ค้นหาด้วย ' Norway ' ทั้งหมด 1 รายการ
"อนันตพร"สนใจโมเดลPetoroของนอร์เวย์ หากต้องตั้งNOCใหม่

รัฐมนตรีพลังงานของไทย สนใจรูปแบบบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company)ของนอร์เวย์ ที่มีการจัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า Petoro ขึ้นมาดูแลหน่วยการลงทุนของรัฐในแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพ  พร้อมนำมาศึกษาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาปรับใช้กับการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมของไทย หากต้องมีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)ขึ้นมาใหม่  เผยนอร์เวย์ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพราะใช้ระบบสัมปทาน ซึ่งจูงใจนักลงทุน  และประชาชนมีความเชื่อมั่นในรัฐบาล

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการเดินทางไปยังประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่19พ.ค.2560 ที่ผ่านมาและได้มีการพบปะหารือกับ Ms.Elisabeth Berge ปลัดกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงานของนอร์เวย์  โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  ว่า นอร์เวย์เป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ระบบสัมปทานปิโตรเลียม เช่นเดียวกับประเทศไทย และยังคงยืนยันที่จะใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการผลประโยชน์ให้กับรัฐต่อไป   ในขณะที่ประเทศไทยล่าสุดมีการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ(Production Sharing Contract –PSC) และระบบจ้างบริการ หรือService Contract –SC)ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ไปเมื่อวันที่30 มี.ค.2560

ทั้งนี้นอร์เวย์นั้นใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียมให้กับรัฐ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ประเทศไทยใช้ ตั้งแต่ปี2514 โดยที่มีหน่วยงานในการกำกับดูแลในการออกหลักเกณฑ์และให้ใบอนุญาตสัมปทาน ที่ชื่อ Norwegian Petroleum Directorate   เช่นเดียวกับไทย ที่มีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในขณะที่มีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) ที่ทำหน้าที่เป็น Operator ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมคือ Statoil  เช่นเดียวกับที่ไทยมี ปตท.และปตท.สผ.  แต่Statoil ของนอร์เวย์ในช่วงเริ่มต้นนั้น สามารถเข้าไปร่วมถือหุ้นกับผู้รับสัมปทาน โดยใช้อาจตามกฏหมายการมีส่วนรวมของภาครัฐ ได้ในสัดส่วนที่สูงถึง50% ในแหล่งที่รัฐเห็นว่ามีศักยภาพด้านปิโตรเลียม อีกทั้ง Statoil ยังไม่ต้องจ่ายเงินในช่วงของการสำรวจ  ซึ่งถือเป็นช่วงที่ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงมากที่สุด   โดยในแนวทางดังกล่าวนั้นทำให้ ภาครัฐของนอร์เวย์ มีรายได้จากปิโตรเลียมจำนวนมาก และจัดเก็บเอาไว้ในกองทุน ที่เรียกว่าState's Direct Financial Interestsหรือ SDFI

อย่างไรก็ตามในปีพ.ศ.2528 รัฐบาลนอร์เวย์ มีการนำStatoil เข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์นอร์เวย์  และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค  จึงได้มีการนำสิทธิประโยชน์การเข้าไปลงทุนในแหล่งสัมปทานจากStatoil  มาให้กับ SDFI หลังจากนั้น ในปี2544 รัฐบาลนอร์เวย์ก็มีการจัดตั้งNOC ที่รัฐถือหุ้น100% ชื่อว่า Petoro  เพื่อมาบริหารจัดการ SDFI  และนำเงินที่สะสมอยู่ใน SDFI มาใช้ลงทุนในแหล่งสัมปทานที่มีศักยภาพด้านปิโตรเลียมร่วมกับผู้รับสัมปทานตามที่กฏหมาย เปิดช่องไว้ให้

ในระยะหลัง เงื่อนไขการให้สัมปทานของนอร์เวย์ มีการผ่อนปรนมากขึ้นเพื่อจูงใจผู้ลงทุน โดยนอร์เวย์ ยกเลิกการจัดเก็บค่าภาคหลวง  มาเป็นรูปของภาษีแทน แต่เป็นภาษีที่จัดเก็บ2ชั้น  โดยหลังจากที่ผู้รับสัมปทานสำรวจพบปิโตรเลียมและมีการผลิตปิโตรเลียมแล้ว  ผู้รับสัมปทานสามารถที่จะนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการสำรวจและผลิตมาหักออกจากรายได้จากการขายปิโตรเลียมได้ทั้งหมด แต่เมื่อเหลือกำไร รัฐบาลนอร์เวย์ จะจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา24% และภาษีพิเศษหรือSpecial Tax  ที่ออกแบบสำหรับกิจการปิโตรเลียมโดยเฉพาะ อีก 54%    เปรียบเทียบกับระบบสัมปทานของไทยที่มีการจัดเก็บค่าภาคหลวงก่อน ในอัตรา 5-15% เมื่อเริ่มมีการผลิต โดยไม่สนว่าผู้รับสัมปทานรายนั้นจะได้กำไรหรือขาดทุน  และหลังจากที่ผู้รับสัมปทานนำหักค่าใช้จ่ายจากการสำรวจและขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจนมีกำไรแล้ว รัฐก็จะจัดเก็บภาษีปิโตรเลียมในอัตรา50%   

ระบบสัมปทานของนอร์เวย์ ดูเหมือนจะมีการจัดเก็บภาษีที่สูงกว่าระบบสัมปทานของไทย แต่นั่นเป็นการเก็บภาษีจากกำไร โดยเมื่อเปรียบเทียบตั้งแต่ต้นทางจากการผลิตถึงการจำหน่ายมีรายได้และกำไรแล้ว ระบบสัมปทานของไทย รัฐจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ประมาณ70% เอกชนผู้รับสัมปทานได้30% ในขณะที่นอร์เวย์ รัฐได้ผลประโยชน์โดยเฉลี่ยประมาณ40%

ข้อแตกต่างอีกประการภายใต้ระบบสัมปทานระหว่างไทยกับนอร์เวย์ คือในการตัดเลือกเอกชนผู้รับสัมปทาน ของนอร์เวย์จะใช้วิธีเจรจาเพื่อหาเอกชนที่มีเทคโนโลยี มีประสบการณ์ มีแผนงานการสำรวจที่ดี และมั่นใจว่าจะเป็นบริษัทที่ทุ่มเทให้กับการสำรวจจนพลและนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ในขณะที่ไทย การคัดเลือกเอกชนโดยวิธีการประมูลว่าเอกชนรายใดจะ เสนอแผนงานการสำรวจที่เชื่อว่าจะมีโอกาสพบปิโตรเลียมได้มากที่สุด รวมทั้งเสนอแผนเงินคือผลประโยชน์ตอบแทนให้กับรัฐมากที่สุด ประกอบการพิจารณาและให้คะแนน  โดยเอกชนที่ได้คะแนนสูงสุดก็จะได้รับสัมปทานไป

ปัจจุบันภาครัฐของนอร์เวย์ มีรายได้จากผลประโยชน์ปิโตรเลียมจาก3 ทาง คือ1การจัดเก็บภาษีจากผู้รับสัมปทาน 2.จากเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทStatoil  ที่หน่วยงานรัฐของนอร์เวย์ถือหุ้นใหญ่ และ3.การกำไรที่รัฐเข้าไปลงทุนร่วมกับผู้รับสัมปทานในแหล่งปิโตรเลียม คือPetoro ที่รัฐ ถือหุ้น100  ซึ่งผลประโยชน์จากปิโตรเลียมดังกล่าวทำให้นอร์เวย์กลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งและมีการจัดสวัสดิการด้านต่างๆให้กับประชาชน ได้ดีที่สุดในอันดับต้นๆของโลก

“จากการหารือกับปลัดกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงาน นอร์เวย์ยังยืนยันที่จะใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการผลประโยชน์จากแหล่งปิโตรเลียมของนอร์เวย์ต่อไป แต่มีเงื่อนไขที่จูงใจนักลงทุนมากขึ้น เพราะเขาให้ความสำคัญกับการสำรวจแล้วพบปิโตรเลียม ซึ่งรัฐก็จะได้ผลประโยชน์ตามเอกชนไปด้วย   อย่างไรก็ตามโมเดลของนอร์เวย์จะต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์ดูว่า มีส่วนใด ที่น่าจะนำมาปรับใช้กับกรณีของประเทศไทยได้  โดยเฉพาะการจัดตั้งNOC ในรูปแบบเฉพาะที่เกี่ยวกับกับการลงทุนเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่การลงไปเป็นโอเปอเรเตอร์เอง อย่างPetoto  ที่ไทยยังไม่มีหน่วยงานในรูปแบบนี้ ก็เป็นโมเดลที่น่าสนใจ “ พลเอกอนันตพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม พลเอกอนันตพร กล่าวว่า แนวคิดการตั้งหน่วยงานในรูปแบบเดียวกับกับPetoto ที่มีรัฐถือหุ้น100% เพื่อเข้าไปร่วมลงทุนในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทย   นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินในการลงทุน ซึ่งถ้าคิดจะตั้งก็ต้องชี้แจงให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบให้ได้  ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานจัดส่งค่าภาคหลวงที่จัดเก็บได้ให้กับกระทรวงการคลังปีละประมาณ2แสนล้านบาท  โดยในแนวคิดอาจจะกันเงินส่วนนี้ มาใช้สำหรับการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเห็นว่ามีศักยภาพสูง มีความเสี่ยงต่ำ ก็ได้

สำหรับการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่จะหมดอายุในปี2565และ2566 ทั้งเอราวัณ และบงกช นั้น  ส่วนใหญ่น่าจะใช้ระบบสัมปทาน แต่จะมีบางแหล่งที่คิดว่าจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งกฎหมายปิโตรเลียมที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมก็รองรับ

พลเอกอนันตพร กล่าวสรุปในตอนท้ายด้วยว่า ว่าการที่กิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของนอร์เวย์ ซึ่งกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกรายใหญ่อันดับสองของโลก ผลิตน้ำมันดิบวันละเกือบ2ล้านบาร์เรล สร้างรายได้และความมั่งคั่งให้กับนอร์เวย์  จนนำมาใช้พัฒนาประเทศจัดสวัสดิการด้านต่างๆให้กับประชาชน   นั้นมาจากการเลือกใช้ระบบสัมปทาน และจากการที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นในรัฐบาล

  

รัฐมนตรีพลังงานของไทยหารือร่วมกับ Ms.Elisabeth Berge ปลัดกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงานของนอร์เวย์  

แหล่งสัมปทานปิโตรเลียมนอกชายฝั่งของนอร์เวย์