ค้นหาด้วย ' เอสพีพี ' ทั้งหมด 5 รายการ
กฟผ.ชวนเชียร์นักกีฬาไทยให้ได้เหรียญทองเพิ่ม

กฟผ. ในฐานะผู้สนับสนุนหลักสมาคมยกน้ำหนัก ตามโครงการ 1 สมาคมกีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ  ชวนคนไทยส่งใจเชียร์นักกีฬาไทยให้ได้เหรียญทองเพิ่ม หลังน้องแนน โสภิตา นักกีฬายกน้ำหนักหญิง คว้าเหรียญทองเหรียญแรกให้ทีมไทย


นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม ในฐานะโฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า วันนี้ (7 สิงหาคม 2559) เวลา 05.00 น. ตามเวลาประเทศไทย น้องแนน โสภิตา ธนสาร นักกีฬายกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทย ได้ลงทำการแข่งขันในรุ่น 48 กิโลกรัม ซึ่งมีจอมพลังสาวจาก 12 ชาติร่วมชิงชัย และโสภิตาก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง สามารถคว้าเหรียญทองแรกให้กับทัพนักกีฬาทีมชาติไทยได้สำเร็จ ณ ริโอ เซนทรัล พาวิลเลียน 2 กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล


สำหรับการแข่งขันในท่าสแนชท์ ครั้งแรก โสภิตา เรียกน้ำหนักที่  88 กิโลกรัม และสามารถยกผ่านได้อย่างสบาย จากนั้นเรียกน้ำหนัก ครั้งที่ 2 ก็ยกผ่านอีกครั้งที่ 90 กิโลกรัม ตามด้วยครั้งที่ 3 ที่ 92 กิโลกรัม จบท่าสแนชท์ที่ 92 กิโลกรัม อยู่อันดับที่ 1


ส่วนท่าคลีนแอนด์เจอร์ก โสภิตา เรียกน้ำหนักครั้งแรก 106 กิโลกรัม ตามด้วยครั้งที่ 2 ที่ 108 กิโลกรัม และสามารถยกผ่านได้สบายทั้งสองครั้ง จากนั้นจึงเรียกน้ำหนักครั้งสุดท้าย 110 กิโลกรัม แต่ยกไม่ผ่าน ส่งผลให้ทำน้ำหนักรวมทั้ง 2 ท่าได้ 200 กิโลกรัม สามารถคว้าเหรียญทองแรกของทัพนักกีฬาไทยในริโอเกมส์ได้สำเร็จ


“กฟผ. ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย มาตั้งแต่ปี 2547 ตามโครงการ 1 สมาคมกีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ ของรัฐบาล ขอร่วมแสดงความยินดีที่จอมพลังสาวไทย สามารถคว้าเหรียญทองแรกในศึกโอลิมปิกเกมส์ 2016 สร้างความสุขให้คนไทยได้สำเร็จ และขอเชิญชวนชาวไทยทุกคน ร่วมเชียร์และเป็นกำลังใจให้นักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทยที่จะลงทำการแข่งขันในรุ่นอื่นๆ ต่อไปด้วย” นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี โฆษก กฟผ. กล่าว

มอบ45รางวัลลูกโลกสีเขียวครั้งที่17

ปตท.จัดงานใหญ่”สืบสานพระราชปณิธาน วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า” และพิธีมอบ45รางวัลลูกโลกสีเขียวครั้งที่17เพื่อเชิดชูและชื่นชมคนดี  ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. โดยมีเครือข่ายชุมชนที่ได้รับรางวัลเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

งานดังกล่าวถูกจัดขึ้น2วันคือวันที่21และ22 พ.ย.2559 โดยในวันแรกของการจัดงาน มีการปาฐกกถาพิเศษ”พระราชปณิธาน วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า โดยดร. สุเมธ ตันติเวชกุล  เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  และเวทีเสวนาในช่วงเช้า” สืบสานพระราชปณิธาน วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า”  จาก ดร.เฉลิมพล เกิดมณี นักวิจัยอาวุโส สวทช. ,นายอภิชาต จงสกุล ที่ปรึกษามูลนิธิชัยพัฒนา  ,ดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมป์ ,ดร. วีระชัย ณ นคร  ที่ปรึกษาสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  และนายประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)  ในขณะที่ช่วงบ่าย เป็นเวทีเสวนา  ” สืบสานพระราชปณิธาน วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า “จากผู้ปฏิบัติทั่วทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย พระครูประยุตธรรมธัช ชุมชนตะโหมด จ.พัทลุง ,นายเดชา นทีไท เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป จ.เชียงใหม่,นายดวงจันทร์ พาลำโกน ชุมชนบ้านหนองบั่ว จ.ร้อยเอ็ด และนายสุรชัย แซ่จิว ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอำเภอบางเสาธง จ.สมุทรปราการ

นายประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)  กล่าวถึงการสืบสานพระราชปณิธาน วิถีพอเพียง ว่า  ถ้าปตท.ไม่ทำตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่9 เมื่อ30กว่าปีที่แล้ว ก็คงจะไม่มีปตท.ในวันนี้  ที่ทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศได้อย่างเข้มแข็ง  ปตท.มีภารกิจที่ต้องทำให้ประเทศตัวเองทางด้านพลังงานให้ได้มากที่สุด จากที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานทั้ง100% ปัจจุบันก็มีการพัฒนาเรื่องของเอทานอลและไบโอดีเซล ที่ผลิตในประเทศมาเป็นส่วนผสมในน้ำมันเบนซินและดีเซล เพื่อทดแทนการนำเข้า  การสำรวจพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า  เกิดโรงแยก๊าซธรรมชาติและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  

แนวพระราชดำริ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ก็นำมาดำเนินโครงการ วิถีพอเพียงกับ87ตำบลทั่วประเทศ เกี่ยวข้องกับชุมชนกว่า10,000ครัวเรือน โดยเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เรื่องวาทกรรมให้เราท่องตาม แต่ปตท.ทำเรื่องนี้เป็นปฏิบัติบูชา ให้เกิดผลจริง  ซึ่งถึงแม้ปัจจุบันจะสิ้นสุดโครงการแล้ว หลายๆชุมชนก็ยังยึดถือเอาวิถีพอเพียงเป็นแนวปฏิบัติ

สำหรับงานมอบรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 17 ประจำปี พ.ศ. 2559 ภายใต้หัวข้อ “สืบสานพระราชปณิธาน วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า” ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)ในวันที่22 พ.ย.2559  ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานกรรมการสถาบันลูกโลกสีเขียว เป็นผู้มอบนั้น นั้น

มีผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 45 ผลงาน แบ่งเป็นประเภทชุมชน 7 ผลงาน ประเภทบุคคล 3 ผลงาน ประเภทกลุ่มเยาวชน 6 ผลงาน ประเภท "สิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน" 4 ผลงาน ประเภทงานเขียน 5 ผลงาน  ประเภทความเรียงเยาวชน 19 ผลงาน และประเภทสื่อมวลชน 1 ผลงาน

รางวัลลูกโลกสีเขียวเป็นเสมือนกำลังใจให้แก่ผู้ทำความดี  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารให้สังคมร่วมกัน “เชิดชู และ ชื่นชมคนดี”  ให้เห็นถึงผลสำเร็จแห่งความเพียรพยายามของบุคคลและชุมชน  ผู้ทำหน้าที่ปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า และระบบนิเวศ  ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน    

การพิจารณาผลงานผ่านกระบวนการเป็นลำดับขั้น จากคณะกรรมการภาค คณะกรรมการคัดเลือก และคณะกรรมการตัดสิน มีผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้นในปีนี้ 45 รางวัล ประกอบด้วยโล่รางวัลจากนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการตัดสิน ใบประกาศเกียรติคุณ และรางวัลเงินสด : ประเภทชุมชน 7 รางวัลๆ ละ 250,000 บาท ประเภทบุคคล 3 รางวัลๆ ละ 100,000 บาท ประเภทกลุ่มเยาวชน 6 รางวัลๆ ละ 50,000 บาท ประเภท "สิปปนนท์   เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน" 4 รางวัลๆ ละ 100,000 บาท ประเภทงานเขียน 5 รางวัล ประกอบด้วย ดีเด่น 1 รางวัลๆ ละ 50,000 บาท และชมเชย  4 รางวัลๆ ละ 25,000 บาท ประเภทความเรียงเยาวชน 19 รางวัล แบ่งเป็นอายุไม่เกิน 15 ปี 7 รางวัล ประกอบด้วย ดีเด่น 1 รางวัลๆ ละ 5,000 บาท และชมเชย 6 รางวัลๆ ละ 2,500 บาท และอายุ 16-25 ปี 12 รางวัล ประกอบด้วย ดีเด่น 2 รางวัลๆ ละ 10,000 บาท ชมเชย 10 รางวัลๆ ละ 5,000 บาท และ ประเภทสื่อมวลชน 1 รางวัลๆ ละ 100,000 บาท รวมเงินรางวัลทั้งสิ้น 3,090,000 บาท โดยผู้รับรางวัลจะได้รับเงินรางวัลเต็มจำนวน ดังรายชื่อต่อไปนี้


รายชื่อผลงานที่ได้รับ "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ครั้งที่ 17 ประจำปี พ.ศ. 2559 จำนวน 45 รางวัล

ประเภทชุมชน จำนวน 7 รางวัล


1. ชุมชนบ้านสบลาน ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่
2. ชุมชนบ้านสาสบหก ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง
3. ชุมชนป่าดงทำเล-ดอนใหญ่ บ้านหนองบั่ว ต.ช้างเผือก อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด
4. ชุมชนบ้านนาหว้า ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี
5. ชุมชนอนุรักษ์ป่าสาธารณะ “บ๊ะออนซอน” ต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู
6. ชุมชนตะโหมด  ต.ตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง
7. ชุมชนบ้านเขาวัง  ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช

ประเภทบุคคล จำนวน 3 รางวัล

1. นายประดิษฐ์ เพชรแสนอนันต์ ต.นาปัง อ.ภูเพียง จ.น่าน
2. นายสถาน ตุ้มอ่อน ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
3. นายจาง ฟุ้งเฟื่อง ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร

ประเภทกลุ่มเยาวชน จำนวน 6 รางวัล

1. โรงเรียนเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
2. กลุ่มเยาวชนเชียงของเรนเจอร์ (CK ranger) ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย
3. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม ต.ห้วยแร้ง อ.เมือง จ.ตราด
4. กลุ่มชีวิตคนเมืองบนรากฐานความพอเพียง โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 
แขวงสีลม เขตบางรัก จ.กรุงเทพฯ
5. กลุ่มเด็กและเยาวชนรักษ์เก้าโจน ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
6. กลุ่มเยาวชนหมากแงวหวาน บ้านจับไม้  ต.เฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย

ประเภท “รางวัลสิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน” จำนวน 4 รางวัล

1. ชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคี ต.หนองโรง อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี
2. กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และป่าชุมชนบ้านยางโทน ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
3. กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยว ต.เลม็ด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
4. กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านบางลา  ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

ประเภทงานเขียน จำนวน 5 รางวัล

รางวัลดีเด่น : 1 รางวัล 
• โอมื่อโชเปอ อยู่ดีมีสุข เอกสารสรุปผลการศึกษาโครงงาน “การศึกษาวิถีพึ่งพิงและภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรป่าและน้ำ” กรณีศึกษาชุมชนบ้านสบลาน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ โดยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนรุ่งอรุณ ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2557 
รางวัลชมเชย : 4 รางวัล 
• บทความเรื่อง “สุขชนบท” โดย อนุชิต คำน้อย (จ.สุโขทัย)
• วรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “ลูกชาวนา” โดย เชาวลิต ขันคำ (จ.ฉะเชิงเทรา)
• นวนิยายเรื่อง “การกลับมาของนกนางนวล” โดย วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล (จ.อุทัยธานี)
• บทความเรื่อง “ปฏิญญาเมืองน่าน ปฏิบัติการถอนพิษข้าวโพด” โดย ชุติมา ซุ้นเจริญ (กรุงเทพฯ)

ประเภทความเรียงเยาวชน จำนวน 19 รางวัล

ประเภทอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 7 รางวัล

รางวัลดีเด่น : 1 รางวัล 
• ต้นหญ้าในเมืองใหญ่ โดย ด.ญ.สุดารัตน์ แสงสว่าง (จ.เลย)

รางวัลชมเชย : 6 รางวัล 
• ความสุขที่พอเพียง โดย ด.ญ.กนกพิชญ์ ขวัญยู (จ.ชัยภูมิ)
• พลอยรี่ กับการเดินทางของหนู โดย ด.ญ.ธนพร ฮวดจึง (จ.สกลนคร)
• ป่าชุมชนภูหินเหล็กไฟ ให้อะไรได้มากกว่าหินเหล็กไฟ โดย ด.ญ.ปณิดา บุระพร (จ.อุบลราชธานี)
• แรงศรัทธา แรงบันดาลใจ วิธีสร้างผืนป่าในชุมชนเล็กๆ ของฉัน โดย ด.ญ.ศศิวิมล แก้ววิไล (จ.ชัยภูมิ)
• โลกสีเขียวโลกแห่งรอยยิ้ม โดย ด.ช.ธนภัทร ชูจันทร์ (จ.ชัยภูมิ)
• ศรัทธาความเชื่อ...เพื่อการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน โดย ด.ญ.นุ่ม ลุงต๊ะ (จ.เชียงใหม่)

ประเภทอายุ 16-25 จำนวน 12 รางวัล

รางวัลดีเด่น : 2 รางวัล 
• ดอนถั่วงอก...บอกเรื่องเล่า โดย นายพิทักษ์ ลำพูน (จ.เชียงราย)
• วิถีความหวาน ตาลโตนดบ้านฉัน โดย นายจักรกฤษณ์ เหลืองละมัย (จ.กาญจนบุรี)
รางวัลชมเชย : 10 รางวัล 
• ความมีตัวตนที่มองไม่เห็น โดย น.ส.ชนิสรา สุวรรณกุฏ (จ.อุบลราชธานี)
• เพียงคิดถึง โดย น.ส.ชนัญชิดา ปวนตา (จ.แม่ฮ่องสอน)
• ผู้ให้ที่ “แท้จริง” โดย น.ส.มัสติกา ใจรัตน์ (จ.สกลนคร)
• มรสุมเข้า โดย น.ส.ณ หฤทัย เปลื้องอภัย (จ.น่าน)
• มานิ วิถีของผู้แบ่งปันในป่าใหญ่ โดย น.ส.ขวัญนภา หนูปลอด (จ.พัทลุง)
• รวงข้าวสร้างชีวี โดย น.ส.จรรยพร โตเต็ม (จ.ประจวบคีรีขันธ์)
• วิถีชีวิต คิดพอเพียง เลี้ยงต้นกล้า โดย นายนนทนันท์ นะธิศรี (จ.บึงกาฬ)
• สวนสนุกธรรมชาติ โดย น.ส.เทพธิดา พิพรรณ (จ.ระนอง)
• สายใยผูกพัน ดิน น้ำ ป่า เจ้าพ่อประตูผาและวิถีชีวิต โดย นายสิทธิศักดิ์ บุญมา (จ.ลำปาง)
• หมู่บ้านปลายคลอง โดย น.ส.ศุภมาศ ชื่นอารมย์ (จ.ระนอง)

ประเภทสื่อมวลชน จำนวน 1 รางวัล

• รายการ “สามัญชนคนไทย” ออกอากาศทางสถานีไทยพีบีเอส  ดำเนินรายการโดย มาโนช พุฒตาล

 

 

วัดใจสนพ.ยอมเสนอแก้มติกพช.อุ้มเอสพีพีหรือไม่

เอสพีพีกดดันขอแก้มติกพช.วัดใจสนพ.ยอมเปลี่ยนหลักการหรือไม่29มี.ค.นี้

            แม้ว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ซึ่งมีพล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีมติออกมาแล้วว่าให้รับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีที่หมดสัญญาแต่ละราย ในปริมาณไม่เกิน 20% หรือประมาณ 18 เมกะวัตต์ ของปริมาณไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ 90 เมกะวัตต์ แต่สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพีที่เคลื่อนไหวในนามสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน นั้นยังไม่ถือว่าเป็นข้อยุติ เพราะยังมีความพยายามที่จะเดินสายพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขมติกพช.  เพราะเห็นว่ามติที่ออกมานั้นภาคเอกชนไม่สามารถปฏิบัติได้ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้าน้อยจนเกินไปเมื่อเทียบกับผลตอบแทนด้านการลงทุนที่จะต้องยืดอายุโรงไฟฟ้าออกไป

โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่กำลังจะหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปี 2560-2563 นั้นมีจำนวน 25 ราย คิดเป็นกำลังผลิตประมาณ 1.78 พันเมกะวัตต์ และความเห็นของทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ในฐานะหน่วยงานกำกับด้านนโยบายพลังงาน นั้นยังยืนยันที่จะให้มีการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่ปริมาณสำรองไฟฟ้ายังล้นระบบอยู่ในขณะนี้ แต่ในด้านของ สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.)นั้นกลับมีท่าทีที่โอนอ่อน โดยได้รับหลักการตามข้อเรียกร้องของภาคเอกขน และได้สรุปว่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีที่หมดสัญญานี้เพิ่มราว 45 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 40-50 % ของสัญญาเดิม จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.20-3.30 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่ 3.80 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นที่พอใจของผู้ประกอบการ

           อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำข้อสรุปดังกล่าวเข้าหารือกับทางสนพ.เพื่อที่จะขอนำเรื่องให้ของกพช.พิจารณาแก้ไขมติ ทางผู้ประกอบการรวมทั้งทางสกพ.ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าที่ควรจะเพิ่มขึ้นมานั้น คำนวณมาจากสมมติฐานอะไร  และ สกพ.มีอำนาจหรือเหตุผลอะไรที่สรุปตัวเลขออกมาว่าจะต้องรับซื้อเพิ่มขึ้นจากมติกพช.คือจาก18เมกะวัตต์ เป็น45เมกะวัตต์ในแต่ละราย ซึ่งเมื่ออธิบายเหตุผลไม่ได้  เหตุใด สนพ.จะต้องออกมาการันตี หรือเปลี่ยนหลักการเดิมโดยไม่ทำตามมติกพช. ประเด็นที่ สนพ.ยังไม่รับไม่ต่อจาก สกพ.จึงทำให้เรื่องดังกล่าวยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้

            เมื่อเจาะลึกลงไปถึงเหตุผลที่สนพ.ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของภาคเอกชน ก็พบว่า ทางภาครัฐเองไม่มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่หมดสัญญา 25 ปี ขายไฟฟ้ากลับเข้าระบบ เนื่องจากเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของการส่งเสริมโรงไฟฟ้าเอสพีพีให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เพราะวัตถุประสงค์เดิมนั้นต้องการให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่เป็นระบบโคเจนเนอเรชั่น ผลิตไอน้ำและไฟฟ้าป้อนให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก หากเหลือถึงจะรับซื้อจำหน่ายเข้าระบบได้

            แต่ระยะหลังมาการลงทุนโรงไฟฟ้าเอสพีพีส่วนใหญ่ มุ่งที่จะผลิตไฟฟ้าขายป้อนให้กับระบบเป็นหลัก เนื่องจากมีผลกำไรและผู้ซื้อที่ต่อเนื่องตลอดอายุโครงการ

            ดังนั้น การที่กพช.มีมติดังกล่าวออกมาก่อนหน้านี้ ที่จะให้รับซื้อในปริมาณไม่เกิน 20% หรือประมาณ 18 เมกะวัตต์ ของปริมาณไฟฟ้าที่จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ 90 เมกะวัตต์ ก็เพื่อต้องการให้โรงไฟฟ้าเอสพีพีที่หมดสัญญา จัดลำดับความสำคัญใหม่ คือแทนที่จะมุ่งขายไฟฟ้าเข้าระบบให้กฟผ. ก็จะต้องมุ่งไปหาลูกค้าเพื่อผลิตไอน้ำป้อน หรือจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมเป็นลำดับแรกก่อน และหากมีไฟฟ้าเหลือจึงค่อยส่งขายเข้าระบบซึ่งก็น่าจะเป็นที่ยอมรับกันได้ทั้ง ฝ่ายรัฐ เอกชนผู้ประกอบการ และประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า

           ที่ผ่านมาในการหารือกับภาครัฐในแต่ละครั้งนั้นทางภาคเอกชนผู้ประกอบการเอสพีพีเองพยายามที่จะหยิบยกเอาประเด็นลูกค้าหรือผู้รับซื้อไฟฟ้านิคมฯมากดดัน ว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหากโรงไฟฟ้าต้องปิดกิจการไป เศรษฐกิจโดยรวมจะเสียหาย นักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น เพราะถ้าจะให้เอกชนไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ก็จะไม่คุ้มทุนเมื่อเทียบกับการขอต่ออายุโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการมองเฉพาะผลประโยชน์ในฝั่งของตัวเอง ในขณะที่ สนพ.ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐนั้นมองไปที่ผลประโยชน์ส่วนรวมและผลประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า  และยืนยันด้วยว่าหากผู้ประกอบการเอสพีพีไม่รับในมติกพช. กลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมฯ ที่เคยซื้อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการเอสพีพี ก็สามารถที่จะซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ)มากทดแทนได้ เพราะมีคุณภาพการให้บริการที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก ส่วนในเรื่องของไอน้ำก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการนิคมฯจะจัดหาให้กับลูกค้า

            อย่างไรก็ตาม มีข่าวระบุออกมาในวันที่ 29 มีนาคม นี้ ทางสนพ.และผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพี จะมีการนัดหารือกันอีกครั้ง ซึ่งต้องติดตามดูว่า ทางสนพ.จะยอมโอนอ่อน เหมือนกับที่ ทางสกพ.ยอมรับที่จะให้มีการแก้ไขมติกพช. มาก่อนหน้านี้แล้วหรือไม่ และจะให้เหตุผลกับประชาชนว่าอย่างไร หลังจากที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอสพีพีที่กำลังหมดอายุนั้นสามารถคืนทุนและทำกำไรไปเป็นไปจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 15 ปีแล้ว จากนโยบายส่งเสริมเอสพีพี ของรัฐในช่วงที่ผ่านมา

 

บอร์ดกฟน.ตั้งชัยยงค์ พัวพงศกร เป็นผู้ว่ากฟน.คนใหม่

บอร์ด กฟน.มีมติเห็นชอบตั้ง "ชัยยงค์ พัวพงศกร" รองผู้ว่าการเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบสื่อสาร เป็น ผู้ว่าการ กฟน.คนใหม่

รายงานข่าวจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) แจ้งว่า ในการประชุมนัดที่ 665 ของ คณะกรรมการ กฟน.เมื่อวันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายชัยยงค์ พัวพงศกร รองผู้ว่าการเทคโนโลยีและระบบสื่อสาร กฟน. เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟน. คนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กฟน.เสนอ แทนนายสมชาย โรจน์รุ่งวศินกุล ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 4 กันยายน 2559 นี้ 

สำหรับประวัติของ นายชัยยงค์ พัวพงศกร นั้น เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2501 อายุ 58 ปี จบปริญญาตรีสาขาไฟฟ้ากำลัง เกียรตินิยมอันดับ 2 จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ ปริญญาโทสาขาคอมพิวเตอร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   นอกจากนี้ยังได้ผ่านการอบรมหลักสูตรสำคัญๆ เช่น สถาบันพระปกเกล้า (ปปร.19 ปรม.11) ศาลปกครอง (บยป.5) สถาบันศศินทร์ (SEP27) สถาบันกรรมการบริษัทไทย (DCP219) 

โดยผลงานที่น่าสนใจในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การนำระบบ ICT เข้ามาใช้ในการให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้า เช่น MEA Smart Life ซึ่งเป็น application บนสมาร์ทโฟนตัวแรกๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่สามารถให้บริการประชาชนผ่านมือถือมาตั้งแต่ปี 2556  ซึ่งปัจจุบันได้มีการขยายผลไปต่อเชื่อมกับระบบงานภาคสนาม (Field force Management) สำหรับการรับแจ้งและแก้ไขเหตุไฟฟ้าขัดข้องด้วยความรวดเร็ว  นอกจากนี้ยังเป็นผู้บริหารโครงการ GIS 1:1000 ซึ่งเป็นแผนที่ที่มีความละเอียดที่สุดที่มีในปัจจุบัน 

IMF ชี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวระยะสั้น-กลาง แต่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง

IMF ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย เริ่มฟื้นตัวในระยะสั้น-กลาง จากการลงทุนภาครัฐที่จะกระตุ้นความต้องการในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศที่เป็นอุปสรรค และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า แนะรัฐผสมผสานทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนปรน รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างเพี่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ออกแถลงการณ์รายงานการประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายหลังจากคณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟเสร็จสิ้นการเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2560 โดยคณะเจ้าหน้าที่สรุปว่า เศรษฐกิจของไทยขยายตัว 3.2% ในปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีการส่งออกบริการและการลงทุนภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 0.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นปีที่สองปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่ลดลงและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับต่ำ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าที่ขยายตัวในระดับต่ำ ในขณะที่ตลาดการเงินไทยมีความยืดหยุ่นสูง สามารถรับมือกับความเสียงทั้งภายในและภายนอกประเทศได้เป็นอย่างดี

สำหรับในปีนี้ คณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทยในระยะสั้นและกลางจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ข้างหน้าจากการดำเนินการตามแผนนโยบายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะยังคงต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ที่ 2.5% ต่อไปอีกหลายปี เพราะเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะค่อยๆเกินดุลน้อยลง เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะปานกลาง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงก็ยังคงอยู่ ทั้งปัจจัยจากภายนอกประเทศ อาทิ  นโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่อาจกระทบต่อการส่งออกไทย และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐ ที่อาจทำให้เงินทุนไหลออกและส่งผลให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น และยังก่อให้เงินความผันผวนในตลาดการเงินโลก ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ต่ำซึ่งจะเป็นผลให้ความต้องการภายในประเทศชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม จะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

ทั้งนี้ IMF แนะรัฐบาลไทยให้ดำเนินนโยบายที่ผสมผสานทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนปรน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน รวมถึงปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับแนวโน้มราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น ผู้สื่อข่าว Energy News Center : ศูนย์ข่าวพลังงาน รายงานว่า ขณะนี้ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นโดยมีปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันส่วนเกินที่กดดันตลาดน้ำมันโลกมาเกือบ 3 ปีนั้น กำลังจะลดลงและตลาดจะเข้าสู่จุดสมดุลในปีนี้ แม้ว่าจะล่าช้ากว่าไปกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า

ทั้งนี้ ทบวงพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่า แม้ว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อทำให้ปริมาณน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกลดลงแต่ถ้ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก ยังคงลดกำลังการผลิตต่อไปจนถึงเดือนมิถุนายนตามที่วางแผนไว้ ก็อาจทำให้ตลาดน้ำมันอาจเข้าสู่ภาวะขาดดุลหรืออุปทานน้อยกว่าอุปสงค์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ได้  โดยหากเป็นไปตามคาด ตลาดจะอยู่ในภาวะขาดดุลประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวัน

ย่างไรก็ตาม กลุ่มโอเปกและประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่นอกกลุ่มโอเปก จะมีการประชุมกันในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เพื่อพิจารณาและทบทวนข้อตกลงการลดกำลังการผลิตและหารือร่วมกันว่าจะขยายการลดกำลังการผลิตดังกล่าวออกไปว่าจากเดิมสิ้นสุดในเดือนออกไปจนถึงสิ้นปีหรือไม่

https://www.imf.org/en/News/Articles/2017/03/14/PR1781-Thailand-IMF-Staff-Concludes-2017-Article-IV-Visit