ค้นหาด้วย ' โซล่าร์รูฟท็อป ' ทั้งหมด 4 รายการ
IES รุกธุรกิจใหม่ ติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปครบวงจร

IES เดินหน้าพลังงานสะอาด รุกธุรกิจใหม่ให้บริการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปแบบครบวงจร พร้อมข้อเสนอทางเลือกให้ลูกค้าไม่ต้องลงทุนเอง ล่าสุดเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับแรกกับเคอรี่สยามซีพอร์ตแล้ว

นายสมบูรณ์ เลิศสุวรรณโรจน์ Executive Vice President, Business Development บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด (IES) ซึ่งมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่พัฒนาเสร็จแล้ว และโครงการที่กำลังดำเนินการพัฒนาอยู่มากกว่า 180 เมกะวัตต์ ทั้งในไทยและญี่ปุ่น เปิดเผยว่าบริษัทฯ ได้พัฒนาธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อบริษัท อิมแพค โซล่าร์ จำกัด (Impact Solar) ให้บริการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ โซล่าร์รูฟท็อป แบบครบวงจร เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าให้แก่องค์กรและผู้ประกอบการ โดยบริการครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ดูแลรักษา ตลอดจนถึงการจัดการด้านการเงินและการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการติดตั้ง

ทั้งนี้ องค์กรหรือผู้ประกอบการที่ต้องการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปกับ Impact Solar สามารถเลือกดำเนินการตามแพคเกจที่นำเสนอ ได้แก่ แพคเกจ Solar PPA (Power Purchase Agreement) ซึ่งผู้ประกอบการไม่ต้องใช้เงินลงทุนเอง แต่ยังได้รับประโยชน์จากการจ่ายค่าไฟฟ้าตามปริมาณที่ใช้จริงให้แก่ Impact Solar ในอัตราที่การันตีว่าต่ำกว่าอัตราค่าไฟของรัฐตลอดอายุสัญญา และจะได้เป็นเจ้าของระบบโซล่าร์รูฟท็อปที่ติดตั้งไว้ทันทีเมื่อครบกำหนดสัญญา หรือ แพคเกจ Solar Sale ที่ผู้ประกอบการเป็นผู้ลงทุน โดยมี Impact Solar ดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบติดตั้ง การขอใบอนุญาตฯ การจัดหาประกันฯ รวมถึงการจัดหาสินเชื่อระยะยาวจากธนาคารในประเทศให้ด้วย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าด้วยการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองด้วยโซล่าร์ที่ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ทดแทนการซื้อไฟฟ้าจากรัฐฯ โดยกรรมสิทธิ์ในระบบโซล่าร์รูฟท็อปในแพคเกจนี้เป็นของผู้ประกอบการเอง โดย Impact Solar จะไม่คิดค่าดำเนินการและบำรุงรักษาระบบในช่วง 2 ปีแรก นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังจะได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อีกด้วย 

                                                 

 

“ตัวอย่างการติดตั้งระบบโซล่าร์รูฟท็อป ที่กำลังการติดตั้ง 0.5 เมกะวัตต์ ผู้ประกอบการที่เลือกข้อเสนอแบบ Solar PPA คือไม่ต้องใช้เงินลงทุนเอง จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เฉลี่ยราว 12-15 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา ส่วนผู้ประกอบการที่เลือก  Solar Sale สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึงเฉลี่ยปีละ 5 ล้านบาท หรือสูงถึง 125 ล้านบาทในระยะเวลา 25 ปี ซึ่งถ้ามีกำลังการติดตั้งมากขึ้น ก็จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากขึ้น” นายสมบูรณ์กล่าว และชี้แจงว่าการคำนวณค่าไฟฟ้าที่ลดลงจากการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปของ Impact Solar อ้างอิงจากค่าไฟฟ้าของรัฐในปัจจุบันและคาดการณ์ค่าไฟรัฐจะเติบโตขึ้นตามนโยบายของรัฐ

นายสมบูรณ์กล่าวด้วยว่า ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่สนใจ สามารถลองคำนวณค่าไฟที่จะประหยัดได้จากการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป ด้วยการเข้าไปใช้แอพพลิเคชั่นอย่างง่าย บนเว็บไซต์ของบริษัท www.impactsolar.co.th โดยเพียงแต่ระบุอัตราค่าไฟฟ้ารายเดือน ชั่วโมงทำงานและพื้นที่หลังคาของสถานประกอบการที่จะติดตั้ง ซึ่งระบบจะคำนวณให้ได้ว่าจะสามารถประหยัดรายจ่ายค่าไฟฟ้ารายเดือนได้เฉลี่ยเดือนละเท่าไหร่ และรวมตลอดระยะเวลาสัญญา 25 ปีจะประหยัดได้เท่าไร และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปริมาณกี่ตันต่อปี รวมถึงแนะนำกำลังการผลิตติดตั้งที่เหมาะสม และในกรณีหากเลือกดำเนินการแบบแพคเกจ Solar Sale จะสามารถทราบต้นทุนการติดตั้งและค่าใช้จ่ายรายปีในการดำเนินการและบำรุงรักษาระบบ

                                    

 

“ธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปครบวงจรของเรา เป็นโครงการที่สนับสนุนนโยบายโซลาร์รูฟท็อปเสรีของกระทรวงพลังงาน โดยผู้ประกอบการที่สนใจอยากเข้าร่วมโครงการดังกล่าวของรัฐ สามารถมาปรึกษาหารือเราได้ในเรื่องการติดตั้งและอื่นๆ ทั้งนี้ เราสามารถนำโครงการที่ทำร่วมกันเข้าร่วมกับโครงการของรัฐได้” นายสมบูรณ์กล่าว

ที่ผ่านมา Impact Solar ได้ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Solar PPA ฉบับแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากับ บริษัท เคอรี่ สยามซีพอร์ต จำกัด (KSSP) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เคอรี่ โลจิสติคส์ เน็ทเวอร์ค ที่ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจรในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่บริการท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือเดินสมุทร บริการคลังสินค้า และบริการการขนส่งสินค้าอย่างครบวงจร และล่าสุดนี้ได้ลงนามสัญญาอีกหนึ่งฉบับกับ บริษัท เจเอเอส เอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ Impact Solar จะดำเนินการติดตั้งระบบโซล่าร์รูฟท็อป กำลังการผลิตรวมทั้งสองที่ประมาณ 1000 กิโลวัตต์ บนหลังคาคลังสินค้าของ KSSP ที่ อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี และ แจส เออเบิร์น ศรีนครินทร์ (Jas Urban Srinakarin) ช้อปปิ้งมอลล์แห่งใหม่ใจกลางย่านศรีนครินทร์ และจะผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าค่าไฟของรัฐตลอดอายุสัญญา 25 ปี

“ขณะนี้ เรากำลังเจรจากับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพอีกหลายราย ซึ่งเชื่อมั่นว่า ผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ เห็นความสำคัญของการลดค่าไฟฟ้า และยังได้พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืนในอนาคต” นายสมบูรณ์กล่าว

นายสมบูรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม มีประสบการณ์ด้านการลงทุนและพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์มาต่อเนื่องกว่า 8 ปี ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น และมีการร่วมมือกันกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าการดำเนินงานของบริษัทได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากสถาบันต่างๆระดับโลก

“เรามีความมั่นใจว่าการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปนั้นมาถึงจุดที่สามารถแข่งขันกับราคาค่าไฟฟ้าปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการหลายท่านมีความกังวลใจในด้านเทคนิคหรือด้านการบำรุงรักษา ตลอดจนความเสี่ยงในการลงทุน ซึ่งข้อเสนอแบบแรก Solar PPA ของเราสามารถตอบโจทย์ข้างต้นได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งเรายังมีพาร์ทเนอร์ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านพลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยในการดูแลติดตั้ง รวมถึงการบำรุงรักษา ตลอดทั้งการสนับสนุนจากธนาคารชั้นนำทั้ง ในและนอกประเทศในด้านการเงินอีกด้วย” นายสมบรูณ์กล่าว 

กฟน. เปิดนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรี กค.-สค. นี้

กฟน.เตรียมเปิดรับผู้ร่วมโครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรี ปลาย ก.ค.-ส.ค. 59 นี้ พร้อมเก็บข้อมูลคำนวนราคารับซื้อในอนาคต ส่วนโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์เฟส 2 คาดเริ่มเปิดโครงการได้ในปี 2560

นายธีระวัฒน์ เทพอำนวยสุข ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยในงานสัมมนาผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ในหัวข้อ "โซล่าร์เซลล์ ทางเลือกแห่งอนาคต" ว่า กฟน. เตรียมเปิดรับผู้ร่วมโครงการนำร่องการส่งเสริมการติดตั้งผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซล่าร์รูฟท็อป) แบบเสรี ในช่วงปลายเดือน ก.ค.-ส.ค. 2559 นี้ โดยในส่วนของ กฟน. กำหนดเปิดรับผู้ร่วมโครงการรวมปริมาณไฟฟ้าไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกลุ่มบ้านเรือน 10      เมกะวัตต์และกลุ่มอาคารอีก 40 เมกะวัตต์ ส่วนอีก 50 เมกะวัตต์ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จะเป็นผู้เปิดรับในสัดส่วนที่เท่ากัน โดยโครงการนำร่องดังกล่าวจะไม่อนุญาตให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้า แต่ให้ผลิตเพื่อใช้เองในบ้านและอาคารเท่านั้น

ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซล่าร์ฟาร์ม) ส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 นั้น คาดว่าจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวได้ในปี 2560 เนื่องจากต้องรอให้เฟสแรกเข้าระบบตามกำหนดภายในสิ้นปี 2559 นี้ให้เสร็จก่อน ซึ่งขณะนี้ กฟน. อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์เพื่อรองรับโครงการฯ ในเฟส 2 ดังกล่าว

ทั้งนี้ โครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการสหกรณ์นั้น กำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าทั้งสิ้น 800 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นจากภาคราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์อีก 400 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ในเฟสแรกที่เปิดจับสลากผู้ร่วมโครงการเมื่อเดือน เม.ย. 2559 ที่ผ่านมาตั้งเป้ารับซื้อ 600 เมกะวัตต์ คือจากภาคราชการ 300 เมกะวัตต์และสหกรณ์ฯ 300 เมกะวัตต์ แต่ไม่มีกลุ่มราชการเข้าร่วมเพราะติดปัญหาด้านคุณสมบัติ จึงมีผู้ผ่านการคัดเลือกเพียง 6 โครงการในส่วนของสหกรณ์เท่านั้น รวมกำลังการผลิต 21.65 เมกะวัตต์ ดังนั้น ในเฟส 2 จะเปิดรับส่วนที่เหลือ คือภาคราชการทั้งหมด 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ฯที่เหลืออีกประมาณกว่า 100 เมกะวัตต์

น.ส.ศิริรัตน์ งามเสน่ห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองบริหารนโยบายเศรษฐกิจพลังงาน กฟน. กล่าวว่า โครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรีนั้น เป็นโครงการที่ทดสอบการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ตามอาคารบ้านเรือนเพื่อใช้เองในช่วงเวลากลางวันเป็นหลัก หากมีไฟฟ้าเหลือจากผลิตและไหลเข้าระบบของการไฟฟ้า ก็จะไม่มีการคิดเงินให้ผู้ผลิตแต่อย่างใด แต่การไฟฟ้าจะเก็บเป็นข้อมูล เพื่อนำมาพิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งปัจจุบันภาครัฐยังไม่ได้กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้า โดยในเดือน มิ.ย. 2560 คาดว่าจะสามารถระบุราคาที่เหมาะสมต่อการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีได้

พลังงานเสนอตั้งงบตรงให้หน่วยงานรัฐติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปลดค่าไฟ

กระทรวงพลังงาน เตรียมหารือสำนักงบประมาณ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปในหน่วยงานรัฐตามคำสั่งนายกฯ ชี้ช่วยปลดหนี้และลดภาระค่าไฟฟ้าราชการได้ เสนอสำนักงบประมาณตั้งงบให้หน่วยงานรัฐลงทุนติดตั้งระบบได้โดยตรง ด้าน พพ. พร้อมให้คำแนะนำเทคนิคการติดตั้งทั่วประเทศ

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์และรองโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างประสานหารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงบประมาณ เพื่อเตรียมแนวทางติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคา (โซล่าร์รูฟท็อป) เพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เฉพาะในอาคารหน่วยงานราชการ ตามคำสั่งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ขอความร่วมมือให้หน่วยงานราชการทุกแห่งติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในแต่ละเดือน

ทั้งนี้ เห็นว่าสำนักงานประมาณควรตั้งงบลงทุนติดตั้งแผงโซล่าร์รูฟท็อปให้แต่ละหน่วยงานภาครัฐโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการเกิดผลสำเร็จได้เร็วขึ้น ซึ่งการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปในหน่วยงานราชการจะช่วยลดภาระหนี้ค่าไฟฟ้า และลดค่าไฟฟ้าลงได้

สำหรับในส่วนของกระทรวงพลังงานนั้น กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) จะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล พร้อมกันนี้จะเป็นองค์กรที่ให้คำแนะนำเทคนิคการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปให้กับหน่วยราชการต่างๆ ทั่วประเทศ เพราะมีความชำนาญและประสบการณ์สูง 

“ตามปกติหน่วยงานภาครัฐจะได้รับงบประมาณสำหรับค่าสาธารณูปโภค 7 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในส่วนของกระทรวงพลังงาน เป็นกระทรวงที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก แต่ค่าใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคสูงถึง  11 ล้านบาทต่อปี ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ค่าไฟฟ้าจะสูงกว่านี้มาก ดังนั้น การติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปจะช่วยลดค่าไฟฟ้าและลดหนี้ค่าไฟฟ้าให้กับหน่วยงานรัฐได้แน่นอน"

พลังงานเล็งให้โซลาร์รูฟท็อปเสรีขายไฟเข้าระบบได้ หวังช่วยลดพีค

รมว. พลังงาน สั่ง พพ. ศึกษาเปิดโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ขนาด 300 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะในพื้นที่กทม.และปริมณฑล หวังลดพีคไฟฟ้าประเทศ

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ไปพิจารณาการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเสรี หรือ โซล่าร์รูฟท็อปเสรี ในรูปแบบขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ปริมาณมากกว่า 300 เมกะวัตต์ ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้ระบบโซล่าร์รูฟท็อปเป็นตัวช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่เกิดการใช้ไฟฟ้าสูง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการพิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าโซล่าร์รูฟท็อปเสรีที่เหมาะสมอยู่ พร้อมทั้งรอให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปผลโครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปรูปแบบห้ามขายไฟฟ้าเข้าระบบ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ให้เสร็จก่อน เพื่อดูผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก่อนจะเริ่มโครงการ  โซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ต่อไป 

ทั้งนี้ ในปี2560 นี้ กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) คาดการณ์ว่าอาจจะเกิดพีคไฟฟ้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ที่ระดับ 32,059 เมกะวัตต์  หรือซึ่งมากกว่า พีคไฟฟ้าของปี2559 ถึงจำนวน 1,086 เมกะวัตต์​ ที่อุณหภูมิระหว่าง 37-40 องศาเซลเซียส   โดยปัจจัยของอุณหภูมิ นับว่ามีส่วนสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าของคนไทยมาก  คือทุกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะทำให้ยอดใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณถึง 400 เมกะวัตต์

สำหรับปี 2559 เกิดพีคไฟฟ้าขึ้นถึง 7 ครั้ง ซึ่งครั้งที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น เกิดขึ้นในตอนกลางวัน เมื่อเวลา 14.12 น. ของวันที่ 11 พ.ค. 2559 ที่อุณหภูมิ 36.4 องศาเซลเซียส โดยมียอดความต้องการใช้แตะที่ระดับ 30,972.73 เมกะวัตต์