ค้นหาด้วย ' ESCO ' ทั้งหมด 8 รายการ
ESCO ระบุ 10 ปี ช่วยผู้ประกอบกว่า 100 โครงการลดใช้พลังงาน

ชี้มาตรฐานบริษัทจัดการพลังงานไทยสูงเทียบเท่าญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป จึงได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ เหตุได้รับการการันตีและตรวจสอบได้ชัดเจน

นายอาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย (ESCO) เปิดเผยในการสัมมนาหัวข้อ “แนวทางการสร้างประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยกลุ่มบริษัทจัดการพลังงาน” ในงานการประชุมและนิทรรศการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ว่า บริษัทจัดการพลังงานถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการส่งเสริมการประหยัดพลังงานในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมากว่า 10 ปี สามารถสนับสนุนบริษัทต่างๆ ให้เกิดการประหยัดพลังงานลงได้เป็นผลสำเร็จกว่า 100 โครงการ

โดยบริษัทจัดการพลังงานในไทยเป็นองค์กรที่มีมาตรฐานสูงมาก โดยใช้ต้นแบบจากญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรปซึ่งให้บริการทั้งทางด้านวิศวกรรม การบริหารโครงการ การหาแหล่งเงินทุน และการตรวจวัดพัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประหยัดพลังงาน เป็นต้น ดังนั้นลูกค้าที่มาใช้บริการของบริษัทจัดการพลังงานในไทยส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่พิเศษ โครงการขนาดใหญ่ที่ลูกค้าต้องการได้รับการการันตีผลงานการประหยัดพลังงาน ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆ เช่น จีน และมาเลเซีย ที่บริษัทจัดการพลังงานของประเทศดังกล่าวจะทำหลายหน้าที่แต่ไม่เข้มงวดเท่ากับไทย

“บริษัทจัดการพลังงานไทย เข้ามาช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประหยัดพลังงานได้เป็นผลสำเร็จ มีการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อใช้จัดการพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีกระบวนการตรวจวัดผลที่ชัดเจน และได้รับการการันตี ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ยาก หรือ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ส่วนโครงการเล็กๆ ง่ายๆ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการสามารถจัดการลดใช้พลังงานเองได้ ซึ่งปัจจุบันตลาดบริษัทจัดการพลังงานเติบโตขึ้นอย่างมาก และได้รับการเชื่อมันจากลูกค้ามากขึ้น เพราะเห็นผลการประหยัดพลังงานและเกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง” นายอาทิตย์ กล่าว

ชุมชนตั้งใจพัฒนาพลังงานทดแทนมีช่องทางขอทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย

ชุมชนที่มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาพลังงานทดแทนอยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย วงเงินประมาณ 100,000 - 750,000 บาท โดยส่งข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนสนับสนุนโดยตรง (Direct  Aid Program - DAP) ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 
 

รายงานข่าวจากสถานทูตออสเตรเลีย กรุงเทพฯ แจ้งว่า โครงการทุนสนับสนุนโดยตรง(DAP- Direct  Aid Program) เป็นโครงการทุนสนับสนุนขนาดเล็ก ซึ่งจัดสรรจัดสรรตามนโยบายโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลออสเตรเลีย ที่มุ่งส่งเสริมโครงการด้านการพัฒนาให้แก่ประเทศต่างๆที่อยู่ในเกณฑ์ประเทศผู้มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย

โดยทุนสนับสนุนดังกล่าว สำหรับประเทศไทยประจำปี 2559-2560 จะให้ความสำคัญแก่โครงการในด้านต่างๆดังต่อไปนี้
การรักษาสิ่งแวดล้อม(เช่นการเปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นพลังงานทดแทน)
การพัฒนาด้านสาธารณสุข(เช่นคลีนิคสาธารณสุขเคลื่อนที่สำหรับพื้นที่ห่างไกล
การสนับสนุนโรงเรียน/การศึกษา(เช่น บูรณะซ่อมแซมหรือสนับสนุนหนังสือเพิ่มเติมสำหรับห้องสมุดโรงเรียน)
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับเล็ก(เช่นก่อสร้างฝายทดน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำสะอาดที่ดื่มได้แก่หมู่บ้านในชนบท)
การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และการพัฒนาบทบาทสตรี  (เช่นสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ในชั้นเรียนแก่โรงเรียนสตรีล้วน)
การส่งเสริมให้ผู้ทุพพลภาพสามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆอย่างเท่าเทียม(เช่นก่อสร้างทางเดินรถเข็นคนพิการแก่โรงเรียนในชนบท)
การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพแก่องค์กร และส่งเสริมการพัฒนาในชนบท
การตอบสนองในการบรรเทาภัยพิบัติ(เช่นการจัดหาช่วยเหลือปัจจัยพื้นฐานสำหรับผู้ประสบอุทกภัย)

การเสริมสร้างศักยภาพในด้านการปกครอง การกระจายอำนาจ และสิทธิมนุษยชน(เช่นการป้องกันความรุนแรงแก่สตรี การจัดสัมมนาแนะแนวสิทธิในระบบกฏหมายในประเทศ )

ทั้งนี้โครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ(ODA –Official Development Assistance )  เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน  แสดงให้เห้นถึงผลลัพธ์ที่ยั่งยืน  สร้างการมีส่วนร่วมและความมุ่งมั่นของคนในชุมชน  ไม่เป้นโครงการเชิงพาณิชย์   สอดคล้องกับนโยบายความช่วยเหลือและนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลีย และสามารถดำเนินโครงการได้ในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ภายใน1ปีงบประมาณ  เป็นต้น   ซึ่งโครงการที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนในวงเงินประมาณ 100,000 - 750,000 บาท   โดยจะต้องดำเนินการและทำการรายงานสรุปผลให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 หรืออาจได้รับการพิจารณาขยายกรอบเวลาสิ้นสุดตามเหตุผลอันสมควร โดยคณะกรรมการสามารถพิจารณาให้การสนับสนุนเงินทุนภายใต้กรอบเวลาสองปี โดยจะพิจารณาเป็นกรณีไป
การส่งใบสมัครจะต้องส่งแบบระบบออนไลน์เท่านั้น สมัครได้ที่https://dap.smartygrants.com.au/BNK2016-17

แนะรัฐบาลเร่งตัดสินใจเลือกใช้ระบบสัมปทานบริหารแหล่งเอราวัณ บงกช เพื่อความต่อเนื่อง

คุรุจิต ชี้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมเหมาะสมกับไทยมากที่สุด เร่งรัฐบาลตัดสินใจ  เพื่อให้เกิดการลงทุนผลิตก๊าซต่อเนื่อง ด้าน พรายพล  มนูญ  เห็นพ้อง รัฐต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้ผลิตและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ  ระบุข้อเสนอคปพ.ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เปิดช่องการเมือง เอ็นจีโอแทรกแซง ขัดหลักธรรมาภิบาลและการค้าเสรี

ผู้สื่อข่าวรายงานถึง รายการพิเศษ “ทางออก..ก่อนวิกฤตพลังงานไทย”ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์  MCOT HD ช่อง 30 ช่วงเวลา เวลา 23.00-24.00 น. ของวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2559 โดยมีผู้ร่วมรายการคือดร.คุรุจิต นาครทรรพ
อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ,นาย มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ดำเนินรายการโดย นาย โศภณ นวรัตนาพงษ์

ดร.คุรจิต กล่าวในรายการว่า ศักยภาพด้านปิโตรเลียมของประเทศไทย มีความเหมาะสมที่จะใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการ ซึ่งมีความจูงใจให้เกิดการลงทุนมากกว่าระบบอื่นๆ โดยที่ผ่านมา  ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และเราผลิตได้เองไม่พอใช้  ต้องนำเข้าLNG เข้ามาเสริมในปี 2558 จำนวน 3 ล้านตันต่อปี  สถานการณ์ของประเทศมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะขาดแคลน ไฟฟ้า  เราไม่สามารถที่จะเปิดสัมปทานเพื่อเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาสำรวจและผลิตได้มา4 ปีแล้ว  ในขณะที่แหล่งก๊าซของเอราวัณ ของ เชฟรอน และแหล่งบงกชของปตท.สผ.จะหมดอายุในอีก6 ปีข้างหน้า แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะตัดสินใจใช้รูปแบบใด

ปัจจุบันก๊าซจากทั้งสองแหล่งมีการผลิตอยู่ประมาณ2200ลูกบาศฟุตต่อวันประเด็นสำคัญก่อนสัมปทานจะหมดอายุ คือเราต้องรักษาระดับการผลิต  ต้องเจาะหลุมผลิตเพิ่มมากทุกปีเพราะปริมาณสำรองน้อยลง หากต้องมีการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ ก็จะมีราคาแพง ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น  ธุรกิจต่อเนื่องจะได้รับผลกระทบ

ในขณะที่ ศ.ดร.พรายพล กล่าวแสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐจะเลือกใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตและระบบจ้างผลิต  โดยระบุว่า ระบบแบ่งปันผลผลิต เป็นระบบที่มีหลักคิดว่าเมื่อผลิตได้ต้องแบ่งปันกันส่วนใหญ่ใช้กับกลุ่มประเทศอาณานิคม  ส่วนระบบจ้างผลิต ก็เหมาะสำหรับประเทศที่มีปิโตรเลียมอยู่จำนวนมากเช่นตะวันออกกลาง ซึ่งไทย ไม่ได้มีปิโตรเลียมในปริมาณที่มากเช่นนั้น   รัฐต้องรีบตัดสินใจให้ผู้ผลิตมีแรงจูงใจดำเนินการต่อเนื่องโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ขาดตอน และให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงาน

เขา กล่าวว่า ตลอด40ปีที่ผ่านมานั้นระบบสัมปทาน ช่วยให้ประเทศลดพลังงานนำเข้าจาก90 เปอร์เซนต์ของการใช้เหลือเพียง57 เปอร์เซนต์   ก๊าซจากอ่าวไทยยังมีประโยชน์ต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมปิโตรเคมี   พร้อมระบุถึงข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เรื่อง บรรษัทพลังงานแห่งขาติ  ด้วยว่า มีปัญหาหลายประกา เช่นรถือกรรมสิทธิ์แทนรัฐแต่เพียงผู้เดียวทุนประเดิม10,000 ล้านบาทรัฐถือ100เปอร์เซนต์ ซึ่งขัดต่อหลักการค้าเสรี หลักธรรมาภิบาล   อีกทั้งเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการ ก็มีสัดส่วนภาคประชาสังคมจำนวนมาก เป็นการผูกขาด เปิดช่องให้การเมืองและเอ็นจีโอ  เข้าแทรกแซงได้   ส่วนที่จะตั้งเป็นกองทุนอนุรักษ์พลังงานจะทำโน่นทำนี่ จะเอาเงินมาจากไหนจึงอยากให้คปพ. ไปดูที่ประเทศเวเนซุเอลาว่าเกิดอะไรขึ้นจากการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

ด้าน นายมนูญ กล่าวถึงความสำคัญของแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ว่า  ทั้งเอราวัณและบงกช  ผลิตก๊าซปริมาณกว่า 70 เปอเซนต์ถ้ารัฐบาลไม่ตัดสินใจภายใน1 ปีนับจากนี้จะเกิดความเสี่ยงอย่างมาก จะใช้รูปแบบไหนก็ให้ชัดเจนผู้ประกอบการเดิมจะได้รู้ว่าจะลงทุนให้ชัดเจนแบบไหนอย่างไร ประเทศเราเป็นหลุมเล็กๆกระจายอยู่ต้องกระจายหลุม ต้องมีการรักษาอัตราการผลิต ด้วยการสำรวจเพิ่ม ผลิตเพิ่ม เพื่อความมั่นคงเป็นเรื่องปกติ

ส่วนที่อ้างกันถึงราคาLNG ตลาดโลกนั้นมีราคาถูกกว่าก๊าซในอ่าวไทย นั้น นายมนูญ กล่าวว่า ราคาก๊าซธรรมชาติไม่มีราคาตลาดโลก ไม่มีราคากลางเหมือนน้ำมัน  ทั้งสหรัฐอเมริกา,ยุโรป ,ญี่ปุ่น ต่างมีราคาเฉพาะตลาดของตนเอง  สหรัฐอเมริกามีเทคโนโลยีเชลล์ก๊าซทำให้ก๊าซมีจำนวนมากราคาก็ลดลง    ส่วนราคาLNGที่นำเข้ามีราคาแพงมากกว่าที่เราผลิตได้เอง   ส่วนระบบจ้างผลิตที่พูดๆกันนั้นว่าเราจะได้เยอะกว่าระบบสัมปทาน ข้อเท็จจริงคือไม่แตกต่างกันกับแบ่งปันผลผลิต ประเด็นคือเรายังไม่มีรายละเอียดเลยว่าจะจ้างแบบไหน แบบเหมาหรือแบบลงวัสดุ กลุ่มผู้รับสัมปทานเดิมเขาลงทุนเป็นแสนล้าน   อย่ามองแบบพวกโลกสวย ว่ารัฐจะได้เยอะนั้นซึ่งมันไม่ใช่

เขาฝากประเด็นทิ้งท้ายถึงรัฐบาลด้วยว่า ต้องดู3 เรื่องคือ1. ความมั่นคง 2. ต้องมีความมั่นใจกับผู้ผลิต3. ผู้ประกอบการต้องมีหลักประกันว่าถ้าไม่ผลิตได้ตามสัญญาก็ต้องหามาชดเชย  และราคาปิโตรเลียมที่ถึงมือประชาชนต้องเป็นธรรม


 

กองทุนอนุรักษ์พลังงานจับมือESCO ช่วยSMEsประหยัดพลังงาน

กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับ สมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย (ESCO) จัดทำโครงการส่งเสริมศักยภาพด้านอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ไทย ยก4ตัวอย่างผู้ประกอบการที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ  ประกอบด้วย บริษัท แซนด์แอนด์ชอยล์ อุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท ยูเนี่ยนลิงค์ จำกัด, บริษัท อุตสาหกรรมอำนวยไชย จำกัด และ บริษัท มหาจักรอุตสาหกรรม จำกัด

 นายทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) มีจำนวนเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่โตขึ้น จากการสำรวจและติดตามสถานประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ในประเทศไทย พบว่า โดยมาก SMEs ยังไม่ได้มีการดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานเท่าที่ควร เนื่องจากมีปัญหาและอุปสรรคในด้านเทคนิค บุคลากร และเงินทุน ดังนั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จึงได้ร่วมกับ สมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย (ThaiESCO) จัดทำโครงการเสริมสร้างศักยภาพด้านการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ภายใต้รูปแบบบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) เพื่อให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือในการดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานที่ต้องใช้เทคนิคขั้นสูง และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระความเสี่ยงด้านเทคนิคและด้านการเงินของผู้ประกอบการ SMEs อันที่จะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งของศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SMEs ได้อย่างยั่งยืน

 การดำเนินโครงการดังกล่าว เริ่มจากการจัดฝึกอบรมให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และ ESCO กว่า 50 สถานประกอบการ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการทำโครงการอนุรักษ์พลังงานภายในรูปแบบ ESCO จากนั้นทำการคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อเข้าดำเนินโครงการไม่น้อยกว่า 3 ราย พร้อมจัดทำรายงานการประเมินความเหมาะสม รวมถึงจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อวางแผนในการขยายผลโครงการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่ม SMEs และจัดให้มีงานสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินโครงการเพื่อสร้างความเข้าใจการพัฒนาต่อยอดโครงการฯ และสุดท้าย ESCO จะเข้าไปให้คำปรึกษาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ

 ผลการดำเนินโครงการให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs นั้น มีผู้ประกอบการ 4 ราย ที่สามารถดำเนินการตามมาตรการประหยัดพลังงาน คือ บริษัท แซนด์แอนด์ชอยล์ อุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท ยูเนี่ยนลิงค์ จำกัด, บริษัท อุตสาหกรรมอำนวยไชย จำกัด และ บริษัท มหาจักรอุตสาหกรรม จำกัด โดยได้ดำเนินมาตรการด้านอนุรักษ์พลังงานในรูปแบบของ ESCO ได้แก่ การใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดประสิทธิภาพสูง, การลดขนาดและใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดประสิทธิภาพสูง, มาตรการจัดการการเดินเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ (Chiller) ให้เหมาะสม และมาตรการปรับปรุงระบบท่อเมนจ่ายลมระบบอากาศอัด ซึ่งมาตรการเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการลดการใช้พลังงาน และมีผลตอบแทนให้เพิ่มเติม

 นอกจากนี้ยังได้มีการจัดทำ “แผนแม่บท ESCO – SMEs master plan” เพื่อใช้ในการวางแผนขยายผลโครงการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEsภายใต้รูปแบบ ESCO โดยได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ช่วง เริ่มตั้งแต่ ปี 2559 เป็นช่วงของการเตรียมการจัดการแผนแม่บทฯ และวางแผนการขับเคลื่อนกิจกรรม หลังจากนั้นช่วงปี 2560 – 2561 เป็นช่วงการเตรียมความพร้อมและพัฒนาโครงการนำร่อง ESCO – SMEs for EERS ซึ่งจะเป็นช่วงการพัฒนารูปแบบกลไก รวมถึงพัฒนารูปแบบการทำสัญญาระหว่าง ESCO กับ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ต่อจากนั้น ปี 2561 – 2562 เข้าสู่ช่วงของการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการลงทุนผ่านรูปแบบกลไกสนับสนุนทางการเงิน “กองทุนร่วม EERS Revolving Fund” รวมถึงการดำเนินการปรับปรุงโครงการนำร่อง และช่วงสุดท้าย ปี 2564 – 2565 เป็นช่วงการติดตาม พิสูจน์ผลประหยัด ทั้งนี้ แผนแม่บทฯ ได้ตั้งเป้าหมายมุ่งให้เกิดการประหยัดพลังงานได้ 10ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) จากโครงการนำร่อง และสามารถขยายผล ESCO – SMEs for EERS เชิงพาณิชย์ให้บริการกับผู้ให้บริการด้านพลังงาน

"กิจจา"ยึดเป้าเดิม เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าRATCHให้ได้อีก7,000เมกะวัตต์ภายในปี2570

บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)  ภายใต้การบริหาร ของนายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ คนใหม่ ซึ่งเข้ามารับภารกิจสานต่อจากนายรัมย์ เหราบัตย์ ที่เกษียณอายุการทำงาน เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา ยังยึด เป้าหมาย การสร้างกำลังผลิตไฟฟ้าให้ได้อีก7,000 เมกะวัตต์ ในอีก10 ปีข้างหน้า หรือปี 2570  พร้อมเตรียมแผนการจัดหาเงินรองรับการลงทุนประมาณ 300,000 ล้านบาท และบริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาการเติบโตของรายได้ โดยมุ่งเน้นที่โรงไฟฟ้าสินทรัพย์หลัก ได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรี  โรงไฟฟ้าหงสาใน สปป. ลาว กลุ่มโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น และกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน  
    
นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในปีนี้จะยังคงยึดเป้าหมายเดิม แต่ก็ได้กำหนดเป้าหมายท้าทายเพื่อเพิ่มกำลังผลิตให้ได้อีก7,000 เมกะวัตต์ในปี 2570 ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมในปีดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 14,500 เมกะวัตต์  จากเดิมที่เคยตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตช่วง 5 ปี หรือภายในปี2566 ว่าจะ เพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ อีก3,000 เมกะวัตต์   ทั้งนี้เป้าหมายเพื่อรักษาฐานธุรกิจไฟฟ้าระยะยาวไม่ให้ต่ำกว่า 10,000 เมกะวัตต์ และเป็นผู้นำการผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศ 

โดยในแนวทางการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จะใช้รูปแบบการซื้อและควบรวมกิจการให้มากขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการพัฒนาโครงการและสามารถรับรู้เมกะวัตต์และรายได้ในทันที ส่วนการลงทุนแบบพัฒนาโครงการหรือ กรีนฟิลด์ จะมุ่งเน้นโครงการประเภทพลังงานทดแทน เพราะระยะเวลาพัฒนาโครงการสั้นเพียง 1-3 ปี ด้านเป้าหมายการลงทุนได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมตั้งแต่ ธุรกิจไฟฟ้า เชื้อเพลิง พลังงานทดแทน สาธารณูปโภค ตลอดจนธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ตอบสนองกระแสโลกในอนาคต เช่น ธุรกิจสีเขียว  ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานทดแทน เป็นต้น

สำหรับเงินลงทุน 3 แสนล้านบาท จะมาจากทุนสะสมของบริษัท 25% หรือ 75,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือเป็นเงินกู้ โดยปัจจุบันบริษัทฯมีทุนสะสมอยู่ที่ 40,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง และเอื้อต่อการระดมทุนในอนาคต 

ส่วนแผนการลงทุนในปี 2560 นี้ ยังคงเป้าหมายเดิมเพิ่มกำลังการผลิตอยู่ที่ 7,500 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 10,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 6,980 เมกะวัตต์ เป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศ 4,948.59 เมกะวัตต์​และต่างประเทศ 2,031 เมกะวัตต์ หากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Riau ในอินโดนีเซียดำเนินการลงทุนสำเร็จตามแผนจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 7,115 เมกะวัตต์ 


 “บริษัทฯ ได้ขยายเป้าหมายจากเดิมที่ต้องสร้างกำลังผลิตให้เติบโตอีกประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2566 เป็น 7,000 เมกะวัตต์ในปี 2570 เพื่อรักษาความมั่นคงของบริษัทฯในระยะยาว สำหรับแผนงานหลักที่จะต้องดำเนินการให้ก้าวหน้าต่อเนื่องในปีนี้มี 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1.การติดตามโครงการที่กำลังพัฒนาและก่อสร้างจำนวน 6 โครงการ รวม 537 เมกะวัตต์ให้แล้วเสร็จสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ตามกำหนดเวลา   2.การปรับปรุงประสิทธิภาพความเชื่อถือได้และความสามารถในการการพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าที่เป็นสินทรัพย์หลัก เพื่อให้สร้างรายได้ได้ตามประมาณการ ส่วนการลงทุนจะเร่งหาโครงการในต่างประเทศ  และ 3ปรับวิธี ประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนโครงการให้สอดคล้องกับปัจจัยและสภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศให้มากขึ้น   โดยจะนำความรู้และประสบการณ์มาเสริมการทำงานของราชบุรีโฮลดิ้งให้เข้มแข็งและนำพาบริษัทฯ ไปให้ถึงเป้าหมายให้สำเร็จ ” นายกิจจา กล่าว
 
นายกิจจา กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้  20% ของกำลังการผลิตรวม จากปัจจุบันมีอยู่ 10% ซึ่งรวมพลังงานน้ำแล้ว โดยปัจจุบันบริษัทฯสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ภาคพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร ระยะที่ 2  ที่ภาครัฐจะเปิดรับซื้อไฟฟ้า 219 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกับองค์การทหารผ่านศึกและสหกรณ์การเกษตร รวมถึงยังศึกษาการเข้าร่วมประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(Hybrid )แบบสัญญาFirm สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก หรือ SPP Hybrid Firm และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(Hybrid)แบบสัญญาFirm สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก หรือ VSPP Hybrid Firm

ส่วนความคืบหน้าโครงการลงทุนสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและชมพู คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่ออนุมัติร่างสัญญาโครงการได้ในเดือน พ.ค. 2560 นี้ รวมถึงบริษัทฯ ยังสนใจร่วมลงทุนพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าที่ภาครัฐเตรียมเปิดประมูลอีก 4-5 สาย เช่น สายสีเทา และสายสีแดง กับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) หรือ บีทีเอส โดยขณะนี้กำลังเจรจาแผนการลงทุนร่วมกัน

สำหรับการบริหารสินทรัพย์ของบริษัทฯ จะมุ่งรักษากำลังการผลิตเดิมเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว บริษัทฯจึงได้ส่งแผนให้กระทรวงพลังงานพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าโครงการไอพีพีเดิมที่ทยอยหมดอายุตั้งแต่ปี 2563-2579 หลายโครงการ โดยขอต่ออายุออกไปอีก 5-10 ปี แม้ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองประเทศจะอยู่ระดับสูงเกินกว่า 30% แต่บริษัทฯเห็นว่าโรงไฟฟ้าเดิมยังมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนและอัตราค่าไฟฟ้าที่เสนอไปต่ำกว่าอัตราเดิมเล็กน้อย จึงไม่น่าสงผลกระทบต่อค่าไฟฟ้ารวมของประเทศมากนัก 

ปัจจุบัน ราชบุรีโฮลดิ้ง รับรู้กำลังผลิตจากการลงทุน รวม 6,980 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังผลิตในประเทศ 4,948.59 เมกะวัตต์ และต่างประเทศ 2,031 เมกะวัตต์ หากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Riau ในอินโดนีเซียดำเนินกระบวนการลงทุนสำเร็จกำลังผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,115 เมกะวัตต์

เปิดรายชื่อแคนดิเดทปลัดพลังงานคนใหม่ แทน"อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม"

เปิดรายชื่อแคนดิเดทปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่  “แทน “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.นี้ โดยทั้ง “ธรรมยศ” “ประพนธ์” “ทวารัฐ” และ”วิฑูรย์”ต่างอยู่ในข่ายที่จะได้รับการเสนอชื่อ หลังนายกรัฐมนตรี กำชับให้การแต่งตั้งต้องจบ ภายในก.ค. นี้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC)  รายงานถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงาน คนใหม่ แทนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการ ในเดือนกันยายน 2560 นี้ ว่า บุคคลที่มีมีโอกาสจะได้รับการเสนอชื่อนั้น ประกอบด้วย นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ,นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ,นายทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงคุณสมบัติของแต่ละบุคคลจะเห็นว่า ทั้งนายธรรมยศ  นายประพนธ์ และนายทวารัฐ ต่างเป็นแคนดิเดท ที่เคยมีประสบการณ์ทำงาน ในการบริหารหน่วยงานระดับกรม ในตำแหน่งอธิบดี  รวมทั้งงานในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมาก่อน  ในขณะที่นายวิฑูรย์ ถึงแม้จะยังไม่เคยผ่านงานในตำแหน่งรองปลัด แต่ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีอาวุโส สูงสุดในบรรดา แคนดิเดท ทั้งหมด    ซึ่งทั้งนายธรรมยศและนายวิฑูรย์ ต่างมีอายุราชการเหลืออีก1ปี โดยจะเกษียณอายุในเดือนกันยายนปี2561

สำหรับข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานที่จะเกษียณอายุราชการไปพร้อมกับนายอารีพงศ์ ในเดือนกันยายน นี้ ประกอบด้วย  นายสมนึก บำรุงสาลี  รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนางบุญบันดาล  ยุวนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

ทั้งนี้มีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีต้องการที่จะให้การแต่งตั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงต่างๆ ซึ่งจะเกษียณอายุ  ในเดือนกันยายน ดำเนินการแล้วเสร็จ ภายในเดือนกรกฎาคม นี้  โดยแต่ละกระทรวงจะต้องส่งรายชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวง ถึงมือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ภายในวันที่11 กรกฎาคม เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง ต่อไป 

สนพ.เปิดรับข้อเสนอทุนวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนภายใน31ม.ค.นี้

สนพ.เปิดรับข้อเสนอโครงการ  สนับสนุนทุนการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานปี 2560 ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ม.ค. 2560 หวังให้นำงานวิจัยไปใช้ได้จริงเป็นประโยชน์กับส่วนร่วมและประเทศชาติ
 
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  สนพ.ได้เปิดรับข้อเสนอโครงการ การสนับสนุนทุนการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2560 ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ม.ค. 2560  เพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรศึกษาวิจัยในการพัฒนาด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน โดยมีเป้าหมายนำไปใช้ได้จริงเกิดประโยชน์กับส่วนร่วมและประเทศชาติ

ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิขอรับทุนวิจัย ต้องเป็นส่วนงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรเอกชนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลทางกฎหมายและมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และไม่มีมีวัตถุประสงค์ในการมุ่งค้าหากำไรซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย รวมถึงเป็นบุคลากรหลักที่รับผิดชอบโครงการ มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ เกี่ยวกับงานโครงการที่ขอรับทุน และสามารถปฏิบัติงานได้ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ ในกรณีงานโครงการที่ยื่นขอรับทุน ได้รับจากแหล่งทุนอื่นหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากแหล่งทุนอื่นด้วย โปรดระบุแหล่งทุนเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา 

โดยผู้ที่สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการได้กับ 7 มหาวิทยาลัยแม่ข่ายงานวิจัยในพื้นที่ สามารถยื่นข้อเสนอโครงการด้วยตนเอง หรือส่งทางไปรษณีย์ ภายในวันที่ 31 ม.ค. 2560 และจะประกาศผลงานวิจัยที่ผ่านการพิจารณาทาง www.eppo.go.th สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.eppo.go.th/index.php/th/component/k2/item/11715
 
“ในปีงบประมาณ 2560 ทางกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้มีการจัดสรรทุนวิจัยสำหรับการพัฒนาด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน รูปแบบใหม่ โดยได้กำหนดให้ 7 มหาวิทยาลัยแม่ข่ายเป็นผู้ช่วยดำเนินโครงการให้ตอบโจทย์แนวคิดในการพัฒนาการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน เพื่อให้งานวิจัยที่ได้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น” นายทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติม
 
สำหรับ 7 สถาบันอุดมศึกษาทุกภูมิภาคเป็นแม่ข่ายงานวิจัย (Parent Nodes) ช่วยดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วย  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กรุงเทพมหานคร)  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ภาคกลาง)  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ภาคกลางและภาคตะวันตก) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก)  และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ภาคใต้)  

โดยขอบเขตงานวิจัยแบ่งออกเป็น 16 กรอบหัวข้อที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ อาทิ การแก้ไขปัญหาหมอกควัน, อุตสาหกรรมผลไม้, การท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมอ้อย, อุตสาหกรรมปศุสัตว์, อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, อุตสาหกรรมห้องเย็น เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้แบ่งออกเป็นกรอบหัวข้อเชิงประเด็นด้านการอนุรักษ์พลังงาน ได้แก่ เรื่องยานยนต์ไฟฟ้า, วัสดุเพื่อการประหยัดพลังงาน, อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เป็นต้น ส่วนกรอบหัวข้อเชิงประเด็นด้านพลังงานทดแทน ได้แก่ เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biofuels)  เชื้อเพลิงชีวมวลขั้นสูง (Advanced Biomass)  มาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนลดความร้อน (Renewable Heat incentive)  โครงข่ายพลังงานทดแทนระดับชุมชน/หมู่บ้าน (Micro & Nano Grid)  เป็นต้น

รู้จัก 4 รองอธิบดี ป้ายแดง กระทรวงพลังงาน
รู้จักรองอธิบดี ป้ายแดงกระทรวงพลังงาน 4คน จาก 3 หน่วยงาน "สมบูรณ์" "ยงยุทธ์ " "วันชัย " และ"เพทาย"  โดยยังจะมีการตั้งเพิ่มอีก2ตำแหน่ง ในส่วนของรองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และรองผู้อำนวยการสนพ.(เทียบเท่ารองอธิบดี) เพื่อมาแทนตำแหน่งรองอธิบดีที่ได้ขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
 
ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน( Energy News center-ENC ) รายงานว่า กระทรวงพลังงานได้ทยอยแต่งตั้ง  ตำแหน่ง รองอธิบดีที่ว่างอยู่ ทั้ง3 กรมจำนวน6  ตำแหน่ง  ประกอบด้วย กรมธุรกิจพลังงาน 2ตำแหน่ง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. 2ตำแหน่ง และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ.) จำนวน 2 ตำแหน่ง โดยในส่วนตำแหน่งรองอธิบดี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการ ได้มีการแต่งตั้งแล้ว ยังเหลือ การแต่งตั้ง ในส่วนของ รองอธิบดี ที่จะไปทดแทนตำแหน่งที่มีผู้ขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง  
สมบูรณ์ หน่อแก้ว รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน คนใหม่ 
 
สำหรับตำแหน่งรองอธิบดีใหม่ ที่มีการแต่งตั้งและเริ่มทำหน้าที่ ตั้งแต่วันที่1 ต.ค.2560 ที่ผ่านมา ได้แก่กรมธุรกิจพลังงาน แต่งตั้ง นายสมบูรณ์ หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักความปลอดภัยธุรกิจพลังงาน มาเป็นรองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แทนนายขจรชัย ผดุงศุภไลยวิศักดิ์​ รองอธิบดีคนเก่าที่เกษียณอายุราชการ โดย ยังเหลือการแต่งตั้ง รองอธิบดี อีกหนึ่งตำแหน่ง ที่จะมาแทนนาน วิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ที่ขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา  ทั้งนี้ นายสมบูรณ์  ถือเป็นข้าราชการประจำกรมธุรกิจพลังงานตั้งแต่กรมธุรกิจพลังงานก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2545 หรือ 15 ปีที่ผ่านมา 
 
 
ยงยุทธ์ สวัสดิสวนีย์ รองอธีบดีพพ.คนใหม่
 
 
วันชัย บรรลือสินธุ์ รองอธิบดีพพ.คนใหม่
 
ส่วนกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. ได้แต่งตั้งตำแหน่งรองอธิบดีถึง 2 ตำแหน่ง ได้แก่  นายยงยุทธ์ สวัสดิสวนีย์ ผู้อำนวยการสำนักเชื้อเพลิงชีวภาพ​ ขึ้นเป็นรองอธิบดี พพ. แทนนายดนัย เอกกมล ที่เกษียณราชการ และตั้ง นายวันชัย บรรลือสินธุ์ ผู้อำนวยการกองแผนงาน ขึ้นเป็นรองอธิบดี พพ. แทนนายยศพงศ์​  คุปตะบุตร ที่เกษียณราชการ ทำให้ พพ. มีรองอธิบดีครบ 3 คนแล้ว โดยอีกคน ที่เป็นรองอธิบดี พพ.อยู่เดิม คือ นายหร่อหยา จันทรัตนา  
 
ขณะที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้แต่งตั้ง นายเพทาย หมุดธรรม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  แทนนางเอมอร ชีพสุมล ที่เกษียณราชการ  โดยยังเหลือ การแต่งตั้งรองผู้อำนวยการ สนพ.อีก 1 ตำแหน่งที่จะมาแทน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ซึ่งขยับขึ้นไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน 
 
 
เพทาย หมุดธรรม รองผอ.สนพ.คนใหม่