ค้นหาด้วย ' CO2 ' ทั้งหมด 7 รายการ
กฟผ.ชูกิจกรรม ปลูกป่าแลกข้าว ชวนคนปลายน้ำร่วมเฉลิมพระเกียรติ ในหลวงครองราชย์ 70 ปี

กฟผ. เดินหน้าชวนคนปลายน้ำร่วมสานพลังชุมชนในผืนป่าต้นน้ำเขื่อนภูมิพล ขยายผลกิจกรรม “ปลูกป่าแลกข้าว” นำข้าวสารส่งต่อคนต้นน้ำ ผู้เสียสละคอยดูแลรักษาผืนป่าต้นน้ำ ให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และการเกษตรลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามโครงการแลกข้าวอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ  พร้อมร่วมสร้างฝายหินทิ้งช่วยชะลอน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าไม้  

 นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 70 ปี  กฟผ. ได้จับมือกับสื่อพันธมิตรร่วมกิจกรรม “ปลูกป่าแลกข้าว” ในเขตพื้นที่เขื่อนภูมิพล  อ.สามเงา  จ.ตาก  ในระหว่างวันที่ 10 -12 มิถุนายน 2559   

“สำหรับกิจกรรมปลูกป่าแลกข้าว จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจให้คนต้นน้ำของลุ่มน้ำแม่ปิง โดยนำข้าวสารไปฝากให้กับเขื่อนภูมิพล  เพื่อส่งต่อให้ประชาชนและชุมชนต้นน้ำในพื้นที่อำเภออมก๋อย  และอำเภอแม่แจ่ม  จ.เชียงใหม่ ที่เป็นผู้เสียสละทำหน้าที่คอยดูแลรักษาป่าต้นน้ำไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่า พร้อมร่วมปลูกและอนุรักษ์สร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่แหล่งต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำปิงตอนบน ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลอย่างต่อเนื่อง และมีน้ำเพื่อการเกษตรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเพียงพอ ตามโครงการแลกข้าวอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ หรือ ปลูกป่าแลกข้าว  นอกจากนี้ กฟผ. ได้มีการดำเนินงานในโครงการต่างๆ ภายใต้การมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อให้เกิดการขยายเครือข่ายการดูแลรักษาป่า  โดยปัจจุบันเขื่อนภูมิพลได้สร้างฝายร่วมกับชุมชนมาแล้วกว่า 12,000 ฝาย รวมถึงการสร้างฝายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการ 950 ฝาย ถวายในหลวง นับว่าเขื่อนภูมิพล เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่อำนวยประโยชน์ให้กับประเทศทั้งด้านการชลประทาน การคมนาคม และการบรรเทาอุทกภัย รวมทั้งยังผลพลอยได้ในด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของประเทศ สมเป็นเขื่อนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อน”  

นอกจากกิจกรรม ปลูกป่าแลกข้าวแล้ว ยังได้ร่วมกันสร้างฝายหินทิ้ง เพื่อช่วยชะลอน้ำสร้างความชุ่มชื่นให้กับผืนป่า ช่วยกักเก็บตะกอนดินป้องกันดินทลาย ลดปัญหาภัยแล้ง ในพื้นที่ป่าบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่ปิง (ดอยขุนเม่น)  ร่วมกับผู้บริหาร กฟผ. และเหล่าศิลปินดาราจิตอาสา อาทิ  แม็กกี้ อาภา ภาวิไล และลงพื้นที่เรียนรู้โครงการชีววิถีชุมชน ที่บ้านแม่ระวาน อ.สามเงา จ.ตาก ซึ่งชุมชนแห่งนี้มีความเข้มแข็ง ในการร่วมมือกันอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ รวมถึงการปกป้องผืนป่าในชุมชน  ทำให้ป่าไม้กลับคืนความสมบูรณ์อีกครั้ง  นอกจากนี้ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ได้ดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพด้วยการทำเกษตรแบบผสมผสานไร้สารพิษ และน้อมนำปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฎิบัติใช้จนประสบผลสำเร็จ  และได้รับการจัดตั้งให้เป็นศูนย์เครือข่ายปราญช์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวานเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพด้วยวิธีชีววิถี  โอกาสนี้ได้เข้าเยี่ยมชมเขื่อนภูมิพล เขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของประเทศไทย ที่เป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ และเป็นอันดับที่ 8 ของโลก อีกด้วย

  กฟผ. ยังคงเดินหน้าในโครงการฯ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายปลูกป่าไม่น้อยกว่าปีละ20,000ไร่ พร้อมรณรงค์ปลูกที่ท้อง ปลูกที่ใจ ปลูกที่ป่า เพื่อปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยปี2559นี้ จัดกิจกรรมในโครงการปลูกป่า กฟผ. จำนวน 5 ครั้ง เน้นที่ป่าชายเลน ป่าต้นน้ำ และป่าชุมชนในพื้นที่รอบเขื่อน และโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยครั้งแรกได้จัดขึ้นที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายน  ที่ผ่านมา ส่วนในครั้งต่อไปจะจัดที่เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น, กฟผ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์  ทั้งนี้ผู้สนใจที่จะร่วมกิจกรรมสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.egat-reforest.com

          

 

ภาคพลังงานไทยมุ่งลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องข้อตกลง COP21

จีนครองแชมป์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด 2 ปีซ้อน ด้านไทยให้คำมั่นลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% ในอีก 15 ปี ข้างหน้า สอดคล้องข้อตกลง COP21 พุ่งเป้าภาคพลังงานเป็นหลัก

นางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กล่าวในงานสัมมนา “ก้าวย่างที่ยั่งยืนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” ภายในงานการประชุมและนิทรรศการนานาชาติพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 หรือ เซต้า 2016 ว่า ปัจจุบันพบว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน รองลงมาคือประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียนก็มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับสูง โดยภาคพลังงานเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซออกมามากที่สุดคือราว 70% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด

ทั้งนี้ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP21ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา มีมติให้ 195 ประเทศจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงตามเป้าหมายที่ให้ไว้กับสหประชาชาติ และมุ่งไปสู่เป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 24 ล้านตันในปี 2563 จากปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซฯ อยู่ 300-400 ล้านตันคาร์บอน และในอีก 15 ปี หรือในปี 2574 ไทยจะช่วยลดก๊าซฯ ลง 20% หรือ 110 ล้านตัน แต่หากไม่ทำอะไรเลยไทยจะปล่อยก๊าซฯ ถึง 555 ล้านตัน

สำหรับแนวทางที่ไทยกำลังดำเนินการ คือการเริ่มลดก๊าซฯในระดับท้องถิ่นก่อน โดยส่งเสริมในกลุ่มเทศบาลต่างๆ ประเมินท้องถิ่นตัวเองว่าปล่อยก๊าซฯปริมาณเท่าใด จากกิจกรรมอะไรบ้าง และร่วมกันวางแนวทางลดการปล่อยก๊าซฯ โดยในปัจจุบันดำเนินการแล้ว 200 เทศบาล จากทั้งหมด 3-4 พันแห่ง จากนั้นเริ่มขยายขอบเขตไปสู่ระดับเมืองต่างๆ (City Carbon Footprint) ซึ่งปัจจุบันดำเนินการได้แล้ว 70 แห่งทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพฯ และ ภูเก็ต เป็นต้น

“ขณะนี้โลกเห็นผลชัดเจนจากปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา ทำให้โลกร้อนขึ้น สภาพอากาศแปรปรวน ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น ซึ่งไทยเองก็รับรู้ได้จากปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ ทำให้ให้พืชผลเสียหาย ขาดน้ำอุปโภคบริโภค อุณหภูมิโลกสูงขึ้นทำให้โรคไข้เลือดออกกลับมาระบาดอีกครั้ง ซึ่งจากนี้ไปทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาร่วมช่วยกันแก้ไขปัญหาที่มาจากก๊าซเรือนกระจก โดยภาคเกษตรจะต้องปรับตัวปรับฤดูกาลปลูกพืชผล ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง ขณะที่ภาคสาธารณสุขจะต้องป้องกันปัญหาโรคระบาดซ้ำซ้อน การจัดการน้ำต้องวางแผนให้เพียงพอ เป็นต้น เหล่านี้เป็นผลมาจากปัญหาก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้นซึ่งต้องช่วยกันเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกป่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง”นางประเสริฐสุข กล่าว

นางประเสริฐสุข กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมั่นใจว่าจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายที่ให้ไว้กับสหประชาชาติ เนื่องจากการปล่อยก๊าซฯ ของไทยมาจากภาคพลังงานเป็นส่วนใหญ่ และกระทรวงพลังงานมีแผนระยะยาว 21 ปี 5 ด้าน ได้แก่ แผนไฟฟ้า แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนพลังงานทดแทน แผนน้ำมัน และแผนก๊าซธรรมชาติ ซึ่งแต่ละแผนล้วนกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกเอาไว้แล้วทั้งสิ้น

นอกจากนี้ กติกาของสหประชาชาติยังกำหนดให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกันได้ โดยหากประเทศใดปล่อยก๊าซฯเกินกำหนดสามารถขอซื้อคาร์บอนเครดิต (ปริมาณการลดก๊าซฯที่เกินกำหนด และเหลือขายให้กับประเทศอื่นๆ) เพื่อมาลบบัญชีการปล่อยก๊าซฯเกินกำหนดได้ ซึ่งเบื้องต้นภายในประเทศสามารถซื้อขายกันเองได้ก่อน เช่น โรงงานใดปล่อยก๊าซฯ เกินกำหนด ก็สามารถขอซื้อจากโรงงานที่ลดการปล่อยก๊าซฯ เกินกำหนดและเหลือขายให้ได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมี 10 ประเทศที่ได้ลงนามทำตลาดคาร์บอนเครดิตร่วมกัน เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตกันแล้ว อาทิ แคนนาดา จีน สหรัฐฯ เป็นต้น โดยในส่วนของไทยต้องใช้เวลา 1-2 ปีนี้เพื่อสำรวจตัวเองว่า ลดก๊าซฯได้เท่าไหร่ และเหลือ ขายให้ประเทศอื่นเท่าไหร่ แต่เบื้องต้นต้องลดก๊าซฯในโรงงานและท้องถิ่นตัวเองก่อน โดยองค์กรเอกชนใหญ่ๆ เช่น SCG และ ปตท. ต่างก็ทำดำเนินโครงการตอบแทนสู่สังคม (CSR) เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในองค์กร รวมถึงการบริจาคคาร์บอนเครดิตให้กับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ด้วยแล้ว

“ตลาดคาร์บอนเครดิตได้หยุดชะงักมาระยะหนึ่งแล้ว โดย 41 ประเทศที่ถูกกำหนดให้ลดก๊าซฯ มีความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตลดลง เพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทำให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีราคาถูกลงมาก แต่การประชุม COP21 ที่ผ่านมาเริ่มฟื้นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกันอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการส่งเสริมให้โลกหันมาสนใจกับการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกลงได้” นายประเสริฐสุข กล่าว

10ผลงานเด่นสนพ.ตลอดปี2559

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)โพสต์เฟซบุคส่วนตัว สรุป10ผลงานเด่นในรอบปี2559 ทั้งการลอยตัวNGV  ,การเตรียมพร้อมเปิดเสรีLPG ,การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า(EV),ขับเคลื่อนแผนSmart Grid,เปลี่ยนระบบAdder เป็นFiT,เสนอใช้มาตรา44 แก้ปัญหาผังเมืองโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน,สนับสนุนทุนวิจัย Energy Storage System (ESS),ขยายกรอบMoU ซื้อไฟฟ้าจากสปป.ลาวจาก7,000เมกะวัตต์เป็น9,000เมกะวัตต์,ปฎิรูปโครงสร้างกองทุนน้ำมัน และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และปลุกจิตสำนึกประหยัดพลังงาน ภายใต้โครงการ “รวมพลังหาร2”

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center รายงานว่า เมื่อเวลา22.45น.วันที่30ธ.ค.2559 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุคส่วนตัว “Twarath  Sutabutr “นำเสนอผลงานของ สนพ.ตลอดปี2559 ที่ตัวเขาได้ทำงานในตำแหน่ง ผอ.สนพ.เต็มปีเป็นปีแรก โดยมี10ผลงานที่น่าสนใจดังนี้

1. การลอยตัว NGV เต็มรูปแบบ : คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ตัดสินใจลอยตัวราคา NGV แบบมีเงื่อนไขเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 และหลังจากเดือนกรกฎาคม 2559 เป็นต้นมา ราคาก็สามารถลอยตัวได้เต็มรูปแบบทำให้กลไกราคา NGV สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

2. ริเริ่มระบบเสรี LPG : คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อนุมัตินโยบายเปิดเสรีการนำเข้า LPG พร้อมนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อทราบเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ซึ่ง LPG จะเป็นพลังงานฟอสซิล ประเภทล่าสุดและสุดท้ายที่จะได้ใช้ระบบกลไกตลาดที่มีการแข่งขันสูงและราคาที่ลอยตัวขึ้น-ลง ตามต้นทุนที่แท้จริงต่อไป

3. พัฒนานโยบายส่งเสริม Electric Vehicle (EV) และ Charging Station : คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติแผนส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 พร้อมๆ กับที่ สนพ. ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในการสนับสนุนการติดตั้ง Charging Station 150 หัวจ่าย ภายในปี 2561 นำไปสู่การเริ่มกลไกการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย

4. อนุมัติพร้อมขับเคลื่อนแผน Smart Grid : คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อนุมัติแผนขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อเป็นตัวนำไปสู่นโยบาย “Energy 4.0” สู่การปฏิบัติจริง คาดว่าเทคโนโลยี Smart Grid นี้จะช่วยขจัดอุปสรรคด้านระบบสายส่งไฟฟ้า และจะนำไปสู่การลงทุนในพื้นที่นำร่องที่จะมีสัดส่วนการผลิตและใช้พลังงานทดแทนสูง และความสามารถในการอนุรักษ์พลังงานเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

5. เปลี่ยนผ่านระบบการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) จาก Adder เป็น FiT เต็มรูปแบบ : ยุติการอนุมัติโครงการภายใต้ระบบ Adder และนำระบบ Feed-in-Tariff (FiT) มาใช้ โดยได้ดำเนินการประกอบกับหลักเกณฑ์ในการประมูลแข่งขันด้านราคา หรือ Competitive Bidding โดยเริ่มที่พื้นที่ภาคใต้ก่อนนำไปขยายผลทั้งประเทศในปีหน้า

6. สนองรับการใช้ ม.44 แก้ปัญหาผังเมืองที่พันธการการพัฒนาพลังงานทดแทน : สนองนโยบายการแก้ปัญหาการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนที่มักจะติดขัดในประเด็นด้าน “ผังเมือง” จึงมีการเสนอ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติหลักเกณฑ์ในการได้รับยกเว้น เพื่อให้สอดรับกับคำสั่ง คสช.ที่ 4/59 ที่แก้ไขปัญหาดังกล่าว

7. ปรับปรุงระบบสนับสนุนทุนวิจัยด้านพลังงานใหม่ : เน้นงานวิจัยมุ่งเป้า เช่นการตัดสินใจทุ่มงบกว่า 700 ลบ. สนับสนุนการวิจัยงานด้าน Energy Storage System (ESS)

8. ขยายกรอบความร่วมมือ MOU ไฟฟ้า ไทย-ลาว 9,000 MW : เจรจาและลงนามบันทึกความเข้าใจด้านไฟฟ้า กับ สปป.ลาว ในการเชื่อมโยงเพื่อป้อนกลับไฟฟ้าสู่ประเทศไทย ขยายกรอบการซื้อไฟฟ้า 9,000 MW ภายในปี 2579 (จากเดิม 7,000 MW) และใช้เป็นพื้นฐานในการเชื่อมโยงและพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนต่อไป

9. ปฎิรูปโครงสร้างกองทุนน้ำมัน และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน : ผลักดันการปฏิรูปกองทุนด้านพลังงานทั้ง 2 กองทุน คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และระเบียบว่าด้วยโครงสร้างและการบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่จะนำไปสู่การบริหารกองทุนอย่างมืออาชีพ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมีประสิทธิภาพสูงสุด

10. ประชาสัมพันธ์ “รวมพลังหาร2” ผลักดันยอดใช้หลอด LED และอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน : เดินหน้าต่อเนื่องกับแคมเปญ “รวมพลังหาร2” ไม่ว่าจะเป็น รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์ หรือจะเป็น รวมพลังหาร 2 ลดครึ่ง ใช้ครึ่ง เพื่อรณรงค์ให้คนไทยตระหนักรู้คุณค่าพลังงาน ใช้อย่างประหยัด คุ้มค่าที่สุด นำไปสู่การขยายตลาดของสินค้าประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟ LED เครื่องปรับอากาศแบบ Inverter เป็นต้น

ผมเตือนตัวเองตลอดว่า "งานยังไม่เสร็จ" และตั้งใจว่าปีหน้าฟ้าใหม่ จะตั้งใจสานงานต่อให้ดียิ่งขึ้นๆ ไป “ นายทวารัฐ  โพสต์ข้อความในตอนท้าย 

โลมาสีชมพู ดูที่โรงไฟฟ้าขนอม

ยังมีคนในสังคมอยู่ไม่น้อยที่เชื่อว่าโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ จะเข้าไปทำลายวิถีชุมชนและสิ่งแวดล้อม   ทำให้โครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายๆแห่งถูกจุดกระแสการคัดค้าน โดยอาศัยฐานความเชื่อ ดั้งเดิมของประชาชนในพื้นที่ขึ้นมาได้โดยง่าย  แม้ว่าโครงการเหล่านั้นจะได้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และพร้อมจะปฏิบัติตามกฏหมายที่มีอยู่แล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 2-3 ก.ย. 2559ที่ผ่านมา คณะผู้บริหาร เอ็กโก กรุ๊ป  ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าขนอม ได้นำคณะสื่อมวลชน เยี่ยมชมโรงไฟฟ้าและพื้นที่ชุมชนโดยรอบ  เพื่อให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่ายังมีโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในชุมชนให้อยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี  

ดัชนีชี้วัดที่สำคัญคือความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล ติดกับโรงไฟฟ้า ซึ่งยังคงเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้าน  และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวักนครศรีธรรมราช  เพราะมีโลมาสีชมพู ที่ว่ายวนอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาชมไม่ขาดสาย

 เอ็กโก กรุ๊ป ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนอม  หน่วยที่4  ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ท้องเนียน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่ปี 2556 และเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยเป็นโรงไฟฟ้า ซึ่งสร้างทดแทนโรงไฟฟ้าขนอมโรงเก่า ที่หมดอายุ  มีขนาดกำลังการผลิต 930 เมกะวัตต์  และมีสัญญาขายไฟให้กับกฟผ.เป็นระยะเวลา  25 ปี  โรงไฟฟ้าแห่งนี้นอกจากจะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงแล้ว ยังสามารถใช้น้ำมันดีเซลผลิตไฟฟ้าได้ในกรณีฉุกเฉิน อีกด้วย

นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า กระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนอม จำเป็นต้องใช้น้ำจากทะเลขนอม เพื่อถ่ายเทความร้อนและผลิตไอน้ำเพื่อปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งน้ำทะเลที่ผ่านการใช้งานแล้วจะปล่อยกลับคืนสู่ทะเล พร้อมควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกิน 40 องศา โดยให้อยู่ประมาณ 37.41 องศา เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพชีวิตของสัตว์ทะเล

"โลมาสีชมพู ชอบแวะเวียนมาใกล้โรงไฟฟ้าเสมอ เพราะสภาพน้ำที่ปล่อยออกมาเป็นน้ำอุ่น ทำให้ปลาต่างๆ มาอาศัยอยู่จำนวนมาก และเป็นอาหารชั้นดีของโลมาสีชมพู พนักงานที่นี่เห็นโลมาสีชมพูเป็นประจำ ถือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่โรงไฟฟ้าขนอมจะดูแลไว้ตลอดไป"

นายพนมวรรณ ตะกี่ ผู้จัดการส่วนบริการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด กล่าวว่า โรงไฟฟ้าขนอม ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของภาคใต้ โดยแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษาเข้ามาเยี่ยมชมไม่ต่ำกว่า 1-1.5 หมื่นคนต่อปี ซึ่งผู้บริหารเอ็กโก มีแนวคิดจะนำโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่ 1 ที่หมดอายุแล้ว มาทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับไฟฟ้าในอนาคต  

องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้มีโลมาสีชมพู อาศัยอยู่ในบริเวณท้องทะเลใกล้กับโรงไฟฟ้าในวันนี้ คือ 1.ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร คือ ปลาขนาดเล็กๆ ที่ชอบมาอาศัยอยู่รอบๆ โรงไฟฟ้า เพราะอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสม ทำให้โลมาสีชมพูแวะเวียนมาหาอาหารเสมอ 2.ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม มีหญ้าทะเลที่เติบโตเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีของสัตว์น้ำ  3.ความปลอดภัย โลมามีความจำที่แม่นยำ หากโดนทำร้ายจะนำฝูงโลมาอพยพไปอยู่ที่อื่นทันที ดังนั้นโรงไฟฟ้าขนอมจึงต้องรณรงค์ให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลโลมาให้อยู่อย่างปลอดภัย    

นอกจากนี้โรงไฟฟ้าขนอมยังดูแลชุมชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า โดยมีโครงการที่เกี่ยวกับการดูแลคุณภาพชีวิตและพัฒนาชุมชนไม่ต่ำกว่า 16 โครงการต่อปี คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ที่อยู่นอกเหนือจากเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งโรงไฟฟ้าส่งเข้ากองทุนฯปีละ 50 ล้านบาทด้วย ทั้งนี้เพื่อให้คุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าขนอมดีขึ้นและอยู่คู่กับโรงไฟฟ้าได้อย่างลงตัว

นายวิโชติ สุขใส กำนัน ต.ท้องเนียน อ.ขนอม กล่าวว่า การมีโรงไฟฟ้าขนอมทำให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น เพราะได้รับการช่วยเหลือชุมชนในหลายด้าน หลายโครงการที่เป็นประโยชน์โดยรวมต่อชุมชน และขอยืนยันว่าโรงไฟฟ้าขนอมไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพของน้ำทะเลขนอม ปัจจุบันยังมีกุ้ง หอย ปู ปลา อยู่เหมือนเดิม ไม่ได้แตกต่างจากก่อนที่จะมีโรงไฟฟ้าแต่อย่างใด 

โดยเฉพาะโลมาสีชมพู ที่แสดงให้เห็นถึงการมีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ทางทะเล ทำให้โลมาเข้ามาอยู่อาศัยจำนวนมาก ปัจจุบันที่ทะเลขนอมบริเวณ ต.ท้องเนียนมีโลมา กว่า  50-60 ตัว ซึ่งชาวบ้านได้รวมตัวกันกำหนดกฎเกณฑ์ในการดูแลนักท่องเที่ยว และอนุรักษ์โลกมาไว้ ทำให้วันนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมโลมาสีชมพูกว่า 300-500 คนต่อวัน สร้างรายได้ให้ชาวบ้านกว่า 2,500-3,000 บาทต่อเดือนต่อเรือโดยสาร 1 ลำ 

เขามีความเชื่อว่าชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้ ด้วยการดูแลซึ่งกันและกัน เช่น โรงไฟฟ้าช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน ขณะที่ชุมชนก็ร่วมกันตรวจสอบว่าโรงไฟฟ้าดำเนินการตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ก็ทำให้เกิดโรงไฟฟ้า ซึ่งนำมาซึ่งความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ด้วย

"เชฟรอน"ผนึกกำลัง"เอามื้อ สามัคคี"ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา สู่การปฎิบัติ
บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ผนึกกำลัง กับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี” ครั้งที่ 3 โดยเลือกพื้นที่ของนายแสวง ศรีธรรมบุตร เกษตรกรบ้านนาเรียง อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ผู้พลิกฟื้นผืนดินจากที่เป็นดินลูกรัง จนเป็นพื้นที่เขียวขจีอุดมสมบูรณ์ตามแนวทางศาสตร์พระราชา  เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชา ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่การลงมือปฏิบัติ  
 
นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่ากิจกรรม  “เอามื้อสามัคคี”  ครั้งแรกจัดขึ้นที่พื้นที่แปลงเกษตรสาธิต คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. ซึ่งเป็นตัวแทนภาคกลาง เพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้สำหรับการทำเกษตรในเมือง  ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่ จ.ราชบุรี ตัวแทนภาคตะวันตก เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการขับเคลื่อนโครงการฯ สู่ลุ่มน้ำแม่กลอง ที่ได้แตกตัวและขยายผลอย่างต่อเนื่องจาก 16 รายมาเป็น 30 ราย สำหรับครั้งที่ 3  ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.อุดรธานี ในครั้งนี้ อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนโครงการฯ สู่ลุ่มน้ำชี  ส่วนครั้งสุดท้ายจะไปที่ จ. เชียงใหม่ ในภาคเหนือ ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างตัวอย่างความสำเร็จในพื้นที่ที่มีความยากลำบากให้เห็นในแต่ละพื้นที่ และเป็นการพิสูจน์ว่าศาสตร์พระราชานั้นช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้จริง และจะเป็นหนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ 
 
ไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด 
 
 
โดยกิจกรรม“เอามื้อสามัคคี”  นั้นอยู่ ภายใต้การดำเนินโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน”ปี 5 ซึ่งดำเนินงานภายใต้แนวคิด ‘แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี’ มีเป้าหมายที่จะจัดกิจกรรมตามแนวคิด ‘โคก หนอง นา’ โมเดล ใน 4 พื้นที่ ให้ป็นตัวแทนในแต่ละภาค เป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชา ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สู่การลงมือปฏิบัติ และขับเคลื่อนความสำเร็จของโครงการฯ จากลุ่มน้ำป่าสักสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ด้วยความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน
 
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวว่า  กิจกรรม ‘เอามื้อสามัคคี’ ที่จ.อุดรธานี ในครั้งนี้ ก็เป็นการ ‘แตกตัว’ ของโครงการฯ ที่ขยายผลจากลุ่มน้ำป่าสักไปยังลุ่มน้ำชี โดยกิจกรรมมี 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นกิจกรรมเอามื้อสามัคคีในพื้นที่ของนายแสวง ศรีธรรมบุตร เกษตรกรแห่งบ้านนาเรียง ด้วยการปลูกต้นดาวเรืองเป็นรูปเลขเก้าไทย (๙ ) เพื่อเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้พระราชทานแนวทางศาสตร์พระราชาแก่เกษตรกรไทย รวมถึงมีการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง การปลูกหญ้าแฝก และการหยอดเมล็ดถั่วเขียว ส่วนที่สอง เป็นกิจกรรมเอามื้อโดยร่วมกันทำฝายและซ่อมคันกั้นน้ำที่เสียหายจากพายุฝนที่คลองประชารัฐในพื้นที่เครือข่ายสภาคริสตจักรนาเรียงอีกด้วย
 
ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า “คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. ได้เข้าร่วมโครงการฯ ด้วยการร่วมให้คำแนะนำและสอนวิธีการออกแบบพื้นที่ทำการเกษตรของเครือข่ายและประชาชนที่สนใจตามแนวทางศาสตร์พระราชาในรูปแบบ ‘โคก หนอง นา โมเดล’ โดยคำนึงถึงขนาดของพื้นที่ ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สภาพของดิน รวมถึงความต้องการ และกำลังทุนทรัพย์ของเจ้าของพื้นที่ ทำให้เกิดการยอมรับเป็น วงกว้างในแนวทางการจัดการน้ำที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยมุ่งหวังให้แต่ละพื้นที่สามารถเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาไว้ให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ 
 
นอกจากนั้น สจล. ยังต่อยอดทำโครงการวิจัย ‘การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย การติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม’ ขึ้น ในนาม ‘ศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล.’ (ITOKmitl) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเชฟรอนตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและเป็นมาตรฐานในทางวิชาการ ใน 3 พื้นที่ คือ จังหวัดลำปาง จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดตาก รวม 300 ไร่ โดยบ้านนาเรียง จ.อุดรธานี นั้น คือ หนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของโครงการวิจัยฯ จึงได้จัดแสดงวิธีการจัดเก็บตัวอย่างดิน น้ำ และการตรวจวัดสภาพอากาศ รวมทั้งเก็บภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยชิ้นนี้ มีการจัดเก็บข้อมูลทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณที่ครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ ซึ่งจะช่วยยืนยันความสำเร็จของทฤษฎีการจัดการทรัพยากร ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมิทร-มหาภูมิพลอดุลยเดช ในการแก้ไขปัญหาครบทุกมิติได้”
 
ด้าน นายแสวง ศรีธรรมบุตร เครือข่ายโครงการฯ แห่งลุ่มน้ำชี เกษตรกรผู้พลิกฟื้นผืนดินที่เป็นหิน ให้กลายเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ จนได้รับฉายา “ลุงแสวงผู้มั่งคั่ง (ความสุข) แห่งลำน้ำปาว” ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาสำคัญของแม่น้ำชี เล่าว่า  ตัวเขาเคยหมดหวังกับที่ดินของตัวเอง เพราะเป็นดินลูกรัง ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ถึงขนาดมีคนพูดว่าถ้าที่ดินลุงแสวงปลูกได้ ประเทศไทยก็ไม่จนหรอก 
 
เขาเคยประกาศขายที่ราคาถูกก็ไม่มีใครซื้อ จึงไปอบรมเรื่องศาสตร์พระราชาที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง พอกลับมาบ้านนาเรียง รู้สึกร้อนวิชานอนไม่หลับลุกขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่เพื่อไปขุดดินด้วยมือเปล่า เพราะที่ดินเป็นหินไม่สามารถขุดด้วยจอบได้ พอดีมีคนต้องการดินลูกรังเพื่อไปทำถนน เลยให้เขาขุดดินไปฟรีๆ แลกกับขุดบ่อน้ำให้ 9 บ่อ เพราะแต่ก่อนไม่รู้ว่าต้องเก็บน้ำอย่างไร
 
เวลาฝนตกได้แต่มองดูน้ำไหลไปหมดภายในเวลาแค่ 30 นาที หลังจากนั้นเริ่มทำตามศาสตร์พระราชา ใช้เวลาแค่ปีกว่าจากผืนดินที่เป็นหินดินดานปลูกอะไรก็ตาย สามารถปลูกพืชผักผลไม้ได้อุดมสมบูรณ์ มีปลาเต็มบ่อ แม้แต่สตรอเบอรี่ยังสามารถปลูกได้ในเดือนเมษายน ที่สำคัญครอบครัวได้กลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้ากับลูกชาย ลูกสะใภ้ เป็นครอบครัวที่อบอุ่นอีกครั้ง และในอนาคตก็หวังจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาการเกษตร เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ให้แก่ผู้สนใจต่อไป
 
สำหรับ กิจกรรม ‘เอามื้อสามัคคี’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่จ.อุดรธานี  มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วประเทศกว่า 300 คน ได้แก่ เครือข่ายเอามื้อสามัคคีสภาคริสตจักรในประเทศไทย เครือข่ายชาวนาธรรมชาติธรรมธุรกิจ เยาวชนกสิกรรมธรรมชาติและคณะอาจารย์คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. เครือข่ายลุ่มน้ำป่าสัก เครือข่ายลุ่มน้ำแม่กลอง กลุ่มอบรมออกแบบพื้นที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล.(รุ่นที่1) กลุ่มลูกรัชดาโรงเรียนละหานทรายรัชดาภิเษกจังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มเยาวชนโรงเรียนบ้านโป่งเกตุจังหวัดสระบุรี อาจารย์และนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ และผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสมัครผ่านทางเฟซบุ๊กของโครงการฯ
 
ส่วนหนึ่งของกิจกรรม"เอามื้อสามัคคั"ที่จ.อุดรธานี
รอชี้ชะตาให้เลื่อนหรือยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน540เมกะวัตต์

กกพ.หารือกระทรวงพลังงาน และกฟผ. ให้ได้ข้อสรุปโครงการไอพีพี  โรงไฟฟ้าถ่านหิน เขาหินซ้อน ของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด(มหาชน) ขนาด540เมกะวัตต์  จะได้รับการขยายเวลาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์หรือ COD อีกครั้งหรือไม่  หลังจากครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่เดือนพ.ย.2559 และเดือนมี.ค.2560 ที่ผ่านมา  โดยยืนยันไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้า เพราะยังมีปริมาณสำรองไฟฟ้าในระดับสูง

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อพิจารณาว่าควรให้บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด(มหาชน)  ขยายเวลาการขายไฟฟ้าเข้าระบบ(COD) ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา  ขนาดกำลังการผลิต540 เมกะวัตต์ อีกรอบหรือไม่ หลังจาก กกพ.ได้สั่งให้เลื่อน COD ออกไป 2 ครั้งแล้ว เพราะโครงการของบริษัทยังไม่ผ่านการทำรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(EHIA) 

ทั้งนี้ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าล่าสุด(PDP2015) กำหนดให้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เขาหินซ้อน ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบสำหรับเครื่องที่ 1-2 จำนวน 270 เมกวัตต์ ในเดือนพ.ย. 2559 และเครื่องที่ 3-4 จำนวน 270 เมกะวัตต์ เข้าระบบในเดือน มี.ค. 2560 ซึ่งก่อนหน้านี้ กกพ.ได้อนุมัติให้เลื่อนเข้าระบบมาแล้ว 2 ครั้ง 

อย่างไรก็ตาม การขยาย COD ให้อีกรอบหรือไม่ภาครัฐจะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายและการพิจารณารายละเอียดด้านข้อกฎหมายรวมถึงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอีกครั้ง เนื่องจากโครงการดังกล่าวชนะการประมูลมาตั้งแต่ปี 2550 หรือกว่า 10 ปีแล้ว และผ่านการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)มาแล้ว  แต่เมื่อกฎหมายใหม่กำหนดให้ต้องจัดทำ EHIA ด้วย ทาง กกพ.จึงได้ขยายเวลา COD ให้ 2 ครั้งแล้ว แต่ปัจจุบัน บริษัทก็ยังทำ EHIA ไม่ผ่าน

ทั้งนี้หากภาครัฐไม่ให้ขยายเวลา COD และทำให้ต้องเลิกโครงการดังกล่าว ทาง กกพ.ก็ต้องพิจารณาประเด็นการคืนเงินค้ำประกัน ด้วย  แต่ยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันปริมาณสำรองไฟฟ้ามีสูงกว่า 30% ซึ่งสูงกว่าปริมาณสำรองที่ควรมี 15% แล้ว  แต่หากภาครัฐให้ขยายเวลา COD ออกไปอีกครั้ง ก็ต้องกลับมาเจรจาราคารับซื้อไฟฟ้ากันใหม่ แต่ยืนยันว่าไม่สามารถเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นอย่างอื่นได้ 

 

TPTI ร่วมกับชมรมรวมพลคนน้ำมัน จัดกิจกรรม“ดอกไม้จันทน์ ..ดอกไม้ใจ ถวายพ่อหลวง “

สถาบันฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านปิโตรเลียม (TPTI)ร่วมกับชมรมรวมพลคนน้ำมัน จัดกิจกรรมประเดิษฐ์ดอกไม้จันทน์  “ดอกไม้จันทน์ ..ดอกไม้ใจ ถวายพ่อหลวง “ เมื่อวันที่ 5-7 ก.ค.2560 ที่ผ่านมา  ณ ที่ทำการสถาบันฯ ชั้น11 อาคารเอ็นเนอยี คอมเพล็กซ์ บี โดยมี นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา ประธานคณะกรรมการสถาบันฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและนางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันฯ  พร้อมด้วยพนักงานและ สมาชิกของชมรม  เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน

กิจกรรมดังกล่าว ทางสถาบันฯจัดให้มีขึ้น เพื่อแสดงความอาลัยและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดย  ทาง สถาบันฯจะรวบรวมดอกไม้จันทน์ที่มีการจัดทำทั้งหมด ส่งมอบให้สำนักพระราชวัง  สำหรับใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ต่อไป

 

(ซ้าย)นายไกรฤทธิ์ นิลคูหาประธานคณะกรรมการTPTI ( ขวา)นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ ผู้อำนวยการบริหาร TPTI