ค้นหาด้วย ' CGN ' ทั้งหมด 7 รายการ
กฟผ.สนับสนุน 22ล้าน จัดนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้าที่กรุงเทพและร้อยเอ็ด

กฟผ. มอบเงิน 22 ล้านบาท สนับสนุนสำนักงาน กศน. จัดทำห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านพลังงานสู่สังคม   

วันนี้ (31 สิงหาคม 2559) นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  มอบเงินสนับสนุนการจัดทำห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า จำนวน 22,000,000 บาท ให้กับ นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) โดยมีผู้บริหารของทั้ง 2 หน่วยงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 201 อาคารสำนักผู้ว่าการ สำนักงานใหญ่ กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ กล่าวว่า  กฟผ. ร่วมกับ สำนักงาน กศน. ในการพัฒนาโครงการนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า โดยดำเนินการจัดทำสื่อการเรียนรู้ด้านพลังงานที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานประเภทต่างๆ ให้กับ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด  เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างประสบการณ์แก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับภายในห้องนิทรรศการจัดแบ่งเป็น 6 ส่วน ได้แก่ วิวัฒนาการไฟฟ้า, หลักการเกิดไฟฟ้า, เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า, ไฟฟ้ามาถึงเราได้อย่างไร, เผชิญวิกฤตพลังงานไฟฟ้า และการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า โดยจะนำเสนอในรูปแบบการจัดนิทรรศการด้วยสื่อที่ทันสมัยและกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า ที่ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าของพลังงานไฟฟ้า และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2560

นอกจากการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้กับ สำนักงาน กศน. ในครั้งนี้แล้ว ที่ผ่านมา กฟผ. ยังให้การส่งเสริมและสนับสนุนในด้านการแบ่งปันความรู้สู่สังคม (Learning for Society) มาอย่างต่อเนื่อง  โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วน คือ ในโรงเรียน โดยดำเนินการผ่านกิจกรรมห้องเรียนสีเขียว ร่วมกับโรงเรียนที่มีความประสงค์และมีความพร้อม เพื่อใช้ในการเรียนการสอนและเสริมสร้างอุปนิสัยประหยัดพลังงาน และ นอกโรงเรียน โดยจัดสร้างอาคารศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ กฟผ. (EGAT Learning Center) รวมทั้งสิ้น 7 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ราชานุรักษ์ เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี, ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้พลังคิด กฟผ.จะนะ จ.สงขลา, ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์, ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ลำตะคอง จ.นครราชสีมา, ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้แม่ออน จ.เชียงใหม่, พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองแม่เมาะ) จ.ลำปาง และที่ ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี  ซึ่งถือเป็น Model Plantที่สามารถเข้าไปเรียนรู้ได้จริง และเป็นการเรียนรู้แบบครบวงจร โดยศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จะมีการบริหารจัดการอย่างเป็นเอกภาพ ร่วมกับศูนย์การเรียนรู้ฯ ทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อต้องการให้เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เข้ามาศึกษาหาความรู้เรื่องพลังงาน ช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานไฟฟ้า และมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนมีความเข้าใจในภารกิจของ กฟผ. มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคง ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

CGNจับมือราชบุรีโฮลดิ้งแสวงหาโอกาสลงทุนพลังงานสะอาดในไทยและภูมิภาค

ไชน่า เจนเนอรัล นิวเคลียร์ เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (China General Nuclear Power Corporation หรือ “CGN”) จับมือบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (ราชบุรีโฮลดิ้ง) แถลงอย่างเป็นทางการถึงความร่วมมือในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟังเชงกัง ระยะที่ 2 กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,360 เมกะวัตต์ ในสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมขยายความร่วมมือเพื่อแสวงหาโอกาสในการร่วมลงทุนพัฒนาโครงการด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย และประเทศอื่นๆในภูมิภาค

ทั้งสองบริษัทได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท กวางสี ฟังเชงกัง นิวเคลียร์ เพาเวอร์ II จำกัด ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นสามราย คือ CGN ถือหุ้นร้อยละ 51 บริษัท กวางสี อินเวสท์เม้นท์ กรุ๊ป จำกัด (Guangxi Investment Group Company Limited หรือ “GIG”) ถือหุ้นร้อยละ 39 และบริษัท ราช ไชน่า เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของราชบุรีโฮลดิ้ง ถือหุ้นร้อยละ 10 ซึ่งทั้งสามฝ่ายได้ลงนามร่วมกันในสัญญาผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับบริษัทร่วมทุนดังกล่าวมีหน้าที่ในการพัฒนา ก่อสร้าง และดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกัง ระยะที่ 2   

มร. หู เหวินข่วน Assistant President ของ CGN และประธานกรรมการบริษัท ฟังเชงกัง นิวเคลียร์เพาเวอร์ จำกัด กล่าวว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกัง ระยะที่ 2 ที่ CGN กับราชบุรีโฮลดิ้งร่วมลงทุนกัน     จะเป็นโครงการต้นแบบที่ใช้เทคโลยี HPR100 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนิวเคลียร์รุ่นที่ 3 ที่คิดค้นพัฒนาและเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของจีน ระบบความปลอดภัยของเทคโนโลยีดังกล่าวตรงตามมาตรฐานของเทคโนโลยีนิวเคลียร์รุ่นที่ 3 ที่สากลยอมรับ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย ราชบุรีโฮลดิ้งถือเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายหลังความสำเร็จของการร่วมทุนโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกัง ระยะที่ 2 CGN มุ่งหวังที่จะหารือกับราชบุรีโฮลดิ้งเพื่อพัฒนาความร่วมมืออื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป

นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ราชบุรีโฮลดิ้ง กล่าวว่า บริษัทฯ รู้สึกยินดีกับความสำเร็จของการร่วมทุนกับ CGN ครั้งนี้ เพราะ CGN ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจพลังงานสะอาดทั้งในประเทศจีนและระดับนานาประเทศ การได้จับมือร่วมงานกับ CGN ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของบริษัทฯที่จะใช้โอกาสนี้เรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาโครงการและเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งพลังงานนิวเคลียร์จัดเป็นพลังงานทางเลือกในอนาคตที่มีศักยภาพที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ทั้งนี้ CGN จะได้สนับสนุนการอบรมและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์แก่บุคลากรทางเทคนิคของไทย รวมทั้งประสบการณ์ความสำเร็จในการจัดการพลังงานแบบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพและความสามารถของบริษัทฯ ในการขยายการเติบโตในธุรกิจพลังงานสะอาดในอนาคต

"บริษัทฯ ภูมิใจที่ได้มีโอกาสร่วมมือกับ CGN ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นองค์กรที่เชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานสะอาดที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก กอปรกับล่าสุดยังได้พัฒนาโครงการฟังเชงกังระยะที่ 1 ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่สำเร็จอีกด้วย บริษัทฯ มุ่งหมายที่จะขยายความร่วมมือระหว่างกันในธุรกิจพลังงานสะอาดในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เมื่อมีโอกาสเหมาะสม บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นโครงการประเภทพลังงานน้ำ  พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล พลังงานจากขยะ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้การลงทุนหลายโครงการ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล เป็นต้น บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ เพื่อประโยชน์ร่วมกันและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสององค์กร" นายรัมย์ กล่าวปิดท้าย

บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่จะคงสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของกำลังผลิตรวมตามการถือหุ้น ปัจจุบัน ราชบุรีโฮลดิ้ง มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด รวมทั้งสิ้น 727 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11 ของกำลังผลิตรวมตามสัดส่วนลงทุน หากนับรวมกำลังผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงสะอาดประเภทหนึ่ง สัดส่วนกำลังผลิตอยู่ที่ร้อยละ 89 คิดเป็น 6,059 เมกะวัตต์

สำหรับบริษัท ไชน่า เจนเนอรัล นิวเคลียร์ เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (CGN) เป็นบริษัทผู้พัฒนาและให้บริการด้านธุรกิจพลังงานสะอาดชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน บริษัทฯ เติบโตมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2558 จนเมื่อเดือนธันวาคม 2557 บริษัท ซีจีเอ็น เพาเวอร์ จำกัด (CGN Power Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่จัดตั้งเพื่อดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (1816:HK) CGN มีพันธกิจที่จะให้บริการด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ที่มีความปลอดภัยและมีราคาสมเหตุสมผลให้กับลูกค้าทั่วโลก

ปัจจุบัน CGN มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 16 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 17.08 กิกะวัตต์ หรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของกำลังการผลิตจากพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมดในประเทศจีน ในขณะที่อีก 12 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างกำลังการผลิตรวม 14.59 กิกะวัตต์ หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตจากพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมดในประเทศจีน ทั้งนี้ CGN มีสถิติความปลอดภัยด้านการเดินเครื่องในระดับดีเยี่ยม โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลิงอ้าว หน่วยที่ 1 (The Ling Ao Unit 1) สามารถเดินเครื่องต่อเนื่องได้ 3,500 วัน โดยไม่มีหยุดเดินเครื่องด้วยสาเหตุอุบัติเหตุด้านความปลอดภัย จึงถือเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีความปลอดภัยอันดับ 1 เทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก นอกจากนี้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ CGN ยังได้ติดตั้งเทคโลยีนิวเคลียร์ของจีนที่พัฒนาจนก้าวหน้าและเชื่อถือได้ ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2558โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกังได้ติดตั้งเตาปฏิกรณ์รุ่นที่ 3 หรือเทคโนโลยี HPR1000 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ไมโครกริด เพิ่มคุณภาพชีวิต คนแม่สะเรียง

ถ้าถามว่าพื้นทีไหนของประเทศไทย  ที่มีปัญหาไฟฟ้าตกและดับบ่อยครั้งที่สุด  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือPEA  จะให้คำตอบว่า อำเภอ แม่สะเรียง  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เหตุผลก็คือ พื้นที่แห่งนี้ ยังไม่สามารถที่จะสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาดแรงดัน115 KV จากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ110กิโลเมตร เข้าไปเสริมความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่ได้ ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขาสูง  ระหว่างเส้นทางเดินระบบสายส่งต้องผ่านพื้นที่ป่าอนุรักษ์และมีแนวป่าสน ซึ่งกลุ่มนักอนุรักษ์ยังคงอยากคงสภาพทัศนียภาพความสวยงามเอาไว้   ปัจจุบันพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง จึงมีเฉพาะระบบสายส่งขนาด22KV ที่ตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ ได้อย่างจำกัด

ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง อย่างเร่งด่วน โดยชะลอโครงการก่อสร้างสายส่ง115KV ออกไปก่อน  PEA  จึงมีโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กมาก(Microgrid) ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มความเชื่อถือได้(Reliability)และคุณภาพไฟฟ้า(Quality) ลดกรณีการเกิดไฟฟ้าตกและดับลงได้  โดยโครงการดังกล่าวถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่11 และได้รับการอนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่1พ.ย.2559 วงเงินลงทุนทั้งสิ้น265ล้านบาท  ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2560-2562

เมื่อวันที่16ธ.ค.2559ที่ผ่านมา นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน ได้นำคณะสื่อมวลชน  เดินทางลงพื้นที อำเภอแม่สะเรียง  เพื่อเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายความคืบหน้าในแผนงานดำเนินการโครงการไมโครกริด ของPEA   ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย  (2558-2579) ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สนพ. โดยมีนายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้าของ PEA ให้การต้อนรับและนำบรรยายสรุป

นายทวารัฐ กล่าวว่า การมาเยี่ยมชมพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง และรับฟังการบรรยายสรุปโครงการไมโครกริดของPEA ครั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจระบบไมโครกริด ซึ่งจะมีการนำระบบไอซีทีมาประยุกต์ใช้  จะช่วยลดปัญหาไฟฟ้าตกและดับในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนอำเภอแม่สะเรียงให้ได้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอกับความต้องการ  และที่สำคัญคือสามารถที่จะนำเอาพลังงานทดแทน อย่างเช่นพลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล พลังงานน้ำขนาดเล็ก เข้ามาเสริมความมั่นคงไฟฟ้าในระบบ สามารถแข่งขันต้นทุนเมื่อเทียบกับการลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงได้   เพื่อที่จะได้นำเอาโมเดลของแม่สะเรียง ขยายผลไปสู่พื้นที่ห่างไกลอื่นๆ  ที่ระบบสายส่งยังเข้าไปไม่ถึง หรือพื้นที่เกาะต่างๆ ได้ในอนาคต

โดยระบบไมครกริด จะมีการติดตั้งชุดควบคุมไมโครกริด(Microgrid  Controller) ระบบบริหารจัดการพลังงานในอาคาร(Building Energy Management System-BEMS)  ระบบกักเก็บพลังงานชนิดแบตเตอรี่(Battery Energy Storage System) ระบบสื่อสารเครื่อข่ายใยแก้วนำแสง (Fibre Optic) ระหว่างอาคารควบคุม และอุปกรณ์ตัดตอนต่างๆ(Remote Control  Switches) เพื่อควบคุมการจ่ายไฟฟ้าและรองรับระบบแก้ไขกระแสไฟฟ้าขัดข้องอัตโนมัติหรือที่เรียกว่า Fault Location Isolation and System Restoration-FLISR) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง  มี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก ขนาด1,250กิโลวัตต์ ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ตั้งบนลำน้ำแม่สะเรียง  ที่สร้างแล้วเสร็จมาตั้งแต่ปี2528 มูลค่าลงทุน110ล้านบาท อยู่ด้วย  ซึ่งเมื่อได้มาเยี่ยมชมโครงการ ก็พบว่าเป็นโครงการพลังงานทดแทนที่มีประโยชน์ในการช่วยเสริมความมั่นคงไฟฟ้า  ลดปัญหาไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับให้กับอำเภอแม่สะเรียงได้   ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ด้านนายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้าของ PEA กล่าวว่า โครงการไมโครกริด ของPEA  ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟแบบอิสระ(Islanding)โดยทำงานขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าเดิม  อยู่ในระหว่างการจ้างที่ปรึกษาคือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ช่วยจัดทำเอกสารการประกวดราคาเพื่อหาผู้รับจ้างติดตั้งงานต่างๆตามโครงการ ซึ่งน่าจะได้ผู้รับเหมาในช่วงไตรมาสที่3ของปี2560 และดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จในระยะเวลา2ปี โดยมั่นใจว่า โครงการจะช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับในพื้นที่ หรือให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดกระแสไฟฟ้าขัดข้องในระบบสายส่งเดิม   รวมทั้งยังช่วยลดการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันดีเซล ขนาด5,000กิโลวัตต์ ที่มีต้นทุนไฟฟ้าสูงประมาณ13บาทต่อหน่วย ลงได้  

โครงการไมโครกริดดังกล่าว ซึ่งใช้วงเงินลงทุนทั้งสิ้น265ล้านบาท  แต่สามารถชะลอการลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง115KVจากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ110กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ1,000ล้านบาทออกไปได้ ก็ถือได้ว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน

คงต้องติดตามดูความคืบหน้าโครงการไมโครกริด ในปี2562 ว่าจะช่วยให้ อำเภอแม่สะเรียง ถูกถอดออกจาก สถิติอำเภอที่มีปัญหาไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับ มากที่สุดของประเทศ ได้หรือไม่  โดยโครงการไมโครกริด ยังเป็นความหวังสำหรับพื้นที่ห่างไกล ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เพราะ ระบบสายส่งไฟฟ้าของPEA ยังเข้าไปไม่ถึงอีกด้วย  

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำแม่สะเรียง ขนาดกำลังผลิต1,250กิโลวัตต์

โรงไฟฟ้าดีเซล ขนาด5,000เมกะวัตต์PEA  ใช้เดินเครื่องในช่วงพีคไฟฟ้าหรือกรณีที่กระแสไฟฟ้าขัดข้องในระบบสายส่ง22KV

อ.แม่สะเรียง

ผู้บริหารสนพ. PEA และคณะสื่อมวลชนถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน

ปตท.สผ.เสนอซื้อคืนหุ้นกู้500ล้านเหรียญสหรัฐ

ปตท.สผ.เสนอซื้อคืนหุ้นกู้ 500ล้านเหรียญสหรัฐ เสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุนรองรับความผันผวนของราคาน้ำมัน และโอกาสทางธุรกิจ

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559ที่ผ่านมา บริษัทได้เสนอซื้อคืนหุ้นกู้จำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ซึ่งจะครบกำหนดชำระในปี 2561 ในรูปแบบของ Tender Offer ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2559นี้  

ทั้งนี้บริษัทประเมินว่าผลสำเร็จจากการซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทมีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งมากขึ้น สะท้อนผ่านอัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่อยู่ระดับต่ำ เพิ่มความเชื่อมั่นต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Ratings) ลดภาระดอกเบี้ยจ่าย อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะกับความต้องการใช้เงินได้ดียิ่งขึ้น โดยบริษัทสามารถระดมเงินได้ทันทีหากจำเป็น เนื่องจากตลาดเงินปัจจุบันมีสภาพคล่องสูงมาก และมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ

บริษัทเชื่อว่าเงินสดคงเหลือที่มีอยู่ รวมวงเงินกู้หมุนเวียนแบบผูกพันและไม่ผูกพันที่มีกับธนาคารพาณิชย์อีกจำนวนรวมเทียบเท่าประมาณ1พันล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้สถานะการเงินของบริษัทมีความพร้อมที่จะรองรับความผันผวนของราคาน้ำมัน และโอกาสทางธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ได้ในขณะนี้

 “ในภาวะที่ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน การลดต้นทุนในการดำเนินงาน และการบริหารจัดการทางการเงินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเป็นที่สิ่งสำคัญ เพื่อให้บริษัทมีความยืดหยุ่นและมีความพร้อมเพื่อรองรับทุกสถานการณ์ รวมถึงโอกาสทางธุรกิจในอนาคต” นายสมพร กล่าว

 

 

นักวิจัยของกฟผ.คว้าเหรียญรางวัลสำคัญในการประกวดที่สมาพันธ์รัฐสวิส

นักวิจัยและนักประดิษฐ์ของ กฟผ. คว้าเหรียญรางวัลสำคัญ ในงาน “45th International Exhibition of Inventions of Geneva” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยได้4เหรียญรางวัลจาก3ผลงาน ได้แก่ การปรับปรุงระบบเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ, Fully Redundancy EGAT – AVR และ การดัดสตีมเทอร์ไบน์โรเตอร์ ช่วยเพิ่มความมั่นคงระบบไฟฟ้าและลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

งาน45th International Exhibition of Inventions of Geneva” จัดขึ้น เมื่อวันที่ 29 มีนาคม – 2 เมษายน 2560 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำทีมนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทย เข้าร่วมการประกวดและจัดแสดงผลงานกว่า 90 ชิ้น จากจำนวนที่ประเทศต่างๆส่งเข้าร่วมทั้งหมด 725 ชิ้น

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า คณะนักวิจัยและนักประดิษฐ์ของ กฟผ. ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ  จำนวน 3 ผลงาน 4เหรียญรางวัล โดยได้รับรางวัลเหรียญทอง 1 รางวัล และเหรียญเกียรติยศ (Special Prize) จากประเทศจีน 1 รางวัล จากผลงานการปรับปรุงระบบเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ให้เหมาะกับสภาพถ่านหิน โดยไม่ต้องลดกำลังการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ยังได้รับ รางวัลเหรียญเงิน 2 รางวัล จากผลงาน Fully Redundancy EGAT – AVR เพื่อพัฒนาชุดอุปกรณ์ควบคุมแรงดันเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยออกแบบชุดอุปกรณ์ 2 ชุดให้ทำงานแทนกันได้เมื่อตรวจพบความผิดปกติของอุปกรณ์ ซึ่งช่วยลดการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศได้กว่า 174 ล้านบาท และรางวัลจากผลงานการดัดสตีมเทอร์ไบน์โรเตอร์ด้วยกรรมวิธีทางความร้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงและลดความสูญเสียในการผลิตไฟฟ้า

 ทั้งนี้ กฟผ. เข้าร่วมงานการประกวดและจัดแสดงผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมที่กรุงเจนีวา อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตั้งแต่ พ.ศ. 2556 และสามารถคว้ารางวัลมาได้ทุกปี รวมทั้งสิ้นจำนวน 15 รางวัล แบ่งเป็น 2 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง 5 เหรียญเกียรติยศ อาทิ รางวัลเหรียญเงินและเหรียญเกียรติยศ จากผลงาน เครื่องปรับแนวสายพานส่งถ่านหินลิกไนต์ แม่เมาะ ซึ่งช่วยป้องกันการชำรุดของขอบสะพาน ลดการหยุดเครื่องจักร หลีกเลี่ยงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการใช้โรงไฟฟ้าน้ำมันเตาทดแทน ในพ.ศ. 2557 และ รางวัลเหรียญทองแดง จากการพัฒนาผลงานสายพานแม่เมาะ สามารถลดปัญหาการตกหล่นของเถ้าหนักและยิปซั่ม และลดต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการหยุดสายพานได้ถึง 4 ล้านบาท ในพ.ศ. 2558 ซึ่งผลงานดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ได้กับระบบสายพานลำเลียงชนิดอื่นๆ นับเป็นนวัตกรรมชิ้นแรกของโลกซึ่งผลิตโดย กฟผ. อีกด้วย

 

พระปรีชาญาณในหลวงรัชกาลที่9เกิดเป็น"9เรื่องสำคัญด้านนโยบายพลังงาน"
วันที่13ตุลาคม2560 เป็นวันครบรอบ 1 ปี การสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ  รัชกาลที่9  ผู้ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น "พระบิดานักพัฒนาพลังงานไทย"  โฆษกกระทรวงพลังงาน นายทวารัฐ สูตะบุตร  ได้เชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านพระปรีชาญานในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ที่เกิดเป็น "9 เรื่องสำคัญด้านนโยบายพลังงาน" ดังนี้ 
 
1. เขื่อนภูมิพล  : เปิดศักราชการพัฒนาพลังงานไทย 
 
ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัส  ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ณ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 17  มีนาคม พ.ศ. 2529 ว่า "...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้..."
 
เขื่อนภูมิพล ถือกำเนิดขึ้นจากการมีพระราชดำรัสเห็นชอบกับทางรัฐบาลในสมัยนั้นว่าควรมีเขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และเพื่อทำการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน 
 
จนกระทั่งปี 2507 การดำเนินการก่อสร้างจึงเสร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2507 และพระองค์ได้ทรงพระราชดำรัสในวันประกอบพิธีเปิดไว้ดังนี้
 
"เราเห็นพ้องกับรัฐบาลว่า โครงการอเนกประสงค์โครงการแรกของประเทศไทยนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวใหม่ให้ไพศาลออกไป ปัจจุบันน้ำเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงชีวิตและน้ำกับไฟฟ้า ส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชีวิต เมื่อพลเมืองเพิ่มมากและเร็วก็ต้องเพิ่มน้ำและไฟฟ้าให้ทันความต้องการของพลเมือง"
 
เขื่อนภูมิพล นับเป็นเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกในประเทศไทย  ที่สร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ จัดอยู่ในอันดับ 8 ของโลก มีความสูงจากฐานถึงสันเขื่อน 154 เมตร กั้นแม่น้ำปิงที่บ้านเขาแก้ว อำเภอสามเงา  ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่  เป็นระยะทาง 207 กิโลเมตร  สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 1,062 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง 
 
2. กังหันลม ไร่ชั่งหัวมัน : พลังงานลมต้นแบบของคนไทย
 
อีกหนึ่งแนวคิดทางพลังงาน ที่แสดงให้เห็นพระอัจริยภาพทางด้านเทคโนโลยี ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ  รัชกาลที่9 นำมาซึ่งการพัฒนาพลังงานลมตามแนวพระราชดำริ สามารถนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสมตามความต้องการของแต่ละพื้นที่  โดยเทคโนโลยีพลังงานลมสามารถนำมาผลิตพลังงานได้ทั้งเป็น กังหันลม สูบน้ำ  เพื่อประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรม  และกังหันลมผลิตไฟฟ้า เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ  อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี  มีกำลังผลิต50กิโลวัตต์  เสากังหันลม20ต้น
 
3. ไบโอดีเซล เรืออังสนา : "...ถ้าไม่ใช่ B100 เราไม่ไป..."
 
: นิตยสาร รักษ์พลังงาน ฉบับที่ 78 เดือนธันวาคม 2555 เขียนถึง “เรืออังสนา” เรือที่ใช้น้ำมันไบโอดีเซล B100 ลำแรกของประเทศไทย อันเกิดขึ้นจากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ในครั้งนั้นก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปคลองลัดโพธิ์ พระองค์ท่านได้ตรัสกับผู้บัญชาการทหารเรือถึงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของเรืออังสนาไว้ว่า  …ถ้าไม่ใช้ B100 เราไม่ไป…
 
จากกระแสพระราชดำรัสนั้นได้ทำให้เกิดแรงผลักดันในการร่วมกันค้นคว้าวิจัยถึง 3 ปี ในการนำน้ำมันไบโอดีเซล B100 มาใช้ โดยแรกเริ่มเรืออังสนาใช้เพียงน้ำมัน B2 ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้น้ำมันไบโอดีเซล B100 ซึ่งถือเป็นการพัฒนาทางด้านพลังงานทดแทนที่ก้าวหน้าของประเทศไทย อันเป็นผลมาจากพระราชดำริที่ทุกฝ่ายน้อมรับแล้วนำมาปฏิบัติอย่างจริงจังจนนำมาสู่ความสำเร็จทางเทคโนโลยีที่มีคุณประโยชน์มากมายต่อประเทศ
 
4. แก๊สโซฮอลล์ โครงการทดลองส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา : จุดเริ่มต้นกระแสและนโยบาย BioEnergy ในประเทศ
 
โครงการแก๊สโซฮอล์( น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมแอลกอฮอล์และน้ำมันเบนซิน )นั้นเกิดขึ้นในปี 2528 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จพระราชดำเนินตรวจเยี่ยมโครงการส่วน พระองค์สวนจิตรลดา และได้ทรงเล็งเห็นว่าประเทศไทย อาจประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน และปัญหาพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ จึงทรงมีพระราชดําริให้ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาศึกษา ถึงการนําอ้อยมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์ (เอทานอล) ใช้ผสมกับน้ำมันเบนซิน เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และได้ทดลองใช้กับรถยนต์ในโครงการส่วนพระองค์ตั้งแต่ปี 2537 โดยทดสอบกับเครื่องยนต์ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ได้ผลดีทั้งในห้องปฏิบัติการและท้องถนน 
ข้อมูลจาก https://royalbioprojects.wordpress.com 
 
5. โชติช่วงชัชวาล เสด็จเปิดโรงแยกก๊าซระยอง : ทรัพยากรของชาติที่เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศมากว่า 3 ทศวรรษ
 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดโรงแยกก๊าซธรรมชาติ จังหวัดระยอง พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2528 ทรงทอดพระเนตร โรงแยกก๊าซธรรมชาติและกิจการของศูนย์บำรุงรักษา การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย 
 
โดยโรงแยกก๊าซระยอง ถือเป็นกลไกสำคัญในการนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศที่มีคุณค่า มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศมากว่า30ปี แล้ว 
 
ปัจจุบัน โรงแยกก๊าซธรรมชาติทั้งหมดของ ปตท. มีความสามารถแยกก๊าซธรรมชาติตามค่าการออกแบบ (Nameplate Capacity) ได้ รวม 2,660 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 1 มีความสามารถแยกก๊าซธรรมชาติได้ 350 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 2 และ 3 (รวมส่วนที่ได้เพิ่มจากโรงแยกก๊าซอีเทน) มีความสามารถในการแยกก๊าซธรรมชาติรวม 750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 4 มีความสามารถแยกก๊าซธรรมชาติได้ 230 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 มีความสามารถแยกก๊าซธรรมชาติได้ 530 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 6 มีความสามารถแยกก๊าซธรรมชาติได้ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 
 
ทั้งนี้ ปตท. มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงแยกก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2555 โรงแยกก๊าซธรรมชาติทั้งหมดของ ปตท. มีความสามารถแยกก๊าซธรรมชาติสูงสุดได้จริง (Processing Capacity) ได้รวมประมาณ 2,740 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
 
 
 
6. พื้นที่ปิโตรเลียม นวมินทร์ : แหล่งบงกช-อาทิตย์ ... แหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของไทย
 
ในปีพ.ศ. 2544 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานชื่อพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมของโครงการบงกชและโครงการอาทิตย์ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือปตท.สผ. ว่า “พื้นที่ปิโตรเลียมนวมินทร์” (Navamindra Petroleum Area) ปัจจุบันพื้นที่ปิโตรเลียมนวมินทร์มีขนาด 4,231 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย ห่างจากชายฝั่งจังหวัดสงขลา ประมาณ 200 กิโลเมตร
 
ปัจจุบัน ปตท.สผ.ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มปตท.ที่รับผิตชอบการลงทุนด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ยัง มุ่งมั่นในการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับประเทศไทย และในต่างประเทศที่เข้าไปลงทุน ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน 
 
7. เชื่อมโยงไฟฟ้าไทย-สปป.ลาว : เชื่อมสายสัมพันธ์นิรันดร ไฟฟ้าไหลไป-มา ไม่เคยสะดุดตลอด 50 ปี
 
ศาสตราจารย์ ดร.บุญรอด บิณฑสันต์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติและเลขาธิการพลังงานแห่งชาติคนแรกของไทย ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มที่จะใช้กิจการด้านพลังงานเป็นเสาหลักในการพัฒนาพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง  โดยการเชื่อมโยงไฟฟ้าระหว่างไทยกับ สปป.ลาวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์  นั้นได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  และสมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาแห่งราชอาณาจักรลาว ทรงร่วมเป็นประธานในพระราชพิธีเปิดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเชื่อมระหว่างไทยกับ สปป.ลาว(หนองคาย-เวียงจันทน์)  เมื่อวันที่16ธ.ค.2511 
 
พระราชพิธีในครั้งนั้น นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กิจการไฟฟ้าในทวีปเอเชียที่เกิดการเชื่อมโยงไฟฟ้าระหว่างประเทศเป็นครั้งแรก และนำไปสู่การพัฒนาโครงการอื่นๆตามมาอีกหลายโครงการ ทั้งการชลประทาน การคมนาคม และการเกษตรอุตสาหกรรม มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความกินดีอยู่ดีของทั้งสองประเทศ 
 
หลังจากนั้น ไทยและสปป.ลาวมีการพัฒนาความร่วมมือซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันใน2รูปแบบคือ 1การแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าผ่านการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า(Grid to Grid) โดยช่วงน้ำหลาก ทางลาวจะขายไฟฟ้าให้กับไทย แต่ในช่วงหน้าแล้ง ไทยจะขายไฟฟ้า กลับไปให้ลาว  2 การซื้อขายไฟฟ้าตรง โดยมีการทำบันทึกกรอบความเข้าใจ(MOU) ความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยกับสปป.ลาว โดยครั้งแรกเมื่อปี2536 มีกรอบความร่วมมือที่ไทยจะซื้อไฟฟ้าจากสปป.ลาว จำนวน1,500เมกะวัตต์  ขยายเป็น3,000 เมกะวัตต์ในปี2539และเพิ่มเป็น 5,000ในปี2549 ปี2550อยู่ที่7,000เมกะวัตต์ และล่าสุดปี2559 ขยายเพิ่มเป็น 9,000เมกะวัตต์ 
 
 
 
8. หลอดยาสีพระทนต์ : พระองค์ทรงเป็นต้นแบบแห่งการ "ประหยัด" แก่ชาวไทยทุกคน
 
หลอดยาสีพระทนต์ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ใช้จนแทบไม่เหลือ เนื้อยาสีพระทนต์ แสดงให้เห็นถึงพระจริยวัตรของพระองค์ที่ทรงเห็นคุณค่าและใช้สิ่งของอย่างประหยัด  ทาง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน  ได้นำมาใช้เป็นเป็นแบบอย่างในการรณรงค์ปลุกจิตสำนึก การใช้พลังงานอย่างประหยัดของปวงชนชาวไทย
 
 
9. ข้าวผัดอิ่มใจ : ทรงเผยแพร่วิถี "เรียบง่ายและประหยัด" ผ่านการปฏิบัติจริงในทุกพระอิริยาบถ
 
 
ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ทางกระทรวงพลังงาน ได้ผลิตภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ พระองค์ท่าน ในชื่อ "ข้าวผัดอิ่มใจ" ซึ่งเป็น.ภาพยนตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นต้นแบบแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยแท้จริง
 
โดยเนื้อหาของภาพยนตร์ดังกล่าว เป็นพระราชกรณียกิจที่เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จากคำบอกเล่าของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ย้อนกลับไปเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2527 บ่ายวันนั้นทีมงานทุกคนไปถึงที่นั่นและยังไม่มีใครได้กินข้าว ในโรงครัวมีเหลือเพียงข้าวผัดติดก้นกระทะ แต่ในหลวงรัชกาลที่9 ก็ทรงเสวยเพียงข้าวผัดแห้ง ๆ ที่รับสั่งให้คนตักไว้เท่านั้น ทั้งที่พระองค์ทรงเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน จะรับสั่งให้ทำใหม่เท่าไรก็ได้
 
จึงเห็นได้ว่า ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงเป็นแบบอย่าง และแรงบันดาลใจให้พวกเราทุกคนรู้จักคุณค่าของสิ่งของทุกสิ่ง เพราะเพียงข้าวผัด 1 จาน ก็ต้องใช้ ต้องสิ้นพลังงานเช่นกัน...
 
พลังงานพร้อมเปิดเสรี LPG เต็มรูปแบบ 1 ส.ค.นี้

กบง. เห็นชอบในหลักการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ทั้งระบบ โดยยกเลิกการกำหนดราคาขาย ณ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และราคาหน้าโรงกลั่น รวมถึงยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ เพื่อให้ตลาดมีการแข่งขัน ลั่นพร้อมดำเนินการเต็มรูปแบบ 1 ส.ค. นี้

ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุม กบง. เห็นชอบในหลักการแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ทั้งระบบ โดยให้ยกเลิกการกำหนดราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมันและโรงอะโรเมติก ยกเลิกการกำหนดราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG พร้อมยกเลิกการกำหนดอัตราเงินส่งเข้าหรือชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากทุกส่วนของการผลิต รวมถึงยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ ทั้งนี้ เพื่อให้ตลาดก๊าซ LPG มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ยังคงให้  สนพ. ติดตามและประกาศเฉพาะราคาอ้างอิง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ รวมทั้งให้ สนพ. มีกลไกการติดตามสถานการณ์ราคานำเข้าก๊าซ LPG และต้นทุนโรงแยกก๊าซอย่างใกล้ชิดเป็นรายเดือน ซึ่งหากราคาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป

นอกจากนั้น กบง. ยังได้พิจารณาโครงสร้างราคาก๊าซ LPG เดือนกรกฎาคม 2560 โดยจากสถานการณ์ราคาก๊าซ LPG  ตลาดโลก เดือน ก.ค. ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน 32.50 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน มาอยู่ที่ระดับ อยู่ที่ 355.00 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ประกอบกับเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ปรับตัวลดลง 1.4262 บาท/กก. จาก 15.0491 บาท/กก. เป็น 13.6229 บาท/กก. ดังนั้น เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำรองไว้ใช้บริหารราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภายหลังจากการเปิดเสรี LPG เต็มรูปแบบ ที่ประชุม กบง. จึงเห็นควรให้คงราคาขายปลีกก๊าซ LPG เดือน ก.ค. ไว้ที่ 20.49 บาท/กก. โดยปรับลดอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ลง 1.4262 บาท/กก. จากเดิมกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 1.5469 บาท/กก. เป็นชดเชย 0.1207 บาท/กก. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. เป็นต้นไป

ผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับสุทธิอยู่ที่ 131.82 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2560 อยู่ที่ 39,669 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) ในส่วนของบัญชีก๊าซ LPG อยู่ที่ 6,448 ล้านบาท และ 2) ในส่วนของบัญชีน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 33,221 ล้านบาท

นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังมีมติให้เตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาตอ (กพช.) เพื่อพิจารณาให้ ปตท. ดำเนินธุรกิจโครงการ LPG Integrated Facility Enhancement (โครงการ LIFE) ในเชิงพาณิชย์ โดยให้ผู้ค้าก๊าซ LPG รายอื่นสามารถเข้าใช้บริการคลังก๊าซ LIFE ที่เขาบ่อยา จังหวัดชลบุรี ของ ปตท. ได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม จนกว่าผู้ค้าก๊าซ LPG รายอื่นจะสามารถสร้างหรือขยายคลังก๊าซ LPG นำเข้าแล้วเสร็จ โดยให้ ปตท. เปิดเผยข้อกำหนด/กติกาการใช้คลังก๊าซฯ ดังกล่าวให้สาธารณชนรับทราบด้วย และเพื่อส่งเสริมให้มีการจำหน่ายก๊าซ LPG ภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งปริมาณก๊าซ LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซจะต้องให้ความสำคัญกับการจำหน่ายเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงก่อนเป็นลำดับแรก มิใช่เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และสำหรับการส่งออกก๊าซ LPG จะต้องขออนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) โดยจะมีการเก็บเงินส่งเข้ากองทุนฯ ในอัตราคงที่ (Fixed Rate) ที่  20 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ยกเว้นกรณีที่ก๊าซ LPG นำเข้า เพื่อเป็นการส่งออก (Re-export) เท่านั้น

ที่ประชุม กบง. ยังได้รับทราบรายงานสถานการณ์แหล่งก๊าซ JDA–A18 หยุดซ่อมฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2560 เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องทำให้ปริมาณก๊าซฯ หายไปจากระบบ ประมาณ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา ต้องเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทนและบางส่วนจำเป็นต้องหยุดผลิต รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายก๊าซฯ ของสถานีบริการก๊าซ NGV ในพื้นที่ภาคใต้ ต้องปิดให้บริการไป 6 สถานี จากทั้งหมด 16 สถานี ดังนั้น เพื่อรองรับผลกระทบจากเหตุฉุกเฉินดังกล่าว กระทรวงพลังงาน จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ ด้านพลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้าจะนะเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลทดแทน และมีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วยเสริม โดยเฉพาะในช่วงพีคตอนเย็น เดินเครื่องโรงไฟฟ้ากระบี่มาเสริม รวมทั้งจะประสานขอซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียในกรณีฉุกเฉิน ด้านก๊าซ NGV: มีการขนส่งก๊าซ NGV จากภาคกลาง 55 ตัน/วัน เพื่อรองรับปริมาณความต้องการใช้ในพื้นที่ ซึ่งปกติอยู่ที่ประมาณ 140 ตัน/วัน และสำหรับระบบส่งก๊าซภาคตะวันออก ปตท. ได้ทำการเรียกรับก๊าซจากผู้ผลิตแหล่งอื่นๆ ในอ่าวไทย พร้อมเพิ่มการจ่าย LNG เข้าระบบ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้

พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงาน โดย ศูนย์เฝ้าระวังวิกฤตพลังงาน ยังได้มีการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยสถานการณ์ปัจจุบันการใช้ไฟฟ้า ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 พบว่า มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในภาคใต้ เวลา 19.27 น. อยู่ที่ 2,413.2 MW ซึ่งยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์ไว้ และสำหรับความคืบหน้าของการซ่อมแซมแหล่งก๊าซ JDA-A18 พบว่า เป็นไปตามแผน มีดำเนินการไปแล้วประมาณ 60% โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 นี้

นอกจากนั้น ที่ประชุม กบง. ยังรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 – 2579 (Gas Plan 2015) ไตรมาสที่ 2 ปี 2560 โดยพบว่าอัตราการใช้ก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 5 เดือนแรก อยู่ที่ระดับ 4,693 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนเล็กน้อย ที่ระดับ 5,009 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ทั้งนี้ เนื่องจากความต้องการใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าแผน โดยคิดเป็นสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 58

ที่ประชุมยังรับทราบรายงานผลการศึกษาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดหา/นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Facilities) สอดคล้องตามแผน Gas Plan 2015 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ (พื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา) [F-2] ขนาด 2 ล้านตันต่อปี เงินลงทุนรวมกว่า 26,000 ล้านบาท กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ในปี 2571 และ (2) โครงการ FSRU ในประเทศเมียนมา [F-3] ขนาด 3 ล้านตันต่อปี เงินลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านบาท กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570 ซึ่งผลจากการศึกษาในเบื้องต้น พบว่า สถานที่ตั้งโครงการจะตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่เมือง Kanbauk ทางภาคใต้ของประเทศเมียนมา ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาอยู่ระหว่างการพิจารณาสัดส่วนของการร่วมทุนโครงการฯ ทั้งนี้ หากการเจรจาได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ จะสามารถทำให้กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติเลื่อนขึ้นมาเป็นภายในปี 2566 ได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำผลการศึกษาดังกล่าวไปประสานการดำเนินการในรายละเอียดเพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว และนำมาเสนอต่อ กบง. พิจารณาต่อไป

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้รับรายงานว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) อยู่ระหว่างการดำเนินการยกร่างกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม 1 ฉบับ และกฎกระทรวง 5 ฉบับ ก่อนนำเสนอ ครม. พิจารณา รวมทั้งอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูล การกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การคัดเลือก รวมถึงการพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างรอบคอบ สำหรับใช้ในการเปิดประมูลแปลงสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ในปี 2565 – 2566 คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนกันยายน 2560 ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการฯ แล้วเสร็จ จึงจะเปิดให้ยื่นขอให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ต่อไป