ค้นหาด้วย ' โซลาร์ฟาร์ม ' ทั้งหมด 7 รายการ
พร้อมเปิดเฟส2ซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตรอีก519เมกะวัตต์ ภายในส.ค.2559นี้

กบง.รับทราบรายงาน ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน( กกพ.)พร้อมเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซล่าร์ฟาร์มทั้งส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตร  เฟส 2 จำนวน 519 เมกะวัตต์ ภายในส.ค.2559 นี้  ตามหลังด้วยไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมและขยะชุมชน    ส่วนเรื่องLPG ที่ประชุมสั่งตรึงราคา LPG เดือนส.ค.เท่าเดิม 20.29 บาท/กก.

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ ได้รายงานต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ว่า เรกูเลเตอร์จะเปิดรับผู้ร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับกลุ่มราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 ในเดือน ส.ค. 2559 นี้ ในปริมาณรวม 519 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นในส่วนราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ฯ 119 เมกะวัตต์ และหลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ และอีก 2 สัปดาห์ต่อไปจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนต่อไป

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เรกูเลเตอร์ได้เสนอ กบง.ขอปรับกระบวนการเข้าร่วมโครงการโซล่าร์ฟาร์มเฉพาะกลุ่มราชการใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการติด พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการภาครัฐ พ.ศ. 2556 โดยรูปแบบใหม่จะให้ภาคราชการเสนอตัวเข้าร่วมโครงการและตรวจสอบคุณสมบัติก่อน ถ้าผ่านจะให้ทำการจับฉลากร่วมโครงการ แล้วจึงค่อยไปหาผู้สนับสนุนผู้ร่วมทุน และจึงมาทำการลงนามสัญญาซื้อขาย(PPA)ได้ ทั้งนี้เพื่อให้มีเวลาในการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิมที่กำหนดให้ภาครัฐที่จะร่วมโครงการจะต้องจัดหาผู้ร่วมทุนและดำเนินการรายละเอียดด้านคุณสมบัติให้พร้อมก่อนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรค เพราะภาครัฐและผู้ร่วมทุนไม่แน่ใจว่าจะจับฉลากได้เข้าร่วมโครงการหรือไม่ และไม่สามารถเปลี่ยนผู้ร่วมทุนได้ ซึ่งหากจัดทำเอกสารราชการและหาผู้ร่วมทุนแล้วแต่จับฉลากไม่ผ่านจะทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

ส่วนกระบวนการร่วมโครงการของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรนั้น คาดว่าจะให้ใช้ระบบเดิมคือ เตรียมเอกสาร ผู้ร่วมทุน และคุณสมบัติต่างๆ ให้พร้อมก่อนยื่นเข้าร่วมโครงการ และทำการจับฉลากต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มสหกรณ์ฯ ไม่ได้มีปัญหาด้าน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เหมือนภาคราชการ  

นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กบง.ยังมีมติให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม(LPG)ประจำเดือน ส.ค. 2559 ไว้เท่าเดิม 20.29 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นการตรึงราคามาตั้งแต่เดือนม.ค. 2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้แม้ว่าราคาต้นทุนก๊าซฯในประเทศและต้นทุน LPG ตลาดโลกจะปรับลดลงเฉลี่ยประมาณ 7 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือ 32 สตางค์ต่อกิโลกรัม แต่ กบง.ตัดสินใจไม่ลดราคาLPG ในเดือนนี้ เพราะเมือพิจารณากลับเป็นราคาต่อถัง 15 กิโลกรัมแล้ว ลดราคาได้ไม่ถึง 10 บาทต่อถัง ดังนั้นจึงเก็บเงินไว้ในกองทุน LPG ก่อน โดยหากราคาลดลงถึงระดับ 67 สตางค์ต่อกิโลกรัม หรือ 15 บาทต่อถัง ทาง กบง.จะปรับลดลงให้ทันที

อย่างไรก็ตามการตรึงราคา LPG ดังกล่าวส่งผลให้มีเงินไหลเข้ากองทุนฯ LPG เพิ่มขึ้น 32 สตางค์ต่อกิโลกรัม จากเดิมเก็บอยู่ประมาณ 6 สตางค์ต่อกิโลกรัม ทำให้มีเงินไหลเข้าเพิ่มเป็น 39 สตางค์ต่อกิโลกรัม และส่งผลให้เงินกองทุนฯมีรายรับรวม 133 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 44,268 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชี LPG 7,148 ล้านบาท และบัญชีน้ำมัน 37,120 ล้านบาท

นอกจากนี้กรมธุรกิจพลังงานได้รายงานสถานการณ์นำเข้า LPG ต่อ กบง.ว่า ในเดือนส.ค. 2559 นี้จะต้องนำเข้า LPG ประมาณ 2 หมื่นตัน หลังจากหยุดนำเข้าเป็นครั้งแรกของไทยเมื่อเดือน ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันปิดซ่อมบำรุง 1 โรง และความต้องการใช้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย    

กกพ.เห็นด้วยเปิดประมูลซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลมโดยยกเลิกการอุดหนุน

โฆษก กกพ.เห็นด้วยแนวทาง ประมูลโซล่าร์ฟาร์มและพลังงานลม โดยยกเลิกการอุดหนุน  ระบุมีผู้ผลิตสนใจดำเนินโครงการจำนวนมากแต่สายส่งไฟฟ้ามีจำกัด  เชื่อแนวโน้มอันใกล้นี้ พลังงานทดแทนแข่งขันราคาค่าไฟฟ้ากับพลังงานจากฟอสซิลได้


นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ ซึ่งเป็นโฆษกของกกพ.เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวEnergy News Center  ว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการเปิดให้มีการประมูลการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม โดยไม่ต้องมีการใช้เงินอุดหนุนในรูปของFeed in Tariff หรือFiT อีกต่อไป  เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้สนใจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปของโครงการโซลาร์ฟาร์ม และโครงการพลังงานลม จำนวนมาก ในขณะที่สายส่งไฟฟ้าที่รองรับโครงการมีอยู่อย่างจำกัด  โดยวิธีการประมูลจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ลดลงได้ตามเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าขึ้น  ซึ่งจะไม่เป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าจากประชาชน

โดยในกรณี ของดูไบ ที่ใช้วิธีประมูลการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ จนทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น เป็นเพราะว่าดูไบ  มีความได้เปรียบ ในเรื่องของแสงแดด ที่มีมากกว่าไทย ซึ่งถ้าหากไทยใช้วิธีเปิดประมูลเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการอุดหนุนราคาค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตน่าจะแค่ใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น  ราคาค่าไฟฟ้าจะไม่ถูกเหมือนการประมูลที่ดูไบ

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเปิดประมูลโครงการโซลาร์ฟาร์มและพลังงานลมนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงาน  ว่าจะมีการเปิดรับซื้อเพิ่มเติมหรือไม่ซึ่งปัจจุบัน การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  ยังมีเหลือค้างอยู่เฉพาะ โซล่าร์ฟาร์มของราชการและสหกรณ์การเกษตรเท่านั้น ที่เตรียมรอการเปิดรับผู้ร่วมโครงการเฟสที่ 2  รวมทั้งโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี นำร่องที่ยังไม่ได้ให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบ  

ในส่วนพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ เช่น ขยะ ชีวมวล ชีวภาพ นั้น ไทยยังไม่สามารถใช้วิธีประมูลได้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีผู้ผลิตไฟฟ้าไม่มากรายเท่ากับพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม จึงต้องมีการเปิดรับซื้อและให้เงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพื่อจูงใจผู้ประกอบการต่อไปก่อน 

สำหรับเป้าหมายของการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(Alternative Energy  Development Plan –AEDP2015) ที่ใช้ระหว่างปี2558-2579 นั้น กำหนดไว้จะรับซื้อจนถึงปี2579 ที่จำนวน 6,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีนโยบายการเปิดรับซื้อไปแล้ว จำนวนประมาณ3,800 เมกะวัตต์ ส่วนพลังงานลมนั้น กำหนดเป้าหมายรับซื้อไว้ที่3,000 เมกะวัตต์ แต่เปิดรับซื้อไปแล้ว 1,800เมกะวัตต์

 

พลังงานเล็งเปิดประมูลโซลาร์ฟาร์มแบบไม่อุดหนุนค่าไฟ

กระทรวงพลังงานเตรียมแนวทางเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) โดยไม่มีการอุดหนุน หลังต้นทุนอุปกรณ์ปรับลดลงมาก ในขณะที่บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ขานรับนโยบายยืนยันพร้อมร่วมประมูล วอนรัฐกำหนดโซนนิ่งและสายส่งไฟฟ้าให้ชัดเจน

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวEnergy News Center  ว่ากระทรวงพลังงานกำลังอยู่ในระหว่างพิจารณากำหนดแนวทางในการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม โดยไม่ต้องมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้า ในรูปFeed in Tariff หรือFiT เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าแนวโน้มของราคาแผงเซลล์แสงอาทิตย์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ปรับลดลงมามากพอสมควร   ซึ่งจะเห็นได้จากการประมูลโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ดูไบ เมื่อเร็วๆนี้ ที่ผู้ชนะการประมูลเสนอราคาค่าไฟฟ้าที่ต่ำมากจนสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิล ได้   อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนว่าจะเปิดประมูลได้เมื่อไหร่ หรือกำหนดเป้าหมายว่าจะประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มในช่วงแรกกี่เมกะวัตต์

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มของกระทรวงพลังงาน ยังเหลือเฉพาะส่วนของโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์การเกษตร และส่วนราชการเท่านั้น โดยรัฐยังคงรับซื้อไฟฟ้าโดยมีการส่งเสริมในรูปของราคาค่าไฟฟ้าในระบบFiT ที่5.66 บาทตลอดอายุสัญญา 25 ปี ซึ่งหากมีการดำเนินการตามนโยบายได้ทั้งหมด จะทำให้ปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งหมดจะมีประมาณ3,800 เมกะวัตต์  ในขณะที่เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ตาม แผนพัฒนาพลังงานทดแทน นั้นมีเป้าหมายอยู่ที่6,000 เมกะวัตต์ ภายในปี2579 จึงเป็นที่คาดการณ์ว่า ในเป้าหมายที่ยังเหลืออยู่ อีกประมาณ 2,200 เมกะวัตต์ นั้น กระทรวงพลังงานจะใช้รูปแบบของการเปิดประมูลให้เอกชนเสนอแข่งขันราคาขายไฟฟ้า ทั้งหมด โดยกำหนดเป็นโซนนิ่ง  ซึ่งเอกชนรายใดเสนอราคาค่าไฟฟ้าต่ำที่สุดก็จะได้สิทธิ์ขายไฟฟ้าให้กับรัฐ

ด้าน นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว Energy News Center  ถึงประเด็นการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม  โดยไม่ให้เงินอุดหนุนในรูปค่าไฟฟ้าแบบFiT ว่า หากภาครัฐกำหนดนโยบายดังกล่าวออกมาทางบริษัทฯ ก็พร้อมเข้าร่วมประมูล เนื่องจากบริษัทฯมีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ 20% ในปี 2566 จากปัจจุบันมีอยู่ 12.85% 

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีเอกชนรายอื่นๆ ให้ความสนใจจำนวนมาก เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตลดลง ผู้ประกอบการย่อมประมูลในราคาที่ตัวเองสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่ทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐกำหนดพื้นที่(โซนนิ่ง)การรับซื้อไฟฟ้าให้ชัดเจน รวมทั้งขยายสายส่งไฟฟ้าให้สามารถรองรับโครงการดังกล่าว เพื่อให้เอกชนมั่นใจที่จะเข้าร่วมประมูลต่อไป  

"รูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าโดยไม่ให้เงินอุดหนุนนั้น ขณะนี้ต่างประเทศเริ่มทำในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น เพราะในอดีตต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มมีราคาสูง แต่ภาครัฐต้องการให้เอกชนมาผลิตจึงต้องให้เงินจูงใจการผลิต แต่เมื่อต้นทุนอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันเองได้แล้ว ทางภาครัฐก็จะลดการอุดหนุนลงจนไม่มีการอุดหนุนอีกต่อไป"นายรัมย์ กล่าว 

กกพ.คาดใช้FiTอัตราใหม่4.12บาทต่อหน่วยกับโครงการโซลาร์ฟาร์มราชการ สหกรณ์เฟส2

กกพ. ขานรับมติกพช. เตรียมพิจารณาใช้อัตรา FiTใหม่ 4.12 บาทต่อหน่วย กับโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 จำนวน 519 เมกะวัตต์

แหล่งข่าวสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.) เปิดเผยถึง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ในการประชุมเมื่อวันที่26ก.ย.2559 ที่ผ่านมา ที่ให้ปรับลดอัตราฟีทอินทารีฟ (การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง) หรือ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก(VSPP) หรือผลิตไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จาก5.66บาทต่อหน่วย ลงเหลือ 4.12 บาทต่อหน่วย ว่า ขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) กำลังรอคำสั่งบังคับใช้มติดังกล่าวจากกระทรวงพลังงาน เพื่อนำไปปฏิบัติ 

โดยจะต้องดูว่ามติที่ออกมากำหนดให้ใช้กับโครงการใดบ้าง  จะเป็นโครงการโครงการเดิม ที่ยังไม่ได้ลงมือก่อสร้าง  โดยเฉพาะโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส1 ที่กำหนดให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ(COD) 30 ธ.ค. 2559 นี้ ซึ่งมีบางรายยังไม่ก่อสร้างเพราะรอต้นทุนวัสดุอุปกรณ์ที่ทยอยปรับลดลงหรือจะเป็นโครงการที่ออกประกาศหลักเกณฑ์รับซื้อใหม่ 

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าอัตรา FiT ใหม่ 4.12 บาทต่อหน่วย คงจะนำมาใช้กับโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ฯ เฟส 2 ที่ กกพ. เตรียมจะเปิดรับผู้ร่วมโครงการในเร็วๆนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะรับซื้อไฟฟ้าจำนวนรวมประมาณ 519 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นของภาคราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์การเกษตร 119 เมกะวัตต์  ส่วนโครงการโซล่าร์ฟาร์มอื่นๆ ที่จะใช้อัตรา FiT ใหม่นี้ ยังไม่มีโครงการใดที่ กกพ. จะเปิดรับในเร็วๆนี้ 

สำหรับกรณีผู้ผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มที่ไม่ขอรับ Fit แต่จะขอสิทธิ์ขายไฟฟ้าเข้าระบบในขณะนี้เลยนั้น ยืนยันว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากโครงการโซล่าร์ฟาร์มเป็นโครงการที่จะต้องรอให้ กกพ.ประกาศหลักเกณฑ์การรับซื้อออกมาก่อน  จึงจะสามารถเสนอคำขอขายไฟฟ้าเข้ามาได้  

"อนันตพร" ปิดเกมโควตาโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ 300 เมกะวัตต์

รัฐมนตรีพลังงานปิดเกมโควตาโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการที่ยังเหลืออีก 300 เมกะวัตต์ ระบุเปิดรับซื้อรอบสองยื่นมาแค่ไหนก็แค่นั้น โดยอยากให้มีการเปิดประมูลแข่งขันการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำลงและผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ต้องแบบรับค่าเอฟที

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงโควต้าการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดินในส่วนของหน่วยงานราชการ หรือ โซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ  ที่ยังมีโควต้าเหลืออยู่อีก300 เมกะวัตต์ นอกเหนือจากที่จะเปิดรับซื้อในระยะที่ 2 ของโครงการ จำนวน 100 เมกะวัตต์ ว่า การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการนั้น ในโควต้าส่วนที่เหลืออยู่ 300 เมกะวัตต์ จะไม่มีการดำเนินการอีกแล้ว โดจะถือว่าจบโครงการหลังการเปิดรับซื้อรอบสอง แม้ในกรณีที่มีผู้ยื่นเข้ามาไม่ถึง 100 เมกะวัตต์ตามจำนวนโควตาที่เปิดรับ

สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่มีจำนวนกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโซลาร์ฟาร์มที่รัฐให้การส่งเสริมค่าไฟฟ้าในรูป Adder และ Feed in Tariff (FiT) จนมีผลต่อค่าเอฟทีสูงถึง 21 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 13,500 ล้านบาท ต่องวดเอฟทีล่าสุด นั้น พลเอก อนันตพร กล่าวว่า เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นของรัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา โดยรัฐบาลชุดนี้ ได้พยายามที่จะเข้ามาปลดล็อคและแก้ไขปัญหา  

“แนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบติดตั้งบนพื้นดิน  หรือติดตั้งบนหลังคานั้น อยากจะให้มีการประมูลแข่งขันกัน เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด  และไม่เป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟทีเหมือนในอดีต”พลเอก อนันตพร กล่าว

สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร นั้น เดิมมีเป้าหมายการรับซื้อรวม 800 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น หน่วยงานราชการ 400 เมกะวัตต์ และ สหกรณ์ภาคการเกษตร 400 เมกะวัตต์ แต่ในส่วนของโควตาส่วนราชการนั้น ติดปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกรณีหน่วยงานราชการ เนื่องจากผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาพบว่า หน่วยงานราชการมีเพียงองค์การทหารผ่านศึกเท่านั้นที่ร่วมโครงการได้  ทำให้ต้องลดโควตาในส่วนราชการลงเหลือเพียง 100 เมกะวัตต์

ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์กันว่า อาจจะมีการโยกโควต้าที่เหลือ 300 เมกะวัตต์นี้ ไปทำโซลาร์รูฟท็อปเสรี อย่างไรก็ตาม จากนี้ คาดว่าโควตาส่วนราชการดังกล่าว จะไม่ถูกนำมาใช้ในโครงการอื่นแต่อย่างใด หากจะมีการรับซื้อใหม่ ก็น่าจะเป็นการเปิดโครงการใหม่

ทั้งนี้ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรนี้  แบ่งการรับซื้อเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 ซึ่งดำเนินการไปแล้ว มีเป้าหมายการรับซื้อ 400 เมกะวัตต์ แต่สามารถคัดเลือกผู้ผลิตได้กำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้นเพียง 281.32 เมกะวัตต์ โดยผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรทั้งหมด จำนวน 67 ราย และไม่สามารถรับซื้อจากส่วนราชการได้เนื่องจากติดข้อกฎหมายดังกล่าว ส่วนระยะที่ 2  มีเป้าหมายการรับซื้อ 219 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น สหกรณ์ภาคการเกษตร 119 เมกะวัตต์ และหน่วยงานราชการ 100 เมกะวัตต์ โดยจะเปิดให้ยื่นคำขอร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 -19 พ.ค. 2560 ด้วยวิธีการจับฉลากและประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณา 16 พ.ย. 2560 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในวันที่ 16 มี.ค. 2561 และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(SCOD) วันที่ 31 ธ.ค. 2561

เตรียมเปิดโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ400เมกะวัตต์ เดือนเม.ย.นี้

กระทรวงพลังงาน เตรียมเปิดโครงการโซล่าร์ฟาร์มทั้งหน่วยงานราชการและสหกรณ์ฯ เฟส 2 ให้อัตราFeed inTariff หรือFiT จาก5.66บาทต่อหน่วยในเฟสแรกเหลือ 4.12 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าจะกำหนดให้ยื่นสมัครในเดือน เม.ย.นี้ ระบุมี 3 หน่วยงานรัฐที่มีวัตถุประสงค์ตามกฏหมาย สามารถเข้าร่วมโครงการได้ แบบไม่ต้องจับสลาก เพราะไม่เต็มโควต้า 400 เมกะวัตต์   
  
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานยืนยันเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 มีกำหนดเปิดรับผู้ร่วมโครงการในเดือนเม.ย. 2560 และมีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(ซีโอดี)เดือนมิ.ย. 2561 โดยแบ่งเป็นโควต้าหน่วยงานราชการ 400 เมกะวัตต์ และโควต้าสหกรณ์ฯ 119   เมกะวัตต์ ซึ่งจะใช้วิธีจับฉลากเข้าร่วมโครงการเช่นเดียวกัน  จากเดิมที่สนพ.เคยมีแนวคิดที่จะให้มีการเปิดประมูลแข่งขันราคากัน

ทั้งนี้ในส่วนของโควต้าราชการ 400 เมกะวัตต์นั้น ล่าสุดพบว่ามีบางหน่วยงานของภาครัฐสามารถดำเนินการได้ เพราะมีวัตถุประสงค์ตามกฏหมาย  ได้แก่ องค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ทหารเรือสัตหีบ และมหาวิทยาลัยรัฐบางแห่ง เป็นต้น โดย ส่วนที่ติดพ.ร.บ.ร่วมทุนก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้ร่วมโครงการไม่เต็มโควต้า  จึงอาจพิจารณาให้หน่วยงานรัฐเข้าร่วมโครงการตามที่เสนอได้เลย โดยไม่ต้องจับฉลาก
ขณะที่โควต้าสหกรณ์ 119 เมกะวัตต์นั้น คาดว่าจะได้รับความสนใจมาก จึงจะต้องใช้วิธีจับฉลากต่อไป  

ส่วนราคารับซื้อไฟฟ้าโครงการดังกล่าว จะใช้ระบบรับซื้อตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ)ในอัตรา 4.12 บาทต่อหน่วย  ซึ่งถูกกว่าเฟสแรกที่รับซื้อ 5.66 บาทต่อหน่วย เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ต่างๆถูกลงมาก 

"ปัจจุบันยังไม่มีนโยบายให้โอนโควต้าในส่วนราชการไปให้กับกลุ่มสหกรณ์ ดังนั้น เมื่อปิดโครงการแล้วได้ปริมาณไฟฟ้าเท่าไหร่ก็เท่านั้น โดยหากกลุ่มราชการเข้ามาไม่เต็ม 400 เมกะวัตต์ ก็สามารถนำส่วนที่เหลือไปเปิดในโครงการอื่นๆ ได้ เช่น โครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรี เป็นต้น"  นายประเสริฐ กล่าว 

กกพ. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติโซลาร์ฟาร์ม 639 ราย

“กกพ.” เผยยอดรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติจากหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ในโครงการโซลาร์ฟาร์ม เฟส 2 จำนวน 639 ราย รวม 3,119.34 เมกะวัตต์ จากยอดที่ยื่นคำขอทั้งหมด 720 ราย ไม่ผ่านการพิจารณา 81 ราย ระบุจะจับสลากเพื่อคัดเลือกผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ วันที่ 26 มิ.ย. นี้

นายวีรพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า มีหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร ที่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นเจ้าของโครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร หรือโซลาร์ฟาร์ม ในเฟส 2 จำนวนทั้งสิ้น 639 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกเขตพื้นที่ เป็นจำนวน 3,119.34 เมกะวัตต์ จากหน่วยงานที่ยื่นเรื่องเข้ามา ทั้งสิ้น 720 ราย รวม 3,510.46 เมกะวัตต์

ทั้งนี้  โครงการโซลาร์ฟาร์ม เฟสที่ 2 มีเป้าหมายรับซื้อจำนวน 219 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นส่วนราชการ ยื่นขอได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมจำนวน 100 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ภาคการเกษตร รวม  119 เมกะวัตต์

สำหรับจำนวนหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ 81 รายนั้น จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ได้ยื่นมา พบว่า เอกสารหลักฐานไม่สอดคล้องกับตามคุณสมบัติของหลักเกณฑ์ในประกาศฯ

สำหรับขั้นตอนต่อไป กกพ. ได้กำหนดวันจับสลากเพื่อคัดเลือกผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ โดยจะเป็นการจับสลากต่อหน้าสักขีพยาน ในวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2560 ณ ห้องประชุมฮอลล์ (HALL) 105 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมนานาชาติไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 09.30 น. โดยกำหนดประกาศผลการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ ปิดประกาศที่สำนักงานและทางเว็บไซต์ ในวัน 28 มิถุนายน 2560 เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 ให้ผู้ผ่านการคัดเลือกดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุนโครงการของหน่วยงานราชการ และผู้สนับสนุนโครงการของสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อมายื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าต่อไป

ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการจับสลากเพิ่มเติมได้ที่ www.erc.or.th

 

ตัวอย่างรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ