ค้นหาด้วย ' เอทานอล ' ทั้งหมด 2 รายการ
พลังงานแจงประเด็นราคาเอทานอล หวังช่วยเกษตรกร ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ

พลังงานแจงราคาเอทานอลที่ผลิตในประเทศสูงกว่าราคานำเข้าจากบราซิลไม่มาก ระบุรัฐมีนโยบายส่งเสริมการผลิตเอทานอลในประเทศแทนการนำเข้า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ หลายรอบ อีกทั้งช่วยทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า  ฝ่ายประชาสัมพันธ์กระทรวงพลังงานได้มีการทำข้อมูลชี้แจงบทความของนายประสาท มีแต้ม นักวิชาการอิสระ หัวข้อ” เมื่อดูไบและเยอรมนีประมูลไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มได้ราคาต่ำกว่าผลิตจากถ่านหิน” ซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่3ก.ค.2559ที่ผ่านมา โดยมีข้อความตอนหนึ่งกล่าวเปรียบเทียบราคาเอทานอลในสหรัฐอเมริกาและบราซิลว่ามีราคาประมาณ 11 -14 บาทต่อลิตร แต่ราคาเอทานอลที่ผลิตได้ในประเทศไทยและคนไทยต้องจ่าย สูงถึง 23 บาทต่อลิตร  โดยเห็นว่าข้อมูลราคาเอทานอลดังกล่าวอาจจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นผิด เพราะผู้เขียนไม่ได้ใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง และไม่ได้มีการอธิบายถึงเหตุผลในการดำเนินนโยบายการส่งเสริมพลังงานทดแทนที่เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพของภาครัฐ ประกอบการนำเสนอข้อมูลราคาดังกล่าว

โดยเนื้อหาในการชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้องนั้น  ระบุถึงข้อมูลราคาเอทานอล ของประเทศบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่ของโลก เฉลี่ยย้อนหลังนับตั้งแต่เดือนม.ค.2557 ถึงเดือน มิ.ย.2559  ว่าอยู่ที่17.55 บาทต่อลิตร ไม่ใช่ราคา11-14 บาทต่อลิตร   ทั้งนี้มีบางเดือนที่ราคาเอทานอลปรับลดลงต่ำสุด อยู่ที่ 12.91 บาทต่อลิตร คือเดือนก.ย.2558 และก็มีบางเดือนที่ราคาสูงสุด อยู่ที่22.36 บาทต่อลิตร คือเดือน เม.ย.2557  ทั้งนี้หากมีการนำเข้าเอทานอลจากบราซิล มายังประเทศไทย จะต้องมีการบวกค่าขนส่ง เพิ่มขึ้นอีก ทำให้ราคาเฉลี่ยเอทานอล อยู่ที่21.55 บาท ซึ่งก็มีระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาเอทานอลที่ผลิตในประเทศไทย อยู่ที่ประมาณ23บาทต่อลิตร ไม่มากนัก

การที่ราคาเอทานอล ที่สหรัฐอเมริกาและบราซิลมีราคาที่ต่ำกว่า ราคาเอทานอลในประเทศไทย เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ทำเอทานอลมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เพราะมีการปลูกอ้อยในพื้นที่ขนาดใหญ่ ได้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงกว่า ในขณะที่เอทานอลของไทยผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง  ที่รัฐมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ราคาผลผลิตที่สูงขึ้น จึงมีต้นทุนที่สูงกว่าเมื่อขายผลผลิตเข้าสู่โรงงาน   ทั้งนี้การส่งเสริมพลังงานทดแทนที่เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศ ในภาพรวมนั้นช่วยให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในประเทศหลายรอบ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผล นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานเพราะทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ

ทั้งนี้หากภาครัฐไม่มีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนที่เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างเอทานอล และใช้เอทานอลนำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาเพราะเห็นว่ามีราคาที่ถูกกว่า ที่ผลิตได้เอง ในประเทศ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังก็จะได้รับผลกระทบ และผู้ประกอบการโรงงานผลิตเอทานอล ที่ช่วยได้เกิดการจ้างงานและจ่ายภาษีให้กับรัฐ ก็จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และต้องเลิกกิจการไปในที่สุด  รัฐจึงต้องมองผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภาพรวม มากกว่ามองเฉพาะเรื่องของราคานำเข้า  ซึ่งก็มีตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นแล้วว่า ไม่ได้มีราคาแตกต่างกันมากเป็น10บาทต่อลิตร อย่างที่มีการนำเสนอผ่านบทความดังกล่าว  

พลังงานเล็งปรับเพิ่มเป้าหมายการใช้เอทานอลปี 61 เป็น 4.3 ล้านลิตรต่อวัน

กรมธุรกิจพลังงาน เตรียมประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายการใช้เอทานอลของประเทศ ปี 2561 ขึ้นเป็น 4.3 ล้านลิตรต่อวัน หลังพบประชาชนใช้น้ำมัน E20 และ E85 เพิ่ม พร้อมหนุนเอกชนประมูลข้าวเสื่อมทำเอทานอล ด้านผู้ประกอบการติงรัฐเปิดประมูลข้าวเสื่อมกระชั้นชิด ผู้ผลิตขอประเมินคุณภาพก่อนตัดสินใจร่วมยื่นซองประมูล 26 เม.ย.นี้หรือไม่

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมปรับเพิ่มเป้าหมายการใช้เอทานอลของประเทศในปี 2561 เป็น 4.2-4.3 ล้านลิตรต่อวัน จากเป้าหมายการใช้ในปี 2560 ที่ 4 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์E20 ของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนหันมาสนใจใช้แก๊สโซฮอล์ E20 กันมากขึ้น ขณะนี้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มขึ้น10% เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ยอดใช้เอทานอลในปี 2559 อยู่ที่ 3.6-3.8 ล้านลิตรต่อวัน ประกอบกับยอดการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 เริ่มขยับสูงขึ้นถึง 1 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มียอดใช้อยู่ 8-9 แสนลิตรต่อวัน

นอกจากนั้น กรมฯได้ประสานกับผู้ผลิตเอทานอลมา เพื่อให้เข้าร่วมประมูลนำส่วนข้าวเสื่อมคุณภาพมาผลิตเอทานอล และยังเป็นการช่วยระบายข้าวเก่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศด้วย โดยคาดราคาข้าวเสื่อมคุณภาพที่จะประมูลนั้น อาจมักราคาต่ำตามคุณภาพของข้าว และอาจต่ำกว่าราคามันสำปะหลังที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล สำหรับราคามันสำปะหลังขณะนี้ถือว่ามีราคาตกต่ำอยู่ที่ 1-2 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมเคยได้ที่ราคากว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม 

นายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอเอทานอล จำกัด และในฐานะนายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง กล่าวว่า ผู้ผลิตเอทานอลสนใจโครงการเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 1.037 ล้านตัน  ซึ่งเป็นข้าวที่มีอายุการเก็บรักษาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป หรือเป็นข้าวคุณภาพเสื่อม ข้าวผิดชนิด ผิดมาตรฐาน แต่จะเข้าร่วมยื่นซองเอกสารคุณสมบัติผู้เสนอราคาซื้อ ในวันที่ 26 เม.ย. 2560 นี้หรือไม่นั้น ยังต้องรอประเมินความคุ้มค่าอีกครั้ง หลังจากที่ส่งทีมงานลงพื้นที่ไปตรวจสอบคุณภาพข้าวในแต่ละโกดังภายในสัปดาห์นี้ก่อน

"หลังจากได้รับฟังกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงหลักเกณฑ์และเงื่อนไข(TOR)เปิดประมูลข้าวคุณภาพเสื่อมเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา และจะประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลวันที่ 28 เม.ย. นั้น กลุ่มผู้ผลิตเอทานอล เห็นตรงกันว่า การเปิดประมูลครั้งนี้ มีระยะเวลากระชั้นชิดเกินไป แม้ว่าที่ผ่านมาผู้ผลิตเอทานอลจะแสดงความพร้อมในการรับซื้อข้าวเสื่อมเพื่อนำไปผลิตเอทานอล แต่ก็ยังไม่เคยเห็นคุณภาพสินค้ามาก่อน"

ดังนั้น การเปิดยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 26 เม.ย.2560 นี้ จึงตอบไม่ได้ว่าจะมีผู้สนใจร่วมประมูลกี่ราย เพราะข้าวที่เก็บไว้ในโกดังกระจายอยู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนบน และภาคกลาง ซึ่งขั้นตอนการเปิดประมูลที่กระชั้นชิด ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถไปตรวจสอบคุณภาพข้าวได้ทั่วถึงทุกโกดัง จึงคาดว่า ผู้ผลิตเอทานอล คงจะเข้าร่วมประมูลข้าวในโกดังที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ตั้งโรงงานเอทานอลที่ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพและความคุ้มค่าแล้ว โดยผู้ผลิตเอทานอล จะต้องประเมินความเสี่ยงจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากรับซื้อข้าวล็อตดังกล่าวมาแล้ว เนื่องจากเงื่อนไข(TOR)กำหนดว่า ข้าวที่รับซื้อไปแล้วไม่สามารถยกเลิก หรือ คืนสินค้าได้ ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตเอทานอล มีความกังวลคุณภาพข้าวว่าเสื่อมในระดับใด และเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งที่เหลืออยู่ยังสามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลได้หรือไม่ เพราะข้าวดังกล่าวเก็บไว้ในโกดังนานกว่า 5 ปี

นายเดชพนต์ กล่าวว่า ราคาประมูลข้าวคุณภาพเสื่อมล็อตนี้จะเป็นการเสนอราคาที่ต่ำ เพราะการนำข้าวเลื่อมไปผลิตเอทานอลต้องเปรียบเทียบราคากับมันสำปะหลัง และปัจจุบันราคามันสด ตกต่ำลงอยู่ที่กิโลกรัมละ 1.60-1.70 บาท ดังนั้นราคาประมูลข้าวเสื่อมจะตกต่ำกว่าราคามันสด

"การซื้อมันสด ไปผลิตเอทานอลผู้ประกอบการยังมั่นใจได้ว่า มีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งที่จะนำไปหมักเป็นเอทานอลแน่นนอน แต่ข้าวคุณภาพเสื่อม ยังไม่มั่นใจว่าในแต่ละโกดังจะมีการปลอมบน หรือ มีเปอร์เซ็นต์แป้งเหลืออยู่ระดับใด  แต่คาดว่าราคาประมูลคงต่ำกว่าราคามันสดราว20-30% เท่านั้น หรือไม่น่าต่ำกว่ากิโลกรัมละ 1 บาท"

ทั้งนี้ ข้าวคุณภาพเสื่อมที่นำมาเปิดประมูลราว 1 ล้านตัน หากมีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งเท่ากับมันสำปะหลัง เมื่อนำไปหมักเป็น    เอทานอล จะสามารถทดแทนมันสำปะหลังได้ 1 ใน 4 ของปริมาณมันสำปะหลังที่ต้องใช้ผลิตเอทานอลอยู่ที่ 3 -4 ล้านตันต่อปี