ค้นหาด้วย ' แผน5ปี ' ทั้งหมด 16 รายการ
รัฐมนตรีพลังงานมอบSHE Awardให้11บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบรางวัลโครงการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม สำหรับสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมดีเด่น (SHE Award) ประจำปี 2559  กับ11 บริษัท หวังสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการมุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านอาชีว-อนามัยและสิ่งแวดล้อมในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่14 กันยายน 2559 ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม C โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ  พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลโครงการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม สำหรับสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมดีเด่น (SHE Award) ประจำปี 2559 ซึ่งจัดโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

โดย 11 บริษัทที่ได้รับการพิจารณามอบรางวัลให้ครั้งนี้  แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับยอดเยี่ยม ระดับดีเด่น และระดับดี โดยที่ระดับยอดเยี่ยมจะต้องมีระดับคะแนน 90% ขึ้นไป  ระดับดีเด่นจะต้องมีระดับคะแนน 80% ขึ้นไป และระดับดีจะต้องมีระดับคะแนน 70% ขึ้นไป โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้
รางวัลระดับยอดเยี่ยม
1. บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด​​แหล่ง S1
2. บริษัท สยามโมเอโกะ จำกัด​​แหล่ง บูรพา เอ
3. บริษัท เอ็กซอนโมบิล เอ็กซ์โพลเรชั่น แอนด์ โพรดักชั่น โคราช อิงค์​แหล่ง น้ำพอง
4. บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด​​แหล่ง สินภูฮ่อม
5. บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด​พื้นที่ผลิตบ่อรังเหนือ
6. บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด​แหล่ง ฟูนาน
7. บริษัท โอเฟียร์ ไทยแลนด์ (บัวหลวง) ลิมิเต็ด​แหล่ง บัวหลวง
8. บริษัท เอ็มพี จี11 (ประเทศไทย) จำกัด​แหล่ง นงเยาว์
9. บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)​แหล่ง บงกชใต้
รางวัลระดับดีเด่น
1. บริษัท แพนโอเรียนท์ เอ็นเนอร์ยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด​พื้นที่ผลิต L53A
รางวัลระดับดี
1. บริษัท ซิโน-ยู.เอส.ปิโตรเลียม อิงค์​แหล่ง ผลิตบึงหญ้า1

​พลเอก อนันตพร กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม สำหรับสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมดีเด่น หรือ SHE Award  โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน จัดทำขึ้นเพื่อกระตุ้นและเสริมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการมุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านอาชีว-อนามัยและสิ่งแวดล้อมในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมเชิงป้องกัน
​การดำเนินโครงการใช้ระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ปี (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558 – กันยายน 2559)โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาหลักเกณฑ์การประเมิน การตรวจประเมินอย่างจริงจัง และเข้มงวด โดยได้พิจารณาข้อมูลจากทั้งรูปแบบเอกสารและหลักฐานเชิงประจักษ์ในสถานประกอบการจริงตามมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งผ่านการคัดกรองโดย นักวิชาการกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้ตรวจประเมินระดับอาชีพ และได้รับการรับรองจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นางพรศรี ครอบบัวบาน อดีตผู้อำนวยการกลุ่มวิศวกรรมความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ ชีวรุ่งโรจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม  คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนาวาเอกนเรศ วงศ์ตระกูล ผู้เชี่ยวชาญประจำกรมข่าวทหารเรือ กรมยุทธการทหารเรือ กองทัพเรือ
​ ​“กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ขอยืนยันว่า บริษัทผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมทุกบริษัทต้องดำเนินการตามมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องทุกประการ แต่การจัดโครงการครั้งนี้ กระทรวงพลังงานหวังว่าจะเป็นแรงจูงใจ และมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมเต็มใจ มุ่งมั่นสร้างมาตรฐานสูงสุดในการบริหารจัดการ  ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ในสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมในประเทศไทย ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมสร้างความเข้มแข็งทางด้านภาพลักษณ์ที่ดีแก่วงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าว

กฟผ.คว้า2รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น SOE Award ประจำปี 2559

กฟผ.คว้า2รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น SOE Award ประจำปี 2559  ทั้งรางวัลด้านการบริหารจัดการองค์กรดีเด่นและรางวัลนวัตกรรมดีเด่นจากผลงานระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้จัดงานประกาศผลรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น หรือ SOE Award ประจำปี 2559 ภายใต้แนวคิด ประชารัฐวิสาหกิจ ผนึกพลัง สร้างไทยยั่งยืน โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานพร้อมทั้งมอบรางวัลและนโยบายให้แก่รัฐวิสาหกิจ ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เอ 2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับผลการประกาศรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2559 ผลปรากฏว่า กฟผ. ได้รับรางวัลการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น และ รางวัลนวัตกรรมดีเด่น จากผลงาน ระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ (Intelligent Generation Controller) ทั้งนี้ เมื่อปี 2558 กฟผ. ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 1 รางวัล ในประเภทนวัตกรรมดีเด่น จากผลงาน เครื่องปรับแนวสายพานส่งถ่านลิกไนต์ เหมืองแม่เมาะ โดยนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ขึ้นรับมอบรางวัลจากนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ในปี 2558 กฟผ. ก็ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 1 รางวัล ในประเภทนวัตกรรมดีเด่น จากผลงาน เครื่องปรับแนวสายพานส่งถ่านลิกไนต์ เหมืองแม่เมาะ ซึ่งรางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องการันตีถึงความมุ่งมั่นของ กฟผ. และจะเป็นรางวัลที่เป็นกำลังใจสำคัญของ กฟผ. ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทยต่อไป

ซีอีโอปตท.เผยผลประชุมASCOPEเพิ่มการซื้อขายน้ำมัน ก๊าซ ภายในอาเซียน

ซีอีโอปตท.เผยผลประชุม ASCOPE Council Meeting ที่เสียมเรียบ กัมพูชา ช่วง7-8ก.ยที่ผ่านมา เน้นยุทธศาสตร์ความร่วมมือส่งเสริมการซื้อขายน้ำมันและก๊าซภายในภูมิภาค ก่อนที่จะส่งออกหรือนำเข้านอกภูมิภาค เชื่อจะเห็นการซื้อขายอย่างเป็นรูปธรรมในเร็วๆนี้  ภูมิใจแบรนด์ "Cafe Amazon" ดังและขายดี ในกรุงพนมเปญ หลังใช้โอกาสหลังการประชุมแวะเยี่ยมสถานีบริการน้ำมันปตท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้โพสต์ข้อความบนหน้าเพจเฟซบุคTevin at PTTwww.facebook.com/tevinatptt) เมื่อวันที่13ก.ย. ที่ผ่านมาเพื่อเล่าถึงเรื่องที่ตัวเขาได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมประชุมความร่วมมือทางปิโตรเลียมกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติของ ASEAN ที่เรียกว่า ASCOPE Council Meeting ที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 7-8 กันยายน 2559

โดยนายเทวินทร์ เล่าว่า ในการประชุมครั้งนี้  เน้นเรื่องของยุทธศาสตร์ที่จะร่วมมือกันโดยให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการใช้ปิโตรเลียมในภูมิภาคเป็นหลักก่อนที่จะส่งออกหรือนำเข้านอกภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการซื้อขายน้ำมันและก๊าซระหว่างกัน  การสร้างตลาดร่วม LNG ในภูมิภาคอาเซียน และเพิ่มบทบาทของ ASCOPE ในเวทีพลังงานโลก

ในโอกาสนี้ ซีอีโอปตท.ได้มีการเจรจาประเด็นทางธุรกิจทวิภาคีกับหลายประเทศเกี่ยวกับโอกาสลงทุนในธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งแต่ละฝ่ายจะนำทิศทางจากการประชุมไปขยายผลในระดับปฏิบัติงานต่อไป

“เร็วๆนี้เราจะเห็นการซื้อขายน้ำมันและก๊าซกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลต่อต้นทุนที่ถูกลงจากค่าขนส่งและความมั่นคงในการจัดหาที่เพิ่มขึ้นครับ” นายเทวินทร์ระบุข้อความเอาไว้ในเฟซบุค

สำหรับความเป็นมาของการประชุม ASCOPE หรือ ASEAN Cooperation on Petroleum เป็นการรวมตัวกันของบริษัทน้ำมันในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ประกอบด้วย

PetroleumBrunei, Pertamina, Lao state Fuel Company, Petronas, Myanmar Oil and Gas Enterprise, Phillippines National Oil Company, Singapore LNG Corporation, PetroVietnam, ปตท. และกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ซึ่งปีนี้ทางกัมพูชาเป็นเจ้าภาพในจัดงาน

นายเทวินทร์ เขียนอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ASCOPE เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 40 ปีก่อนในช่วงที่ประเทศผู้ก่อตั้ง ASEAN เริ่มจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติใกล้เคียงกัน เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางด้านปิโตรเลียม เริ่มต้นจาก 4-5 บริษัท จนขยายมาเป็น 10 องค์กรในปัจจุบัน Council ของ ASCOPE คือผู้นำสูงสุดของแต่ละองค์กร ซึ่งจะนัดประชุมกันปีละครั้ง และจะสลับกันตั้งเลขาธิการเพื่อประสานความร่วมมือ ซึ่งปตท.ได้รับหน้าที่นี้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

นายเทวินทร์ ยังเล่าต่อถึงการใช้โอกาสหลังการประชุมด้วยว่า ตัวเขาและคณะได้แวะเยี่ยมสถานีบริการน้ำมันของ ปตท. ที่นำรูปแบบ Life Station มาเปิดในประเทศเพื่อนบ้าน และพากลุ่มพันธมิตรค้าปลีกนำสินค้าไทยมาขยายตลาด โดยเฉพาะกาแฟ "Cafe Amazon" ซึ่งดังและขายดีมาก โดยร้านในกรุงพนมเปญทำสถิติขายได้สูงถึง 1,500 แก้วต่อวัน ซึ่งตัวเขามีความภูมิใจที่ปตท.สามารถสร้าง brand จนเป็น Pride of Thailand ที่แข่งขันได้นอกประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ

ปตท.ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ต่อเนื่องเป็นปีที่5

ปตท.ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices -DJSI ต่อเนื่องกันเป็นปีที่5 สะท้อนการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับการคัดเลือกให้ติดอยู่ในดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ หรือ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) อย่างต่อเนื่อง โดยในการประกาศรายชื่อล่าสุดประจำปี 2016 นั้น นับเป็นการติดโผดัชนี DJSI ติดต่อกันถึง 5 ปีซ้อน  ซึ่งนอกจากผลงานการติดอันดับของ ปตท. แล้ว บริษัทในกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)  และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ผ่านการประเมินเป็นสมาชิก DJSI ต่อเนื่องครบทุกบริษัท  นอกจากนี้ยังเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งของกลุ่ม ปตท. ที่  ปตท.สผ. ได้รับคัดเลือกเป็น Industry Leader ของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ประเภท Oil & Gas Upstream & Integrated และไทยออยล์ ได้รับคัดเลือกเป็น Industry Leader ของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ประเภทOil & Gas Refining & Integrated  อีกด้วย

นายเทวินทร์ กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ตกต่ำ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก  ปตท. ได้ดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน เสริมสร้างความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร โดยยึดหลักการประเมินที่สำคัญทั้งการรักษาสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย สร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเพียงพอ ทั่วถึงทุกพื้นที่ ในราคาที่เป็นธรรม บนพื้นฐานของการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

 “ผมเชื่อมั่นว่า การบริหารจัดการอย่างยั่งยืนจะเป็นภูมิคุ้มกันที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรในระยะยาว การได้รับการจัดอันดับ DJSI ในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระดับโลก” นายเทวินทร์ กล่าว

ดัชนี DJSI ถือเป็นดัชนีที่ใช้ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งจัดทำขึ้นด้วยความร่วมมือของS&P Dow Jones Indices และ RobecoSAM โดยเชิญบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกให้เข้าร่วมการประเมินด้านความยั่งยืน และคัดกรองบริษัทที่ได้คะแนนด้านการดำเนินงานอย่างยั่งยืนสูงสุด ร้อยละ 10 เรียงตามลำดับลงมาของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งดัชนี DJSI นี้ กองทุนต่างๆ จากทั่วโลกให้ความเชื่อถือและใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการลงทุนกับบริษัทหรือองค์กรนั้นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน รวมถึงการสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 

พพ.มอบโล่โรงงานตัวอย่างให้ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป

     พพ.ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังแถลงผลการดำเนินงานโครงการศึกษาและส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการนำความร้อนทิ้งอุณหภูมิต่ำในระบบอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณโรงงานอุตสาหกรรมตัวอย่างให้บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด มหาชน

 
        กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จัดแถลงผลการดำเนินงานโครงการศึกษาและส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการนำความร้อนทิ้งอุณหภูมิต่ำในระบบอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ โดยมี นายดนัย เอกกมล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานกล่าวเปิดงานและ นายอนุชา อนันตศานต์ ผู้อำนวยการสำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน เป็นผู้กล่าวรายงาน และผศ.ดร. เกียรติศักดิ์ รุ่นพระแสง ผู้จัดการโครงการ เป็นผู้แถลงผลดำเนินโครงการ
 
     งานครั้งนี้ยังจัดให้มีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณโรงงานอุตสาหกรรมตัวอย่างที่ได้ติดตั้งเทคโนโลยีการนำความร้อนทิ้งอุณหภูมิต่ำกลับมาใช้ใหม่ ได้แก่  บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด มหาชน ซึ่งประสบความสำเร็จในการนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ใหม่ด้วยเทคโนโลยีเครื่องอุ่นน้ำป้อน ทั้งนี้ พพ. ได้จัดทำรายงานการตรวจสอบและวิเคราะห์ศักยภาพความร้อนทิ้งให้กับทุกโรงงานที่เข้าร่วมโครงการโดยพบว่ามีปริมาณความร้อนทิ้งมากถึง 1.5 ล้าน จิกะจูล หรือ 36 ktoe ต่อปี จากจำนวนโรงงานทั้งหมด 61 แห่งที่เข้าร่วมโครงการและจะขยายผลการดำเนินงานให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนใจต่อไป จัดขึ้น ณ ห้องจรัสเมือง 1 โรงแรมเดอะทวินทาวเวอร์ กรุงเทพฯ เวลา 9.00-12.00 น. 

 

ชุมชนตั้งใจพัฒนาพลังงานทดแทนมีช่องทางขอทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย

ชุมชนที่มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาพลังงานทดแทนอยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย วงเงินประมาณ 100,000 - 750,000 บาท โดยส่งข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนสนับสนุนโดยตรง (Direct  Aid Program - DAP) ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 
 

รายงานข่าวจากสถานทูตออสเตรเลีย กรุงเทพฯ แจ้งว่า โครงการทุนสนับสนุนโดยตรง(DAP- Direct  Aid Program) เป็นโครงการทุนสนับสนุนขนาดเล็ก ซึ่งจัดสรรจัดสรรตามนโยบายโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลออสเตรเลีย ที่มุ่งส่งเสริมโครงการด้านการพัฒนาให้แก่ประเทศต่างๆที่อยู่ในเกณฑ์ประเทศผู้มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย

โดยทุนสนับสนุนดังกล่าว สำหรับประเทศไทยประจำปี 2559-2560 จะให้ความสำคัญแก่โครงการในด้านต่างๆดังต่อไปนี้
การรักษาสิ่งแวดล้อม(เช่นการเปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นพลังงานทดแทน)
การพัฒนาด้านสาธารณสุข(เช่นคลีนิคสาธารณสุขเคลื่อนที่สำหรับพื้นที่ห่างไกล
การสนับสนุนโรงเรียน/การศึกษา(เช่น บูรณะซ่อมแซมหรือสนับสนุนหนังสือเพิ่มเติมสำหรับห้องสมุดโรงเรียน)
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับเล็ก(เช่นก่อสร้างฝายทดน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำสะอาดที่ดื่มได้แก่หมู่บ้านในชนบท)
การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และการพัฒนาบทบาทสตรี  (เช่นสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ในชั้นเรียนแก่โรงเรียนสตรีล้วน)
การส่งเสริมให้ผู้ทุพพลภาพสามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆอย่างเท่าเทียม(เช่นก่อสร้างทางเดินรถเข็นคนพิการแก่โรงเรียนในชนบท)
การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพแก่องค์กร และส่งเสริมการพัฒนาในชนบท
การตอบสนองในการบรรเทาภัยพิบัติ(เช่นการจัดหาช่วยเหลือปัจจัยพื้นฐานสำหรับผู้ประสบอุทกภัย)

การเสริมสร้างศักยภาพในด้านการปกครอง การกระจายอำนาจ และสิทธิมนุษยชน(เช่นการป้องกันความรุนแรงแก่สตรี การจัดสัมมนาแนะแนวสิทธิในระบบกฏหมายในประเทศ )

ทั้งนี้โครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ(ODA –Official Development Assistance )  เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน  แสดงให้เห้นถึงผลลัพธ์ที่ยั่งยืน  สร้างการมีส่วนร่วมและความมุ่งมั่นของคนในชุมชน  ไม่เป้นโครงการเชิงพาณิชย์   สอดคล้องกับนโยบายความช่วยเหลือและนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลีย และสามารถดำเนินโครงการได้ในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ภายใน1ปีงบประมาณ  เป็นต้น   ซึ่งโครงการที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนในวงเงินประมาณ 100,000 - 750,000 บาท   โดยจะต้องดำเนินการและทำการรายงานสรุปผลให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 หรืออาจได้รับการพิจารณาขยายกรอบเวลาสิ้นสุดตามเหตุผลอันสมควร โดยคณะกรรมการสามารถพิจารณาให้การสนับสนุนเงินทุนภายใต้กรอบเวลาสองปี โดยจะพิจารณาเป็นกรณีไป
การส่งใบสมัครจะต้องส่งแบบระบบออนไลน์เท่านั้น สมัครได้ที่https://dap.smartygrants.com.au/BNK2016-17

ปตท.ส่งถุงยังชีพ500ชุดช่วยผู้ประสบอุทกภัยที่อยุธยาและสระบุรี

ปตท. ส่งถุงยังชีพ500ชุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พระนครศรีอยุธยาและสระบุรี อย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ จากสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งมอบถุงยังชีพไปช่วยลำปางและปทุมธานีแล้ว900ชุด

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  ประธานกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)   นายเทวินทร์ วงศ์วานิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  พร้อมคณะผู้บริหาร  พนักงาน ปตท. และ ชมรมพลังไทยใจอาสา กลุ่ม  ปตท.   ร่วมบรรจุถุงยังชีพในโครงการ “กลุ่ม ปตท. รวมพลังไทยช่วยเหลือผู้ประสบภัย” จำนวน 500 ชุด เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและสระบุรี  โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ส่งมอบถุงยังชีพ 900 ชุดไปยังจังหวัดลำปาง จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมจำนวนถุงยังชีพทั้งสิ้น 1,400 ชุด มูลค่ารวม 720,000 บาท

 

กระทรวงพลังงาน เปิด 5 แผนปฏิบัติการพลังงาน ระยะยาว 21ปี
รายงานพิเศษ
 
 การบูรณาการแผนพลังงานเข้าด้วยกัน ทั้ง 5 แผน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การดำเนินนโยบายด้านพลังงานในระยะยาวมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น  และสื่อมวลชนท้องถิ่น ก็มีความสำคัญที่จะทำรายละเอียดของแผนไปอธิบายต่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการสัมมนาเจาะแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว เส้นทางสู่พลังงานยั่งยืน
 
     พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา “เจาะแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว เส้นทางสู่พลังงานยั่งยืน”ว่า กระทรวงพลังงานกำลังเดินตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว 5 แผน ซึ่งเป็นกรอบที่จะนำมาพัฒนาพลังงานของประเทศให้เกิดความมั่นคงในระยะยาว 21 ปี นับตั้งแต่พ.ศ. 2558-2579 ซึ่งประกอบด้วย
 
1.แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยระยะ 21 ปี (พ.ศ.2558-2579) หรือ PDP 2015
 
2. แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558-2579 หรือ EEP 2015
 
3.แผนพัฒนาพลังงานทดแทน พ.ศ. 2558-2579  หรือ AEDP 2015
 
4.แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2558-2579 หรือ  Oil Plan 2015
 
5.แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558-2579 หรือ Gas Plan 2015
 
           นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของแผน PDP 2015 นั้น มีความแตกต่างจากแผนที่ผ่านมาคือ เน้นกระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะลดการใช้ก๊าซฯจาก 64% เหลือ 30-40% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจาก 8-10% เป็น 20% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด  ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศลงให้ได้ 10,000 เมกะวัตต์ด้วย ส่วนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอด 21 ปีจะอยู่ที่ 4.587 บาทต่อหน่วย
 
           ทั้งนี้มีแผนผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นใน 21 ปีรวม  70,335 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าที่จะสร้างใหม่มีประมาณ 31 โรง 57,459 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 9 โรง กำลังผลิตรวม 7,390 เมกะวัตต์ ,โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 15 โรง กำลังผลิตรวม 17,478 เมกะวัตต์ , โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง กำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส 5 โรง กำลังผลิตรวม 1,250 เมกะวัตต์
 
           นอกจากนี้มีกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น 4,119 เมกะวัตต์, พลังงานหมุนเวียน 12,105 เมกะวัตต์, พลังน้ำสูบกลับ 2,101 เมกะวัตต์ และซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 11,016 เมกะวัตต์  อย่างไรก็ตามแผนดังกล่าว
 
           นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายแผนการอนุรักษ์พลังงาน 21 ปีนั้น ตั้งเป้าลดใช้พลังงานลง 30% หรือลดลง 56,142 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ แบ่งเป็นการลดใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม 22% ลดใช้พลังงานในอาคารขนาดใหญ่ 34% ลดการใช้พลังงานในอาคารขนาดเล็กและบ้านเรือน 8% และลดใช้พลังงานภาคขนส่ง 46%
 
           ส่วนแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 21 ปี ประกอบด้วย
 
 1.โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 131.68 เมกะวัตต์
 
2.โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันยังไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบ
 
3.โรงไฟฟ้าชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 2,726.60 เมกะวัตต์
 
4.โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ(น้ำเสีย/ของเสีย) 600 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 372.51 เมกะวัตต์
 
5.โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ(พืชพลังงาน) 680 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันยังไม่มีเข้าระบบ
 
6.โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 376 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้172.12 เมะวัตต์
 
7.โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 2,906.40 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 2,906.40 เมกะวัตต์
 
8.โรงไฟฟ้าพลังงานลม 3,002 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 233.90 เมกะวัตต์
 
9.โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 1,419.58 เมกะวัตต์
 
         นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ส่วนแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ 21 ปีนั้น กำหนดเป้าหมายนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ให้เกิดการแข่งขัน เพิ่มจำนวนผู้จัดหาและจำหน่าย พร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลที่สามสามารถใช้หรือเชื่อต่อระบบส่งก๊าซฯและสถานี LNG รวมทั้งกำกับดูแลการจัดหา LNG ทั้งระยะสั้นและยาว เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีรวมถึงการรองรับความต้องการใช้ก๊าซฯให้มีเพียงพอในอนาคต
 
         นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง 21 ปีนั้น แบ่งเป็น 5 มาตากร 1.สนับสนุนการประหยัดน้ำมันในภาคขนส่งตามแผน EEP โดยจะประหยัดให้ได้ 30,213 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือ ลดลง 46% ในปี 2579
 
         2.ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงโดยใช้กลไกตลาด รวมถึงการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) พร้อมทั้งปรับอัตราเก็บภาษีสรรพสามิตให้เกิดความเป็นธรรม
 
         3.การผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามแผน AEDP โดยมีเป้าหมายใช้เอทานอลให้ได้ 11.3 ล้านลิตรต่อวัน  จากปัจจุบันใช้อยู่ 3.6 ล้านลิตรต่อวัน ด้วยการยกเลิกชนิดน้ำมันบางประเภท เพื่อให้การใช้เอทานอลมากขึ้น ซึ่งกำหนดให้ในปี 2561 ลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายอยู่จาก 6 ชนิด เหลือ 4 ชนิด และในปี 2579 ลดเหลือ 2 ชนิดหลักเท่านั้น คือ แก๊สโซฮอล์ E20และE85 นอกจากนี้มีเป้าหมายให้ใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ 4.2 ล้านลิตรต่อวัน ด้วยการทยอยปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์จากB7 ไปเป็น B10 และB20 ตามลำดับ
 
        4.บริหารจัดการชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม โดยไม่ส่งเสริมการแต่ไม่ห้ามใช้ LPG สำหรับภาคขนส่ง ส่วนNGV ส่งเสริมใช้ในรถบรรทุกและรถสาธารณะ และส่งเสริมการใช้เอทานอลตามศักยภาพรถยนต์
 
        และ 5.เพิ่มการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน ด้วยการทำระบบท่อส่งน้ำมันไปภาคเหนือและภาคอีสาน รวมถึงการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ต่อไป
 
 

 

กรรมการไตรภาคีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ลาออกส่งผลการพิจารณาล่าช้า

รัฐมนตรีพลังงานระบุกรณีกรรมการไตรภาคีลาออก อาจทำให้ขั้นตอนการพิจารณาก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ล่าช้า ด้าน กฟผ.แจงกรณีชุมชนทับสะแกยื่นหนังสือหนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ติดประเด็น บันทึกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในอดีตที่เคยลงนามว่าจะไม่มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแก

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีนางเรณู เวชรัชต์พิมล กรรมการไตรภาคีสัดส่วนภาคประชาชน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ลาออกจากกรรมการไตรภาคีว่า การลาออกของไตรภาคีอาจทำให้การพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ล่าช้าออกไปอีก แทนที่ประเทศจะได้พัฒนาไฟฟ้าโดยเร็ว ทั้งนี้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งไตรภาคีขึ้น ดังนั้นเมื่อมีการลาออกก็อาจแต่ตั้งคนใหม่ขึ้นมาเพื่อให้คณะกรรมการครบองค์ประชุม

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานได้รับทราบเรื่องการลาออกดังกล่าว ซึ่งเกิดจากเกิดการไม่ปฏิบัติตามที่มีการเสนอแนะในที่ประชุม โดยส่วนตัวเห็นว่าการทำงานควรยึดหลักเหตุผลเป็นหลัก ซึ่งจะทำตามความเห็นของใครคนใดคนหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้ โดยที่ประชุมควรฟังความเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อให้ได้คำตอบบนหลักของเหตุผลและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป  

ในขณะที่ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงกรณีที่มีผู้นำชุมชน อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยื่นหนังสือต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดในพื้นที่ ว่า กฟผ. ขอขอบคุณผู้นำชุมชนทับสะแกที่แสดงออกถึงการสนับสนุน และเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมทั้ง เห็นความสำคัญในเรื่องของพลังงาน และต้องการให้เกิดการพัฒนาในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม  กฟผ. ขอยืนยันว่า ขณะนี้ภาครัฐและ กฟผ. ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ทับสะแก เนื่องจากยังมีบันทึกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในอดีต มิให้มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแก มีเพียงแต่การดำเนินโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

  โฆษก กฟผ. กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันพื้นที่ทับสะแก  กฟผ. ได้พัฒนาโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทับสะแก ซึ่งประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ เข้าระบบจำหน่ายแล้ว  ส่วนโครงการวิจัยและพัฒนาต้นแบบโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากหญ้าเนเปียร์ ขนาดกำลังผลิต 500 กิโลวัตต์ และงานวิจัยการผลิตไฟฟ้ากังหันลมแกนนอน ขนาด 250 กิโลวัตต์ และอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานโรงไฟฟ้า มีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลพลังงาน เน้นการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ควบคู่กับการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

พลังงานระดมสมองทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ

กระทรวงพลังงานระดมสมองทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านพลังงานที่เปลี่ยนแปลง พร้อมเดินหน้าแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (Thailand Integrated Energy Blueprint-TIEB)ในปี2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่10 กันยายน 2559 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานเปิด การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ที่โรงแรมทรีซิกตี้ไฟว์ จังหวัดชลบุรี โดยพลเอกอนันตพร ได้มอบนโยบายสำหรับการปฏิบัติราชการของกระทรวงพลังงานในปี 2560  พร้อมทั้งรับฟังการบรรยาย เรื่อง "การขับเคลื่อนกระทรวงพลังงานเพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ประเทศ" ในขณะที่นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้นำเสนอทิศทางการพัฒนาด้านพลังงานของโลกและประเทศไทย รวมถึงการปรับโครงสร้างและการพัฒนาบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายภาพรวมการขับเคลื่อนแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว ในปี 2560 โดยผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ได้แก่ แผนอนุรักษ์พลังงาน และแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยนายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย และนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ ENERGY 4.0  โดยนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน, แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ โดยนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ,แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง โดยนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และแผนการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยนางปัจฉิมา ธนสันติ กรรมการกำกิจการพลังงาน

 

สำหรับสาระสำคัญแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว หรือTIEB นั้น ในส่วนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) จัดทำขึ้นเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ เพื่อให้มีความมั่นคงครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และระบบจำหน่ายไฟฟ้ารายพื้นที่ ต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสมสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงประชาชนไม่แบกรับภาระมากเกินไป ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลดการปล่อย CO2 ไม่สูงกว่าแผน PDP2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 โดยส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ยั่งยืน

แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) สาระสำคัญของการจัดทำแผน ในช่วงระยะสั้นถึงปานกลางมีการพยากรณ์ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกน่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นกระทรวงพลังงาน จึงเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะยกระดับความเข้มข้นของการขับเคลื่อนแผนอนุรักษ์พลังงาน

แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาพลังงานทดแทนให้เป็นพลังงานหลักของประเทศทดแทน การนำเข้าน้ำมันได้ในอนาคต เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ สนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในประเทศ และเพื่อวิจัยพัฒนาส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทนสัญชาติไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล โดยกำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนตามแผน AEDP 6 ประเด็น ประกอบด้วย1. การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนอย่างกว้างขวาง 2.การปรับมาตรการจูงใจสำหรับการลงทุนจากภาคเอกชนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ 3. การแก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน 4.การปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบสายส่ง สายจำหน่ายไฟฟ้ารวมทั้งการพัฒนาสู่ระบบ Smart Grid 5. การประชาสัมพันธ์ และสร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชน
และ6.การส่งเสริมให้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนแบบครบวงจร

แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan) มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้กำหนดทิศทางการบริหารจัดการด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ระบุภายใต้แผนอื่นๆโดยเฉพาะแผนอนุรักษ์พลังงาน และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นกรอบสำหรับการดำเนินนโยบายและการจัดทำแผนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงในอนาคต โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาด้านพลังงานของประเทศ

แผนจัดหาก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) การใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณการผลิตในประเทศกลับลดลงประเทศจึงต้องพึ่งพา LNG นำเข้ามากขึ้น ทำให้ต้นทุนราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น อีกทั้งมีความเสี่ยงที่จะขาดวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จึงต้องมีการจัดทำแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติให้มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ ในราคาที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค