ค้นหาด้วย ' PTTGC ' ทั้งหมด 3 รายการ
พลังงานจับมือ PTTGC มอบถังน้ำช่วยชาวบ้านแก้ภัยแล้ง
กระทรวงพลังงาน จับมือ PTTGC นำถังน้ำขนาด 1,500 ลิตร จำนวน 200 ใบมอบให้ประชาชนที่ประสบภัยแล้ง เริ่มส่งมอบแล้วที่จ. อุทัยธานี นครนายก และชัยนาท
 
         พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ PTTGC นำถังบรรจุน้ำขนาด 1,500 ลิตร ไปส่งมอบให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนใช้สำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ในตลอดช่วงหน้าแล้งนี้ โดย PTTGC ให้การสนับสนุนถังบรรจุน้ำจำนวน 200 ใบ  ผ่านโครงการ PTTGC ปันน้ำใจ เพื่อคนไทย สู้ภัยแล้ง
 
        ทั้งนี้ ทางกระทรวงพลังงานจะส่งมอบถังบรรจุน้ำดังกล่าวให้กับพลังงานจังหวัดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่เป้าหมายต่อไป  เบื้องต้นในวันนี้ทางกระทรวงพลังงานจะส่งมอบให้กับจังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดนครนายก ส่วนวันที่ 22 เม.ย. ได้ส่งมอบให้กับจังหวัดชัยนาทไปแล้ว จำนวน 10 ใบ โดยส่งมอบผ่านคณะกรรมการคณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี
 
       ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้มุ่งเน้นให้บริษัทประกอบกิจการพลังงาน มีการดำเนินงานที่รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการนำพาชุมชนให้ก้าวเดินไปพร้อมกับการประกอบอุตสาหกรรมพลังงานอย่างยั่งยืน โครงการ PTTGC ปันน้ำใจ เพื่อคนไทย สู้ภัยแล้ง เรียกได้ว่าเป็นโครงการที่สอดรับกับแนวนโยบายของกระทรวงเป็นอย่างดี
 
       นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ทางบริษัทจึงได้จัดทำโครงการ “PTTGC ปันน้ำใจ เพื่อคนไทย สู้ภัยแล้ง” ด้วยการสนับสนุนถังน้ำสะอาด InnoPlus ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา สภากาชาดไทย และมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เพื่อนำไปช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง และขาดแคลนถังน้ำสำหรับเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ
 
         สำหรับถังน้ำสะอาดที่ส่งมอบในวันนี้ เป็นถังบรรจุน้ำขนาดใหญ่ บรรจุได้ 1,500 ลิตร เป็นผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมพลาสติกของบริษัทฯ โดยผลิตจากเม็ดพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น (LLDPE) ภายใต้แบรนด์ InnoPlus ซึ่งมีคุณสมบัติคงทนแข็งแรง และทนแรงกระแทกสูงเมื่อเทียบกับพลาสติกธรรมดาทั่วไป มีน้ำหนักเบา และทนต่อสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศได้ดี เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเสถียรต่อรังสียูวี เมื่อนำไปวางไว้ในที่กลางแจ้งจึงมีการสะสมความร้อนได้น้อยกว่า นอกจากนี้ยังผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA และมาตรฐาน มอก. อีกด้วย จึงมั่นใจได้ว่าประชาชนที่ได้รับไปใช้งานได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อการใช้งานได้เป็นอย่างดี
 
PTTGCตั้งเป้าลดรายจ่ายพันล้านบาทปีนี้
PTTGC เผยราคาน้ำมัน 5 ปีทรงตัวระดับต่ำ 45-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เร่งปรับตัวตั้งเป้าลดรายจ่าย 1,000 ล้านบาทในปีนี้ เผยกำไรไตรมาสแรกลด 16% จากปีก่อน เหตุปิดซ่อมบำรุงโรงงานใหญ่ เตรียมเบนเข็มตลาดเม็ดพลาสติกจีนมายังประเทศอาเซียนมากขึ้นก่อนสหรัฐฯมาบุกตลาด
 
 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่(CEO)บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า PTTGC คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันโลกจะทรงตัวระดับต่ำ 45-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า และในปี 2559 นี้คาดว่าจะอยู่ระดับ 45-50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งโอกาสจะขึ้นถึงระดับ 80-100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เป็นไปได้ยาก
 
ดังนั้น PTTGC จึงต้องปรับตัวด้วยการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ โดยได้ให้ผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 คน มาตรวจสุขภาพธุรกิจของ PTTGC ตั้งแต่การผลิต การตลาด การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เต็มที่ การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ให้คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งตั้งเป้าให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายของ PTTGC ลงให้ได้ 1,000 ล้านบาทภายในปีนี้  โดยไตรมาสแรกสามารถลดลงไปได้แล้ว 400-500 ล้านบาท ขณะที่ปี 2558 ลดลงได้ 630 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 12 สัปดาห์เพื่อนำแนวทางมาจัดทำเป็นแผนลดค่าใช้จ่าย และอีก 18 สัปดาห์จะลงมือปฏิบัติต่อไป
 
นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ทรงตัวระดับต่ำนั้น ตามปกติไตรมาสแรกของปี 2559 นี้ ผลประกอบการจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ไตรมาสแรกปีนี้ทั้งรายได้และกำไรปรับลดลง โดยรายได้จากการขายอยู่ที่ 80,764 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิ 4,707 ล้านบาท ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากปิดซ่อมใหญ่โรงงานผลิตเอทิลีน ที่มีกำลังการผลิต 1 ล้านตัน อย่างไรก็ตามครึ่งหลังของปี 2559 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นมาก เพราะโครงการขยายกำลังการผลิตหลายโครงการจะเริ่มเห็นผลและโรงงานเอทิลีน 1 ล้านตันก็กลับมาเดินเครื่องปกติ
 
ส่วนโครงการลงทุนในต่างประเทศนั้น มีทั้งการลงทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์สหรัฐฯ ( US Petrochemical Complex) ปัจจุบันศึกษารายละเอียดโครงการ และดำเนินการเจรจากับพันธมิตรที่มีศักยภาพทางการตลาด ทั้งนี้จะสรุปผลการลงทุนในต้นปี 2560 โดยตามแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2560 และเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2564 และโครงการขยายการลงทุนในภูมิภาคเอเชียและในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน( AEC)  กำลังศึกษาโอกาสขยายการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย และ กลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่  กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และ เวียดนาม  
 
สำหรับทิศทางผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกปัจจุบันนั้น เริ่มมีความต้องการสูงขึ้น เพราะมีราคาถูกตามราคาน้ำมันที่ลดลง โดยเฉพาะตลาดอาเซียนที่มีความต้องการสูงกว่า 6 ล้านตัน หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10% หรือเท่ากับ 7-8 แสนตันต่อปี อย่างไรก็ตามประเทศสหรัฐฯมีแผนจะผลิตเม็ดพลาสติก 4-5 ล้านตันเพื่อมาเจาะตลาดอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อ PTTGC เพราะผู้ซื้อจะชะลอการซื้อและระวังมากขึ้น ดังนั้น PTTGC จะปรับแผนจากเดิมที่ให้น้ำหนักสัดส่วนการขายเม็ดพลาสติกในจีน ก็จะหันมามุ่งในตลาดอาเซียนมากขึ้นแทน   
 
 
 
 
PTTGCชะลอการลงทุนในสหรัฐฯรอดูนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

PTTGC ชะลอโครงการลงทุนในสหรัฐฯ รอดูนโยบายโดนัลด์ ทรัมป์  ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ในช่วงไตรมาสแรกปี 2560 ก่อนประเมินผลกระทบโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์สหรัฐฯมูลค่า 5.7พันล้านเหรียญสหรัฐฯ  ในขณะที่คาดการณ์รายได้ปีหน้าเติบโตเพิ่ม 22-25%

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมีคอล จำกัด(มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า PTTGC อยู่ระหว่างประเมินแผนการลงทุนหลายโครงการในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสหรัฐฯ จะเปลี่ยนประธานาธิบดีใหม่เป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับบลิกัน  ทำให้ PTTGCต้องชะลอดูนโยบายใหม่ของสหรัฐฯ จากเดิมที่มีแผนจะตัดสินใจในขั้นตอนสำคัญของการลงทุนช่วงไตรมาส1 ของปี 2560 ดังนั้นจะต้องรอดูความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสหรัฐฯก่อน  จึงจะประเมินดูผลกระทบ ว่าจะเดินหน้าโครงการต่อไป ต้องปรับโครงการให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างไร

อย่างไรก็ตามมองว่าการลงทุนในประเทศสหรัฐฯ ถือว่ายังเป็นโอกาสที่ดี เพราะมีก๊าซธรรมชาติมาก และราคาก็ไม่แพง ซึ่ง PTTGC น่าจะขยายโอกาสการลงทุนไปได้  โดยโครงการสำคัญได้แก่ โครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐฯ ซึ่งเดิม PTTGC มีนโยบายเข้าเป็นผู้ถือหุ้นหลักในโครงการ รวมทั้งศึกษาสถานการณ์ตลาดสหรัฐฯและเอเชียที่จะเป็นตลาดหลัก โดยเบื้องต้นจะเป็นโรงงานผลิตเอทิลีนขนาด 1 ล้านตันต่อปี ใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนจากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากชั้นหินดินดาน(เชลล์ แก๊ส) โดยโรงงานตั้งอยู่ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ ใช้เงินลงทุนประมาณ 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีโครงการศึกษาลงทุนในโรงงานพลาสติกที่ใช้เอทิลีนเป็นวัตถุดิบการผลิต รวมถึงการลงทุนเทคโนโลยีที่บอสตัน นอกจากนี้ PTTGC ยังมีโรงงานผลิตไบโอพลาสติกร่วมกับบริษัท NatureWorks ด  ของสหรัฐฯ อยู่แล้วด้วย ซึ่งเตรียมจะขยายการลงทุนต่อไปในอนาคต

“มองว่าประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ มีนโยบายสุดโต่ง ซึ่ง PTTGC จะต้องระวังในการลงทุนและต้องรอความชัดเจนของนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯก่อน แต่นโยบายนายโดนัล ทรัมป์ ก็ยังมีข้อดีที่จะลดภาษีนิติบุคคล ทั้งนี้คาดว่าน่ามีความชัดเจนในไตรมาสแรกของปี 2560 ได้ ซึ่ง PTTC กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากมีผลกระทบต่อแผนการลงทุนก็จะต้องนำกลับมาปรับแผนใหม่ ถ้าไม่กระทบก็พร้อมเดินหน้าโครงการต่างๆในสหรัฐฯต่อไป” นายสุพัฒนพงษ์  กล่าว

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับในปี 2560 PTTGC คาดว่าจะมีรายได้เติบโตเพิ่มขึ้น 20-25% เมื่อเทียบกับปี 2559  เนื่องจากเชื่อว่าราคาน้ำมันโลกจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 45-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากปี 2559 อยู่ที่ 40-50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากความผันผวนของทิศทางการผลิตในกลุ่มประเทศโอเปก ประกอบกับในปี 2559 PTTGC มีการหยุดซ่อมโรงงาน 2-3 โรง แต่ในปี 2560 ไม่มีการปิดซ่อมสามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิต ซึ่งจะทำให้ปริมาณและราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ตลาดโอเลฟินส์มีแนวโน้มเติบโตได้ดี

ขณะเดียวกันบริษัทก็มีโครงการขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และAEC โดยล่าสุดบริษัทได้ลงนามร่วมกับ บริษัท เอส.พี.เพ็ทแพค จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชั้นนำของไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุนสร้างโรงงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกในเมียนมา ประเภทถังแกลลอนบรรจุน้ำมันหล่อลื่น และบรรจุภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ ทั้งนี้ปัจจุบันยอดขายในประเทศ CLMV อยู่ที่ 7.1 หมื่นตันต่อปี บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น 2 ล้านตันต่อปี หรือคิดมูลค่าเป็น 1 แสนล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2559 บริษัทมีรายได้จากการขาย 8.9 หมื่นล้านบาท กำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (อีบิทด้า) 1.2 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6.2 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 1.40 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 416% จากช่วงเดียวกัรของปีก่อนที่มีกำไร 1.2 พันล้านบาท และเพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาส 2/2559 ที่มีผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 4.9 พันล้านบาท โดยผลประกอบการงวด 9 เดือน บริษัทมีรายได้จากการขาย 2.36 แสนล้านบาท อีบิทด้าอยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 1.5 หมื่นล้านบาท