ค้นหาด้วย ' โซลาร์รูฟท็อปเสรี ' ทั้งหมด 6 รายการ
พพ.ชงเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีรอบใหม่หลังมิ.ย.2560ยอมให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้

พพ.ชงเปิดโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีทั่วประเทศ รอบใหม่หลังเดือนมิ.ย. 2560  ตั้งเกณฑ์ให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้  แต่ค่าไฟถูก  เพราะยังต้องการให้ผลิตเพื่อใช้เองเป็นหลัก ยอมรับโครงการนำร่อง 100 เมกะวัตต์  ไม่เป็นไปตามเป้าหมายแต่จะเปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่เข้าร่วมโครงการ โอนย้ายเข้ามาอยู่ในระบบโซล่าร์รูฟท็อปเสรีที่จะเปิดใหม่ ได้ในอนาคต

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ สั่งการให้ พพ. พิจารณาโครงการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)เสรีทั่วประเทศ รอบใหม่  ในรูปแบบการผลิตใช้เองและสามารถขายเข้าการไฟฟ้าได้ด้วย โดยขณะนี้ได้เริ่มตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณารายละเอียดทั้งปริมาณที่จะเปิดรับซื้อ การจัดการสายส่งไฟฟ้า แล้ว โดยคาดว่าจะสรุปรายละเอียดหลักเกณฑ์ต่างๆและนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาได้ในเดือน ม.ค. 2560 นี้   และคาดว่าจะเริ่มเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการได้ประมาณหลังเดือนมิ.ย. 2560 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีทั่วประเทศนั้น มีเป้าหมายให้เกิดการผลิตและใช้ไฟฟ้าในอาคารบ้านเรือนของตัวเองเป็นหลัก โดยไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ และจะขายกลับเข้าระบบสายส่งการไฟฟ้านั้น จะมีการพิจารณาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการเทขายเข้าระบบจำนวนมาก โดยเบื้องต้นอาจกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ต่ำกว่าอัตราฟีทอินทารีฟ(เงินสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง)ของกลุ่มโซล่าร์เซลล์ที่ปัจจุบันรับซื้ออยู่ 4.12 บาทต่อหน่วย  โดยอาจกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำมาก เพียง 1 บาทต่อหน่วย  เพื่อไม่ให้ผู้ลงทุนมีแรงจูงใจที่จะผลิตเพื่อหวังรายได้จากการขายไฟฟ้าเข้าระบบ 

สำหรับปริมาณการผลิตไฟฟ้าโซล่าร์รูฟท็อฟเสรีทั่วประเทศนั้น จะดำเนินการเป็นระยะ  และกำหนดพื้นที่ในการดำเนินการเนื่องจากระบบรองรับยังไม่พร้อม 100% ทั้งนี้การจะเปิดให้ผลิตได้กี่เมกะวัตต์นั้นขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของหม้อแปลงไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้า(กริด)เป็นหลัก

นายประพนธ์ กล่าวว่า จากการหารือในคณะทำงานรอบแรกพบว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)ยินยอมให้ผู้ผลิตไฟฟ้า จ่ายไฟฟ้าย้อนกลับเข้าหม้อแปลงไฟฟ้าได้ไม่เกิน 15% ของหม้อแปลง ทั้งนี้ พพ.จะต้องไปเฉลี่ยปริมาณการขายไฟฟ้าเข้าระบบให้กับผู้ร่วมโครงการอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้สายส่งไฟฟ้าที่สามารถรับไฟฟ้าโซล่าร์รูฟท็อปเสรีได้นั้น พบว่ายังเหลือพื้นที่ของ กฟน.จำนวนมาก ดังนั้นในระยะแรก  พื้นที่ที่เหมาะสมในการดำเนินโครงการรูฟท็อปเสรี น่าจะเป็นในพื้นที่กทม.และปริมณฑลเป็นส่วนใหญ่

นายประพนธ์ กล่าวว่า สำหรับโครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรี ที่ปิดโครงการไปแล้ว และได้ปริมาณไฟฟ้าเพียง 38.38 เมกะวัตต์ ต่ำกว่าเป้าหมาย 100 เมกะวัตต์นั้น จะเริ่มมีการติดตั้งและผลิตไฟฟ้าประมาณเดือนม.ค. 2560 และจะรายงานผลการนำร่องโครงการให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาในเดือนพ.ค. 2560 ทั้งนี้แม้จะได้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าไม่มาก เพราะมีข้อกำจัดห้ามขายไฟฟ้าเข้าระบบ  โดยให้ผลิตเพื่อใช้เองเท่านั้น  ทำให้ไม่จูงใจเข้าร่วมโครงการ แต่ก็สามารถนำผลการทดสอบนี้ไปใช้กับโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีทั่วประเทศได้ ทั้งในด้านเทคนิคการผลิต ติดตั้ง ระบบไฟฟ้าที่รองรับ เป็นต้น โดยมีความเป็นไปได้ที่จะปิดโครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรีที่ 38.38 เมกะวัตต์ และผู้ที่สมัครร่วมโครงการนี้ย้ายโอนเข้าไปอยู่ในโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีทั่วประเทศที่จะเปิดรอบใหม่ หลังเดือนมิ.ย.2560 นี้

เปิดรับซื้อไฟจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีแบบขายไฟฟ้าเข้าระบบได้100เมกะวัตต์ ก.ย.นี้

กระทรวงพลังงานพร้อมเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีที่ขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าระบบได้เป็นครั้งแรกของไทยในเดือน ก.ย. 2560 นี้ โดยกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าในอัตราที่ต่ำ ป้องกันการติดตั้งเพื่อผลิตขาย ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์โครงการที่ต้องการจะให้ช่วยลดพีคไฟฟ้าช่วงกลางวัน  

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พพ.จะเปิดนำร่อง “โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)เสรี ในรูปแบบที่สามารถขายไฟฟ้ากลับเข้าระบบของการไฟฟ้าได้” เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยจะเริ่มเปิดให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในเดือน ก.ย. 2560 นี้ ประมาณ 100 เมกะวัตต์ เบื้องต้นคาดว่าจะแบ่งโควต้าเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มบ้านเรือนและกลุ่มอาคารโรงงาน ส่วนราคารับซื้อไฟฟ้ายังอยู่ระหว่างการพิจารณา

อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดเพื่อเตรียมเสนอต่อผู้บริหารกระทรวงพลังงาน แต่เนื่องจากโครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการสำคัญจึงต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป   

ทั้งนี้โครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีมุ่งเน้นให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นหลัก และนำส่วนเกินขายเข้าระบบไฟฟ้าได้ ดังนั้นจึงสามารถลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนได้ส่วนหนึ่ง รวมทั้งยังช่วยลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ในช่วงเวลากลางวัน และเป็นการส่งเสริมพลังงานทดแทนของประเทศอีกด้วย แต่โครงการนี้จะไม่ให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ) เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนการขายไฟฟ้าเข้าระบบสูงเกินไปเพราะจะมีผลต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ

ที่ผ่านมาโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์นั้น รัฐจะให้เงินสนับสนุนในรูปแบบฟีดอินทารีฟ  โดยในส่วนของโครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์นั้น กำหนดอัตราฟีดอินทารีฟที่ 4.12 บาทต่อหน่วย ส่วนโครงการโซลาร์รูฟท็อบที่ให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบทั้งหมดที่เปิดไป200เมกะวัตต์ เมื่อปี2556 นั้นได้รับฟีดอินทารีฟที่ 6.96 บาทต่อหน่วย แต่โครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีนำร่องครั้งใหม่นี้จะไม่ให้ฟีดอินทารีฟ เพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าไฟฟ้ากับประชาชน  และป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตไฟฟ้ามุ่งเน้นการขายเข้าระบบ เพราะรัฐต้องการให้เน้นผลิตเพื่อใช้เองมากกว่า  อย่างไรก็ตามภาครัฐจะกำหนดอัตรารับซื้อในราคาที่ไม่ทำให้ผู้ผลิตขาดทุน ซึ่งเชื่อว่าคนจะสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก

นายประพนธ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับโครงการนำร่องโซล่าร์รูปท็อปเสรี รูปแบบห้ามขายไฟฟ้าเข้าระบบ ที่เปิดโครงการไปเมื่อปี 2558 และกำหนดผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ(ซีโอดี) ในสิ้นเดือนม.ค. 2560 ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้ภาครัฐให้ขยายเวลาซีโอดีไปจนถึงสิ้นเดือนมี.ค. 2560 จากนั้นจะนำผลสรุปโครงการนำร่องนี้เสนอต่อกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะต้องดำเนินการให้เสร็จประมาณกลางปี 2560 ก่อนที่จะเริ่มโครงการโซล่าร์รูปท็อปเสรีแบบขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในเดือนก.ย. 2560 นี้

โดยโครงการนำร่องโซล่าร์รูปท็อปเสรีแบบห้ามขายไฟฟ้ากลับเข้าระบบนั้น ภาครัฐเปิดรับปริมาณผลิตไฟฟ้าจำนวน 100  เมกะวัตต์ ภายใต้การบริหารของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ) 50 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้านครหลวง 50 เมกะวัตต์  โดยในแต่ละ 50 เมกะวัตต์ดังกล่าวจะแบ่งให้ทดลองในกลุ่มบ้านเรือน 10 เมกะวัตต์ ซึ่งแต่ละหลังจะติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ และกลุ่มอาคารธุรกิจ 40 เมกะวัตต์ ติดตั้งระหว่าง 10-1,000 กิโลวัตต์ แต่จะดูตามประวัติการใช้ไฟฟ้าย้อนหลัง 1 ปีด้วย ซึ่งหมายความว่าจะเน้นไปที่กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในเวลากลางวัน เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการผลิตสำหรับใช้เองและควบคุมการไหลย้อนกลับเข้าระบบ ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตเกินความต้องการใช้และไหลเข้าระบบของการไฟฟ้านั้น จะยังไม่มีการคิดค่าไฟฟ้า  อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าว ได้รับความสนใจน้อยเพราะไม่ได้เปิดให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบจึงทำให้มีปริมาณที่เข้าร่วมโครงการเพียง38  เมกะวัตต์เท่านั้น โดยภาครัฐจะนำข้อมูลมาศึกษาและปรับใช้ในโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ต่อไป   

 

 

 

 

 

 





 

 

 

พพ.ขยับเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีแบบขายไฟเข้าระบบเป็นช่วงปลายปี2560

พพ.เลื่อนเปิดโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบเป็นช่วงปลายปี 2560 นี้  จากเดิมที่คาดว่าจะเปิดได้ช่วงหลังเดือนมิ.ย.  เนื่องจากรอขั้นตอนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปผลโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรี(แบบไม่ให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบที่เปิดนำร่อง ไปเมื่อปี2559 ให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ ก่อนจะเสนอ กพช. พิจารณา  โดยมีการพิจารณาปรับเพิ่มอัตรารับซื้อ จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่อัตราประมาณไม่เกิน1 บาทต่อหน่วย เป็น2.50 บาทต่อหน่วย และใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกแบบมาก่อนมีสิทธิ์ก่อน

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)เสรีแบบให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ว่า พพ.กำลังรอให้  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เก็บข้อมูลการผลิตและใช้ไฟฟ้าจริงของ “โครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบห้ามขายเข้าระบบ” ที่นำร่องไปตั้งแต่ปี 2559 ให้เสร็จประมาณเดือน ก.ย. 2560 นี้ เพื่อนำผลที่ได้มาประมวลใช้กับโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบขายเข้าระบบได้ ที่คาดว่าจะเปิดรับผู้ร่วมโครงการประมาณปลายปี 2560 นี้  

โดยก่อนหน้านี้ นายประพนธ์เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า  โครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบน่าจะเปิดรับสมัคร ได้ในช่วงหลังเดือน มิ.ย.2560

นายประพนธ์ กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบยังมีข้อจำกัดที่ต้องตรวจสอบคือ เรื่องของระบบสายส่งไฟฟ้าว่ามีเพียงพอรองรับปริมาณไฟฟ้าที่จะขายเข้ามาในระบบหรือไม่   ซึ่งเบื้องต้นสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)ยังมีปริมาณมาก  แต่ในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ) ยังต้องตรวจสอบอีกครั้ง   อยากไรก็ตาม ในหลักเกณฑ์การการรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการนั้น ยังยืนยันว่า จะต้องเป็นระบบสมัครมาก่อนมีสิทธิ์ก่อน

โดยขั้นตอนการเปิดโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบขายเข้าระบบได้นั้น จะต้องนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก่อนที่จะให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ออกประกาศหลักเกณฑ์และกำหนดวันเปิดรับสมัครต่อไป  

" ที่ผ่าน โครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีนำร่องแบบที่ห้ามขายไฟฟ้าเข้าระบบ เป็นการจัดทำเพื่อทดสอบความพร้อมด้านต่างๆของระบบ  ซึ่งทางพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเองก็มองว่าเป็นโครงการที่มีผู้สนใจติดตั้งเยอะมาก และไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมสูงมากนัก เพราะรับซื้อประมาณ 2.50 บาทต่อหน่วย ขณะเดียวกันจะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ช่วงกลางวันของฤดูร้อนได้"นายประพนธ์กล่าว

ก่อนหน้านี้ นายประพนธ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีแบบให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบว่า รัฐจะรับซื้อในอัตราไม่เกิน1 บาทต่อหน่วย เท่านั้น เพราะวัตถุประสงค์หลักของโครงการคือการให้ผู้บริโภคลงทุนติดตั้งเพื่อใช้ไฟเองในลำดับแรก  ส่วนไฟฟ้าส่วนเกินที่มีเหลือจึงให้ขายเข้าระบบ  เพราะหากกำหนดอัตรารับซื้อไว้สูง จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภค ติดตั้งเพื่อขายเข้าระบบ

นายประพนธ์ กล่าวด้วยว่า โครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบขายเข้าระบบได้ ยังต้อรอสรุปให้ชัดเจนด้วยว่าปริมาณการรับซื้อเท่าใดจึงจะเหมาะสม  ซึ่งคาดจะมากกว่าระดับ 100 เมกะวัตต์  รวมทั้งจะกำหนดสัดส่วนการรับซื้อระหว่างประเภทบ้านที่อยู่อาศัยและอาคารโรงงานและอาคารพาณิชย์ ด้วย 

โฆษกกกพ.หนุนโยกโควต้าโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ300เมกะวัตต์ทำโซลาร์รูฟท็อปเสรี

กกพ.หนุนโยกโควตาโซลาร์ฟาร์ม 300 เมกะวัตต์ของหน่วยงานราชการ มาส่งเสริมให้เกิดโซลาร์ รูฟท็อปเสรีทั่วประเทศ เชื่อไม่ส่งผลกระทบต่อค่าเอฟที หากรัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายส่ง

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ.เปิดเผยว่า  กกพ.เห็นด้วยกับการนำโควตารับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)สำหรับหน่วยราชการ ที่ยังเหลือ 300 เมกะวัตต์ หากภาครัฐมีนโยบายจะนำไปเปิดรับซื้อไฟฟ้าสำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรี ที่เลื่อนแผนมาเเปิดโครงการในช่วงปลายปี 2560 นี้ และเปิดให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้นั้น   เพราะจะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของประเทศได้  ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนให้ความสนใจกับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจำนวนมาก ไม่ว่าภาครัฐจะเปิดให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบหรือไม่ เพราะแผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ในการติดตั้งมีราคาที่ถูกลงและให้ผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่ามากขึ้น

ส่วนผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) นั้น หากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี กำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าในราคาเดียวกับที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ขายส่งให้กับ การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) หรือ PEA ราวกว่า 2 บาทต่อหน่วย ก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าเอฟที ในอนาคต

กบง.เห็นชอบขยายเวลาโซลาร์รูฟท็อปเสรีนำร่องถึงแค่30มิ.ย.นี้

 กบง.เห็นชอบขยายระยะเวลาการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับโครงการนำร่อง (Pilot Project) การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอย่างเสรี(โซลาร์รูฟท็อปเสรี)แบบไม่ให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบ จากเดิมภายในวันที่ 31 มี.ค. 2560 เป็นวันที่ 30 มิ.ย 2560 โดยหากสิ้นสุดการขยายระยะเวลาแล้ว ให้การไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องแจ้งต่อสำนักงาน กกพ. เพื่อยกเลิกใบอนุญาตสำหรับผู้ที่ไม่ได้ดำเนินการ  พร้อมเตรียมเปิดโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีขนาดใหญ่ ที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบได้ในไตรมาสที่ 3 หรือ ไตรมาสที่ 4 ปี 2560 นี้

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เมื่อวันที่ 7มิ.ย.2560  รับทราบรายงานความคืบหน้าโครงการนำร่อง (Pilot Project) การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอย่างเสรี(โซลาร์รูฟท็อปเสรี)ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่มีการซื้อไฟฟ้าเข้าระบบ โดยเห็นชอบตามการพิจารณาของคณะทำงานกำหนดแนวทาง และประสานงาน กำกับติดตามโครงการนำร่องการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี ให้ขยายระยะเวลาการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับโครงการนำร่อง จากเดิมภายในวันที่ 31 มี.ค. 2560 เป็นวันที่ 30 มิ.ย 2560 ทั้งนี้ หากสิ้นสุดการขยายระยะเวลาการเชื่อมต่อระบบฯ ดังกล่าว ให้การไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องแจ้งต่อสำนักงาน กกพ. เพื่อยกเลิกใบอนุญาตสำหรับผู้ที่ไม่ได้ดำเนินการ

ทั้งนี้กระทรวงพลังงานเตรียมนำผลมาต่อยอดสำหรับโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีขนาดใหญ่ ซึ่งจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบด้วยโดยคาดว่าจะเปิดโครงการประมาณไตรมาสที่ 3 หรือ ไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 นี้ พร้อมทั้งมีแนวคิดที่จะรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบด้วย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเปิดรับซื้อขนาดเท่าไหร่ เนื่องจากกำลังพิจารณาว่าจะเปิดเป็นแบบโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่หรือเล็ก และจะต้องใช้มิเตอร์อัจฉริยะ(Smart Meter)หรือไม่

“ผลการนำร่องโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี แบบไม่อนุญาตให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว พบว่ามีข้อจำกัดที่ต้องปรับปรุงเพื่อต่อยอดไปยังโครงการใหม่คือ ต้องบูรณาการขั้นตอนของใบอนุญาต การประสานความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ในเรื่องของสายส่งด้วย” นายทวารัฐ กล่าว

สำหรับ ข้อมูลสถานะการเชื่อมต่อไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 ภายใต้โครงการนำร่อง การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอย่างเสรี  พบว่า มีผู้ที่เข้าร่วมโครงการที่ได้รับใบอนุญาต จำนวน 184 ราย รวมกำลังผลิต 5.67 เมกะวัตต์ โดยสามารถเชื่อมต่อเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าแล้ว 75 ราย กำลังผลิต 3.09 เมกะวัตต์ และยังไม่ได้เชื่อมต่อเข้าระบบไฟฟ้าอีก 109 ราย กำลังผลิต 2.58 เมกะวัตต์ โดยยังอยู่ระหว่างการศึกษา วิเคราะห์ เพื่อติดตามและประเมินผลโครงการนำร่อง โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนนำเสนอรายงานสรุปผลให้ กบง. ทราบต่อไป

ผลศึกษาเบื้องต้นระบุซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเสรีปีละ300 เมกะวัตต์ส่งผลกระทบน้อยมาก
สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมเสนอผลการศึกษาแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)แบบเสรี ต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ปลายเดือน ส.ค.นี้ โดยผลการศึกษาเบื้องต้นระบุการรับซื้อเข้าระบบขั้นต่ำปีละ 300 เมกะวัตต์ รวม6,000 เมกะวัตต์จนถึงปี2579 จะส่งผลกระทบน้อยมากต่อภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน  
 
ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า  ผลการศึกษาโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)แบบเสรี  ซึ่งสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับมอบหมายจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)ให้ดำเนินการนั้น ขณะนี้ได้ดำเนินการเกือบ 100% แล้ว เหลือเพียงส่วนของการรับฟังความเห็นเพิ่มเติมและจัดทำเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ คาดว่าจะนำเสนอ ต่อ พพ. ได้ในช่วงปลายเดือน ส.ค. 2560 นี้ 
 
ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ทางสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ ได้ศึกษาใน 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1. ในด้านนโยบาย ว่าควรเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปส่วนเกินจากความต้องการใช้เข้าระบบสายส่งไฟฟ้าหรือไม่ และหากจำเป็นต้องรับซื้อจะใช้วิธีการใด 2.การส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปเสรีจะกระทบต่อค่าไฟฟ้าประชาชน หรือไม่ อย่างไร และ3.ผลกระทบทางเทคนิค จะก่อให้เกิดปัญหาทางเทคนิคกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายแค่ไหน และจะแก้ไขด้วยหลักวิศวกรรมอย่างไร 
 
ซึ่งในเบื้องต้น ในด้านนโยบายนั้น ทางสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ  ได้ทำการศึกษากรณีรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบ แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีรับซื้อไฟฟ้าขั้นต่ำ คือทยอยรับซื้อไฟฟ้าประมาณ 300 เมกะวัตต์ต่อปี  ไปจนสิ้นสุดปี 2579 (สิ้นสุดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP 2015)จะมีปริมาณรับซื้อรวม 6,000 เมกะวัตต์ และ 2.กรณีรับซื้อไฟฟ้าขั้นสูง คือทยอยรับซื้อไฟฟ้าประมาณ 600 เมกะวัตต์ต่อปี จนสิ้นสุดปี 2579 จะมีปริมาณรับซื้อรวม 12,000 เมกะวัตต์ 
 
โดยในกรณีทยอยรับซื้อไฟฟ้าปีละ 300 เมกะวัตต์ ไปจนถึงปี 2579 คิดเป็น 2% ของการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ผลการศึกษาในเบื้องต้นพบว่าจะส่งผลกระทบต่อการไฟฟ้าน้อยมากโดยไม่ต้องลงทุนระบบเพิ่มเติม และไม่ส่งผลกระทบค่าไฟฟ้าประชาชนโดยรวมมากนัก  ทั้งนี้ ประสบการณ์จากต่างประเทศซึ่ง International Energy Agency ได้วิเคราะห์ไว้พบว่าหากไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ไม่สม่ำเสมออย่างโซลาร์รูฟท็อปเข้าระบบไม่เกิน 5% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ จะยังไม่มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการของระบบไฟฟ้า แต่หากปริมาณไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟเข้าสู่ระบบไฟฟ้าเกินกว่า 10% การไฟฟ้าจะต้องเริ่มปรับเปลี่ยนระบบให้สามารถเดินเครื่องได้อย่างยืดหยุ่นขึ้น
 
นอกจากนี้การผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเริ่มมีข้อดีเรื่องต้นทุนที่แข่งขันได้ โดยหากส่งเสริมด้วยมาตรการและระดับที่เหมาะสมสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศลงได้ เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเริ่มต่ำกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โดยปัจจุบันต้นทุนค่าไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปอยู่ระหว่าง 3.24-3.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งแข่งขันได้แล้วกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าก๊าซฯ LNG ที่ 3.60 บาทต่อหน่วย
 
ดังนั้นหากช่วงที่เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ภาครัฐสามารถเลือกรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเข้ามาแทนที่โรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนแพง ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประชาชนลดลงได้ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีความไม่สม่ำเสมอ ทำให้ภาครัฐต้องวางแผนการลงทุนและการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าในระยะยาวเพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ถูกลงของเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ และในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไว้ได้
 
อย่างไรก็ตามผลการศึกษาดังกล่าว เป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้นที่ทางพพ.มอบหมายให้ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ ดำเนินการ เท่านั้น ส่วนจะมีการเปิดรับซื้ออย่างไร จะขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงานเป็นสำคัญ