ค้นหาด้วย ' PEA ' ทั้งหมด 8 รายการ
ปิยสวัสดิ์ค้านทีดีอาร์ไอจัดเสวนาไม่เป็นกลาง

ปิยสวัสดิ์ทำหนังสือคัดค้านการจัดเสวนาของสกวร่วมกับทีดีอาร์ไอ หัวข้อการฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ระบุรูปแบบไม่เป็นกลาง  จะทำองค์กรทีดีอาร์อาร์ไอเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  แกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน หรือERS ได้ทำหนังสือลงวันที่14 มิ.ย.2559 ถึง นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ  เพื่อคัดค้านการจัดเสวนา เรื่องการฟ้องหมิ่นประมาท  จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ที่ทางทีดีอารืไอ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) จะจัดขึ้นในวันที่16 มิ.ย.2559 ช่วงเวลาตั้งแต่9.00-12.30น.ที่ห้องซาลอนA โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด ถนนรัชดาฯ  โดยเนื้อหาในหนังสือดังกล่าว ระบุว่า ทางผู้จัดได้มีการเชิญวิทยากร บางคนที่มีคดีข้อพิพาท หรือเป็นผู้แทนของกลุ่มที่มีคดีข้อพิพาทเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทบุคคลอื่นด้วยการเผยแพร่ข้อความที่กระทบผู้อื่นและอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม และคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม

โดยเห็นว่า หากทางผู้จัดมีความประสงค์ในการหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชนืส่วนรวมในกฏหมายหมิ่นประมาทอย่างแท้จริง ก็ควรที่จะเชิญบุคคลสาธารณะที่ถูกละเมิดสิทธิ์ หรือตัวแทนนักกฏหมายของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ์ ที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมจนต้องของใช้สิทธิ์ในกระบวนการทางศาล ขึ้นร่วมอภิปรายในฐานะวิทยากรด้วย   ทั้งนี้การเลือกเชิญเฉพาะกลุ่มบคคลที่คิดว่ากำลังทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมแต่มีแนวปฏิบัติในทางใส่ร้ายป้ายสีบุคคลที่เป็นปรปักษ์ให้เสื่อเสียด้วยข้อมูลที่โคมลอย  จนทำให้ผู้ที่มีความรู้จริงไม่กล้าแสดงความเห็น นั้น จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดและเกิดผลกระทบในวงกว้างต่อประเทศ โดยส่วนรวม     

โดยในตอนท้ายของหนังสือ  นายปิยสวัสดิ์ ได้เสนอให้ทางผู้จัดงาน ยกเลิกการเสวนาในครั้งนี้ เนื่องจากมีรูปแบบที่ไม่เป็นกลางและจะนำความเสื่อมเสียมาถึงทีดีอาร์ไอ  แต่ถ้ายังยืนยันที่จะจัดเสวนา ก็ต้องเชิญบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการพาดพิงด้วยการเผยแพร่ข้อความด้วยวิธีการใดใด เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาครั้งนี้ในจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง  

สำหรับ หัวข้อการฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งอยู่ในช่วงที่2 ของการเสวนา นั้น ทางผู้จัดได้มีการเลือกเชิญวิทยากรจำนวน5คนด้วยกันประกอบด้วย  นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช.,นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา ,นางสาวรสนา โตสิตระกูล เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย ,นางพิรงรอง รามสูต อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนาย ไพโรจน์ พลเพชร  สมาคมนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน  โดยมีนายธิปไตร แสละวงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ 

PEAเตรียมจัดงานนวัตกรรมแสงสว่างระดับอาเซียน
PEA จัดงานThailand Lighting Fair 2016 แสดงนวัตกรรมไฟฟ้าแสงสว่างครบวงจรที่สุดในอาเซียน ชี้ตลาดแสงสว่างเติบโตสูง
 
 
      นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เปิดเผยว่า  PEA ร่วมกับ บริษัท เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานแสดงสินค้าจากประเทศเยอรมนี และ บริษัท ดิ เอ็กซ์ซิบิส จำกัด จัดงาน Thailand Lighting Fair 2016 (THLF 2016) หรือ งานแสดงสินค้านานาชาติที่รวบรวมสินค้านวัตกรรมไฟฟ้าแสงสว่างระดับอาเซียน  ภายใต้แนวคิด “Smart Lights. Smart Life.” หรือ “นวัตกรรมไฟฟ้าแสงสว่างอัจฉริยะ นวัตกรรมเพื่อชีวิต” โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 –3 ก.ย. 2559 ณ ฮอลล์ 101 –102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
 
       นางสาวพาขวัญ เจียมจิโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดิ เอ็กซ์ซิบิสจำกัด ผู้จัดงาน THLF 2016 กล่าวว่า ภายในงาน Thailand Lighting Fair 2016 จะมีผู้ประกอบการไฟฟ้าแสงสว่างชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 350 บริษัทเข้าร่วมเสนอสุดยอดนวัตกรรม ดีไซน์ และโซลูชั่นด้านไฟฟ้าแสงสว่างที่ครบวงจรที่สุดในอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเพื่อร่วมเจรจาธุรกิจกว่า 10,000 รายจากทั้งในและต่างประเทศ
 
       สำหรับสถานการณ์ตลาดไฟฟ้าแสงสว่างในระดับโลก  มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเติบโตของประชากรและการขยายของเมือง จากผลการศึกษาของ McKinsey & Company คาดการณ์ว่าภายในปี 2563 ตลาดไฟฟ้าแสงสว่างทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง  4.4 ล้านล้านบาท โดยตลาดไฟฟ้าแสงสว่างในภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตสูงที่สุด และคาดการณ์ว่าในปี 2559 ตลาดเอเชียจะมีสัดส่วนถึง 35% และคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 45% ภายในปี 2563 โดยตลาดของ LED มีสัดส่วนมากที่สุด คาดว่าจะมีมูลค่ามากถึง 870,000 ล้านบาท ในปี 2563 
.
        ทางด้านตลาดไฟฟ้าแสงสว่างอัจฉริยะ  ทั่วโลกมีแนวโน้มการเติบโตอย่างเด่นชัด โดยมีปัจจัยจากความต้องการของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อการประหยัดงาน และโซลูชั่นที่สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จากผลการศึกษาของ MarketsandMarkets ในหัวข้อ “Smart Lighting Market - Global Forecast to 2020” คาดการณ์ว่าตลาดไฟฟ้าแสงสว่างอัจฉริยะจะมีมูลค่าสูงถึง 244,000 ล้านบาท ในปี 2563 เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ถึง 22.07%
 
          นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสัมมนาในเรื่องเทคโนโลยีและการออกแบบแสงจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก  ได้แก่ 1.) “Lighting Design Showcase” การออกแบบแสงภายใต้คอนเซ็ปต์ ดีไซน์ +ฟังก์ชั่น เพื่อความงามและประโยชน์ใช้สอย โดยนักออกแสงรุ่นใหม่ไฟแรงของไทย 2.) “Decorative Lighting Zone” โซนไฟตกแต่งและโคมไฟหัตถกรรมดีไซน์ทันสมัย มาตรฐานสากล และ 3.) “งานสัมมนาและเวิร์คช็อปทางด้านเทคโนโลยีและการออกแบบแสง” ที่ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าแสงสว่าง และนักออกแบบแสงระดับโลก ทั้งนี้สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandlightingfair.com
โยก “ธรรมยศ” ขึ้นรองปลัด ส่ง “ประพนธ์” นั่งอธิบดี พพ.

ครม. มีมติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงพลังงาน 4 ตำแหน่ง โยก "ธรรมยศ" เป็นรองปลัด ส่ง "ประพนธ์" นั่งอธิบดี พพ. พร้อมให้ "สมนึก" ขึ้นรองปลัด ขณะ "บุญบันดาล" ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ด้านข้าราชการกระทรวงพลังงาน ปีนี้เกษียณ 55 คน

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงพลังงาน 4 ตำแหน่งตามที่กระทรวงพลังงานเสนอมา ได้แก่

1. นายธรรมยศ ศรีช่วย ให้เปลี่ยนจากตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ไปเป็น รองปลัดกระทรวงพลังงาน

2. นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ให้ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

3. นายสมนึก บำรุงสาลี ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ให้ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงพลังงาน

และ 4. นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

ทั้งนี้ ตำแหน่งใหม่ของนายธรรมยศ และนายประพนธ์ จะมีผลเมื่อได้รับการลงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้วเท่านั้น ส่วนนายสมนึกและนางบุญบันดาล จะมีผลทันทีในวันที่ 1 ต.ค. 2559 เป็นต้นไป

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในเดือน ต.ค.2559 นี้จะมีข้าราชการกระทรวงพลังงานเกษียณอายุจำนวน  55 คน ที่สำคัญได้แก่ ผู้บริหารจากสำนักปลัดกระทรวงพลังงาน คือ นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน และ นายประพนธ์ กิติจันทโรภาส ส่วนข้าราชการระดับสูงในกรมอื่นๆ ที่เกษียณ ได้แก่ นายสุริยันต์  อภิรักษ์สัตยากุล รองกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, นางสาวพัชรีพร หาญสกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และนายกุศล ชีวากร รองอธิบดีกรม พพ. 

PEAตั้งงบ6พันล้านลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)เดินหน้าลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศผ่านบริษัทลูกไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ วงเงินไม่เกิน 6,000 ล้านบาท ชี้ทิศทางธุรกิจอนาคตมุ่งลงทุนระบบ Energy Storage ขยายปั๊มชาร์จรถ EV  เปิดตัวเลขคนไทยใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น คาดทั้งปี 2559 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) มีกำไร รวม 20,400 ล้านบาท ระบุช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) กำไรพุ่ง 17% หรือ 15,000 ล้านบาท

นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) เปิดเผยถึงแผนการลงทุนในอนาคตของ PEA  ซึ่งจะลงทุนผ่านบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ที่ล่าสุดได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า เดินหน้าลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ วงเงินไม่เกิน 6,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีการลงทุนและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 35 เมกะวัตต์ ซึ่งมีแผนจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 50-100 เมกะวัตต์

ทั้งนี้เห็นว่านโยบายผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน หรือ hybrid เช่น ผลิตไฟฟ้าชีวมวลร่วมกับแสงอาทิตย์ หรือ ลม หรือ พลังงานน้ำ นั้น เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนมีสูงขึ้นและใช้ได้ทั้งกลางวันถึงกลางคืนได้ ซึ่งในส่วนของ PEA มีแผนจะลงทุนธุรกิจ แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Energy Storage) โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษา

ทั้งนี้ทิศทางพลังงานในอนาคตเริ่มมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า(EV) และEnergy Storage ซึ่งจะมีผลให้การใช้ไฟฟ้าในอนาคตเพิ่มสูงมาก ดังนั้น PEA จึงเตรียมแผนรองรับการใช้ไฟฟ้าดังกล่าว โดยเตรียมศึกษาระบบบริหารจัดการไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าแบบเหลื่อมเวลากัน และเตรียมปริมาณไฟฟ้าให้พร้อม เป็นต้น นอกจากนี้ได้ศึกษาแผนการลงทุนในธุรกิจ Energy Storage ด้วย เนื่องจากเป็นกระแสโลกที่ต้องตามให้ทัน   

ส่วนเทคโนโลยีรถ EV นั้น ปัจจุบัน PEA กำลังทดลองใช้รถมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า 50 คัน หลังจากได้ทดลองรถยนต์ไฟฟ้าประเภทรถเก๋ง 2 คัน รถบัส 1 คัน แล้ว โดยหารถมอร์เตอร์ไซด์ไฟฟ้าใช้งานได้เป็นอย่างดีอาจขยายผลเชิงพาณิชย์ต่อไป ส่วนปั๊มชาร์จไฟฟ้านั้น มีแผนจะสร้างอีก 4 แห่ง ที่สุวรรณภูมิ พัทยา และมอร์เตอร์เวย์ทั้ง 2 ฝั่ง รวมทั้งกำลังว่าจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังทำการศึกษาอีก 7 แห่ง

สำหรับโครงการสำคัญที่ PEA กำลังดำเนินการต่อไปในอนาคต ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Grid) ในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้ดำเนินการในวงเงิน 1,069 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ระหว่างปี 2558-2560) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจ้างที่ปรึกษาจัดทำเงื่อนไขการประมูล(TOR) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นเดือน ก.ย. 2559 นี้ จากนั้นจะทำประชาพิจารณ์และเปิดซองหาผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยคาดว่าจะเริ่มติดตั้งในปี 2560 โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีจะแล้วเสร็จ

สำหรับโครงการดังกล่าวจะสามารถรองรับแหล่งจ่ายไฟฟ้าที่มาจากหลายแหล่งได้ และทำให้ปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับลดน้อยลง อีกทั้ง PEA จะแจกมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ 1 แสนรายฟรี ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าและPEA สื่อสารกันได้สะดวกและผู้ใช้รู้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของตัวเอง และนำมาซึ่งการประหยัดไฟฟ้าต่อไป อย่างไรก็ตามในอนาคตอาจขยายโครงการดังกล่าวไปใช้ทั่วประเทศด้วย

2.โครงการขยายเขตไฟฟ้าให้บ้านเรือนประชาชนรายใหม่ 29,000 ครัวเรือน ระหว่าง ต.ค. 2558-ก.ย. 2559 โดยใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันได้ขยายเกินเป้าหมายไปแล้วที่ 32,336 ครัวเรือน

3.โครงการจัดระเบียบสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าของ PEA ในปี 2559 ดำเนินการรื้อถอนสายสื่อสารที่ไม่ใช้งานและรวบมัดสายในปี 2559 ระยะทางรวม 1,000 กิโลเมตร ควบคู่กับการติดตั้งรางพาดสายสื่อสารใต้คานนั่งร้านหม้อแปลงเส้นทางวิกฤติในแหล่งชุมชนเมือง 74 จังหวัด ใช้วงเงินรวม 11.10 ล้านบาท

4.โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 4 พื้นที่ ได้แก่ จ.เชียงราย จ.นราธิวาส จ.นครพนม จ.กาญจนบุรี ใช้งบประมาณรวม 4,000 ล้านบาท โดยคณะกรรมการ(บอร์ด) PEA เห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขอความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายเสริมสกุล กล่าวถึง ผลประกอบการช่วง7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 2559) ที่ผ่านมาว่า PEA มีกำไร 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 17% เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะช่วงเดือนเม.ย. 2559 ที่ผ่านมาสูงขึ้นมาก และคาดว่าสิ้นปี 2559 ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศจะเติบโตขึ้น 5% ซึ่งจะทำให้ PEA มีกำไรรวม 20,400 ล้านบาท หรือสูงขึ้นจากปีก่อน 3-4%

"ปิยสวัสดิ์"ท้า"เทวินทร์ "บรรยง" "ณ กาฬ" กระโดดตบ20ครั้งเช็กความฟิตร่างกาย

“ปิยสวัสดิ์” อัดคลิปลงยูทูป พร้อมโพสต์เฟซบุคส่วนตัว ท้า”เทวินทร์” “บรรยง” “ ณ กาฬ “ กระโดดตบ20ครั้ง เช็กความฟิตร่างกาย  ย้ำวลีฮิต “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ"    มีเงินทองนับพันล้าน ก็ไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีได้ 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า  วงการพลังงานเกิดความคึกคักกับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ลุกขึ้นมาอัดคลิป การออกกำลังกายด้วยการกระโดดตบ20 ครั้ง แล้วเผยแพร่ผ่านทางYoutube  ในขณะเดียวกันก็โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุค ส่วนตัว Piyasavasti  Amranand เมื่อวันที่24 เม.ย.2560 เพื่อท้าคนอีก3 คนคือนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  นาย บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร  และนาย ณ กาฬ เลาหะวิไลย รองบรรณาธิการบริหารกลุ่มโพสต์ บมจ. โพสต์ พับลิชชิ่ง ลุกขึ้นมากระโดดตบ 20 ครั้งเช่นเดียวกันกับตัวเขา

นายปิยสวัสดิ์  ยังได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุคส่วนตัวเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการลุกขึ้นมากระโดดตบครั้งนี้ ด้วยว่า “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" เป็นคำพูดที่ติดปากกันมานาน  แม้ว่าคุณจะมีเงินทองนับพันล้าน ก็ไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีได้    โดยตัวเขาได้ลองเช็กความแข็งแรงของร่างกายและหัวใจสักหน่อย ว่ายังแข็งแรงดีอยู่หรือเปล่า ด้วยการกระโดดตบ 20 ครั้ง  ซึ่งถึงแม้จะรู้สึกหอบ แต่ก็ทำได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอท้าให้บุคคลทั้งสามคนลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเช่นเดียวกับเขา  ด้วยการกระโดดตบทันทีที่ได้รับการท้าท้าย หรือภายใน 24 ชั่วโมง รวมทั้งมีเงื่อนไขที่ต้องท้าคนอื่นทำกิจกรรมเช่นเดียวกันนี้ ต่อไปอีก 3 คน

ทั้งนี้ พบว่า การกระโดดตบนี้ เป็นโครงการของมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพหัวใจของตนเอง ทุกคนสามารถรับรู้ได้ถึงการเต้นของหัวใจที่เร็วและแรงขึ้น จากการทำกิจกรรมในระยะเวลาอันสั้น
โดยผู้ถูกท้า ต้องกระโดดทันทีที่ได้รับการท้าท้าย หรือภายใน 24 ชั่วโมง แล้วท้าต่อเพื่อนๆไปอีก 3 คน หากคนที่ถูกท้า ไม่ประสงค์รับคำท้า สามารถบริจาคเงินเข้ามูลนิธิหัวใจได้ที่บัญชี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาศิริราช
เลขที่บัญชี 016-289-4719

ก่อนหน้านี้วงการพลังงานก็เคยตื่นตัวกับการออกกำลังกายมาแล้ว เมื่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  ลุกขึ้นมานำข้าราชการกระทรวงพลังงานออกกำลังกาย ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี ทุกวันพุธ  บริเวณลานด้านหน้าศูนย์เอ็นเนอยีคอมเพล็กซ์  แต่ดูเหมือนว่าระยะหลังมานี้กิจกรรมออกกำลังกายดังกล่าว ที่นำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเงียบหายไป

ติดตามดูคลิปการกระโดดตบของ นายปิยสวัสดิ์  ได้ที่ลิงก์  https://www.youtube.com/watch?v=gVFM8JNe534

"สุรศักดิ์"ย้ำ4แผนงานประยุกต์ใช้Energy Storage ขับเคลื่อนEnergy 4.0

กระทรวงพลังงานย้ำกรอบแผนงาน4ด้านประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) สอดคล้องนโยบายพลังงาน 4.0 สำหรับประเทศไทย เผยความคืบหน้างบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 765 ล้านบาท อนุมัติแล้ว32โครงการรวมวงเงิน 295 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดสัมมนา “ความพร้อมของประเทศไทยกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน” เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัย นักวิชาการ ผู้ประกอบการ องค์กรภาครัฐ และเอกชน ได้ทราบถึงทิศทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านระบบกักเก็บพลังงานในระดับสากล รวมถึงกรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับประยุกต์ใช้ในประเทศไทย โดยมี พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 สำหรับประเทศไทย”

โดยพลเอกสุรศักดิ์ กล่าวว่า นโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล เป็นโมเดลทางธุรกิจที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่ง กระทรวงพลังงาน มีนโยบายในการเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 หรือ Energy 4.0 ให้มีความสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยการใช้ “การวิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ดังจะเห็นได้จากนวัตกรรมที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และมีผลกระทบต่อการผลิตและใช้พลังงานของประเทศ เช่น การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ที่เปลี่ยนการใช้พลังงานน้ำมันเป็นไฟฟ้า หรือการนำพลังงานจากธรรมชาติ เช่น แสงแดด ลม หรือชีวมวลมาใช้ผลิตไฟฟ้าแทนพลังงานน้ำจากเขื่อน ฉะนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการวิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรับมือให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ สนพ.เป็นผู้ดำเนินการ ในกรอบแผนงาน 4 ด้าน คือ 1 Firm Renewable Energy ที่ต้องทำให้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม หรือชีวมวล ที่ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า มีความเสถียร สามารถใช้เป็นพลังงานหลักของประเทศได้  2 EV (Electric Vehicle) หรือยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดมลพิษที่เกิดจากการเผาผลาญน้ำมัน โดยรัฐบาลไทยประกาศสนับสนุนการผลิตและใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ทั้งจากบ้านเรือนที่พักอาศัย หรือที่ปั๊มชาร์จไฟฟ้า โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการผลักดันให้ภาคเอกชนสร้างปั๊มชาร์จไฟฟ้าให้ได้ 150 หัวจ่าย  3  Smart City - Smart Grid คือการพัฒนาชุมชนหรือเมืองอัจฉริยะ ให้ผลิตและใช้ไฟฟ้าได้เอง ทำให้สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4 Energy Storage หรือระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่จะทำให้เกิดการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ให้ใช้ได้นาน ทำให้การบริหารจัดการพลังงานทดแทนให้มีความเสถียร (Firm Renewable) ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle) ใช้งานได้นานขึ้น

โดยปัจจุบันเทคโนโลยี Energy storage มีความหลากหลาย ทั้งเทคโนโลยีเดิมที่มีการใช้มานาน หรือเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจ เช่น แบตเตอรี่ลิเที่ยม รวมถึงเทคโนโลยีอนาคต เช่น supercapacitor แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลักๆ คือ ราคาต้นทุนเป็นสำคัญ นอกจากนี้การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทย ต้องคำนึงถึงการมีวัตถุดิบในประเทศ หรือการมี supply chain ที่ครบถ้วน รวมถึงการมีนโยบายและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

การสัมมนาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดี ที่จะได้สำรวจองค์ความรู้และหารือแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นโยบาย มาตรการส่งเสริม และทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรม Energy storage เพื่อประเมินความพร้อมและกำหนดบริบทการพัฒนาเทคโนโลยี Energy storage ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ทำให้เรารู้ว่า ประเทศไทยควรจะเดินอย่างไร จะเตรียมความพร้อมเรื่อง Energy storage อย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย Energy 4.0 เพื่อการพัฒนาให้ประเทศมีความยั่งยืน

ด้าน นางเอมอร ชีพสุมล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้มติอนุมัติงบประมาณ 765 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดทำโครงการสนับสนุนการศึกษาวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ภายในระยะเวลา 2 ปี

งบประมาณดังกล่าว สนับสนุนให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในด้านต่างๆ โดยนำร่องการใช้งานในด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ ด้านอุตสาหกรรม และยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระยะยาว โดยได้ร่วมมือและมอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเป็นผู้บริหารจัดการโครงการ”

ทั้งนี้ในความคืบหน้าในการดำเนินงานระยะที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 สวทช. เปิดรับข้อเสนอโครงการจัดกระบวนการพิจารณา และเสนอคณะทำงานกำกับงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Steering Committee) อนุมัติการสนับสนุนโครงการแล้ว รวม 32 โครงการ งบประมาณรวม 301,897,000 บาท เป็นงบประมาณจากกองทุนฯ 295,634,000 บาท และงบประมาณร่วมสนับสนุนจากภาคเอกชน 6,263,000 ซึ่งยังมีงบประมาณคงเหลืออีก 400,320,000 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้ทิศทางและแนวทางในการดำเนินงานมีความสอดคล้องและต่อเนื่องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล สนพ. ในฐานะเลขานุการกองทุนฯ จึงร่วมมือกับ สวทช. จัดสัมมนาขึ้น เพื่อสำรวจองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นโยบาย มาตรการส่งเสริม และทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านระบบกักเก็บพลังงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนา การกำหนดนโยบายและมาตรการส่งเสริมด้านระบบกักเก็บพลังงาน สำหรับเป็นกรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับประยุกต์ใช้ในประเทศไทย”

งานสัมมนาที่จัดขึ้นได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพลังงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา มาบรรยายเรื่อง A review of U.S. market reforms for renewable integration, flexibility, and storage และผู้เชี่ยวชาญจาก DNV GL Clean Technology Center ประเทศสิงคโปร์ มาบรรยายเรื่อง Evolution of Energy Storage Systems Technology: Current and future รวมทั้งการเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของประเทศไทยกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ผู้แทนจากหน่วยงานดูแลกำกับนโยบาย และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศ มาแลกเปลี่ยนความรู้และอภิปรายร่วมกัน เพื่อหารือถึงบริบทการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานที่เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป
 

กบง.ปรับต้นทุนการผลิตเพื่อจูงใจให้นำขยะจากพลาสติกในประเทศมาผลิตเป็นน้ำมัน

กบง. ทบทวนต้นทุนการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกในปี 2559 โดยปรับเพิ่มให้ผู้ผลิตอีก5สตางค์ต่อลิตรเป็น14.55บาทต่อลิตร  ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะจ่ายชดเชยส่วนต่างราคาระหว่างราคาน้ำมันดิบดูไบ ลบด้วย ต้นทุนการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก ให้กับโรงกลั่นน้ำมัน  เพื่อจูงใจให้มีการนำขยะพลาสติกในประเทศมาผลิตเป็นน้ำมัน

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ซึ่งประชุมเมื่อวันที่9ม.ค.2560 ที่ผ่านมา มีมติให้ ทบทวนต้นทุนการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกในปี 2559 โดย พบว่า ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 14.55 บาท/ลิตร หรือเทียบเท่าราคาน้ำมันดิบดูไบที่ประมาณ 65 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ปรับหรือเพิ่มขึ้น 0.05 บาทต่อลิตร จากสูตรเดิมที่กำหนดไว้ที่ 14.50 บาท/ลิตร   ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2559 อยู่ที่ประมาณ 40 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน (9.00 บาท/ลิตร) ส่งผลทำให้การผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกไม่สามารถแข่งขันกับราคาน้ำมันดิบดูไบได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก และจูงใจให้ผู้ผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกผลิตและจำหน่ายให้โรงกลั่น อีกทั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม พลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชน 
ที่ประชุม กบง. จึงได้เห็นชอบหลักเกณฑ์การคำนวณอัตราเงินชดเชยให้แก่โรงกลั่นน้ำมันที่รับซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตได้จากการแปรรูปขยะพลาสติก  โดยให้อัตราเงินชดเชย = 14.55 – ราคาน้ำมันดิบ(หมายถึงราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยเดือนก่อนหน้า)

 ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดิบดูไบสูงกว่า 14.55 บาท/ลิตร จะไม่มีการชดเชยต้นทุนการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก โดยให้ใช้หลักเกณฑ์การคำนวณใหม่ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 เป็นต้นไป และให้มีการทบทวนต้นทุนฯ ทุกๆ หนึ่ง ปี

ครม.ตั้ง"ยงยุทธ จันทรโรทัย"เป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน

ครม. มีมติแต่งตั้ง "ยงยุทธ จันทรโรทัย" ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ให้เป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง 

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (26 ก.ย. 2560) คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติแต่งตั้งนายยงยุทธ จันทรโรทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักปลัดกระทรวงพลังงาน ให้ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงพลังงาน ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอมา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ก่อนที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งรองปลัดฯ นี้ นายยงยุทธ ตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน ก่อนที่จะขยับไปเป็นรองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จากนั้นได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2560 ก็แต่งตั้งให้ขยับขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน เพื่อมาช่วยงานนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่