ค้นหาด้วย ' โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ' ทั้งหมด 6 รายการ
สนพ.ระบุเตรียมรับผลกระทบค่าไฟแพงถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่เกิด

ผอ.สนพ. ระบุไทยเสี่ยงค่าไฟฟ้าแพงขึ้น  หากไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำมาช่วยถั่วเฉลียราคา เผยข้อดี ช่วยกระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิง จากการใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากเกินไป   และช่วยสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าในภาคใต้ในระยะยาว

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานต้องการให้การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ เป็นไปตามเป้าหมายของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านไฟฟ้า และลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลง 

ทั้งนี้หากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่สามารถก่อสร้างได้ตามแผนที่ตั้งไว้ จะมีผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าในอนาคตได้ และหากจะแก้ปัญหาด้วยการไปซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศที่มีราคาค่าไฟที่ต่ำ มาทดแทนมากเกินไป ก็จะมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าของประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ในระยะยาวได้ 

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะรวมตัวชุมนุมคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ทำเนียบรัฐบาลในเดือน ต.ค. 2559 นั้น นายทวารัฐ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานยังไม่ได้ข้อมูลที่แน่ชัด แต่กระทรวงพลังงงานได้พยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง ลดการพึ่งพาก๊าซฯลง  ตามแผน PDP 2015

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 27ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา มีตัวแทนชาวบ้านชาวกระบี่ นำโดยนายอนันต์ สันหาด อดีตกำนันตำบลคลองขนาน อ.เหนือคลอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 4ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ คือ ต.ปกาสัย ต.คลองขนาน ต.ตลิ่งชันและต.เกาะศรีบอยา และคณะ ได้ยื่นหนังสือสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ต่อนายทวารัฐ ในโอกาสเดินทางไปถ่ายทำรายการเดินหน้าประเทศไทย ณ.บ้านควนต่อ ต.คลองเขม้า อ.เหนือคลอง จ.กระบี่

อนันตพร ชี้โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ได้ข้อยุติภายในสิ้นปีนี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชี้โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ได้ข้อยุติภายในสิ้นปีนี้ หลังคณะกรรมการไตรภาคีสรุปผลทั้งข้อดี ข้อเสียในเดือนต.ค. ก่อนเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา ตัดสินใจ
 
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานกำลังรอข้อสรุปจากคณะกรรมการไตรภาคี(สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ตัวแทนภาครัฐและตัวแทนภาคประชาชน) พิจารณาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ว่าจะเสนอความเห็นอย่างไร ซึ่งในทางปฏิบัตินายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้สรุปว่าควรสร้างโรงไฟฟ้าหรือไม่ ตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอ โดยดูข้อมูลจากคณะกรรมการไตรภาคีประกอบการพิจารณา ทั้งนี้เมื่อคณะกรรมการไตรภาคีได้ผลการศึกษาออกมาแล้ว ทางกระทรวงพลังงานจะรีบดำเนินการสรุปให้เสร็จใน 1-2เดือน และจะเสนอให้นายกฯ พิจารณาต่อไป
 
“อยากให้ผลการศึกษาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ของไตรภาคีเสร็จโดยเร็ว เพราะการทำงานที่อึมครึมไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่หากโรงไฟฟ้ากระบี่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีโรงไฟฟ้าอื่นมาทดแทน ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศไทยมีสำรองไฟฟ้าเกิน 15% ของกำลังผลิตทั้งประเทศ แต่ใน 4-5 ปีถ้าไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่ขึ้นมาจะทำให้ปริมาณการใช้และผลิตไฟฟ้ามาอยู่ระดับใกล้เคียงกันและจะเป็นปัญหาได้ แต่ถ้ามีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ขึ้นมาจะทำให้ค่าไฟฟ้าไม่แพงเกินไป ทำให้สำรองไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และเกิดความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ด้วย”
 
นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า คณะไตรภาคีจะส่งผลสรุปการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ให้นายกฯ พิจารณาได้ในเดือน ต.ค. 2559 นี้  อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทราบว่าคณะกรรมการไตรภาคีจะไม่สรุปฟันธงว่าจะสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่หรือไม่ เพียงแต่จะเสนอความเห็นจากทุกฝ่ายว่า หากสร้างแล้วจะมีผลดีเสียอย่างไร และถ้าไม่สร้างจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้นายกฯตัดสินใจเอง    

 

โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เลื่อนไปอีก3ปี

คณะกรรมการไตรภาคีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สรุปผลถึงมือนายกรัฐมนตรีแล้ว กฟผ.ระบุหากอนุมัติให้มีการก่อสร้างภายในเดือนธันวาคม2559 คาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ได้ภายในเดือน ก.ค.2565 หรือล่าช้าไปจากแผนPDP2015 ประมาณ3ปี ทำให้พื้นที่ภาคใต้จะมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงไฟฟ้า ในปี2562และ2563

ว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ขนาด 800 เมกะวัตต์ ในระหว่างการนำคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงานด้านกิจการไฟฟ้า ณ ประเทศญี่ปุ่น ช่วงระหว่างวันที่29ต.ค.-5พ.ย.2559 ว่า  คณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจาก กระทรวงพลังงาน กฟผ.,นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม และตัวแทนภาคประชาชน ที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคำสั่งตั้งขึ้นเพื่อหาข้อยุติในการดำเนินการโรงไฟฟ้า นั้น ได้มีข้อสรุปร่วมกัน และนำเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว  โดยตามแผนงาน หากนายกรัฐมนตรีมีความเห็นให้กฟผ.เดินหน้าโครงการภายในเดือนธ.ค.2559 นี้ คาดว่าจะนำเสนอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงให้เป็นไปตามข้อสรุปของคณะกรรมการไตรภาคี ส่งให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.) ให้ความเห็นชอบภายในเดือน พ.ค.2560

จากนั้นก็จะส่งเรื่องให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) พิจารณาให้ความเห็น  และเมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นชอบโครงการ ในเดือนม.ค.2561 และคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการในเดือนมี.ค.2561  ก็คาดว่าขั้นตอนการก่อสร้างจะใช้ระยะเวลาประมาณ4ปี  และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD)ในเดือน ก.ค.2565  ซึ่งล่าช้าไปจากกำหนดเดิมที่ระบุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP2015 ที่กำหนดCOD ไว้เดือน มี.ค.2562  ประมาณ3 ปี  โดยโรงไฟฟ้ากระบี่จะเสร็จช้ากว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่คาดว่าหน่วยแรก1 กำลังผลิต1,000เมกะวัตต์ จะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในเดือน เม.ย.2564

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงความล่าช้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ซึ่งไม่เป็นไปตามแผน จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ช่วงปี2562 และ2563ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่ากำลังการผลิตติดตั้งที่มีอยู่ในพื้นที่ และหากโรงไฟฟ้าโรงหลักในพื้นที่ต้องหยุดซ่อมบำรุง จะทำให้ไฟฟ้าที่ส่งจากภาคกลางผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูง500เควี ลงไปช่วยภาคใต้ จะมีปริมาณไม่เพียงพอ  โดยกระทรวงพลังงานเตรียมหารือหาแนวทางที่จะลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดลง ในช่วงปีดังกล่าว 

แกนนำชุมชนหนุนสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่บุกกรุงเทพยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี

แกนนำชุมชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่เดินทางยื่นหนังสือสนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ระบุเชื่อมั่นการทำงานของกฟผ.ที่เป็นผู้ดำเนินโครงการในฐานะหน่วยงานของรัฐ

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 เวลา 10.00น. กลุ่มเครือข่ายประชาชนจังหวัดกระบี่ จำนวนกว่า 50 คน นำโดย นายฐานิศร์ เอ่งฉ้วน กำนันตำบลเหนือคลอง นายทัศน์พล คลองยวน กำนันตำบลตลิ่งชัน นายสมศักดิ์ ภูมิสุทธาผล กำนันตำบลคลองขนาน นายธัญญา โชยบุตร กำนันต.ปกาสัย อ. เหนือคลอง จ.กระบี่ นายไพโรจน์ บุตรเผียน ประธานเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและป่าชายเลน ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง นายกิจจา ทองทิพย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ต.ปกาสัย อ. เหนือคลอง และนายเที่ยง บุญเลิศ ประชมรมชมรมผู้อาวุโสฯ จ.กระบี่ และผู้นำชุมชน ประชาชนในจังหวัดกระบี่ เป็นตัวแทนกลุ่มผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้ากระบี่เข้ายื่นหนังสือสนับสนุนการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ที่ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ   โดยมีนายพีระ ทองโพธิ์ ผอ.ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพ.ย.2559 ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกระบี่ที่นำโดยนายอนันต์  สันหาด  อดีตกำนันตำบลคลองขนาน  อ.เหนือคลอง นายไพโรจน์  บุตรเผียน นายบุญเที่ยง  บัวเลิศ  นายกิจจา  ทองทิพย์  ผู้นำชุมชน ชุมชนทั้ง 4 ตำบล ใน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ ก็เดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมประชาชนที่สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จังหวัดกระบี่  จำนวน 15,000  รายชื่อ เพื่อนำเสนอพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  โดยมีนายสมควร  ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และนายจักรพันธ์  ชูแก้ว  พลังงานจังหวัดกระบี่  และนายสุพัชรพงศ์  วรประดิษฐ์  ป้องกันจังหวัดกระบี่ เป็นผู้แทนรับมอบ

นายฐานิศร์ เอ่งฉ้วน กำนันตำบลเหนือคลอง และประธานชมรมกำนันตำบลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การรวมตัวของผู้นำทุกคนกว่า 50 คนในพื้นที่อำเภอเหนือคลอง จ.กระบี่ ทั้งผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม มารวมตัวกับพบนายกรัฐมนตรีเพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ของ กฟผ. ครั้งนี้ เพื่อแสดงถึงความต้องการของ ชุมชนว่า
ผู้นำชุมชนทุกคนมั่นใจโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด มั่นใจการทำงานของ กฟผ. เพราะเป็นหน่วยงานของรัฐ มั่นใจว่าความมั่นคงด้านพลังงานมีส่วนสำคัญในการพัฒนาภาคใต้และประเทศ ชาวกระบี่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนโรงไฟฟ้ากระบี่ จึงขอให้รัฐบาลรีบตัดสินใจ 

เสียงคนกระบี่ ยืนยันสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าในพื้นที่

ชาวบ้านในชุมชนรอบโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ลงความเห็นอยากให้สร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ มั่นใจไม่มีผลกระทบกับชุมชน ชี้ไฟฟ้าจำเป็นกับประเทศ ช่วยต่อยอดพัฒนาชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชน พร้อมย้ำ กฟผ. ต้องดูแลชุมชนตามมาตรการที่สัญญาไว้

นายประศึก ผ่อล้วน อดีตครูและเจ้าของสวนปาล์ม ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ชุมชนกระบี่ใช้ชีวิตร่วมกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ในอดีตมาตั้งแต่ 40 – 50 ปีมาแล้ว ทั้งๆที่ในอดีตโรงไฟฟ้ายังไม่มีมาตรการป้องกันหรือเทคโนโลยีที่ดีเท่ากับสมัยนี้ แต่ก็ยังเห็นคนในยุคนั้นสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

“มองว่าการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเป็นเรื่องปกติ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ แต่ กฟผ. ต้องรักษาผลประโยชน์ของคนในชุมชน ให้รู้สึกว่าชุมชนได้โอกาสพิเศษกว่าชุมชนอื่น เป็นที่พึ่งของคนในชุมชน เช่น ให้คนในชุมชนมีโอกาสเข้าทำงานกับ กฟผ. มากกว่าชุมชนอื่น และตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาสำหรับเยาวชนรอบพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้า” นายประศึก กล่าว

ด้านชาวประมงบนเกาะศรีบอยา ตำบลศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ นายบูสัน ตาวัน กล่าวว่า ไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต ไฟดับแค่ไม่กี่นาทีชุมชนก็เดือดร้อน อยากให้สร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ การคมนาคมในภาพรวมของประเทศ

“ไม่ได้คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ เพราะปัจจุบันมีเรือเดินน้ำมันของโรงไฟฟ้ากระบี่เดินผ่านพื้นที่ทำประมงทุกวัน และไม่เคยมีปัญหาหรือมีผลกระทบกับการประมง ชาวประมงจับปลาได้ปกติ ถ้ามีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น คิดว่าวิถีชีวิตจะไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม ยาเสพติดยังทำลายเยาวชนได้มากกว่าการสร้างโรงไฟฟ้า” นายบูสัน กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับนายก่อเฉด ช่างเรือ ปราชญ์ชาวบ้าน ตำบลเกาะศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การสร้างโรงไฟฟ้าจะได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ ทำให้ทุกหมู่บ้านบนเกาะมีไฟฟ้าใช้ ไม่ติดๆ ดับๆ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับชุมชน ทั้งยังนำไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา การสื่อสาร และพร้อมกับกล่าวว่า อยากพัฒนาให้ชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างอาชีพและรายได้เพิ่มเติมให้กับชุมชน แต่ต้องไม่กระทบกับวิถีชีวิตเดิมมากนัก

“มองว่าโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจะผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของจังหวัดกระบี่ โรงไฟฟ้าชีวมวลจากต้นปาล์ม ถ้าตัดไปผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวจะทำให้ชาวบ้านไม่สามารถนำลูกปาล์มไปขายได้ กระทบอาชีพของชาวบ้าน เชื่อมั่นในระบบกระบวนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปมาก และฝากให้ภาครัฐและ กฟผ. สร้างความมั่นใจว่าจะมีมาตรการป้องกันที่ดี รวมถึงดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น” ปราชญ์ชาวบ้านกล่าวในท้ายที่สุด

(ฟังเสียงคนกระบี่ จากคลิปวิดีโอด้านล่าง)

https://www.youtube.com/watch?list=PLJneRwEZTuple4TxzpYOC6kMKJlNVo9XU&v=wusi0y6HdWU

กฟผ.รอ สผ. กดปุ่มเดินหน้าจัดทำEIAและEHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

กฟผ.รอความชัดเจนจาก สผ.ก่อนเริ่มต้นกระบวนการประมูลว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อจัดทำEIAและEHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่  พร้อมรอฟังนโยบายจาก คสช.ที่จะสรุปผล 3เวทีรับฟังความเห็นชาวใต้  ในวันที่ 28 เม.ย.นี้ ว่าจะให้เดินหน้าโครงการหรือไม่  ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา เฟส1 ขนาด1,000 เมกะวัตต์  คาดล่าช้าออกไปจากแผน2ปี จากเดิมที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ปลายปี2564

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อช่วงต้นเดือนเม.ย.2560 ที่ผ่านมา ว่าจะให้ กฟผ.ดำเนินการอย่างไร  เพื่อให้กระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)ท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว และการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถูกต้องตามระเบียบของ สผ. โดยกฟผ.จะยังไม่เริ่มกระบวนประมูลว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อจัดทำ EIAและEHIA จนกว่าจะได้รับความชัดเจนจากทาง สผ.

ทั้งนี้ หากทางสผ. ให้ กฟผ.เริ่มดำเนินกระบวนการจัดทำEIAและEHIA ของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใหม่ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ได้ นั้น ในกระบวนการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา นั้น สามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ คือ การว่าจ้างพิเศษ หรือการจ้างตรง  คาดว่าใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 เดือน ก็จะได้รายชื่อผู้รับเหมา แต่วิธีนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อภาครัฐเห็นว่าเป็นโครงการเร่งด่วน ส่วนอีกวิธี คือ การเปิดประมูลว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งวิธีนี้คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน โดยจะเลือกใช้รูปแบบไหนนั้น จะขึ้นอยู่กับข้อเสนอแนะของ สผ. รวมถึงรายชื่อบริษัทที่ปรึกษาเพื่อจัดทำEIA และEHIA ก็จะต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ สผ. กำหนดไว้ด้วย

นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า กฟผ.ยังรอฟังนโยบายจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในวันที่ 28 เม.ย.2560 นี้ ที่จะสรุปผลการจัดเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจและรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ในวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกัน 3เวที ทั้ง ที่สุราษฎร์ธานี  สงขลา และกระบี่  ซึ่งหากมีนโยบายไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี่   ทางกฟผ. พร้อมทำตามนโยบายของภาครัฐ โดยยุติโครงการทันที แต่หากให้เดินหน้าโครงการต่อไป กฟผ.ก็จะเดินตามแนวทางที่ สผ.แนะนำเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม หากสุดท้ายโรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี่ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เชื่อว่า กระทรวงพลังงาน จะพิจารณาแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่อื่นแทน หรือ อาจพิจารณาแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ที่ กฟผ. ได้เสนอแผนการศึกษาความเหมาะสมไปแล้วใน 4 พื้นที่ คือ จ.สุราษฎ์ธานี จ.สงขลา อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจ.ตรัง ซึ่งความเป็นไปได้มากที่สุด คือการสร้างโรงไฟฟ้าLNG ในอ.ทับสะแก เพราะ กฟผ.มีที่ดินอยู่แล้ว และติดริมทะเลน้ำลึก สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้

นอกจากนี้ กฟผ. ยังเร่งลงทุนโครงการปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้า 500 KV ช่วงภาคตะวันตก-ภาคใต้ วงจรที่ 2 จากบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไป ยังจ.สุราษฎร์ธานี และจ.ภูเก็ต ระยะทาง 800 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงไฟฟ้าให้กับภาคใต้ฝั่งอันดามัน จากเดิมที่มีสามารถส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปภาคใต้ได้ 600 เมกะวัตต์ จะเพิ่มเป็นประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ แต่จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หากสายส่งมีปัญหา  เพราะจะทำให้ไฟฟ้าหายไป 1,000 เมกะวัตต์

ส่วนความคืบหน้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา เฟส 1 ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาEIAและEHIA ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก.) คาดว่า จะผ่านการอนุมัติในเดือนพ.ค.2560 นี้ แต่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าอาจล่าช้าออกไปจากแผนไปประมาณ  2 ปี จากเดิมคาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2564เนื่องจากยังมีขั้นตอนพิจารณาอื่นๆ ก่อนขอการอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี(ครม.)อีก 18 -24 เดือน อีกทั้งยังติดปัญหาเวนคืนที่ดินและที่ดินมีราคาสูง ซึ่งต้องใช้เวลาในการออกพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เวนคืนที่ดิน อีก 1 ปี