผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินที่มีการเคลื่อนไหวรุนแรง และผู้ป่วยติดเตียงที่มีสายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้ได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
 
ปตท.พร้อมหนุน"หมออีม"สร้างประวัติศาสตร์พิชิตยอดเขาสูงสุด7แห่ง7ทวีป

ปตท. พร้อมสนับสนุน “ทันตแพทย์หญิงนภัสพร ชำนาญสิทธิ์ หรือ หมออีม”  สร้างประวัติศาสตร์เป็นหญิงไทยคนแรกพิชิตยอดเขาสูงสุด 7 แห่ง 7 ทวีป นำธงไตรรงค์ไปปักให้ทั่วโลกได้รู้จักชาติไทย ระบุนายกรัฐมนตรีสั่งห้ามทอดทิ้งให้ส่งเสริมจนถึงเป้าหมาย ระบุปีนสำเร็จแล้ว 3 ยอดเขา ที่เหลือคาดปี 2561 สำเร็จ  หวังเป็นต้นแบบความเพียรให้คนไทยใช้ดำเนินชีวิต

นายกฤษณ์ อิ่มแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ทรัพยากรบุคคลและศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท.ให้การสนับสนุนโครงการ PTT Seven Summits อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโครงการพิชิตยอดเขาสูงสุด 7 แห่งที่สูงสุดใน 7 ทวีปทั่วโลก โดยทันตแพทย์หญิงนภัสพร ชำนาญสิทธิ์ (หมออีม) หญิงไทยคนแรกในอาเซียน จะทำภาระกิจพิชิตเป้าหมายและนำธงไตรรงค์ไปปักไว้ ให้เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

สำหรับโครงการ PTT Seven Summits ปตท. จะให้การสนับสนุน ตั้งแต่ปี 2559-2561 รวมเป็นเงินเกือบ 4 ล้านบาท ที่ผ่านมาหมออีม สามารถพิชิตยอดเขา Everest ความสูง 8,950 เมตร ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกได้แล้ว และในปี 2560 สามารถพิชิตได้เพิ่มอีก 2 ยอดเขา ได้แก่ ยอดเขา Kilimanjaro สูง 5,963 เมตร ประเทศแทนซาเนีย สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา ซึ่งสามารถพิชิตได้สำเร็จเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และล่าสุดในเดือนส.ค. 2560 สามารถพิชิตยอดเขา Elbrus สูง 5,642 เมตร ในประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป 

โดยในปี 2560 นี้ยังเหลืออีก 1 ยอดเขาคือ ยอดเขา Aconcagua สูง 6,962 เมตร ในประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้  ซึ่งจะปฏิบัติการพิชิตยอดเขานี้ในเดือนพ.ย. 2560 สำหรับปี 2561 จะพิชิตยอดเขาที่เหลืออีก 3 ยอดเขาคือ Carstensz Pyramid หรือ Puncak Jaya ในประเทศอินโดนีเซีย สูง 4,884 เมตร สูงที่สุดในทวีปออสตราเลเซีย  ในเดือนมี.ค.2561 ยอดเขา Denali หรือ McKinley ในประเทศสหรัฐอเมริกา สูง 6,194 เมตร สูงที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ และสุดท้ายคือยอดเขา Vinson Massif สูง 4,897 เมตร สูงที่สุดในทวีปแอนตาร์กติก ในเดือนมิ.ย.และเดือนพ.ย.2561 ตามลำดับ  รวมระยเวลา  3 ปี (2559 - 2561) ในการพิชิตทั้งสิ้น 7 ยอดเขา

นายกฤษณ์ กล่าวว่า เมื่อครั้งที่หมออีมพิชิตยอดเขา Everest สำเร็จ เป็นข่าวโด่งดังไปทั้งประเทศ และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เชิญหมออีมให้เข้ามาพบเพื่อให้กำลังใจและชื่นชมผลงาน ซึ่งนายกฯ ได้กล่าวกับปตท.ด้วยว่า ให้ ปตท.สนับสนุนต่อไปอย่าได้ทอดทิ้ง เนื่องจากทราบว่ายังมีเป้าหมายที่ต้องพิชิตยอดเขาถึง 7 แห่งที่สูงสุดของโลก

“ปตท.เห็นความตั้งใจและมุ่งมั่นของหมออีมซึ่งเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่จะนำธงไตรรงค์และพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่9 ขึ้นไปให้ถึงยอดเขาที่สูงสุดของโลก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อส่วนรวมของประเทศ ดังนั้น ปตท.จึงปล่อยให้ทำภารกิจอย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ จึงเข้าไปช่วยให้การสนับสนุน ภารกิจนี้ไม่เพียงเป็นแค่ความฝันของหมออีมที่จะพิชิตยอดเขาสูงสุด 7 แห่งที่สูงสุดใน 7 ทวีปทั่วโลก แต่ยังเป็นต้นแบบให้คนไทยในด้านความเพียร ได้นำเอาไปเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตด้วย ปตท. พร้อมส่งเสริมบุคคลที่เป็นตัวอย่าง เป็นแรงบันดาลใจ เป็นความภาคภูมิใจของประเทศ ร่วมเป็นพลังให้คนไทย ร่วมภาคภูมิใจไปด้วยกันครับ ”

ทันตแพทย์หญิง นภัสพร กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้รับกำลังใจจาก ปตท. และหลายๆคน เพื่อให้พิชิต 7 ยอดเขาสูงสุดของโลกให้สำเร็จ แม้แต่เดิมเป็นความฝันส่วนตัวที่ต้องการทำเพราะรักการปีนเขาและอยากเอาธงชาติไทยไปปักไว้ที่ยอดเขา แต่มาถึงวันนี้ถือเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแล้ว แต่เป็นการทำเพื่อประเทศชาติ และเมื่อทำสำเร็จเราจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ถือเป็นการให้ที่ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อพิชิต 7 ยอดเขาที่สูงสุดแล้ว มีเป้าหมายจะเป็นหญิงไทยที่ขึ้นเขา Everest เป็นรอบที่ 2 ต่อไปด้วย  

ทั้งนี้ ทันตแพทย์หญิง นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ อายุ 33 ปี เกิดที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จบการศึกษา ทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์ ปัจจุบันเป็นทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์งานอดิเรกคือการเดินป่า ปีนเขาสูง และวิ่งอัลตราเทรลมาราธอน (วิ่งระยะไกลบนเส้นทางวิบาก) โดยเริ่มเป็นนักปีนเขาในปี 2554 ด้วยการสมัครทริปปีนเขา Kinabalu ประเทศมาเลเซีย นับจากนั้น จึงใช้เวลาในวันหยุดเดินทางทั่วประเทศเพื่อเดินป่าหรือวิ่ง โดยมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนเป็นนักปีนเขาฝีมือเยี่ยมของไทย  และได้รับเลือกจากสมาคมนักปีนเขาประเทศจีนร่วมทีมฝึกปีนเขาที่ประเทศจีน

สำหรับ Seven Summits เป็นเป้าหมายสูงสุดของนักปีนเขาทั่วโลก โดยมีนักปีนเขาที่สามารถพิชิต Everest ได้นับพันคน แต่มีเพียง 416 คนที่สามารถพิชิต Seven summits ได้ หากพิจารณาจากชาติที่สามารถพิชิต Seven Summits ได้มีคนเอเชียเพียง 24 คน เป็นชาย 20 คน หญิง 4 คน เท่านั้น

 

 

 

วพม.รุ่น4จัดเสวนาวิชาการครั้งแรก "หลุมดำ..พลังงานไทย"

วพม.รุ่น4 จัดงานเสวนาวิชาการครั้งแรก ”หลุมดำ..พลังงานไทย” หวังสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ต่อ สาธารณะเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศ

ศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า งานเสวนาวิชาการ”หลุมดำ..พลังงานไทย” จะมีการจัดขึ้นในวันที่ 6ก.ค.2560  ที่ห้องSynergy Hall ชั้น6 อาคารซี ศูนย์เอนเนอยี คอมเพล็กซ์  ตั้งแต่เวลา9.00น.-13.30 น.โดยมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการกล่าวเปิดงาน และนายอารีศักดิ์  เสถียรภาพอยุทธ์ ประธานนักศึกษาหลักสูตรวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่(วพม.) รุ่นที่4 ซึ่งรับผิดชอบในการจัดงานเสวนาครั้งนี้ กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์

โดยไฮไลท์ ของงานเสวนาวิชาการครั้งนี้  จะมีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ประเทศไทยกับEnergy 4.0” โดยพล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  และการเสวนาเรื่อง”หลุมดำ..พลังงานไทย”โดยวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านพลังงาน และตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม นำโดย ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ ด้านพลังงาน และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน   นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ   ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์  นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์  และนายเจน  นำชัยศิริ  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.)  ดำเนินรายการโดย นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์  

ผู้ที่สนใจอยากจะเข้าร่วมงานเสวนาทางวิชาการครั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียด และติดต่อสำรองที่นั่ง ได้ที่E-Mail nipatsin@pteplus.com หรือโทร 086-941-6788  นิพัฒน์สิน  ตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่ทาง วพม.รุ่น4 กำหนด

สำหรับหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ (วพม.) นั้นเป็นหลักสูตรสำคัญของทางสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) (Thailand Energy Academy – TEA) ซึ่งเปิดอบรมมาแล้ว 4 รุ่น  โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ ที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับความสำคัญของพลังงานต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เสริมสร้างศักยภาพในการวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกิจพลังงานที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม ชุมชนวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้อย่างสร้างสรรค์ในเชิงองค์รวม เพื่อนำไปสู่การวางนโยบายด้านพลังงานและการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน รวมทั้งการสร้างเครือข่ายผู้นำในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม เพื่อการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้วิทยาการด้านพลังงาน

ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้ที่เข้าอบรมในหลักสูตร วพม.แต่ละรุ่น  จะเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ ระดับเทียบเท่าข้าราชการพลเรือนระดับชำนาญการ (ระดับ 6 และ 7)จากองค์กร ภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน นักวิชาการและประชาชน ที่มีอายุระหว่าง30-45ปี

ปัจจุบันสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) มีหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานด้วยกัน3หลักสูตร ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากภาคส่วนต่างๆที่ต้องการส่งบุคคลากรเข้ามาร่วมอบรม ประกอบด้วยหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน(วพน.) ซึ่งเปิดอบรมไปแล้ว9รุ่น   ,หลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่(วพม.) 4 รุ่น และหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักศึกษา (วพศ.) ซึ่งเปิดอบรมไปแล้ว2 รุ่น 

เชลล์ และ KUFPECของคูเวต ตกลงยกเลิกซื้อขายหุ้นที่ถือในแหล่งปิโตรเลียมบงกช
BG Asia Pacific Holdings Pte Limited บริษัทในเครือกลุ่มรอยัลดัทช์เชลล์ และ KUFPEC Thailand Holdings Pte Limited บริษัทในเครือ Kuwait Foreign Petroleum Exploration Company (KUFPEC) ตกลงร่วมกันที่จะยกเลิกสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัทในเครือของเชลล์ Shell Integrated Gas Thailand Pte Limited (SIGT) และ Thai Energy Co Limited (TEC)ที่ถืออยู่ 22.222%
.
บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ส่งเอกสารข่าวถึงสื่อมวลชน เพื่อแจ้งถึงการยกเลิกสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว โดย SIGT และ TEC มีสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งหมด 22.222% ในแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชและแปลงที่ติดกับแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชนอกฝั่งทะเลตอนใต้ของประเทศไทย ประกอบด้วยแปลงหมายเลข 15 แปลงหมายเลข 16 แปลงหมายเลข 17 และแปลงหมายเลข G12/48 แหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างเชลล์ (22.222%) บริษัท ปตท. สํารวจและผลิตปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน)(ปตท.สผ.) (44.445%) และบริษัท Total (33.333%) โดยมี(ปตท. สผ.) เป็นผู้ดําเนินการ
 
ทั้งนี้ SIGT จะยังคงให้การสนับสนุนการดําเนินงานของบริษัท ปตท. สผ. เพื่อคงไว้ซึ่งการทํางานอย่างมี ประสิทธิภาพและปลอดภัยของแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชต่อไป SIGT ยังคงมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมในการประมูลสัมปทานของแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชที่กําลังจะเปิดขึ้นในรอบถัดไป
 
"กลุ่มบริษัทเชลล์ยังคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ที่จะดําเนินการขยายธุรกิจทั้งในด้านธุรกิจนํ้ามันขั้นปลาย ด้านก๊าซธรรมชาติ และด้านก๊าซธรรมชาติเหลว ในประเทศไทยต่อไป และยังคงถือสิทธิสัมปทาน ในแปลงหมายเลข 7 แปลงหมายเลข 8 และ แปลงหมายเลข 9 บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทยดําเนินกิจการใน ประเทศไทยเป็ นเวลานานถึง 125 ปี มีความภูมิใจเป็ นอย่างยิ่งที่ธุรกิจการค้านํ้ามันเชื้ อเพลิงนํ้ามันหล่อลื่น และยางมะตอย ซึ่งเป็ นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงทั้งในด้านคุณภาพและด้านนวัตกรรม มีส่วนเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และเชลล์มุ่งมั่นที่จะดําเนินการขยาย ธุรกิจดังกล่าว ให้เติบโตพร้อมไปกับการพัฒนาของประเทศอย่างยั่งยืนสืบไป" ข้อความในเอกสารข่าวระบุ