ค้นหาด้วย ' 2560 ' ทั้งหมด 1 รายการ
ทิศทางพลังงานไทยในปีระกา2560

 ทิศทางพลังงานในปีระกา 2560  จะเป็นแบบไหน  แต่ละหน่วยงานมีมุมมองและเตรียมนโยบายหรือแผนรองรับเอาไว้อย่างไร กองบรรณาธิการศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center  นำมาเรียบเรียงให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น

ปตท.มองราคาน้ำมันดิบมีเสถียรภาพแค่ช่วงครึ่งแรก  พร้อมปรับแผนลงทุนรองรับ

ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันของกลุ่ม ปตท. หรือ PRISM (Petrochemicals and Refining Integrated Synergy Management) ออกมาประเมินราคาน้ำมันปี 2560จะทรงตัวระดับ 50-55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัว  ความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปี สภาะการผลิตที่ล้นตลาดจะปรับตัวเข้าสู่สมดุล แต่ราคาจะยังมีความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย อาทิ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ Go Online มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และอุปกรณ์เก็บพลังงานประจำบ้าน เป็นต้น

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ประกาศแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2560 – 2564) ที่ได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดปตท.เมื่อวันที่ 16ธ.ค.วงเงินรวม 338,849ล้านบาท แบ่งหมวดการการลงทุน ตาม 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะใช้เงินลงทุนจำนวน 186,524 ล้านบาท   ยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่ม จำนวน 150,673 ล้านบาท และ ยุทธศาสตร์ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จำนวน 1,652 ล้านบาท

 โดยปตท.ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ อาทิ การขยายความสามารถในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (คลังแอลเอ็นจี เทอมินัล 1 และ 2) เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น   การพัฒนาระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ  และการพัฒนาสถานีบริการ  รวมทั้งจะมีการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพในการรองรับการดำเนินงานในระยะยาว

สนพ.ประเมินราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ที่42-52 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ต้นทุนไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้น

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ออกมาประเมินทิศทางราคาน้ำมันที่ใกล้เคียงกับ ปตท. โดยคาดว่าราคาจะแกว่งตัวอยู่ระดับ 42-52 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ซึ่งเป็นกรอบที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) คาดการณ์ไว้ 

ส่วน ราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) จะอยู่ที่ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ใกล้เคียงกับปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศและLPG  ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับนโยบายปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและนอกโอเปก

ในส่วนค่าไฟฟ้า ก็มีแนวโน้มที่ต้นทุนจะปรับขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่สะท้อนต้นทุนน้ำมันเตาย้อนหลัง 6-12 เดือน จากต้นปี 2559 ราคาน้ำมันดิบอยู่ประมาณ 30 เหรียยสหรัฐฯต่อบาร์เรล และทยอยปรับขึ้นมาอยู่ที่กว่า 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลในปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในปี 2560 ทรงตัว หรือ ปรับสูงขึ้น ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) กลุ่ม ปตท. ประเมินว่าจะปรับสูงขึ้นเล็กน้อย หรือ อยู่ที่ 7.5 เหรียญหรัฐฯต่อตัน

การดำเนินนโยบายพลังงานของภาครัฐ ในปี 2560 ยังดูแลให้กลไกราคาสะท้อนต้นทุนตลาดโลกให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงอัตราการจัดเก็บ ส่วนภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าในปี 2560  การเติบโตของพลังงานในภาคขนส่งจะใกล้เคียงกับปี 2559 อยู่ที่ 0.8% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP) และการใช้ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 1.2% ของGDP ซึ่งการใช้พลังงานในภาคขนส่งที่ต่ำกว่า GDP ถือว่าเป็นเรื่องดี ส่วนการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นถือว่าเป็นไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ

กรมธุรกิจพลังงานเตรียมเปิดเสรี LPG ม.ค.2560  ปรับราคาLPGขนส่งสูงกว่าครัวเรือน

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) ระบุว่า ธพ. เตรียมจะเสนอมาตรการ LPG เสรีแก่ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ต้นเดือนม.ค. 2560 นี้ ซึ่งจะมีผลให้เกิดการนำเข้า จำหน่าย LPG ได้อย่างเสรี โดยมี ธพ.ทำหน้าที่กำกับดูแลไม่ให้เกิดการขาดแคลน LPG ในประเทศ 

นอกจากนี้ยังมีแผนเตรียมปรับราคา LPG ในภาคขนส่งให้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคา LPG ของประเทศกลายเป็นสองราคา คือราคาภาคครัวเรือน อุตสาหกรรม จะมีราคาถูกกว่า LPG ภาคขนส่ง ทั้งนี้เนื่องจากต้องการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้รถยนต์ เพราะปัจจุบันผู้ใช้รถยนต์ที่เติม LPG เสียภาษีสรรพสามิต ถูกกว่าผู้ใช้น้ำมันมาก โดยผู้ใช้น้ำมันเสียภาษีอยู่ 4-5 บาทต่อลิตร ขณะที่ผู้ใช้ LPG เสียภาษีเพียง 1 บาทต่อลิตรเท่านั้น  ซึ่งจะนำเสนอต่อที่ประชุม กบง. ไตรมาสแรกของปี 2560 นี้ 

กกพ. ประเมินค่าไฟฟ้า Ft ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.2560 ปรับขึ้น 20.32 สตางค์ต่อหน่วย  พร้อมเดินหน้าซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

นายวีระพล จิระประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ในฐานะโฆษก กกพ. ประเมิน ค่าไฟฟ้าตั้งแต่งวด พ.ค.-ส.ค. 2560 จะปรับสูงขึ้น 20.32 สตางค์ต่อหน่วย จากต้นทุนเชื้อเพลิงโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติปรับขึ้น 6 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งขึ้นตามราคาน้ำมันและเข้าสู่ฤดูร้อนที่ประชาชนใช้ไฟฟ้ามากขึ้น   อย่างไรก็ตาม  ค่าเอฟที เดือนม.ค.ม.ค. - เม.ย. 2560 อยู่ที่ -37.29 สตางค์ต่อหน่วย ลดลงจากงวดที่แล้ว 4.00 สตางค์ต่อหน่วยทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.3827 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

สำหรับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในปี 2560 นั้น วีระพล ระบุว่า กกพ. มีแผนจะเปิดรับซื้อไฟฟ้ากว่า 1,000 เมกะวัตต์ รวมเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็นหลัก  4  โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เหลือจากปี 2559 ที่เปิดรับซื้อแล้วยังไม่ครบตามเป้าหมาย จึงมาเปิดรับซื้อต่อในปี 2560 

โดย โครงการแรกที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้า คือ โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ หรือ ไบโอแก๊ส เฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้(ยะลา ปัตตานี นราธิวาส)และ4 อำเภอ ได้แก่ จะนะ เทพพา สะบ้าย้อยและนาทวี )จำนวน 8 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการที่ 2 ที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าต่อคือ โครงการประมูลผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพและก๊าซชีวมวล ซึ่งจะเป็นการเปิดประมูลทั่วไปทั้งประเทศ จำนวน 400 เมกะวัตต์ 

โครงการที่ 3 ที่จะเปิดรับซื้อ คือโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จำนวน 63 เมกะวัตต์ เพื่อให้เต็มเป้าหมายการรับซื้อที่ 140 เมกะวัตต์ หลังจากที่เปิดรับซื้อรอบแรกไปแล้วมีผู้เข้าร่วม 77 เมกะวัตต์  และโครงการสุดท้ายที่จะเปิดรับซื้อช่วงครึ่งหลังของปี 2560 คือโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)เฉพาะภาคราชการและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 519 เมกะวัตตต์ 

พพ. เตรียมเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีหลังมิ.ย.2560

ด้านกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ก็ออกมายืนยันว่า กระทรวงพลังงาน เตรียมพิจารณาเปิดโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีทั่วประเทศหลังเดือนมิ.ย. ปี 2560 ที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบการไฟฟ้าได้ด้วย

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กล่าวว่า พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งการให้กรม พพ.พิจารณาตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)เสรีทั่วประเทศ ในรูปแบบการผลิตใช้เองและขายเข้าการไฟฟ้าได้ด้วย โดยขณะนี้ได้เริ่มตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณารายละเอียดทั้งปริมาณการผลิต การเปิดรับซื้อ การจัดการสายส่งไฟฟ้า เป็นต้น โดยคาดว่าสรุปการกำหนดกติกาและเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาได้ในเดือน ม.ค. 2560  และคาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มเปิดได้ประมาณหลังกลางปี 2560 เป็นต้นไป

กฟผ. คาดแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าปี2560 โต 3-4%

กรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดการณ์  แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าในปี 2560 จะเติบโตใกล้กับประมาณการอัตราการขยาตัวของเศรษฐกิจ(GDP) ที่ระดับ 3-4% เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังชะลอตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลก ขณะที่ค่าไฟฟ้า จะใกล้เคียงกับปี 2559  เพราะต้นทุนค่าเชื้อเพลิงโดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ยังทรงตัวตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยง จากการเปลี่ยนประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่อาจมีผลต่อนโยบายเศรษฐกิจและความต้องการบริโภคน้ำมันของสหรัฐ แต่สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ เป็นสัญญาล่วงหน้าจึงยังไม่น่าจะมีผลกระทบกับไทย 

ในส่วน แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) ปี2558-2579 นั้นพบว่า ในปี 2560 อัตราการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) อยู่ที่ 31,385 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากพีคปี 2559 อยู่ที่ 30,218 เมกะวัตต์ ขณะที่กำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่กว่า 4 หมื่น เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ

สำหรับแผนการลงทุนในปี 2560 ของ กฟผ. นั้น ได้รับอนุมัติงบลงทุนจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) วงเงิน 57,587 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ตั้งเป้าลงทุน 8.1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจ.กระบี่ และอ.เทพา จ.สงขลา ยังมีความล่าช้ากว่าแผน รวมถึงแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนเดิม คือ บางปะกง ยังไม่ได้รับอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) ทำให้การลงทุนในส่วนนี้จะยังไม่เกิดขึ้น  

โดยจะมีการลงทุนในโครงการระบบส่งและโรงไฟฟ้ารายการใหญ่ 31,879 ล้านบาท รวมถึงแผนระยะยาวและครุภัณฑ์รวม 25,707 ล้านบาท และในปี 2560 ยังมีแผนปรับปรุงงบประมาณในส่วนของโรงไฟฟ้าเพิ่ม 5,758 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายเพิ่มของโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่อง4-7 วงเงิน 3,500 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน ระยะที่ 1 จำนวน 2,258 ล้านบาท จากงบประมาณดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน ทั้งโครงการรวม 30,600 ล้านบาท

PEA ปรับแผนธุรกิจสู่ยุค PEA4.0

นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ออกมาเปิดเผยว่า  PEA กำลังอยู่ระหว่างการปรับแผนธุรกิจใหม่ เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตอันใกล้ PEA จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมของโลก ทำให้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าหายไปจำนวนมาก ดังนั้น PEA จึงจะเริ่มปรับตัวไปสู่ยุค PEA 4.0 หรือ การบริหารงานในยุคนวัตกรรมและความสร้างสรรค์  โดยเตรียมปรับธุรกิจเป็นผู้ให้บริการติดตั้งระบบและสายไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ(สมาร์ท กริด)ให้กับประชาชนทั่วประเทศ รวมถึงให้บริษัทลูกเข้าไปลงทุนระบบสมาร์ทกริดในประเทศเมียนมาด้วย พร้อมทั้งการร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4 โครงการ 

นอกจากนี้ได้เตรียมงบประมาณ 40 ล้านบาทในปี 2560 สำหรับธุรกิจสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ซึ่งในปี 2559 นี้บอร์ด  PEA อนุมัติให้สร้างสถานี 5 แห่งแล้ว และในปี 2560 จะศึกษาอีก 7 แห่ง แบ่งเป็นที่บริเวณสุวรรณภูมิถึงเมืองพัทยา  4 แห่ง ที่เหลืออยู่บริเวณ จ.อยุธยา และบริเวณเส้นถนนจากภาคใต้ไปหัวหิน 

 

กองบรรณาธิการศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center  รายงาน