ค้นหาด้วย ' Lpg ' ทั้งหมด 9 รายการ
กฟผ.ย้ำความจำเป็นต้องเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา

กฟผ. เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ควบคู่การพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อไม่ให้ ประเทศต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่มีราคาแพงในสัดส่วนที่มากเกินไป 

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินงานของคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อหาข้อสรุปนำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อสั่งการต่อไป สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเทพา เป็นไปตามแผนงาน อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งทั้ง 2 โครงการ มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ และของประเทศ

“โรงไฟฟ้ากระบี่และเทพา มีความจำเป็นต่อการพัฒนาพลังงานในภาคใต้ ที่ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นทุกปี และหากประเทศยังมีการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากดังเช่นปัจจุบัน หรือไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา จะต้องเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนสูงขึ้น”

สำหรับกรณีที่ชุมชนทับสะแกเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่นั้น  ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวยืนยันว่า กฟผ. ไม่เคยมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะเรามีพันธะสัญญาที่ให้ไว้กับชุมชนในปี 2550 ว่า กฟผ. จะไม่พัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแก แต่ถ้าในอนาคตชุมชนในพื้นที่ต้องการให้มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จริง ก็จะต้องเป็นนโยบายของกระทรวงพลังงาน  โดย กฟผ. พร้อมจะดำเนินการตามนโยบายและความต้องการของชุมชน ทั้งในเรื่องของการพัฒนาโรงไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยีที่สะอาดที่สุดในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญไปพร้อมๆ กัน

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาพลังงานทดแทนในปัจจุบันว่า ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่มีความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า (Non-firm)  กฟผ. ต้องเตรียมโรงไฟฟ้าหลักรองรับในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งเป็นภาระส่วนเพิ่มที่ผู้ลงทุนพลังงานทดแทนไม่ต้องจ่าย แต่ถูกผลักเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่ม อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็เป็นนโยบายที่ภาครัฐมีเป้าหมายต้องการให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ดังนั้นในส่วนของ กฟผ. ที่จะเสนอกระทรวงพลังงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจำนวน 1,500 - 2,000 เมกะวัตต์ จึงจะเน้นโรงไฟฟ้าชีวมวลประเภทที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง (Firm) ซึ่งนอกจากจะเป็นโรงไฟฟ้าหลักแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป มิเช่นนั้นอาจทำให้ประสบวิกฤตราคาค่าไฟฟ้าได้ เช่น ในยุโรปหลายประเทศที่มีค่าไฟฟ้าแพง อาทิ เยอรมนี และเดนมาร์ก

รัฐมนตรีพลังงานมอบSHE Awardให้11บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบรางวัลโครงการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม สำหรับสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมดีเด่น (SHE Award) ประจำปี 2559  กับ11 บริษัท หวังสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการมุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านอาชีว-อนามัยและสิ่งแวดล้อมในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่14 กันยายน 2559 ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม C โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ  พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลโครงการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม สำหรับสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมดีเด่น (SHE Award) ประจำปี 2559 ซึ่งจัดโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

โดย 11 บริษัทที่ได้รับการพิจารณามอบรางวัลให้ครั้งนี้  แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับยอดเยี่ยม ระดับดีเด่น และระดับดี โดยที่ระดับยอดเยี่ยมจะต้องมีระดับคะแนน 90% ขึ้นไป  ระดับดีเด่นจะต้องมีระดับคะแนน 80% ขึ้นไป และระดับดีจะต้องมีระดับคะแนน 70% ขึ้นไป โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้
รางวัลระดับยอดเยี่ยม
1. บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด​​แหล่ง S1
2. บริษัท สยามโมเอโกะ จำกัด​​แหล่ง บูรพา เอ
3. บริษัท เอ็กซอนโมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ โพรดักชั่น โคราช อิงค์​แหล่ง น้ำพอง
4. บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด​​แหล่ง สินภูฮ่อม
5. บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด​พื้นที่ผลิตบ่อรังเหนือ
6. บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด​แหล่ง ฟูนาน
7. บริษัท โอเฟียร์ ไทยแลนด์ (บัวหลวง) ลิมิเต็ด​แหล่ง บัวหลวง
8. บริษัท เอ็มพี จี11 (ประเทศไทย) จำกัด​แหล่ง นงเยาว์
9. บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)​แหล่ง บงกชใต้
รางวัลระดับดีเด่น
1. บริษัท แพนโอเรียนท์ เอ็นเนอร์ยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด​พื้นที่ผลิต L53A
รางวัลระดับดี
1. บริษัท ซิโน-ยู.เอส.ปิโตรเลียม อิงค์​แหล่ง ผลิตบึงหญ้า1

​พลเอก อนันตพร กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม สำหรับสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมดีเด่น หรือ SHE Award  โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน จัดทำขึ้นเพื่อกระตุ้นและเสริมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการมุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านอาชีว-อนามัยและสิ่งแวดล้อมในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมเชิงป้องกัน
​การดำเนินโครงการใช้ระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ปี (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 – กันยายน 2559)โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาหลักเกณฑ์การประเมิน การตรวจประเมินอย่างจริงจัง และเข้มงวด โดยได้พิจารณาข้อมูลจากทั้งรูปแบบเอกสารและหลักฐานเชิงประจักษ์ในสถานประกอบการจริงตามมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งผ่านการคัดกรองโดย นักวิชาการกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้ตรวจประเมินระดับอาชีพ และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นางพรศรี ครอบบัวบาน อดีตผู้อำนวยการกลุ่มวิศวกรรมความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ ชีวรุ่งโรจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม  คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนาวาเอกนเรศ วงศ์ตระกูล ผู้เชี่ยวชาญประจำกรมข่าวทหารเรือ กรมยุทธการทหารเรือ กองทัพเรือ
​ ​“กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ขอยืนยันว่า บริษัทผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมทุกบริษัทต้องดำเนินการตามมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องทุกประการ แต่การจัดโครงการครั้งนี้ กระทรวงพลังงานหวังว่าจะเป็นแรงจูงใจ และมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมเต็มใจ มุ่งมั่นสร้างมาตรฐานสูงสุดในการบริหารจัดการ  ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ในสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมในประเทศไทย ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมสร้างความเข้มแข็งทางด้านภาพลักษณ์ที่ดีแก่วงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าว

ปตท.ลงทุน 9,900ล้านขยายถังและท่าเรือรองรับ LPG เพิ่ม

ปตท.ลงทุน 9,900 ล้าน ขยายถังและท่าเรือรองรับ LPG เพิ่ม พร้อมเจรจาการรถไฟจัดซื้อหัวจักรเฟสแรก4,000ล้านบาทขนส่ง LPG ด้วยระบบรางจากเขาบ่อยาถึงลำปางให้เสร็จใน 1-2 ปี ด้านกระทรวงพลังงานกำหนดเงื่อนไขวางหลักประกันและบทลงโทษกรณีผู้นำเข้าLPGไม่ทำตามสัญญา

        นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เปิดเผยภายหลังนำคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)เยี่ยมชมคลังก๊าซ LPG บ้านโรงโป๊ะและเขาบ่อยา จ.ชลบุรีว่า ปตท.อยู่ระหว่างการลงทุนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน LPG เฟส 1 หรือ LIFE Project ที่คลังก๊าซเขาบ่อยา ใช้เงินลงทุนรวม 9,900 ล้านบาท ประกอบด้วยการลงทุนสร้างถังเก็บ LPG จำนวน 2 ใบ ขนาดความจุใบละ 2.5หมื่นตัน รวมทั้งขยายท่าเรือที่รองรับ LPG จากเดิม 1.2 แสนตัน เป็น 2.5 แสนตัน ซึ่งโครงการนี้จะแล้วเสร็จในเดือนเม.ย. และเริ่มจ่ายก๊าซฯได้ในเดือน พ.ค. นี้

        นอกจากนี้ ปตท.ยังปรับปรุงการขนส่ง LPG ระบบราง ที่ปัจจุบันใช้ขนส่งก๊าซ LPG ไปยังภาคเหนือ จ.นครสรรค์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น โดยจะมีแผนจัดซื้อหัวรถจักร เฟสแรก 10 หัว มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท มาใช้แทนหัวจักรเดิมที่ชำรุด เพื่อให้สามารถกลับมาขนส่ง LPG ระบบรางไปยังจังหวัดลำปางได้ตามเดิม

       อย่างไรก็ตามขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างเจรจากับการรถไฟ เพื่อจัดซื้อหัวรถจักร เนื่องจากปตท. เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่รัฐกำหนดให้ลงทุนเอง แต่การรถไฟจะส่งพนักงานทำหน้าที่ขับรถไฟตามระเบียบ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้  

       พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โครงการ LIEE Project ดังกล่าวจะช่วยให้สามารถขนส่ง LPG ทางรถไฟได้ปริมาณมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนลดลง 50% เมื่อเทียบกับการขนส่ง LPG ทางรถยนต์ และลดอุบัติเหตุทางท้องถนน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะหารือกับกระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งรัดการซื้อหัวรถจักรหลังโครงการล่าช้ามานาน โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนใน 1-2 ปี 

      ส่วนการเปิดเสรี LPG นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างแผนระยะที่ 2 คือ เปิดให้มีผู้นำเข้า LPG รายที่ 2 ทดลองนำเข้า LPGเพื่อความมั่นคงในการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถนำเข้าได้ก็จะเป็นภาระของปตท.ที่ต้องนำเข้า LPG มาชดเชย เพราะที่ผ่านมามีการทดลองนำเข้า LPG จากผู้ประกอบการรายอื่นเพียง 2,000 ตันต่อเดือน แต่หากเกิดการนำเข้าระดับหมื่นตันจะต้องมีมาตรการรองรับและบทลงโทษผู้นำเข้าที่ไม่สามารถนำเข้าได้ตามกำหนดที่แจ้งภาครัฐไว้

       นอกจากนี้กรณีที่ราคาน้ำมันปรับลดลงส่งผลให้ยอดใช้LPGในประเทศปรับลดลงตาม และทำให้การนำเข้า  LPG เหลือลงเหลือ 4หมื่นตันต่อเดือน จากปีที่แล้วนำเข้า 1.6 แสนตันต่อเดือน และอดีตเคยนำเข้าสูงถึง 1.8 แสนตันต่อเดือน ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ภาครัฐได้อนุมัติให้ ปตท.ขยายคลัง LPGเขาบ่อยา ทำให้เหลือพื้นที่รองรับ LPG ดังนั้น ปตท.จึงเตรียมขออนุญาตกรมธุรกิจพลังงานนำเข้า LPG เพื่อส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน 

      นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การส่งออก LPG ตามกฎหมายสามารถทำได้ แต่ปตท.จะต้องแจ้งปริมาณและลูกค้าที่สั่งซื้อให้ชัดเจน ส่วนการเปิดเสรี LPGระนะที่ 2 ที่มีปัญหาผู้นำเข้ารายที่ 2 อาจไม่ทำตามสัญญานำเข้า LPG ที่แจ้งไว้ 2,000 ตันต่อเดือน กระทรวงพลังงานอาจต้องกำหนดเงื่อนไขการวางหลักประกันและบทลงโทษที่ชัดเจนต่อไป

ครม.เห็นชอบ กรศิษฏ์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่มีผล13มิ.ย.

ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้งกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ มีผล 13มิ.ย.เป็นต้นไปรับค่าตอบแทนคงที่650,000ต่อเดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน เมื่อวันที่14 มิ.ย.2559  ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอ แต่งตั้งให้นายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์ เป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)คนใหม่  แทนนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่13มิ.ย. เป็นต้นไปเพื่อให้การบริหารงานกฟผ.เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ  พร้อมทั้งเห็นชอบค่าตอบแทนคงที่ในอัตราเดือนละ650,000บาท  ซึ่งระหว่างอายุสัญญาผู้ว่าจ้างจะปรับขึ้นค่าตอบแทนให้ในวันที่1ม.ค.ของทุกปี ในอัตราไม่เกินร้อยละ10 ของค่าตอบแทนที่ได้รับ โดยให้ขึ้นกับหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินของคณะกรรมการผู้ว่าจ้าง  โดยให้ปรับขึ้นค่าตอบแทนครั้งแรกในวันที่1ม.ค.2560 นี้

นอกจากนี้ นายกรศิษฏ์ ยังจะได้รับค่าตอบแทนพิเศษประจำปี ซึ่งจ่ายตามระยะเวลาเดียวกับการปรับค่าตอบแทนคงที่ ตามผลประกอบการของผู้ว่าจ้าง และผลการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของคณะกรรมการ ของผู้ว่าจ้างกำหนดในอัตราไม่เกินกว่าร้อยละ30 ของค่าตอบแทนรวมในแต่ละปี

ทั้งนี้ นายกรศิษฏ์ ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการกฟผ.ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน  ซึ่งประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่18พ.ค.2559  จากที่มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหารวมทั้งหมด 5คน

กฟผ.รับคำสั่งนายกรัฐมนตรีชะลอโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

กฟผ. พร้อมชะลอการดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี จนกว่าชุมชนแสดงความต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าอย่างชัดเจน แต่หวั่นหากไม่มีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ หากเศรษฐกิจฟื้นตัวจะกระทบความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. พร้อมน้อมรับคำสั่งท่านนายกรัฐมนตรีให้ชะลอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยที่ผ่านมา กฟผ. ได้มีการถอนคณะทำงาน ออกจากพื้นที่แล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งการชะลอการก่อสร้างดังกล่าวจะส่งผลให้ระบบไฟฟ้าพื้นที่ภาคใต้ขาดความมั่นคง ทั้งนี้ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กฟผ. ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ประมาณวันละ 200 – 300 เมกะวัตต์ และหากโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในภาคใต้จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงหรือมีการหยุดส่งจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา เหมือนที่ผ่านมา กฟผ. จะต้องส่งไฟฟ้าไปช่วยเพิ่มมากถึง 600 – 700 เมกะวัตต์   

 ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า สถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5-6 ต่อปี หรือประมาณปีละ 150 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ในระยะเวลา 6 ปี ข้อเท็จจริงคือ ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยและทั่วโลกต่างประสบปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือ หากสภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น เชื่อว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จะเพิ่มไปมากกว่านี้อีก หากสร้างโรงไฟฟ้าไม่ทัน จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้ตามมา รวมทั้งในส่วนของความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ยังจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพราะมีความมั่นคง สำหรับพลังงานทดแทนสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานเสริมได้ ทั้งนี้จะมีปริมาณเท่าไหร่ขึ้นกับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศว่า ประชาชนสามารถรับภาระได้อย่างไรและความสามารถในการแข่งขันของประเทศมีความพร้อมอย่างไร ทั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันพลังงานทดแทนยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะช่วยเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้

“เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลมีการชะลอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ แต่ไม่ได้ระงับ โดยขอให้ทำข้อสรุปว่าประชาชนในพื้นที่ต้องการอะไร หากบอกอะไรมาแล้วให้ทำตามทุกอย่างคงไม่ใช่ เพราะรัฐบาลต้องทำตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ประกอบกับความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ด้วย ดังนั้นคงเป็นเรื่องที่ต้องรอฟังเสียงส่วนใหญ่ของชุมชนที่ต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่าต้องการให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่หรือไม่ ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้ กฟผ. จะศึกษาเรื่องโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ไปด้วย ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าถ่านหิน และในอนาคตจะส่งผลให้ภาพรวมค่าไฟฟ้าทั้งประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวในตอนท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทางว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ระบุถึงแผนงานของกฟผ.ว่า หากนายกรัฐมนตรีมีความเห็นให้กฟผ.เดินหน้าโครงการภายในเดือนธ.ค.2559 นี้ กฟผ.คาดว่าจะนำเสนอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงให้เป็นไปตามข้อสรุปของคณะกรรมการไตรภาคี ส่งให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.) ให้ความเห็นชอบภายในเดือน พ.ค.2560

จากนั้นก็จะส่งเรื่องให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) พิจารณาให้ความเห็น  และเมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นชอบโครงการ ในเดือนม.ค.2561 และคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการในเดือนมี.ค.2561  ก็คาดว่าขั้นตอนการก่อสร้างจะใช้ระยะเวลาประมาณ4ปี  และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD)ในเดือน ก.ค.2565  ซึ่งล่าช้าไปจากกำหนดเดิมที่ระบุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP2015 ที่กำหนดCOD ไว้เดือน มี.ค.2562  ประมาณ3 ปี  

ทั้งนี้เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งให้ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ออกไปก่อน  ก็ชัดเจนว่า กำหนดการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ก็จะต้องเลื่อนไปจากเดือนก.ค.2565 อย่างไม่มีกำหนด

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงความล่าช้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ซึ่งไม่เป็นไปตามแผน จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ช่วงปี2562 และ2563ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่ากำลังการผลิตติดตั้งที่มีอยู่ในพื้นที่ และหากโรงไฟฟ้าโรงหลักในพื้นที่ต้องหยุดซ่อมบำรุง จะทำให้ไฟฟ้าที่ส่งจากภาคกลางผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูง500เควี ลงไปช่วยภาคใต้ จะมีปริมาณไม่เพียงพอ  โดยกระทรวงพลังงานเตรียมหารือหาแนวทางที่จะลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดลง ในช่วงปีดังกล่าว 

ปตท.เตรียม30ล้านบาทช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ปตท. เตรียม30ล้านบาทช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ผ่านช่องทางต่างๆ  ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน  คลังปิโตรเลียม โรงแยกก๊าซฯ และเครือข่ายดีลเลอร์ปั๊มปตท.

 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. ได้จัดเตรียมงบประมาณวงเงิน 30,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน สำหรับบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ในครั้งนี้  โดยเมื่อวันที่10 ม.ค.2559  ปตท. ได้จัดพิธีส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ โดยมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี มอบถุง  ยังชีพจำนวน 2,000 ถุง เพื่อส่งไปยังคลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานี สำหรับแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัย โดย ปตท.ตั้งเป้าบริจาคถุงยังชีพทั้งสิ้น 10,000 ถุง มูลค่ารวม 5,500,000 บาท อีกทั้งยังได้บริจาคน้ำดื่มจำนวน 150,000 ขวด มูลค่ารวม 1,000,000 บาท นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะซื้อข้าวจากชาวนาจำนวน 100 ตัน ส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ต้องการ

การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ภาคใต้ครั้งนี้  หน่วยงานของ ปตท. ในพื้นที่ประสบภัย ได้แก่ คลังปิโตรเลียม โรงแยกก๊าซฯ จะเป็นศูนย์กระจายความช่วยเหลือ เร่งบรรจุและมอบถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อน  รวมทั้งชักชวนผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์)  สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ให้ที่พักชั่วคราว รับบริจาคสิ่งของ จัดเตรียมน้ำดื่ม ข้าวกล่อง ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง เป้าหมาย 100 สถานี ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้ง กลุ่ม PTT Group Seal ยังได้ร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราช   

นายเทวินทร์ กล่าวว่า  เมื่อทราบข่าวการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ผู้บริหารและพนักงานบริษัท ปตท. ที่ปฏิบัติงาน ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดีรังสิต ได้ร่วมเป็นจิตอาสาในนามชมรม “พลังไทยใจอาสา” บริจาคเงินส่วนตัว ร่วมบรรจุถุงยังชีพ เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการเร่งด่วน โดยทยอยส่งมอบถุงยังชีพมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์อุทกภัย

โดยปตท. ยังดูแลการจัดส่งน้ำมันและก๊าซแอลพีจีให้กับภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ขาดแคลนในยามวิกฤติ ให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีความเข้มแข็ง สามารถเดินหน้าพัฒนางานต่อไปได้  ทั้งนี้ที่ผ่านมา ปตท. ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศในเหตุการณ์ภัยแล้ง อุทกภัย วาตภัย ภัยหนาวและภัยพิบัติต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา ปตท. ได้ช่วยเหลือภัยพิบัติต่างๆ มูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน-Energy News Center รายงานว่า ในส่วนของความช่วยเหลือจากการสมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมันพลังไทย (PTT Dealer Association) นั้น  ส่วนหนึ่งได้จัดส่งอาหารแห้งมายังห้องประชุมโรงแรมจิงโจ้ อ.หลังสวน  จ.ชุมพร  เป็นข้าวสารจำนวน1,500ถุง   บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป5,000ห่อ,น้ำดื่ม1.5ลิตรจำนวน 3,000ขวด_กำลังทยอยมา ,ปลากระป๋องจำนวน 10,000กระป๋อง   ซึ่งจะมีการเริ่ม แจกถุงยังชีพในวันที่ 12-13 ม.ค.2560  โดยช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 9.00น ของวันที่12ม.ค. จะแจกชุมชนท่ามะพลา,ชุมชนขันเงิน,ชุมชนวัดสุวรรณคีรี
ช่วงบ่ายจะแจกที่ชุมชนวังตะกอ,สามแยกวังตะกอ,รอบโรงพยาบาลหลังสวน   ส่วนวันที่13ม.ค.  ช่วงเช้าจะแจก อ.พะโต๊ะทั้งอำเภอ และช่วงบ่ายจะแจกที่ อบต.วังใหม่ 

ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความช่วยเหลือจากกลุ่มปตท.ที่ลงไปถึงมือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย ผ่านกลไก ดีลเลอร์สถานีบริการปตท.

ไม่วางใจอากาศร้อน สนพ.ยังเดินหน้ารณรงค์แคมเปญ4ป.ลดพีคไฟฟ้า

ไม่วางใจอากาศร้อน  สนพ.ยังเดินหน้ารณรงค์แคมเปญ4ป.ลดพีคไฟฟ้า

ยังคงต้องลุ้นกันต่อไปจนกว่าจะพ้นช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งน่าจะหมดช่วงฤดูร้อนของปี2560 นี้ ว่าประเทศไทยจะรอดพ้นสถานการณ์ ที่จะเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือพีคไฟฟ้า  ไปได้หรือไม่ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนแตะรับดับ 37-40 องศาเซลเซียส อยู่ในขณะนี้  ซึ่งก็ยังถือว่าโชคยังดี ที่มีมรสุมฤดูร้อน มาช่วยลดระดับอุณหภูมิ ลงไปได้บ้าง

 โดยเมื่อหันกลับไปมองสถิติในปีที่แล้ว นั้น  พบว่าเมื่อปี 2559 เกิดพีคไฟฟ้าขึ้นถึง 7 ครั้ง ซึ่งครั้งที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น เกิดขึ้นในตอนกลางวัน เมื่อเวลา 14.12 น. ของวันที่ 11 พ.ค. 2559 ที่อุณหภูมิ 36.4 องศาเซลเซียส โดยมียอดความต้องการใช้แตะที่ระดับ 30,972.73 เมกะวัตต์

สำหรับในปี2560 นี้ ทางกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)คาดการณ์ว่าอาจจะเกิดพีคไฟฟ้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ที่ระดับ 32,059 เมกะวัตต์  หรือซึ่งมากกว่า พีคไฟฟ้าของปี2559 ถึงจำนวน 1,086 เมกะวัตต์​ ที่อุณหภูมิระหว่าง 37-40 องศาเซลเซียส   โดยปัจจัยของอุณหภูมิ นับว่ามีส่วนสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าของคนไทยมาก  คือทุกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะทำให้ยอดใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณถึง 400 เมกะวัตต์

โดยกระทรวงพลังงาน ขีดเส้นเอาไว้ว่า ถ้ายอดการใช้ไฟฟ้าแตะระดับ 28,000 เมกะวัตต์เมื่อไหร่  ให้ถือเป็นจุดเฝ้าระวังที่สำคัญ เพราะมีโอกาสที่จะเกิดพีคไฟฟ้าได้  ซึ่งเมื่อวันที่ 24-25 เม.ย. 2560ที่ผ่านมา ยอดใช้ไฟฟ้าก็ขึ้นไปแตะระดับ 28,000 เมกะวัตต์ไปเรียบร้อยแล้ว อยู่ที่ประมาณ 28,404 เมกะวัตต์  เพราะมีปัจจัยเรื่องของความร้อนสะสม ที่พระอาทิตย์ตั้งฉากกับประเทศไทยมากที่สุด  แต่โชคดีที่บางจังหวัดเกิด พายุฤดูร้อน ที่ทำให้เกิดฝนตกมาช่วย แต่นั่นก็นับเป็นจุดเสี่ยงที่กระทรวงพลังงานต้องเฝ้าจับตากันอย่างใกล้ชิด 

อย่างไรก็ตามพีคไฟฟ้า ครั้งใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี2560 ที่ระดับ 32,059 เมกะวัตต์ นั้น ทั้งกระทรวงพลังงานและกฟผ. ยังคงมั่นใจจะรองรับสถานการณ์ได้ เพราะยังมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ในระบบอยู่ประมาณ 34,000-35,000 เมกะวัตต์

ที่ผ่านมา นายเริงชัย คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็ออกมาสร้างความมั่นใจว่า กฟผ.ได้ทำหนังสือถึงบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เพื่อให้จัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า(LNG)  สำหรับผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับพีคไฟฟ้าช่วงปลายเดือนเม.ย.-พ.ค. 2560 นี้แล้ว กรณีเกิดความร้อนสะสมหลังผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ ที่ประชาชนกลับมาทำงานตามปกติ และมี อุณหภูมิที่สูงเฉลี่ย 40 องศาเซลเซียส  โดย กฟผ.ได้ขอให้ ปตท.จัดส่งก๊าซ LNG เพิ่มอีก 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปกติ ปตท.จัดส่งให้ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทำให้หน้าร้อนนี้ โรงไฟฟ้าของกฟผ.จะได้รับก๊าซ LNG อยู่ที่ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

การเฝ้าระวังพีคไฟฟ้าในปี 2560 นี้ แบ่งออกเป็น คือช่วง 3 เดือนสำคัญ คือช่วงแรกใน เดือนปลายเดือนมี.ค.ถึงต้นเดือน เม.ย. ที่มีกรณีการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งของเมียนมา  แต่ก็ถือว่าผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้  เพราะเกิดฝนตกต่อเนื่องตลอดช่วงของการหยุดจ่ายก๊าซที่ทำให้อุณหภูมิ ไม่ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนช่วงที่สอง ในเดือนเม.ย. 2560  ก็รอดพ้นการเกิดพีคไฟฟ้ามาได้ เพราะมีเทศกาลสงกรานต์เข้ามาช่วย โดยการที่ประชาชนหยุดงานและ เดินทางไปพักผ่อนจำนวนมาก ทำให้การยอดการใช้ไฟฟ้าลดลงไปด้วย   และช่วงที่สามคือช่วงหลังสงกรานต์ไปจนถึงวันที่15 พ.ค. ที่คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ย ที่40องศาเซลเซียส  แล้วประชาชนกลับมาทำงานตามปกติ ​    

นายทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน  กล่าวว่ากระทรวงพลังงาน ยังมีความจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้า ที่ช่วงที่คาดว่าจะเกิดพีคไฟฟ้า อย่างต่อเนื่อง ด้วย มาตรการ 4 ป.(  ปิด-ปรับ-ปลด-เปลี่ยน)  ที่ประชาชนสามารถที่จะมีส่วนร่วมได้ด้วยตัวเอง  ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 15 พ.ค.  คือ ปิดไฟ ดวงที่ไม่จำเป็น ปรับแอร์ เพิ่ม 1องศาเซลเซียส ประหยัด 10% และปรับจาก Cool Mode เป็น Fan Mode  ปลดปลั๊ก เมื่อเลิกใช้  เปลี่ยนอุปกรณ์เบอร์ 5 และ เปลี่ยนเวลาใช้ไฟ 2 ช่วง คือหลีกเลี่ยงช่วงเวลา 13.00-15.00 น. และ 19.00-21.00 น. เพียงเท่านี้ ก็สามารถช่วยลดพีคไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นกับประเทศได้ 

การเกิคพีคไฟฟ้า นั้น ในภาพรวมแล้วถือว่าไม่เป็นผลดีต่อผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะทำให้กฟผ.ต้องสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูง เช่นโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำมันเตา หรือโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ  เพื่อรองรับพีคไฟฟ้า  โดยภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจะไปสะท้อนให้เห็นในค่าเอฟที ที่รวมอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บกับประชาชน  อีกทั้งยังทำให้กระทรวงพลังงานต้องวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าเผื่อเอาไว้ในอนาคตมากขึ้นด้วย  เพราะไม่สามารถยอมให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในวงกว้าง ที่สร้างความเสียหายต่อระบบระบบเศรษฐกิจ ของประเทศได้

การที่ประชาชนช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อน ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองด้วยมาตรการ4ป. จึงเป็นการช่วยลดทั้งภาระค่าไฟฟ้าของตัวเองแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วย

 

กบง.ควักเงินกองทุน440ล้านบาทต่อเดือนตรึงราคาก๊าซLPGเดือนม.ค.

กบง.ควักเงินกองทุนชดเชยราคาก๊าซLPG กิโลกรัมละ4.6959 บาทหรือประมาณ  440ล้านบาทต่อเดือน เพื่อตรึงราคาขายปลีก เดือนมกราคม 2560 ไว้ที่ 20.29 บาทต่อกก.  พร้อมเห็นชอบเปิดเสรีก๊าซLPG ระยะที่1เริ่มเดือนม.ค.นี้ เน้นเปิดเสรีเฉพาะส่วนการนำเข้า แต่ยังคงควบคุมราคาโรงกลั่นน้ำมันและราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ  โดยเปลี่ยนสูตรการใช้ราคาต้นทุนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักตามปริมาณการผลิตและจัดหา (LPG Pool) มาเป็นอ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity)

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน นำแถลงข่าวถึง ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่มี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กบง. ได้มีการพิจารณา แนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ในระยะที่ 1  โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำหนดราคาก๊าซ LPG ณ โรงกลั่น ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG ของประเทศ จากเดิมที่ใช้ราคาต้นทุนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักตามปริมาณการผลิตและจัดหา (LPG Pool) มาเป็นอ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ดังนี้

- โรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงและโรงอะโรเมติกส์: ปรับหลักเกณฑ์การกำหนดราคาจาก CP-20 เหรียญสหรัฐฯ/ตันเป็น CP

- การนำเข้า: ปรับหลักเกณฑ์การกำหนดราคาจาก CP+85 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน เป็นราคา CP+X 
(X คือ ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ซึ่งประกอบด้วย ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าการสูญเสีย และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าอื่นๆ)

- โรงแยกก๊าซธรรมชาติ: ใช้หลักเกณฑ์ต้นทุนที่แท้จริง (Cost Plus) ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2559 – มกราคม 2560 ต้นทุนอยู่ที่ 13.2638 บาท/กก. ปรับตัวลดลง 0.1183 บาท/กก. จากเดิม 13.3821 บาท/กก. เนื่องมาจากราคาเนื้อก๊าซ และค่าเชื้อเพลิงในการผลิตที่ปรับตัวลดลง

- ปตท.สผ.สยาม: ใช้หลักเกณฑ์ต้นทุนที่แท้จริง (Cost Plus) ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2559 – มกราคม 2560) ต้นทุนคงที่ที่ 15.00 บาท/กก.

 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลก (CP) เดือนมกราคม 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 69 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน มาอยู่ที่ระดับ465 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนธันวาคม 2559 อ่อนค่าลงจากเดือนก่อน 0.4769 บาท/เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 35.9820 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG ปรับเพิ่มขึ้น 4.6959 บาท/กก. จาก 13.6077 บาท/กก. เป็น 18.3036 บาท/กก. ดังนั้น เพื่อไม่ให้การผันผวนของราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลก และการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG มีผลกระทบต่อราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ ที่ประชุม กบง. จึงเห็นควรให้คงราคาขายปลีกก๊าซ LPG เดือนมกราคม 2560 ไว้ที่ 20.29 บาท/กก. โดยปรับเพิ่มอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ อีก 4.6959 บาท/กก. จากเดิมกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 0.2887 บาท/กก. เป็นกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 4.9846 บาท/กก. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

ผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของก๊าซ LPG มีรายจ่ายประมาณ 440 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 มกราคม 2560 อยู่ที่ 41,069 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) ในส่วนของบัญชีก๊าซ LPG อยู่ที่ 7,361 ล้านบาท และ 2) ในส่วนของบัญชีน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 33,708 ล้านบาท

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา กบง. ได้เห็นชอบแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG โดยให้ลดการควบคุมธุรกิจการผลิตและจัดหาลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อมิให้กระทบถึงราคาขาย จนนำไปสู่การเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ทั้งระบบ โดยจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อนจะเปิดเสรีทั้งระบบ: เปิดเสรีเฉพาะส่วนการนำเข้า แต่ยังคงควบคุมราคาโรงกลั่นน้ำมันและราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โดยยกเลิกการชดเชยส่วนต่างราคาจากการนำเข้า รวมถึงยกเลิกระบบโควตาการนำเข้าของประเทศ และสามารถส่งออกเนื้อก๊าซ LPG ภายใต้การควบคุมของกรมธุรกิจพลังงาน และระยะที่ 2 เปิดเสรีทั้งระบบ: ยกเลิกการควบคุมราคาและปริมาณของทุกแหล่งผลิตและจัดหา เปิดเสรีการนำเข้าและส่งออกโดยสมบูรณ์  รวมถึงยกเลิกการประกาศราคาก๊าซ LPG ณ โรงกลั่นและราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ 

ปตท.เผย"ประดู่ป่า"ต้นไม้ทรงปลูก แปลงFPT 49 อายุครบ20ปี ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจปกป้องผืนป่า
ปตท.จัดงาน"เมล็ดพันธุ์แห่งความภักดี..ใต้ร่มพระบารมี พลิกฟื้นคืนผืนป่า  เผย"ต้นประดู่ป่า"ต้นไม้ทรงปลูกอายุครบ 20ปี เติบใหญ่ แข็งแรง และเป็นศูนย์รวมใจในการปกป้องผืนป่า 
 
งาน"เมล็ดพันธุ์แห่งความภักดี..ใต้ร่มพระบารมี พลิกฟื้นคืนผืนป่า" จัดขึ้นเมื่อวันที่17ก.ค.2560  ณ แปลงปลูกป่า FPT 49 ต.ลำนางแก้ว อ.ปักธงชัย  จ.นครราชสีมา โดยกิจกรรมสำคัญของงานในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา9.00 น.  มีการนำเสนอผลสำเร็จการฟื้นฟูป่าร่วมกับชุมชนอย่างบูรณาการและความหลากหลายทางชีวภาพ ของแปลงปลูกป่าFPT 49 โดยหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาภูหลวง  และ กิจกรรมฐานเรียนรู้"วัฏจักรธรรมชาติ"   พิธีทำบุญป่า(ต้นไม้ต้นที่100 ล้าน) เพื่อรำลึกถึงบุญคุณดิน น้ำ ป่า 
 
ในขณะที่ในช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา14.00 น. ทางแม่ทัพภาคที่2 พลโทวิชัย แชจอหอ ประธานในพิธี ทำพิธีอัญเชิญธงพระราชทาน"พิทักษ์ป่าเพื่อรักษาชีวิต"ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่9 โดยทั้งแม่ทัพภาคที่2 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) จะร่วมรับมอบกล้าไม้"ประดู่ป่า"  ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์บดินทรเทพยวรางกูร จำนวน "ร้อย๖๕กล้า"   และร่วมกันสร้างโป่งเทียมบำรุงแหล่งน้ำเพื่อสัตว์ป่า 
 
สำหรับพื้นที่แปลงปลูกป่าFPT 49 นั้นมีความสำคัญในต่อการพลิกฟื้นคืนผืนป่า และสร้างจิตสำนึกในการหวงแหนทรัพยากรป่าไม้   โดยมีต้นไม้ทรงปลูกคือ "ต้นประดู่ป่า"ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์บดินทรเทพยวรางกูร  ทรงปลูกเอาไว้ เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารและเสด็จพระราชดำเนินแทนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในหลวงรัชกาลที่9   เป็นองค์ประธานปลูกต้นไม้ต้นที่100 ล้านของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อวันที่14 กรกฎาคม 2540   ซึ่งปัจจุบันต้นประดู่ป่า ที่ทรงปลูกนั้นมีอายุครบ20ปี  จากต้นกล้าประดู่ป่าขนาดเล็ก กลายเป็นต้นประดู่ป่า ที่มีลำต้นเติบใหญ่ แข็งแรง แผ่กิ่งก้านสาขา สวยงาม ให้เห็น เป็นศูนย์รวมใจในการปกป้องผืนป่า ระหว่าง ปตท. กับชุมชนรอบพื้นที่ป่า นำมาสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในการตระหนักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ เป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดนครราชสีมา
 
แปลงปลูกป่า FPT 49 นับการพลิกฟื้นคืนผืนป่าครั้งสำคัญของ ปตท. ทำให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 26,675 ไร่ กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ จนได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าป่าเขาภูหลวง ในปัจจุบัน
 
 
 
"ต้นประดู่ป่า"ต้นไม้ทรงปลูก ครบอายุ20ปี