ค้นหาด้วย ' ERIA ' ทั้งหมด 12 รายการ
IRPC คว้ารางวัลจากสถาบัน IOD

​บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) โดย มนวิภา จูภิบาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกิจการองค์กร เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล Golden Peacock Global Award for Excellence in Corporate Governance 2015 จากสถาบัน Institute of Directors (IOD) ประเทศอินเดีย ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
IRPC ได้รับรางวัลนี้เป็นครั้งที่ 3 (ครั้งแรก ในปี 2012) จากการที่บริษัทฯ มีกลไกการกำกับดูแลกิจการที่ดีที่โดดเด่น รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติในระดับสากล นอกจากนี้ภายในงานประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ ในหัวข้อการกำกับดูแลกิจการที่ดีความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืน เพื่อให้องค์กรต่างๆ ทั่วโลก บรรลุวัตถุประสงค์ในการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

ปตท.สผ.หวังชนะประมูลแหล่งบงกช สร้างความต่อเนื่องในการผลิต
ปตท.สผ.หวังชนะประมูลแหล่งบงกช สร้างความต่อเนื่องในการผลิต ระบุหากได้รายใหม่เข้าดำเนินการแทนส่งผลกระทบปริมาณการผลิตก๊าซ2-3 ปีก่อนหมดอายุสัมปทาน
 
นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ.พร้อมเข้าร่วมประมูลเพื่อได้สิทธิ์ในการดำเนินการในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในปี2565และ2566โดยเฉพาะแหล่งผลิตก๊าซบงกชที่บริษัทเป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิม เนื่องจากมีความเข้าใจด้านธรณีวิทยาเป็นอย่างดี และสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้โดยหากบริษัทเป็นผู้ชนะการประมูลก็จะช่วยให้การผลิตก๊าซในแหล่งดังกล่าวมีความต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามกระบวนการประมูลของรัฐควรจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในต้นปี2560เพื่อให้บริษัทสามารถที่จะวางแผนการผลิตล่วงหน้าได้
 
สำหรับกรณีที่บริษัทไม่ชนะการประมูลและมีผู้ดำเนินการรายใหม่เข้ามาแทน ก็จะมีผลให้การผลิตก๊าซในช่วง2-3 ปี ก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุ เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าที่จะลงทุน แต่เชื่อว่าภาครัฐคงมีมาตรการที่จะป้องกันผลกระทบในส่วนนี้ โดยปัจจุบันแหล่งบงกชผลิตก๊าซอยู่ที่ 850 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนปริมาณการผลิต 20% ของ ปตท.สผ.
 
นายสมพร กล่าวว่า ในส่วนของการเข้าร่วมประมูลนั้น ปตท.สผ.ได้หารือกับผู้ร่วมทุนเดิมในแหล่งบงกชแล้ว โดยจะยังจับมือกันเข้าประมูลรอบใหม่ เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซฯ ของประเทศต่อไป  ส่วนกรณีที่รัฐมีเงื่อนไขที่จะต้องได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิมนั้น คงต้องศึกษาในรายละเอียด เพราะหลุมผลิตที่จะต้องมีการลงทุนใหม่นั้นจะมีต้นทุนที่สูงกว่าหลุมเดิมเพราะอยู่ลึกกว่า และมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งรัฐคงจะต้องพิจารณาดูความเหมาะสมในเรื่องนี้ เพราะหากรัฐต้องการได้ผลตอบแทนสูงและผู้ประกอบการมีต้นทุนในการผลิตที่สูง ราคาก๊าซที่ขายก็จะต้องสูงตามไปด้วย
 
สำหรับกรณีที่มีผู้ประกอบการผลิตปิโตรเลียมเสนอขายหุ้นแหล่งผลิตปิโตรเลียมออกมานั้น โดยเฉพาะแหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย และในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซียเมียนมา นั้น ในหลักการแล้วปตท.มีความสนใจที่จะซื้อหากเห็นว่ามีผลตอบแทนการลงทุน เนื่องจากเป็นพื้นที่ ปตท.สผ.คุ้นเคย 
สนพ.เอ็มโอยู อีเรียพัฒนาบุคลากรเพื่อพยากรณ์ความต้องการด้านพลังงาน

สนพ.เอ็มโอยู ERIAเพื่อพัฒนาบุคลากรในการจัดทำการพยากรณ์ความต้องการพลังงานในอนาคต

 

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการประสานความร่วมมือด้านพลังงานเพื่อพัฒนาบุคลากรในการจัดทำการพยากรณ์ความต้องการในอนาคต กับทางสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งอาเซียน หรือ Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) เมื่อวันที่22มีนาคม2559

 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผย ว่า ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ทาง ERIA จะให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาบุคลากรของ สนพ. ในการจัดทำการพยากรณ์ความต้องการพลังงานในอนาคต เพื่อให้เกิดความแม่นยำยิ่งขึ้น

ERIA ถือเป็นหน่วยงานระหว่างประเทศที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยและการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรในกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชียตะวันออก ซึ่งที่ผ่านมา สนพ. ได้ดำเนินงานและประสานความร่วมมือกับ ERIA มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดทำ Energy Outlook และ Energy Security ของประเทศ และในปี 2559 นี้ ERIA มีความประสงค์ที่จะประสานความร่วมมือด้านพลังงานกับ สนพ. โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรของ สนพ.

 ทั้งนี้ ERIA จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาประจำชั่วคราวที่ สนพ. เพื่อให้ความรู้แก่บุคลากร สนพ. เกี่ยวกับการวิเคราะห์และพยากรณ์ โดยใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีสมรรถนะ ในการรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากนโยบายด้านต่างๆ เช่น ผลกระทบจากนโยบายการพัฒนารถไฟความเร็วสูง การขนส่งระบบราง และการจัดรูปแบบเมืองใหม่ รวมทั้งนโยบายด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นต้น

 นอกจากนี้ ERIA ยังจะให้การสนับสนุนด้านการสำรวจ การวิเคราะห์ผล และการพยากรณ์การใช้พลังงานในภาคครัวเรือน ตลอดจนสนับสนุนด้านการสร้างการยอมรับของประชาชนต่อเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2015) โดยการลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้จะมีระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันลงนาม

 นาย.ทวารัฐ กล่าวอีกว่า แบบจำลองจะสามารถทำให้ สนพ. ประมาณการความต้องการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งทำให้ได้รับผลลัพธ์เชิงปริมาณของก๊าซเรือนกระจก หรือ CO2 ที่ลดลง อันเนื่องจากการดำเนินนโยบายด้านพลังงานได้อีกด้วย

อนันตพร รับไม้ต่อนายกรัฐมนตรี นำทีมข้าราชการพลังงานออกกำลังกายทุกเย็นวันพุธ

“อนันตพร”นำทีมข้าราชการกระทรวงพลังงานทั้งปลัดอารีพงศ์  ธรรมยศ  วีระศักดิ์ ออกกำลังกายตามนโยบายนายกรัฐมนตรี  หวังทำเป็นกิจกรรมสม่ำเสมอทุกเย็นวันพุธ

 เมื่อวันที่  30 พ.ย.2559 เวลา 15.30 น. พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน  นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  และ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน กว่า 200 คน ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคเป็นเวลา 45 นาที    เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแรง และความตื่นตัวในการทำงาน   ณ บริเวณลานหน้าอาคารเอ ศูนย์เอ็นเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์  ตามที่นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เชิญชวนให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพความแข็งแรงของร่างกาย โดยมีการนัดหมายทุกวันพุธ เวลา 15.30 น.เป็นต้นไป

ทั้งนี้รัฐมนตรีพลังงานได้กล่าวย้ำภายหลังจากการออกกำลังกายว่า หากเป็นไปได้อยากให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน  ซึ่งหากไม่ติดการประชุมหรืองานอะไร    ก็จะมานำข้าราชและเจ้าหน้าที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพ    ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ

ไฟไหม้โรงฟีนอล พีทีที โกลบอล ดับแล้ว

บริษัท พีทีที โกลบอลฯ แจงเหตุไฟไหม้ถังเก็บน้ำเสียโรงฟีนอล จ.ระยอง ชี้ระงับเหตุได้ภายใน 2 ชั่วโมง พร้อมนำพนักงานส่งโรงพยาบาล 1 ราย อาการปลอดภัยแล้ว เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุร่วมกับ กนอ. และชุมชน บ่ายวันนี้   

รายงานข่าวจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า วันนี้ (22 ส.ค. 2559) เมื่อเวลา 02.17 น. ได้เกิดไฟไหม้ถังเก็บน้ำเสียที่โรงฟีนอล  ของบริษัท พีทีที ฟีนอล จำกัด จ.ระยอง ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ พีทีที โกลบอลฯ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก อ.มาบตาพุด จ.ระยอง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถระงับเหตุได้เรียบร้อยเมื่อเวลา 04.13 น. และประกาศยุติภาวะฉุกเฉินเวลาประมาณ 05.00 น.

ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บริเวณที่เกิดเพลิงไหม้อยู่ที่ถังเก็บน้ำเสียขนาดสูง 13.1 เมตร  เส้นผ่าศูนย์กลาง 7.5 เมตร  ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการผลิตตามปกติ โดยบริษัทฯได้เข้าระงับเหตุเพลิงลุกไหม้ในทันที ซึ่งเพลิงไม่ได้ลุกลามออกนอกบริเวณที่เกิดเหตุ และกระบวนการผลิตไม่ได้รับความเสียหายใดๆ  

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้หยุดเดินเครื่องทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย  และพบพนักงานที่เข้าระงับเหตุมีอาการแน่นหน้าอก 1 รายและได้นำส่งโรงพยาบาลทันที ขณะนี้ปลอดภัยและแพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว  

บริษัทฯได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพแวดล้อมในทันทีที่เกิดเหตุทั้งภายในและภายนอกโรงงาน  บริเวณทิศทางใต้ลมร่วมกับทีม สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (กนอ.) และบ่ายวันนี้(22 ส.ค. 2559 )จะลงพื้นที่พบกับชุมชนหนองแฟบ ชุมชนมาบชลูด และชุมชนมาบชลูด-ชากกลาง เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

ชะตากรรมพลังงานของประเทศ ฝากไว้ในมือสนช. หนุนตัดทิ้งNOC ก่อนผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม

ประเด็นการพิจารณาร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะพิจารณาในวาระที่2และ3 ในวันที่30 มีนาคม 2560 นี้ อยู่ในกระแสความสนใจของคนในสังคม  เพราะมีการเพิ่มเติมมาตรา 10/1 ที่ว่าด้วยการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ หรือNOC เข้าไปรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นการแก้เกินจากหลักการเดิมที่ สนช.มีมติรับหลักการไปตั้งแต่ วันที่24 มิ.ย.2559 โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย 

การเพิ่มเติมมาตรา10/1 ซึ่งมีข้อความว่า ให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” นั้นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยซึ่งนำโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี มองว่า ไม่มีความจำเป็น เพราะโครงสร้างในการบริหารกิจการปิโตรเลียมของประเทศในปัจจุบัน ที่แยกบทบาทของการกำกับดูแลไว้ในมือของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบทบาทของการลงทุนเพื่อสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือปตท.สผ. ซึ่งเป็นฝ่ายปฎิบัติการ นั้นมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่แล้ว  ไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งNOC ขึ้นมาใหม่ ที่จะย้อนยุคไปสมัย50ปีที่แล้ว ในการรวบอำนาจการกำกับดูแลและปฎิบัติการเข้าด้วยกัน เปิดช่องให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง หาผลประโยชน์  ที่ยากต่อการเข้าไปตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส

ย้อนเรื่องกลับไปเมื่อปี2557 ในสมัยที่ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เป็นรองนายกรัฐมนตรีคุมทางด้านเศรษฐกิจ และมีดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นรัฐมนตรีพลังงาน  มีการเปิดเชิญชวนให้เอกชนเข้ามายื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่21ภายใต้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีพลัส  แต่ปรากฏกว่า มีประชาชนในนามเครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย หรือคปพ. ออกมาคัดค้าน ระบบสัมปทาน และอยากจะให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี  เพราะเชื่อว่ารัฐจะได้ประโยชน์ มากกว่าระบบเดิม  ทำให้มีการจัดเวทีชี้แจงกันหลายครั้ง และเวทีที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่20  ก.พ.2558  ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำอภิปรายคัดค้าน  ก็ทำให้กระทรวงพลังงานต้องยกเลิกการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21ออกไป และนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สั่งให้มีการแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียม ให้แล้วเสร็จภายใน3 เดือน โดยเปิดให้มีการเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต (SC) ไว้ในกฎหมาย ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้คัดค้าน     

จุดเริ่มต้นของการเสนอแก้ไข ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม จึงเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ของการเปิดเชิญชวนให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  โดยในระหว่างนั้น ทางสนช. ก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบังคับใช้พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม  ขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้  ในขณะที่ คปพ. ก็มีการจัดทำร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับ ของคปพ.  ซึ่งทั้งสองร่าง มีส่วนที่สอดคล้องกันคือเน้นไปที่ระบบแบ่งปันผลผลิต และการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ หรือในอีกร่างเรียกบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่รัฐถือหุ้น 100% ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าไปบริหารจัดการเรื่องของการเปิดเชิญชวนให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ และการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ที่จะหมดอายุ  ทั้งแหล่งเอราวัณ ที่มีกลุ่มบริษัทเชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทาน และ แหล่งบงกช ของปตท.สผ. ซึ่งถือเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีการผลิตก๊าซเฉลี่ยรวมกันประมาณ2,200 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน คิดเป็นประมาณ70% ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในฝั่งของกระทรวงพลังงานโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  นั้นมีการแก้ไขเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิตเข้ามาโดยใช้โมเดล ของพื้นที่พัฒนาร่วม(เจดีเอ)ไทย-มาเลเซีย  ที่รัฐมีประสบการณ์อยู่แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องตั้งNOCใหม่  ในขณะที่ระบบจ้างผลิต ก็เขียนเป็นหลักการเอาไว้ เพราะเป็นระบบที่ไม่เหมาะกับศักยภาพด้านปิโตรเลียมของไทย

ทั้งนี้ เมื่อร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงาน ผ่านความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ส่งไปให้ สนช.พิจารณา ซึ่ง ที่ประชุมสนช.เสียส่วนใหญ่ก็มีมติรับหลักการในวาระแรกไปด้ยคะแนนเสียงท่วมท้น เมื่อวันที่24 มิ.ย.2559 และให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาแปรญัตติ ใน15 วัน และพิจารณาร่าง) ให้แล้วเสร็จ ภายใน60 วัน  แต่การพิจารณาร่างกฎหมายปิโตรเลียม ก็ถูกขยายกรอบระยะเวลาออกไปถึง6 ครั้ง รวมระยะเวลา210 วัน โดยที่มีการเจรจาต่อรองของคณะกรรมาธิการวิสามัญกลุ่มหนึ่งที่จะให้มีการบัญญัติเรื่องของการตั้งNOC เข้าไปในกฎหมาย โดยอ้างถึงความต้องการของภาคประชาชน (คปพ.)

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผย ว่า  การเพิ่มเติมเรื่องของNOC เข้ามาในกฎหมาย ซึ่งเป็นการแก้ไขเกินหลักการ จึงมีการเจรจาต่อรองหลายครั้ง เพื่อหาทางออก โดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกลุ่มหนึ่ง บอกว่าจำเป็นจะต้องให้รัฐบาล ที่เป็นผู้นำเสนอร่าง ให้ความเห็นชอบก่อน จึงจะสามารถเพิ่มเติมเข้าไปในกฎหมายได้  ในที่สุด รัฐบาลโดยครม.ก็ต้องยอมให้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมาย มาตรา10/1 เพราะไม่เช่นนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็จะใช้วิธีขอขยายระยะเวลาออกไปอีกเรื่อยๆ  ทำให้กระทบต่อแผนการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช  ที่จะต้องมีความชัดเจนโดยรู้ผลเอกชนที่จะได้รับสิทธิภายในสิ้นปี2560 นี้ หรือล่วงหน้าก่อนสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ 5ปี เพื่อให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมสามารถวางแผนการลงทุน ให้ต่อเนื่อง และรักษาระดับการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยในระดับเดิมเอาไว้ 

ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เสนอทางออกของเรื่องนี้ ซึ่งสอดคล้องกับทั้ง นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแหล่งประเทศไทย(สอท.) และนักวิชาการด้านวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ คือต้องการให้ สนช.พิจารณาตัดมาตรา10/ 1 เกี่ยวกับการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ  ออกจาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในวาระที่2 ก่อนที่จะมีการพิจารณาผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้มีผลบังคับใช้  โดยมองว่า เรื่องของการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เป็นเรื่องสำคัญ ของประเทศ ที่ควรจะต้องมีการศึกษาถึงผลดีผลเสีย อย่างรอบคอบ  และการจัดตั้งก็ควรจะต้องมีการจัดทำเป็นร่างพ.ร.บ.จัดตั้ง บรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาโดยเฉพาะ ไม่ใช่เขียนไว้กว้างๆ โดยที่ไม่มีหลักการและวัตถุประสงค์ ใดใดรองรับ

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และรองโฆษกกระทรวงพลังงาน ก็เห็นสอดคล้องกันด้วยว่า หากจะต้องตั้งNOC ควรต้องมีการกำกับไม่ให้เกิดการรวบอำนาจในการบริหารกิจการปิโตรเลียม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดอันนำมาซึ่งความไร้ประสิทธิภาพ  และไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาการจัดตั้งอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง วัตถุประสงค์ บทบาทภารกิจหน้าที่ โครงสร้างองค์กร รูปแบบการบริหาร การได้มาซึ่งงบประมาณ และบุคลากรที่ชัดเจน  รวมทั้งจะต้องมีพระราชบัญญัติที่จัดตั้งโดยเฉพาะขึ้นมารองรับ 

ในขณะที่ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน)  นั้นขอให้ภาครัฐตัดสินใจให้ชัดเจนโดยเร็วว่า จะเลือกใช้แนวทางใด มีหรือไม่มีNOC  เพื่อให้ภาคเอกชน สามารถตัดสินใจได้   โดยมองว่าผู้ประกอบการเริ่มหันไปลงทุนในต่างประเทศแทนที่จะเลือกไทย เนื่องจากความไม่ชัดเจนของภาครัฐ ในหลายๆเรื่อง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มีการประเมินว่า หากในวันที่30 มี.ค.นี้ สนช.ไม่ผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ซึ่งล่าช้ามามากแล้วนั้น จะเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยตลาดหุ้นจะตก เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจรัฐบาลกับสนช. ในขณะที่รายได้รัฐจากค่าภาคหลวง และภาษีปิโตรเลียม หายไปประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี จะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาทดแทนเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทต่อปี  โดยที่ระบบคลังรองรับแอลเอ็นจี จะรองรับไม่เพียงพอ กลายเป็นต้นทุนต่อค่าไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาทต่อปีในขณะที่ การจ้างงานจะลดลง 1 หมื่นคนต่อปี  เงินลงทุนจะหายไป 1.6 แสนล้านบาทต่อปี รวมถึงมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาทต่อปี และกระทบผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) 3,000 ราย 

ชะตากรรมของประเทศจะเป็นอย่างไร จึงขึ้นอยู่กับ มือของสนช.ทุกคนในวันที่ 30 มี.ค. นี้ ว่าจะลงมติผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม แบบตัดเรื่องNOC ทิ้งไปก่อนหรือไม่  เพราะนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เองก็ส่งสัญญาณชัดว่ารัฐบาลไม่พร้อมที่จะลงทุนตั้งNOC    อย่าปล่อยให้ภาพความล้มเหลวของนโยบายตั้งNOC เวเนซุเอลา และเม็กซิโก มาหลอนคนไทย



 

 

กบง.รับทราบรายงานกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าภาคใต้ทั้ง3เวที

ที่ประชุมกบง. ที่มีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน รับทราบรายงานผลการจัดกิจกรรมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้  ทั้งเวที สุราษฎร์ธานี ,สงขลา และกระบี่ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่27มี.ค.2560 ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่มองเห็นความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น  โดยคาดว่าจะนำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ให้รัฐบาลได้ในวันที่28 เม.ย.นี้

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ( กบง.)เมื่อวันที่3 เม.ย.2560  ได้รับทราบรายงานผลการจัดกิจกรรมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ของ คสช. ที่มีพลเอก เฉลิมชัย  สิทธิสารท เป็นประธานจัดงาน โดยกิจกรรมได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 จำนวน 3 เวที คือในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสงขลา  ซึ่งปรากฎว่า มีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ ฝ่ายปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนผู้แทนประชาชน และภาคประชาสังคม รวมทั้งสิ้น 3,485 คน  สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 3,000 คน  ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โดยสรุปภาพรวมพบว่า ส่วนใหญ่มีความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาคใต้มีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อมารองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น แต่สำหรับในประเด็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยฝ่ายที่เห็นด้วยมีความเห็นว่า โรงไฟฟ้าจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้น ส่วนฝ่ายที่เห็นต่างยังมีความกังวลโดยเฉพาะเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ที่ยัง นอกจากนี้ ยังต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าภาคใต้มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงดังกล่าว ทั้งนี้ คสช. ได้สรุปผลการจัดกิจกรรมฯ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว และ คาดว่าจะจัดทำรายงานผลการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเสนอต่อรัฐบาลได้ ภายในวันที่ 28 เมษายน 2560

“ การเปิดรับฟังความเห็นด้านพลังงานจากประชาชน ถือเป็นเรื่องดีเพราะได้ทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งแต่ละภาคของไทยก็มีความต้องการใช้พลังงานและศักภาพเชื้อเพลิงที่แตกต่างกัน จึงถือเป็นน่าสนใจที่จะไปเปิดรับฟังความเห็นด้านพลังงานในภาคอื่นๆ ของประเทศด้วย แต่เนื่องจากกระทรวงพลังงานรับคำสั่งจากนายกฯให้ลงไปรับฟังความเห็นที่ภาคใต้ก่อน จึงยังไม่ได้จัดเวทีในภาคอื่นๆ  แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะจัดในภาคอื่นๆหรือไม่ต่อไป” นายทวารัฐ กล่าว 

พลังงานนำร่องเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า100คันแรกในปี2561และตั้งเป้าให้ครบ22,000คันใน5ปี
กระทรวงพลังงาน เดินหน้าแผนการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถสาธารณะ ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) เปิดโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าที่ใช้น้ำมันและก๊าซแอลพีจี นำร่อง 100 คันแรก ในปี 2561 และทยอยเปลี่ยนให้ครบ 22,000 คันทั่วประเทศภายใน 5 ปี โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้จากเว็บไซต์ http://www.enconlab.com/etuktuk
 
พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  ในส่วนของการลดใช้น้ำมันในภาคขนส่ง ซึ่งเป็นภาคที่มีการใช้พลังงานสูงสุด ภายใต้ แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) ซึ่งมีเป้าหมายลดความเข้มการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ในปี 2579 เมื่อเทียบกับปี 2553 นั้น กระทรวงพลังงานได้มีมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคันในปี 2579 โดยแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 1 (ปี 2559 – 2560) มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งด้านกฎหมาย การสนับสนุนการวิจัยเรื่องแบตเตอรี่ การเตรียมความพร้อมด้านสถานี Charging Station และสนับสนุนการนำร่องยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถสาธารณะ อาทิ  รถขนส่งมวลชน ขสมก. และรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (eTukTuk) เป็นต้น  
 
นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในการดำเนินงาน “โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า” โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าที่ใช้น้ำมันและก๊าซแอลพีจี ให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ภายใน 5 ปี เพื่อลดการใช้น้ำมันและลดการปล่อยมลพิษ โดยจะนำร่อง 100 คันแรกภายในปี 2561 และจะทยอยเปลี่ยนให้ครบ 22,000 คันทั่วประเทศภายใน 5 ปี
 
ทั้งนี้ การดำเนินโครงการนำร่องเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า 100 คันแรกแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 ระยะสาธิตเทคโนโลยี สนับสนุนกลุ่มรถตุ๊กตุ๊กประเภทรับจ้างจำนวน 10 คัน ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติผ่านข้อกำหนดของโครงการฯ และจะได้รับการสนับสนุนในอัตราสูงสุด แต่ไม่เกินราคากลางของโครงการตามสเปกรถ สูงสุด 350,000 บาทต่อคัน ปัจจุบันได้ผู้เข้าร่วมโครงการครบ 10 คันแล้ว สำหรับระยะที่ 2 ระยะทดลองตลาด สนับสนุนผู้สนใจ ทั้งกลุ่มประเภทรถรับจ้างและประเภทส่วนบุคคล อาทิ รถที่ให้บริการในโรงแรมและคอนโดมีเนียม จำนวน 90 คัน โดยให้การสนับสนุนร้อยละ 85 แต่ไม่เกินราคากลางตามสเปกรถ สูงสุดประมาณ 300,000 บาทต่อคัน
 
กระทรวงพลังงาน ตั้งเป้าว่าการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าครบ 100 คัน จะเกิดผลประหยัดพลังงานรวม 0.1 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) และเมื่อรวมจนถึงสิ้นแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) ในปี 2579 จะประหยัดพลังงานได้ถึง 1.75 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) และหากเปลี่ยนเป็นรถตุ๊กตุ๊กเก่า 22,000 คัน เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าทั้งหมด จะช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 20 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe)/ปี  และที่สำคัญยังช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอีกด้วย
 
โดยผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (eTukTuk) กลุ่มวิจัยเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน EnConLab  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โทรศัพท์. 0 2470 9604-8 ต่อ 1408 หรือ ดาวน์โหลดเอกสารได้จากเว็บไซต์ http://www.enconlab.com/etuktuk

 

ปตท.แจ้งข่าวแหล่งก๊าซเจดีเอ เอ-1 เริ่มจ่ายก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบตามปกติแล้ว

ปตท.แจ้งข่าวแหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18)  เริ่มจ่ายก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบได้ตั้งแต่เวลา 03.42 น. ของวันที่ 11 ก.ค. 2560  เร็วกว่าแผน 1 วัน โดยช่วงที่มีการหยุดซ่อม มีการขนส่งน้ำมันดีเซลสำหรับทดแทนการผลิตของโรงไฟฟ้าจะนะทางรถขนส่ง รวม 13 ล้านลิตร และขนส่งน้ำมันเตาทางเรือรวม 3.6 ล้านลิตร   ในขณะที่คาดว่าจะเริ่มจัดส่งก๊าซเอ็นจีวีให้กับสถานีบริการได้ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

นายนพดล  ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า จากเหตุอุปกรณ์ ณ แหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18) ชำรุด  ทำให้ต้องหยุดการผลิตและจ่ายก๊าซธรรมชาติ เมื่อ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา นั้น ล่าสุดผู้ผลิตสามารถเร่งการซ่อมแซมแล้วเสร็จ ทำให้สามารถจ่ายก๊าซฯ ตามปกติได้เร็วขึ้น 1 วัน เพื่อลดผลกระทบของทุกภาคส่วน โดยผู้ผลิตฯ เริ่มจ่ายก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบได้ตั้งแต่เวลา 03.42 น. ของวันที่ 11 ก.ค. 60 โรงไฟฟ้าจะนะสามารถรับก๊าซฯ ได้ตั้งแต่เวลา 08.21 น. และสถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ  จ.สงขลา  จะสามารถทยอยจัดส่งก๊าซเอ็นจีวีให้กับบริการในพื้นที่ได้ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้  ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ก๊าซเอ็นจีวีภาคใต้ตอนล่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ปตท. จัดส่งเชื้อเพลิงทดแทนช่วงแหล่งก๊าซเจดีเอ เอ-18  ปิดซ่อมแซมอุปกรณ์ฉุกเฉิน  ประกอบด้วย  น้ำมันดีเซลสำหรับทดแทนการผลิตของโรงไฟฟ้าจะนะด้วยรถขนส่งน้ำมัน  รวม 13 ล้านลิตร และขนส่งน้ำมันเตาทางเรือรวม 3.6 ล้านลิตร  เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสนับสนุนพื้นที่ภาคใต้  โดยมีปริมาณเชื้อเพลิงสำรองเพียงพอตลอดช่วงการหยุดผลิตของผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ ในส่วนของก๊าซธรรมชาติที่จ่ายไปยังภาคตะวันออกนั้น ปตท. ได้เรียกรับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริม และไม่เกิดผลกระทบใดๆ ต่อภาคไฟฟ้า และภาคอุตสาหกรรม 

"ปตท. ขอขอบคุณผู้ใช้พลังงานทุกท่าน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคไฟฟ้าและผู้ใช้รถเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความเข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ที่ผ่านมา ปตท. ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ทุกวัน ด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์ความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น โดยผู้บริหาร ปตท. ได้ลงพื้นที่เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ ณ สถานีบริการเอ็นจีวี ให้ดีที่สุด ทั้งนี้ ผู้ใช้พลังงานสามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการ ได้ทาง PTT Contact Center 1365 ตลอด 24 ชั่วโมง" นายนพดล กล่าว

ปตท. เร่งแก้ไขแหล่งเจดีเอปิดซ่อมฉุกเฉิน คาดจะแล้วเสร็จ 12 ก.ค. นี้

ปตท. เร่งติดตามแก้ไขแหล่งก๊าซฯ เจดีเอ ปิดซ่อมฉุกเฉินจากเหตุอุปกรณ์ชำรุด  คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 12 ก.ค. นี้  ระบุ ระหว่างซ่อม ปตท. ได้จัดหาเชื้อเพลิงทดแทนให้โรงไฟฟ้าในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ และจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีเพิ่มในพื้นที่ภาคใต้เพื่อลดผลกระทบของผู้ใช้พลังงาน

นายนพดล  ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า จากเหตุอุปกรณ์ ณ แหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18) ชำรุด  ทำให้ต้องหยุดการผลิตและจ่ายก๊าซธรรมชาติ เมื่อ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา นั้น  ปตท. ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์ซ่อมแซมแหล่งก๊าซฯ เจดีเอ เอ-18  กับบริษัทผู้ผลิตฯ อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน  โดยผู้เชี่ยวชาญได้เข้าพื้นที่เพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียหายแล้ว ปรากฏว่าพบความเสียหายที่ปล่องเผาไหม้แรงดันสูงทั้งสองปล่อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในกระบวนการผลิต จึงจำเป็นต้องหยุดการส่งก๊าซฯ ทั้งหมด และรายงานแผนการซ่อมแซมคาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 ระหว่างนี้ ปตท. ได้บริหารการจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้า รวมถึงจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้เพื่อลดผลกระทบของผู้ใช้พลังงาน และในส่วนของก๊าซฯ จากแหล่งนี้ที่จ่ายไปยังภาคตะวันออกนั้น ปตท. ได้เรียกรับก๊าซฯ จากแหล่งอื่นเข้ามาเสริม และใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวมาทดแทน

ทั้งนี้  ปตท. ได้ประสานความร่วมมือกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  โดยในช่วงที่ผ่านมา ปตท. ได้จัดหาเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับการผลิตของโรงไฟฟ้าจะนะ จ. สงขลา เป็นน้ำมันดีเซล โดยจัดส่งโดยรถ วันละ 1 ล้านลิตร และจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้ากระบี่ จ. กระบี่ เป็นน้ำมันเตา ขนส่งโดยเรือ เที่ยวละ 2 ล้านลิตร เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสนับสนุนพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันปริมาณเชื้อเพลิงสำรองยังมีเพียงพอตลอดระยะเวลาที่ผู้ผลิตก๊าซฯหยุดผลิต

สำหรับผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว  ปตท. ได้เพิ่มปริมาณก๊าซฯ จากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักราชบุรีจัดส่งไปยังพื้นที่ภาคใต้รวมปริมาณจัดส่งก๊าซฯ ไม่น้อยกว่า 55 ตันต่อวัน  ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของสภาพรถขนส่งก๊าซและพนักงานขับรถ ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยในการขับขี่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยร่วมกันของผู้ใช้รถบนท้องถนน นอกจากนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านสถานีวิทยุส่วนกลางและสถานีวิทยุในท้องถิ่น  รวมถึงประชาสัมพันธ์ในสถานีบริการฯทั้งในและนอกพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสาครจนถึงจังหวัดปัตตานี ผ่านสื่อเอกสารเผยแพร่และป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีได้รับทราบและวางแผนการใช้เชื้อเพลิงล่วงหน้า  อย่างไรก็ตาม ปตท. ยังคงจำเป็นต้องปิดสถานีบริการเอ็นจีวีจำนวน  6 แห่งเช่นเดิม จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

"ปตท. ขออภัยในความไม่สะดวกของผู้ใช้พลังงานในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และขอขอบคุณผู้ใช้รถเชื้อเพลิง 2 ระบบ (น้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี) ที่ให้ความร่วมมือปรับใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในช่วงเวลานี้ การปิดซ่อมแซมแหล่งก๊าซเจดีเอ เอ-18  ในครั้งนี้ถือเป็นเหตุฉุกเฉินที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน  ปตท. จะทำหน้าที่ประสานติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการพลังงานอย่างดีที่สุด  โดยผู้ใช้พลังงานสามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการ ได้ทาง PTT Contact Center 1365 ตลอด 24 ชั่วโมง" นายนพดล กล่าว