ค้นหาด้วย ' EGAT ' ทั้งหมด 1 รายการ
ถอดรหัส กฟผ. ยุคไทยแลนด์ 4.0 มุ่งสู่นวัตกรรม ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน

ถอดรหัส กฟผ. ยุคไทยแลนด์ 4.0  มุ่งสู่นวัตกรรม ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน

รัฐบาลไทยมีวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่เรียกว่า ไทยแลนด์ 4.0” โดยมุ่งหวังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม  โดยมีหลักคิดพื้นฐาน คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม  และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปมุ่งเน้นภาคบริการมากขึ้น เพื่อให้สามารถรับมือได้กับทั้งโอกาสและภัยคุกคามแบบใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเร็วและรุนแรงในศตวรรษที่ 21 นี้

สำหรับในภาคพลังงาน กระทรวงพลังงานก็มีการดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์4.0 ของรัฐบาล ที่เรียกว่า Energy 4.0  หลักการที่สำคัญ คือ การยกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงานในปัจจุบัน ด้วยการนำนวัตกรรมที่เหมาะสมมาใช้ในการพัฒนาเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางด้านพลังงาน จัดหาได้ในราคาที่เหมาะสม พึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด  และกระตุ้นการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ

เฉพาะในส่วนของภาคไฟฟ้านั้น กระทรวงพลังงานมีนโยบายที่จะยกระดับการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   การแก้ปัญหาสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ไม่สมดุล  พลังงานทดแทนไม่เสถียร  สายส่งไฟฟ้าไม่เพียงพอ  การลดการนำเข้าพลังงานทุกรูปแบบ ด้วยการกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้า  การใช้โครงสร้างพื้นฐานอย่างคุ้มค่า  การลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาพลังงานทดแทนให้เสถียร

จากภาพใหญ่ในระดับนโยบายของประเทศ ไล่เรียงมาถึงระดับกระทรวงพลังงาน ในส่วนของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในการกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ก็เห็นได้ว่า กฟผ. มีความพยายามที่จะตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 และ Energy4.0 ดังนี้

1. การจัดทำแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในระยะ 20 ปี เฉพาะส่วนของการลงทุนของ กฟผ. ที่เพิ่มสัดส่วนการผลิตจากเดิม 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์  ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ไม่สมดุลลงได้ส่วนหนึ่ง  รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสภาวะโลกร้อนด้วย โดย กฟผ. มีการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยขณะนี้มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่กำหนดแล้วเสร็จระหว่างปี 2561 – 2564 อาทิ โครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ กฟผ. ที่โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ที่อ่างเก็บน้ำของโรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ อ่างเก็บน้ำห้วยเป็ด และอ่างเก็บน้ำห้วยทราย ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง รวมถึงมีโครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนดินในพื้นที่ กฟผ. ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงจอมบึง จ.ราชบุรี สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 จ.มุกดาหาร และเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง

สำหรับการลงทุนในส่วนของโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้า จากการปลูกไม้โตเร็วเพื่อขายเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้า นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมของโครงการต้นแบบ ให้ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาความร่วมมือด้านการทดลองปลูกพืชพลังงาน  ทั้งนี้ คาดว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบของ กฟผ. จะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ในปี 2563

ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียน นั้น กฟผ.มีการติดตามเทคโนโลยีของระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage )อย่างใกล้ชิด  ซึ่งในอนาคตระบบกักเก็บพลังงานจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้พลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพ โดยหลักการสำคัญที่ กฟผ. ใช้พิจารณาในเรื่องของระบบกักเก็บพลังงาน คือ จะต้องกักเก็บพลังงานได้ปริมาณมากและสามารถจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้มีเสถียรภาพ และมีอายุการใช้งานยาวนาน  นอกจากนั้น ในอนาคต กฟผ. ยังมีแผนการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ในระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อควบคุมความผันผวนของความถี่และแรงดันในระบบส่ง จากการนำพลังงานทดแทนเข้าสู่ระบบ รวมถึงช่วยลดความสูญเสียในระบบส่งไฟฟ้า

2. โครงการนำร่องสมาร์ทกริดแม่ฮ่องสอน สู่ Smart City โดยมีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งยังมีปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในบางพื้นที่ เนื่องจากขีดความสามารถของระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงมีจำกัดนั้น สามารถที่จะมีแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าสีเขียว (Green Supply) มีความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Smart System) มีการใช้ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า (Smart Life) โดยประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการดังกล่าว คือ การสร้างรายได้การท่องเที่ยวเชิงพลังงานสู่ชุมชน และเกิดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสมาร์ทกริด

3. โครงการดัดแปลงรถยนต์ใช้แล้วไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า EV ซึ่งมีแผนดำเนินการ 3 ระยะ คือ ในระยะที่1 (ระหว่างปี 2553 - 2559) ที่ดำเนินการเสร็จแล้วนั้น กฟผ. และ สวทช. ได้ดำเนินการดัดแปลงรถยนต์ 2 รุ่น คือ Honda Jazz และ Toyota Vios ปัจจุบัน สวทช. ได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า EV จากรถยนต์รุ่นHonda Jazz ให้กับ กฟผ. เพื่อนำไปใช้งานจริงแล้ว

ระยะที่2 ระหว่างปี 2560 - 2563 กฟผ.ได้มีการลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม“โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)” กับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ไปเมื่อวันที่21 มิ.ย.ที่ผ่านมา   ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ การดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) หรือ รถยนต์ ICE ที่ใช้แล้วมีเครื่องยนต์ที่เสื่อมสภาพ ปลดปล่อยไอเสียคุณภาพต่ำ เสียงดัง และความร้อนจำนวนมากสู่สิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่สามารถกลับมาใช้งานได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการวิจัยนาน 30 เดือน ใช้งบประมาณในการวิจัยทั้งสิ้น ประมาณ 60 ล้านบาท โดย กฟผ. สนับสนุนงบประมาณในการวิจัย ประมาณ 25 ล้านบาท และ สวทช. สนับสนุนงบประมาณ 35 ล้านบาท

ส่วนระยะที่ 3 (ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป) หลังจากที่พัฒนารถไฟฟ้าดัดแปลงที่มีต้นทุนต่ำได้เรียบร้อยแล้ว จะมีการขยายผลการพัฒนา เพื่อให้เกิดศูนย์บริการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า โดยจะมีการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดัดแปลงรถยนต์ใช้แล้วไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า EV

4. โครงการเมืองนิเวศแห่งความสุข: EGAT Eco Plus” ซึ่งจะใช้พื้นที่ กว่า 300 ไร่ ในบริเวณสำนักงานใหญ่ กฟผ.            อ.บางกรวย จ.นนทบุรี   ดำเนินการออกแบบโดยคำนึงถึงแนวความคิด Universal Design หรือการออกแบบเพื่อการใช้งานของคนทุกกลุ่มในสังคม ให้มีความสมดุลระหว่าง โรงไฟฟ้า ป่านิเวศ และชุมชนโดยรอบ  ซึ่งแบ่งพื้นที่การใช้งาน เป็น 5 โซน คือ โซนสำนักงาน โซนอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า โซนสันทนาการ โซนบริการ และ โซนศูนย์การเรียนรู้ และมีป่านิเวศเป็น Buffer Zone ระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชน โดยมีแผนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว จาก 60 ไร่ เป็น 150 ไร่  คาดว่าจะสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 270 ตันคาร์บอนต่อปี  

ภายใต้โครงการดังกล่าว กฟผ. ยังจะสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานให้แก่สังคม ผ่านศูนย์การเรียนรู้ ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2561 เพื่อให้เป็นต้นแบบของชุมชนที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยโครงการ เมืองนิเวศแห่งความสุข: EGAT Eco Plus  คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี พ.ศ. 2564

แผนการลงทุนต่างๆที่ กฟผ. พยายามที่จะขับเคลื่อนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และ Energy 4.0 จะสามารถบรรลุผลเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ หรือไม่ เป็นเรื่องที่เราคงต้องติดตาม