ค้นหาด้วย ' EGATi ' ทั้งหมด 7 รายการ
ซีอีโอปตท.เผยผลประชุมASCOPEเพิ่มการซื้อขายน้ำมัน ก๊าซ ภายในอาเซียน

ซีอีโอปตท.เผยผลประชุม ASCOPE Council Meeting ที่เสียมเรียบ กัมพูชา ช่วง7-8ก.ยที่ผ่านมา เน้นยุทธศาสตร์ความร่วมมือส่งเสริมการซื้อขายน้ำมันและก๊าซภายในภูมิภาค ก่อนที่จะส่งออกหรือนำเข้านอกภูมิภาค เชื่อจะเห็นการซื้อขายอย่างเป็นรูปธรรมในเร็วๆนี้  ภูมิใจแบรนด์ "Cafe Amazon" ดังและขายดี ในกรุงพนมเปญ หลังใช้โอกาสหลังการประชุมแวะเยี่ยมสถานีบริการน้ำมันปตท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้โพสต์ข้อความบนหน้าเพจเฟซบุคTevin at PTTwww.facebook.com/tevinatptt) เมื่อวันที่13ก.ย. ที่ผ่านมาเพื่อเล่าถึงเรื่องที่ตัวเขาได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมความร่วมมือทางปิโตรเลียมกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติของ ASEAN ที่เรียกว่า ASCOPE Council Meeting ที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 7-8 กันยายน 2559

โดยนายเทวินทร์ เล่าว่า ในการประชุมครั้งนี้  เน้นเรื่องของยุทธศาสตร์ที่จะร่วมมือกันโดยให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการใช้ปิโตรเลียมในภูมิภาคเป็นหลักก่อนที่จะส่งออกหรือนำเข้านอกภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการซื้อขายน้ำมันและก๊าซระหว่างกัน  การสร้างตลาดร่วม LNG ในภูมิภาคอาเซียน และเพิ่มบทบาทของ ASCOPE ในเวทีพลังงานโลก

ในโอกาสนี้ ซีอีโอปตท.ได้มีการเจรจาประเด็นทางธุรกิจทวิภาคีกับหลายประเทศเกี่ยวกับโอกาสลงทุนในธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งแต่ละฝ่ายจะนำทิศทางจากการประชุมไปขยายผลในระดับปฏิบัติงานต่อไป

“เร็วๆนี้เราจะเห็นการซื้อขายน้ำมันและก๊าซกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลต่อต้นทุนที่ถูกลงจากค่าขนส่งและความมั่นคงในการจัดหาที่เพิ่มขึ้นครับ” นายเทวินทร์ระบุข้อความเอาไว้ในเฟซบุค

สำหรับความเป็นมาของการประชุม ASCOPE หรือ ASEAN Cooperation on Petroleum เป็นการรวมตัวกันของบริษัทน้ำมันในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ประกอบด้วย

PetroleumBrunei, Pertamina, Lao state Fuel Company, Petronas, Myanmar Oil and Gas Enterprise, Phillippines National Oil Company, Singapore LNG Corporation, PetroVietnam, ปตท. และกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ซึ่งปีนี้ทางกัมพูชาเป็นเจ้าภาพในจัดงาน

นายเทวินทร์ เขียนอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ASCOPE เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 40 ปีก่อนในช่วงที่ประเทศผู้ก่อตั้ง ASEAN เริ่มจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติใกล้เคียงกัน เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางด้านปิโตรเลียม เริ่มต้นจาก 4-5 บริษัท จนขยายมาเป็น 10 องค์กรในปัจจุบัน Council ของ ASCOPE คือผู้นำสูงสุดของแต่ละองค์กร ซึ่งจะนัดประชุมกันปีละครั้ง และจะสลับกันตั้งเลขาธิการเพื่อประสานความร่วมมือ ซึ่งปตท.ได้รับหน้าที่นี้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

นายเทวินทร์ ยังเล่าต่อถึงการใช้โอกาสหลังการประชุมด้วยว่า ตัวเขาและคณะได้แวะเยี่ยมสถานีบริการน้ำมันของ ปตท. ที่นำรูปแบบ Life Station มาเปิดในประเทศเพื่อนบ้าน และพากลุ่มพันธมิตรค้าปลีกนำสินค้าไทยมาขยายตลาด โดยเฉพาะกาแฟ "Cafe Amazon" ซึ่งดังและขายดีมาก โดยร้านในกรุงพนมเปญทำสถิติขายได้สูงถึง 1,500 แก้วต่อวัน ซึ่งตัวเขามีความภูมิใจที่ปตท.สามารถสร้าง brand จนเป็น Pride of Thailand ที่แข่งขันได้นอกประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ

EGATi เดินหน้าโรงไฟฟ้ากวางจิ1,200 เมกะวัตต์ในเวียดนาม

บริษัท EGATi เผยถึงการลงทุนในครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเวียดนาม สปป.ลาว  และสหภาพเมียนมาร์  พร้อมขยายการลงทุนสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศไทย

 

         นายอดิศักดิ์  สุริยวนากุล  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนา บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เปิดเผยว่า EGATi  ได้ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนกับหลายโครงการในต่างประเทศ เพื่อจัดหาพลังงานไฟฟ้าส่งกลับเข้าประเทศไทย เพิ่มความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในประเทศ รวมถึงขยายโอกาสการลงทุนทางธุรกิจทางด้านพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยโครงการที่มีความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ จ.กวางจิ  ประเทศเวียดนาม ซึ่งพื้นที่ของโครงการอยู่ในจุดยทธศาสตร์ในการพัฒนาความมั่นคงด้านพลังงานของเวียดนาม และยังเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลเวียดนามให้การสนับสนุน  

 

        โดยโครงการดังกล่าวEGATi ถือหุ้น 40%  มีขนาดกำลังผลิต 1,200 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินนำเข้าเป็นเชื้อเพลิง  กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ ในปี 2565-2566  ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังผลิตเกินกว่า 500 เมกะวัตต์ จะต้องใช้เทคโนโลยีUtra-Supercritical Technologyเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) และมาตรฐานสากลของสถาบันการเงินเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสังคมในการปล่อยเงินกู้กำหนดไว้

 

       นอกจากนี้ยังลงทุนใน โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี๊ยบ 1 ตั้งอยู่ที่แขวงบอลิคำไซของ สปป.ลาว ขนาดกำลังผลิต 289 เมกะวัตต์  โดย EGATi ถือหุ้น 30% ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างตัวเขื่อนหลัก และเขื่อนรอง คาดว่าจะจ่ายไฟเข้าระบบได้ในปี 2562  

 

       สำหรับการลงทุนในสหภาพเมียนมา มี 3 โครงการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินตอนบน   (มายตง) ตั้งอยู่ที่เมืองมายตง รัฐฉาน สหภาพเมียนมา ขนาดกำลังผลิต 7,000 เมกะวัตต์   EGATiถือหุ้น 30% มีกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2570-2571ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมโครงการ  โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี ตั้งอยู่ในจังหวัดผาอัน รัฐคะหยิ่น สหภาพเมียนมา บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำสาละวิน ขนาดกำลังผลิตรวม 1,360 เมกะวัตต์  ซึ่งผู้ร่วมพัฒนาโครงการได้ชะลอการศึกษาโครงการออกไป เพื่อรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา และ โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนมะริดตั้งอยู่ที่เมืองมะริด ในเขตตะนาวศรี ประเทศเมียนมา  ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้า ขนาดกำลังผลิต 1,800-2,500 เมกะวัตต์ มีแผนจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2564  - 2565   โดยโครงการได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการเรียบร้อยแล้ว  ขณะนี้อยู่ระหว่างรอพิจารณาอนุมัติรายงานความเหมาะสมจากรัฐบาลเมียนมาแล้วจะดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อไป

 

        "EGATiยังมีการดำเนินธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องเพื่อเป็นการใช้ศักยภาพทีมีอยู่ของ กฟผ. ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ ธุรกิจโครงข่ายโทรคมนาคม ในการเชื่อมโยงระบบกับ สปป.ลาว และสหภาพเมียนมา  รวมถึงช่องทางการลงทุนธุรกิจเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับ EGATiแล้วยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าของบริษัท และโรงไฟฟ้าของ กฟผ. อีกด้วย"นายอดิศักดิ์ กล่าว

 

พลังงานรุกสื่อออนไลน์หวังชาวเน็ตเข้าใจเรื่องสำรวจปิโตรเลียม มากขึ้น

กระทรวงพลังงานรุกสื่อออนไลน์  โซเชียลมีเดีย ปล่อยอินโฟกราฟฟิกใหม่หวังชาวเน็ตเข้าใจข้อเท็จจริงการสำรวจปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  กระทรวงพลังงานได้มีการจัดทำสื่ออินโฟกราฟฟิก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องของพลังงาน  .ในกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เนต  ผ่านช่องทางของสื่อออนไลน์เช่น Website ,Social Media เช่น Facebook ,Twitter ,Line และ Instagram  ที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ   โดยปัจจุบันการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ดังกล่าวสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก

โดยอินโฟกราฟฟิก 2 ภาพล่าสุด  เป็นหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับการเจาะสำรวจก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยเฉพาะในแหล่งเอราวัณและบงกช ที่ผลิตก๊าซในสัดส่วน74% ของก๊าซที่ผลิตได้จากอ่าวไทย   มีการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบให้เห็นว่า การรักษาระดับการผลิตก๊าซเพื่อให้ประเทศมีก๊าซใช้อย่างต่อเนื่องนั้นผู้รับสัมปทานจำเป็นจะต้อง ลงทุนเจาะก๊าซเพิ่มขึ้นทุกปี  ต้องใช้จำนวนหลุมมากขึ้น และเงินลงทุนสูงขึ้น   โดยข้อมูลการผลิตก๊าซในปี2555 ที่ผลิตก๊าซได้ปริมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต้องใช้หลุมเจาะจำนวน250หลุม ใช้เงินลงทุน75,000 ล้านบาท  ในขณะที่ปี 2558 ที่ผลิตก๊าซได้ปริมาณ2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน   ต้องใช้หลุมเจาะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ478 หลุม ใช้เงินลงทุนเพิ่มเป็นประมาณ100,000 ล้านบาท

ส่วนอินโฟกราฟฟิก ภาพที่2  เป็นหัวข้อเรื่องความแตกต่างระหว่างการประมูลคลื่นความถี่โทรคมนาคม4G กับการประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม   ว่าการประมูลคลื่น4G นั้น เป็นสิ่งที่รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ไว้ให้อยู่ เอกชนจึงไม่มีความเสี่ยงว่าจะไม่ได้คลื่น เพื่อทำธุรกิจ   ในขณะที่การประมูล ทรัพยากรปิโตรเลียม นั้น เอกชนต้องลงทุนขุดเจาะสำรวจ เพื่อหาปิโตรเลียม จึงต้องรับความเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้น   ในขณะที่การพิจารณา หาผู้ชนะการประมูล นั้น การประมูล4G สามารถพิจารณาจากรายได้ที่เสนอให้กับรัฐสูงสุดได้  แต่การประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งแผนงาน  แผนเงิน  ผู้เชี่ยวชาญ  และเทคโนโลยี  เพราะรัฐต้องการที่จะหาผู้ที่มีศักยภาพที่จะค้นพบปิโตรเลียมและสามารถที่จะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้

สำหรับการใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างความเข้าใจนี้  ถือเป็นช่องทางหลักที่ทางกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว ในขณะที่กระทรวงพลังงาน หันมาให้ความสำคัญกับการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจ ในช่วง1-2ปีหลังมานี้  จากที่ก่อนหน้านี้ให้ความสำคัญกับการชี้แจงผ่านสื่อกระแสหลัก   

โครงการพลังธรรมชาติ พลังงานสะอาดเพื่อชุมชน ของ ปตท. : เครื่องตะบันน้ำ

โครงการพลังธรรมชาติ พลังงานสะอาดเพื่อชุมชน โดย หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในโครงการที่นำองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมมาช่วยแก้ปัญหาน้ำของชุมชน ซึ่งมีทรัพยากรและข้อจำกัดแตกต่างกันไปในแต่ละสภาพพื้นที่ โดยการใช้ “เครื่องตะบันน้ำ” หรือ “ไฮดรอลิคแรมปั๊ม” ดึงพลังงานศักย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาใช้ในระบบส่งน้ำให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ ทดแทนการใช้พลังงานจากไฟฟ้าหรือน้ำมันที่มีต้นทุนสูง โดยในปี 2557 ได้ส่งมอบโครงการต้นแบบแห่งแรกให้แก่ชุมชน ณ หมู่บ้านขนุนคลี่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และในปี 2558 ได้ส่งมอบโครงการฯ ให้แก่ หมู่บ้านภูเตย ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และหน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. มีแผนที่จะขยายโครงการฯ ในอีกหลายพื้นที่ เพื่อช่วยพัฒนาชุมชนที่ขาดแคลนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป

พลังงานรอบโลก: รายงานต่างประเทศระบุจีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด

จากรายงานของ Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA) ที่เผยแพร่ออกมาเร็วๆนี้ ชี้ให้เห็นว่าจีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดของโลก โดยในปี 2016 จีนทำสถิติทุ่มเม็ดเงินลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนต่างๆ ในต่างประเทศ ถึง 3.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือพุ่งสูงขึ้นราว 60% และคาดว่าในปีนี้จะเดินหน้าลงทุนต่อไป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา จีนประกาศว่าเตรียมลงทุนกว่า 3.61 แสนล้านเหรียญสหรัฐในโครงการด้านพลังงานทดแทนภายในปี 2020 โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานด้านพลังงานของจีนกล่าวว่า พลังงานทดแทนจะเป็นหลักสำคัญของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของจีน

ทั้งนี้ ในปี 2016 ที่ผ่านมา จีนได้ทำข้อตกลงลงทุนในโครงการด้านพลังงานทดแทนต่างๆ ในต่างประเทศ จำนวน 11 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการลงทุนดังกล่าว ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น บริษัทผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมในออสเตรเลียและชิลี การจัดจำหน่ายไฟฟ้าในบราซิล และการสร้างโรงงานผลิตโซลาร์เซลล์ในเวียดนาม

นอกจากการลงทุนด้านพลังงานทดแทนในต่างประเทศแล้ว จีนก็มีการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ ด้วยเม็ดเงินมหาศาล โดยในปี 2015 จีนใส่เงินลงทุนกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ลงในทั้งโครงการพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และภาคธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่าการลงทุนของสหรัฐฯ ในภาคพลังงานสะอาดเกินกว่าเท่าตัว จีนจึงได้ก้าวแซงหน้าสหรัฐฯ ในการเป็นผู้ผลิตพลังงานทดแทนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเมื่อพิจารณาจากนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ที่จะมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำแล้ว จึงคาดว่าแนวโน้มการลงทุนด้านพลังงานของสหรัฐฯ คงไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ส่งเสริมพลังงานทดแทนแต่อย่างใด

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานโดยอ้างความคิดเห็นของนักวิชาการด้านการเงินและการจัดการจากมหาวิทยาลัยในเยอรมัน ว่า จีนได้กลายมาเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน แซงหน้าประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐฯและเยอรมันแล้ว โดยปัจจุบัน จีนเป็นเจ้าของโรงงานผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใหญ่สุดในโลกถึง 5  โรง จากทั้งหมด 6 โรง โดยจีนมีความได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิต หากเป็นการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในระดับมาตรฐาน ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากซับซ้อน เช่นเดียวกับการผลิตอุปกรณ์สำหรับการผลิตพลังงานลมแบบมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ยุโรปและอเมริกา ยังคงมีข้อได้เปรียบอยู่ หากวัดกันที่ความทันสมัยและความมีประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น อาทิ แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบาง (thin-film solar) และการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้านพลังงานที่ต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมขั้นสูงในการเดินระบบ

จีนเล็งปรับลดการเติบโตของการใช้พลังงานต่อปีเหลือ 2.5% ในช่วง 2016-2020

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข้อมูลจากแผนพลังงาน 5 ปี ฉบับล่าสุดของจีน ที่ระบุว่าจีนตั้งเป้าอัตราการเติบโตของการใช้พลังงานต่อปีเฉลี่ยที่ 2.5% ในช่วงปี 2016-2020 ซึ่งน้อยกว่าช่วงปี 2011-2015 ที่อยู่ที่ระดับ 3.6% โดยเป้าหมายการเติบโตที่น้อยลงนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้พลังงานใหม่ ตามการเติบโตของเศรษฐกิจแบบ new normal ของประเทศ

ทั้งนี้ การปรับลดเป้าดังกล่าว จะทำให้การใช้พลังงานรวมในปี 2020 อยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านเมตริกตันเทียบเท่าถ่านหินมาตรฐาน

จากแถลงการณ์ร่วมของ National Energy Administration และ National Development and Reform Commission ของจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนยังตั้งเป้าลดความเข้มข้นของพลังงาน หรือการใช้พลังงานต่อหน่วยจีดีพีภายในปี 2020 ลงอีกกว่า 15% จากปี 2015 พร้อมจะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลเป็นกว่า 15% ของการใช้พลังงานทั้งหมด และการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มเป็น 10% จาก 8% แต่จะลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินจาก 62% เหลือน้อยกว่า 58%

ขณะเดียวกัน จีนได้กระตุ้นให้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าและใช้ก๊าซแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน มากขึ้นด้วย 

กองทุนอนุรักษ์พลังงานหนุนภาคอุตสาหกรรมใช้โปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อประหยัดพลังงาน

กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  ภายใต้ กระทรวงพลังงาน  สนับสนุนให้ ​ สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน เพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือในด้านการบริการ รวมถึงการลดต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่จะมีความผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต

นายวีรศักดิ์  โฆสิตไพศาล ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  เปิดเผยใน "งานสัมมนา สรุปผลการดำเนินการ ภายใต้ “โครงการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน" เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 ที่ห้องกิ่งเพชร ชั้น 3 โรงแรมเอเชีย กรุงเทพ  ว่า การแข่งขันที่สูงขึ้นในการให้บริการด้านขนส่งในอนาคต ผู้ประกอบการขนส่งไทย มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาระบบการบริหารงานขนส่ง  ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานและลดการใช้เชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการขนส่งทางบก เนื่องจากประเทศไทยยังคงพึ่งพาการขนส่งทางบกเป็นหลัก

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังขาดเทคโนโลยีที่ช่วยในการบริหารงานและเก็บข้อมูลต่างๆในการขนส่ง จึงไม่สามารถวิเคราะห์หาแนวทางการปรับปรุงระบบการบริหารงานและการใช้พลังงานในการขนส่งให้มีประสิทธิภาพได้ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนด้านพลังงาน   ด้วยเหตุนี้ ทางกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  ภายใต้กระทรวงพลังงาน จึงสนับสนุนให้ สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดำเนิน "โครงการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน ระยะที่ 2 (Enhancement and Encouragement of Logistics and Transport Management Application; LTMA2)"  โดยได้มีการศึกษาข้อมูลกระบวนการขนส่งของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ และทำการพัฒนาโปรแกรมที่มีส่วนฟังก์ชั่นต่างๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารงาน

นายธิบดี หาญประเสริฐ ประธานคณะทำงานโครงการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน เปิดเผยว่า จาการดำเนินโครงการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน ระยะที่ 1 เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558จนถึงปัจจุบันนั้น ได้มีการศึกษาข้อมูลกระบวนการขนส่งของผู้ประกอบการภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมทั้ง 5 คลัสเตอร์ ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าทั่วไป กลุ่มผลิตผลการเกษตร กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มอาหาร และกลุ่มเคมีภัณฑ์ เพื่อทำการวิเคราะห์และพัฒนาโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน ซึ่งประกอบด้วยส่วนต่างๆ 4 ส่วน คือ
1. ส่วนเว็บไซต์ของโครงการ (LTMA Website)
2. ส่วนการจัดการของผู้ดูแลระบบ (Back Office Application)
3. ส่วนการจัดการของผู้ใช้ระบบ (Member User Application)
4. ส่วนโมดูลขนส่งที่รองรับบนอุปกรณ์เคลื่อนที่(Smart Phone Application)
 
ซึ่งได้มีการจัดทำโปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงานที่สามารถรองรับการดำเนินงานขนส่งของผู้ประกอบการทั้ง 5 คลัสเตอร์และได้ขยายผลการใช้งานโปรแกรมไปยังผู้ประกอบการภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากกว่า 170 บริษัท โดยจัดอบรมการใช้งานโปรแกรมให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้ทราบถึงหลักการใช้งานโปรแกรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานขนส่งของบริษัทให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 นอกจากนั้นได้ส่งเสริมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อลดการจัดส่งสินค้าเที่ยวเปล่า (Backhaul) จำนวน 1กลุ่ม ซึ่งจากการดำเนินงานภายใต้โครงการสามารถประหยัดพลังงานเฉลี่ยรวมกันของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการถึง 6%
​“

"สุรศักดิ์"ย้ำ4แผนงานประยุกต์ใช้Energy Storage ขับเคลื่อนEnergy 4.0

กระทรวงพลังงานย้ำกรอบแผนงาน4ด้านประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) สอดคล้องนโยบายพลังงาน 4.0 สำหรับประเทศไทย เผยความคืบหน้างบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 765 ล้านบาท อนุมัติแล้ว32โครงการรวมวงเงิน 295 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดสัมมนา “ความพร้อมของประเทศไทยกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน” เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัย นักวิชาการ ผู้ประกอบการ องค์กรภาครัฐ และเอกชน ได้ทราบถึงทิศทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านระบบกักเก็บพลังงานในระดับสากล รวมถึงกรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับประยุกต์ใช้ในประเทศไทย โดยมี พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 สำหรับประเทศไทย”

โดยพลเอกสุรศักดิ์ กล่าวว่า นโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล เป็นโมเดลทางธุรกิจที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่ง กระทรวงพลังงาน มีนโยบายในการเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 หรือ Energy 4.0 ให้มีความสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยการใช้ “การวิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ดังจะเห็นได้จากนวัตกรรมที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และมีผลกระทบต่อการผลิตและใช้พลังงานของประเทศ เช่น การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ที่เปลี่ยนการใช้พลังงานน้ำมันเป็นไฟฟ้า หรือการนำพลังงานจากธรรมชาติ เช่น แสงแดด ลม หรือชีวมวลมาใช้ผลิตไฟฟ้าแทนพลังงานน้ำจากเขื่อน ฉะนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการวิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรับมือให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ สนพ.เป็นผู้ดำเนินการ ในกรอบแผนงาน 4 ด้าน คือ 1 Firm Renewable Energy ที่ต้องทำให้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม หรือชีวมวล ที่ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า มีความเสถียร สามารถใช้เป็นพลังงานหลักของประเทศได้  2 EV (Electric Vehicle) หรือยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดมลพิษที่เกิดจากการเผาผลาญน้ำมัน โดยรัฐบาลไทยประกาศสนับสนุนการผลิตและใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ทั้งจากบ้านเรือนที่พักอาศัย หรือที่ปั๊มชาร์จไฟฟ้า โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการผลักดันให้ภาคเอกชนสร้างปั๊มชาร์จไฟฟ้าให้ได้ 150 หัวจ่าย  3  Smart City - Smart Grid คือการพัฒนาชุมชนหรือเมืองอัจฉริยะ ให้ผลิตและใช้ไฟฟ้าได้เอง ทำให้สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4 Energy Storage หรือระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่จะทำให้เกิดการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ให้ใช้ได้นาน ทำให้การบริหารจัดการพลังงานทดแทนให้มีความเสถียร (Firm Renewable) ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle) ใช้งานได้นานขึ้น

โดยปัจจุบันเทคโนโลยี Energy storage มีความหลากหลาย ทั้งเทคโนโลยีเดิมที่มีการใช้มานาน หรือเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจ เช่น แบตเตอรี่ลิเที่ยม รวมถึงเทคโนโลยีอนาคต เช่น supercapacitor แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลักๆ คือ ราคาต้นทุนเป็นสำคัญ นอกจากนี้การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทย ต้องคำนึงถึงการมีวัตถุดิบในประเทศ หรือการมี supply chain ที่ครบถ้วน รวมถึงการมีนโยบายและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

การสัมมนาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดี ที่จะได้สำรวจองค์ความรู้และหารือแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นโยบาย มาตรการส่งเสริม และทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรม Energy storage เพื่อประเมินความพร้อมและกำหนดบริบทการพัฒนาเทคโนโลยี Energy storage ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ทำให้เรารู้ว่า ประเทศไทยควรจะเดินอย่างไร จะเตรียมความพร้อมเรื่อง Energy storage อย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย Energy 4.0 เพื่อการพัฒนาให้ประเทศมีความยั่งยืน

ด้าน นางเอมอร ชีพสุมล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้มติอนุมัติงบประมาณ 765 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดทำโครงการสนับสนุนการศึกษาวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ภายในระยะเวลา 2 ปี

งบประมาณดังกล่าว สนับสนุนให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในด้านต่างๆ โดยนำร่องการใช้งานในด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ ด้านอุตสาหกรรม และยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระยะยาว โดยได้ร่วมมือและมอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเป็นผู้บริหารจัดการโครงการ”

ทั้งนี้ในความคืบหน้าในการดำเนินงานระยะที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 สวทช. เปิดรับข้อเสนอโครงการจัดกระบวนการพิจารณา และเสนอคณะทำงานกำกับงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Steering Committee) อนุมัติการสนับสนุนโครงการแล้ว รวม 32 โครงการ งบประมาณรวม 301,897,000 บาท เป็นงบประมาณจากกองทุนฯ 295,634,000 บาท และงบประมาณร่วมสนับสนุนจากภาคเอกชน 6,263,000 ซึ่งยังมีงบประมาณคงเหลืออีก 400,320,000 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้ทิศทางและแนวทางในการดำเนินงานมีความสอดคล้องและต่อเนื่องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล สนพ. ในฐานะเลขานุการกองทุนฯ จึงร่วมมือกับ สวทช. จัดสัมมนาขึ้น เพื่อสำรวจองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นโยบาย มาตรการส่งเสริม และทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านระบบกักเก็บพลังงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนา การกำหนดนโยบายและมาตรการส่งเสริมด้านระบบกักเก็บพลังงาน สำหรับเป็นกรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับประยุกต์ใช้ในประเทศไทย”

งานสัมมนาที่จัดขึ้นได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพลังงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา มาบรรยายเรื่อง A review of U.S. market reforms for renewable integration, flexibility, and storage และผู้เชี่ยวชาญจาก DNV GL Clean Technology Center ประเทศสิงคโปร์ มาบรรยายเรื่อง Evolution of Energy Storage Systems Technology: Current and future รวมทั้งการเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของประเทศไทยกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ผู้แทนจากหน่วยงานดูแลกำกับนโยบาย และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศ มาแลกเปลี่ยนความรู้และอภิปรายร่วมกัน เพื่อหารือถึงบริบทการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานที่เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป