ค้นหาด้วย ' อารีพงศ์ ' ทั้งหมด 26 รายการ
บทพิสูจน์โรงไฟฟ้าถ่านหินช่วยเกาหลีใต้มีต้นทุนค่าไฟต่ำ ความมั่นคงพลังงานสูง

 แม้ว่ากระแสของโลกหลังการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP 21) ที่กรุงปารีส จะมุ่งทิศทางไปสู่การลงทุนที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญหนึ่งของสภาวะโลกร้อน แต่นโยบายด้านพลังงานของประเทศพัฒนา โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ก็ยังไม่มีประเทศใดที่ทิ้งการลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะเหตุผลสำคัญที่คือเชื้อเพลิงถ่านหิน นั้นมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงหลักที่ดูสะอาดกว่าอย่างก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานทดแทนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม

 เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงถึง95.7%(ข้อมูลปี2556จากKorea Energy Economics Institute)ดังนั้นการวางแผนนโยบายด้านพลังงานจึงให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเทคโนโลยีที่สามารถจัดการเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ สัดส่วนของพลังงานในภาพรวมจึงมีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างดี โดย น้ำมันมีสัดส่วน 37.8% พลังงานถ่านหิน 29-30% ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ประมาณ 18.7% พลังงานนิวเคลียร์ 10.4%  ส่วนพลังงานทดแทนต่างๆ มีสัดส่วน 3.2% และพลังงานน้ำมีสัดส่วน 0.6%

ปี2556 เกาหลีใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ86,969เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปี2504 ที่มีกำลังการผลิตเพียง367เมกะวัตต์ แผนพลังงานแห่งชาติของเกาหลีใต้(Basic Plan for National Energy ) ช่วงปี2556-2578 วางแนวทางสำคัญที่จะลดปริมาณความต้องการใช้พลังงาน กระตุ้นระบบการจายไฟฟ้า ส่งเสริมการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลง20% โดยมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถึง22%-29% หรือมากกว่า1เท่าตัว จากที่มีอยู่แล้วจำนวน23โรง นั่นเพราะเกาหลีใต้มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของตัวเอง และเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนจาก3.2%เป็น11% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เกาหลีใต้ไม่ได้เลิกหรือลดสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

 เมื่อวันที่ 9-12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย เดินทางไปศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินดังจิน ที่เกาหลีใต้  เพื่อศึกษาศักยภาพระบบบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม และนำมาปรับใช้ให้สอดรับกับแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวที่ไทยอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการตามแผน  

Dr.Park Kihyun  ผู้แทนจากKorea Energy Economics Institute(KEEI)ซึ่งเป็นผู้บรรยายให้กับคณะดูงาน กล่าวว่า เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะในอดีตประเทศไม่ได้มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเหมือนในปัจจุบัน และเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า90% การวางนโยบายด้านพลังงานจึงให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกและไม่เป็นภาระให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ  โดยถ่านหินถือเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของเกาหลีใต้

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเกาหลีใต้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ60วอนต่อหน่วย ,ถ่านหินอยู่ที่ประมาณ70วอนต่อหน่วย และก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ150วอนต่อหน่วย ซึ่งการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงหลักที่เน้นไปที่ถ่านหินและนิวเคลียร์ ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าของเกาหลีใต้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ110วอนต่อหน่วย(ประมาณ3บาทเศษต่อหน่วย ต่ำกว่าประเทศไทย) โดยที่รัฐส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้ใช้ไฟฟ้าถูกกว่าภาคครัวเรือนคือประมาณ80วอนต่อหน่วย เพื่อให้อุตสาหกรรมหนักที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสามารถเกิดขึ้นได้

โรงไฟฟ้าดังจิน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ บริหารจัดการโดยบริษัทEast West Power(EWP) เดิมเป็นโรงไฟฟ้าขนาด4,000เมกะวัตต์ มี8หน่วยการผลิต ใช้ทั้งถ่านหินลิกไนต์และบิทูมินัสวึ่งนำเข้าทั้งหมดจากต่างประเทศเป็นเชื้อเพลิง เริ่มดำเนินการผลิตมาตั้งแต่พ.ศ.2542 ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก2,000เมกะวัตต์ แบ่งเป็น2หน่วยการผลิต ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าว กลายเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในเอเซีย

โรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงคือUltra Super Critical –USC ที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงด้วย  โดยเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยเช่นเดียวกับที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะมีการลงทุนที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ต้องพาคณะสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานที่โรงไฟฟ้าดังจินแห่งนี้ เพราะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่(ใหญ่กว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ3เท่า) ที่เดิมก่อนการก่อสร้างก็มีปัญหาการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากต้องมีการเวนคืนที่ดิน แต่บริษัทผู้ลงทุนมีวิธีการบริหารจัดการปัญหา และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่จนเกิดการยอมรับ ทำให้สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้สำเร็จ และชี้ให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่เป็นชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่100ครัวเรือนเป็น400ครัวเรือน

โรงไฟฟ้าดังจิน เข้ามามีบทบาทในการดูแลสวัสดิการและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า  โดยจัดสรรเงินจากค่าไฟฟ้าให้กับกองทุนปีละประมาณ5,400ล้านบาท ซึ่ง80%ดูแลประชาชนในรัศมี5กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าและอีก20%ดูแลทั้ง ชุมชนของเมืองดังจิน 

“สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากถึงเกือบ70% และถ่านหินประมาณ18% เพราะเรามีทรัพยากรก๊าซในประเทศ ซึ่งตรงกันข้ามกับเกาหลีใต้ แต่ในอนาคตที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศจะลดปริมาณลงเรื่อยๆ เราจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงโดยลดสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินมีการพัฒนาไปมากในการจัดการเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อม และโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ.มีแผนจะก่อสร้างทั้งที่จังหวัดกระบี่และที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา นั้น จะเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ในขณะเดียวกันเราก็มีการจัดตั้งเป็นกองทุนที่จะไปช่วยดูแลชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ในลักษณะเดียวกับกรณีโรงไฟฟ้าดังจิน ของเกาหลีใต้ ซึ่งจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างการยอมรับ” ดร.อารีพงศ์ กล่าว

การเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ได้ขัดแย้งกับกระแสCOP21ที่มุ่งเน้นพลังงานสะอาดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะในแผนบูรณาการพลังงานทั้ง5แผนที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบแล้วที่ใช้ในปี2558-2578 นั้น การลงทุนด้านพลังงานของประเทศจะดำเนินการแบบคู่ขนาน ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เต็มศักยภาพ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน

ประสบการณ์จากประเทศเกาหลีใต้ จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ได้เป็นผู้ร้ายที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดี  ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมของประเทศ  และยังเป็นเชื้อเพลิงหลักที่สร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ     - Energy News Center 

พลังงาน เตรียม2มาตรการส่งเสริมผลิตชีวมวลอัดแท่ง ทดแทนการใช้ก๊าซLPGในภาคอุตสาหกรรม
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  กระทรวงพลังงานเตรียม 2 มาตรการที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ ให้นำเศษวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน เพื่อลดปัญหาการเผาทำลายจนกลายเป็นหมอกควัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งได้แก่ 1. สนับสนุนด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง ด้วยการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการลงทุน และ 2. สนับสนุนเงินลงทุนบางส่วนให้ผู้ประกอบการ ที่ต้องการเปลี่ยนเฉพาะหัวเผาหม้อไอน้ำ เพื่อให้สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดได้ โดยสนับสนุนในอัตรา 30% แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อแห่ง (นำร่อง 100 แห่งทั่วประเทศ) โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์ผู้ที่จะยื่นข้อเสนอขอรับการสนับสนุน
 
ทั้งนี้ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ทำการศึกษาวิจัยและนำร่องก่อสร้างโรงงานต้นแบบผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งขึ้น โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ ได้แก่ เปลือก ลำต้น ใบ และซังข้าวโพด มาทดลองผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง ใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซ LPG และน้ำมันเตาในภาคอุตสาหกรรม   ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งจากของเหลือใช้จากข้าวโพด หรือ Corn Pellet ที่ผลิตได้ มีคุณภาพดี ให้ความร้อนสูง ขี้เถ้าน้อย และต้นทุนไม่สูงมากเกินไป ที่สำคัญ สามารถลดการเผาเปลือกและซังข้าวโพดในพื้นที่โล่งของ อ.แม่แจ่ม ได้ถึง 2,000 ตัน/ปี ช่วยลดฝุ่น และทำให้คุณภาพอากาศโดยรอบดีขึ้น 
 
“จากผลสำเร็จในโครงการฯ กระทรวงพลังงาน จะมีการขยายผลพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งเพิ่มขึ้น ให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซ LPG และน้ำมันเตา เพื่อลดต้นทุนพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามเป้าหมายแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) และในอนาคต หากสามารถขยายผลใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนได้ ก็จะสามารถลดการเผาเปลือกและซังข้าวโพดได้มากถึง 585,000 ตันต่อปี ลดฝุ่นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สำคัญ ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคเหนือ สร้างรายได้เข้าประเทศอีกทาง” นายอารีพงศ์กล่าว

 

 

"อารีพงศ์" แง้มสเปคผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ต้องมีบทบาทเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ประธานบอร์ด กฟผ. ชี้ ผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ต้องปรับบทบาทนำพาองค์กรก้าวสู่ AEC และบริหารงานในมิติที่กว้างขึ้น หลังมุ่งการลงทุนในประเทศมานาน พร้อมลงทุนแบบก้าวกระโดด 5 หมื่นล้านบาทขยายสายส่งไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ เผย 25 เม.ย.เปิดให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่า กฟผ. แสดงวิสัยทัศน์

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และในฐานะประธานกรรมการ(บอร์ด)การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กฟผ.อยู่ระหว่างการสรรหาผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ แทนนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. คนปัจจุบันจะเกษียณอายุงานในเดือน มิ.ย. 2559นี้ โดยผู้ว่า กฟผ.คนใหม่จะต้องมีบทบาทในระดับสากลสูงขึ้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศก้าวสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ไปแล้ว ดังนั้นการบริหารองค์กรจะต้องมีมิติที่กว้างขึ้น เช่น การลงทุนใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าไปประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

ทั้งนี้กลยุทธ์เดิมของ กฟผ.ที่ผ่านมาจะมุ่งเน้นการพัฒนาและลงทุนด้านไฟฟ้าในประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มอาเซียนเป็น AEC แล้ว และกำลังจะเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าระหว่างกัน (อาเซียนกริด)  ซึ่งในด้านภูมิศาสตร์ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และมีบุคลากรด้านไฟฟ้าที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว  ดังนั้นผู้ว่า กฟผ.คนใหม่จะต้องดูในเรื่องการลงทุนไปต่างประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับหน่วยงานการไฟฟ้าของประเทศเพื่อนบ้านด้วย

“วันนี้ การเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าในอาเซียนเริ่มเห็นชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้ว และ กฟผ.จะต้องลงทุนเชื่อมโยงสายส่งไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่างบการลงทุนของ กฟผ.ภายในปี 2560 มีการลงทุนแบบก้าวกระโดด จาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 5 หมื่นล้านบาทในปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นการขยายและพัฒนาสายส่งไฟฟ้า ทั้งภายในประเทศเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าของไทยในอนาคต” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว

ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวด้วยว่า สำหรับคุณสมบัติผู้ว่า กฟผ. นั้น ควรเป็นบุคคลที่จะมาทำให้ กฟผ.เจริญเติบโตขึ้น มีภาวะความเป็นผู้นำ เป็นคนดี มีแผนงานการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ เพราะหากลงทุนไม่ดีจะกลายเป็นภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่กระทบต่อประชาชนได้  นอกจากนี้ต้องเป็นคนเก่ง สามารถต่อยอดรายได้ให้ กฟผ.ได้มากขึ้นจากทรัพย์สินที่ กฟผ.มีอยู่ 

“ การสรรหาผู้ว่ากฟผ.ครั้งนี้จะเห็นได้ว่า ผู้สมัครทั้งหมด 5 คน เป็นคนภายในองค์กร กฟผ.ทั้งหมด เนื่องจาก กฟผ. เป็นองค์กรที่มีการสร้างและพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี แต่สิ่งสำคัญจากนี้คือ ผู้ว่า กฟผ.คนใหม่จะต้องมองการบริหารที่กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ “นายอารีพงศ์กล่าวย้ำ   

 รายงานข่าวจาก กฟผ.แจ้งว่า หลังจากปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลในตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา มีผู้ยื่นขอรับการคัดเลือกจำนวน 5 คน โดยทั้งหมดเป็นผู้บริหารของ กฟผ. เองประกอบด้วย1.นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. 2.นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. 3.นายถาวร งามกนกวรรณ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. 4.นายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ รองผู้ว่าการบริหาร กฟผ. และ 5. นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ.    โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร จากนั้นจะเปิดให้แสดงวิสัยทัศน์เป็นเวลา 20 นาที ในวันที่ 25 เม.ย.2559 คาดว่าจะเสนอรายชื่อให้บอร์ด กฟผ.พิจารณาได้ในเดือน พ.ค.2559 นี้ จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ว่า กฟผ. คนใหม่ภายในวันที่ 12 มิ.ย. 2559 ต่อไป

สนพ.ชี้อาจเกิดพีคไฟฟ้าได้อีกในเดือนพ.ค.

สนพ.คาดเดือน พ.ค. อาจเกิดพีคไฟฟ้าได้อีก เหตุสภาพอากาศยังร้อนต่อเนื่อง ขณะ รมว.พลังงานยืนยันมีไฟฟ้าเพียงพอรองรับพีค เชื่อไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ระบุยังไม่ปรับแผนรณรงค์ประหยัดไฟฟ้า 

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ค. 2559 นี้ ประเทศไทยมีโอกาสเกิดสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง หลังจากเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดไปแล้วถึง 6 ครั้งในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความร้อนที่สะสมในแต่ละช่วงของสัปดาห์ด้วย แต่ยืนยันว่าประเทศไทยได้ผ่านช่วงอากาศร้อนที่สุด ซึ่งเกิดพีคไฟฟ้าขึ้นต่อเนื่องกัน4วัน (25-28เม.ย.)ไปแล้ว

 

สำหรับพีคไฟฟ้าปี 2559 นี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พีคไฟฟ้าเติบโตขึ้นกว่า 2,000 เมกะวัตต์ จากปรากฎการณ์เอลนิโญและลานีซึ่งหากเป็นปรากฎการณ์ดังกล่าวยาวนานอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและพีคไฟฟ้าของไทยในปีหน้าได้

 

ส่วนมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงานนั้น จะต้องทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง และส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่ารัฐเอาจริง ส่วนมาตรการใหม่ที่จะช่วยประหยัดไฟฟ้านั้น อาจมีการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมาช่วยในการประหยัดพลังานของประเทศได้ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นวิจัย และทดสอบความพร้อมของระบบ 

 

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ประเทศไทยมีสำรองไฟฟ้าเพียงพอรองรับพีคที่เกิดในปีนี้ได้แน่นอน และจะไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับขึ้น  ส่วนมาตรการที่ขอความร่วมมือประชาชนลดใช้ไฟฟ้า เช่น เพิ่มอุณภูมิเครื่องปรับอากาศจาก 25 องศา เป็น 26 องศา ในช่วง 14.00-15.00 น. ปิดไฟฟ้าที่ไม่ใช้ เป็นต้น นับเป็นมาตรการรณรงค์ขอความร่วมมือเท่านั้น และคงยังไม่ปรับเปลี่ยนแผนประหยัดพลังงานไปเป็นมาตรการบังคับ เพราะกระทรวงพลังานเข้าใจและเห็นใจประชาชนต่อสภาพอากาศปีนี้ที่ร้อนมากถึง 43-44 องศา แต่ขอความร่วมมือให้ลดใช้พลังงานลดวันละ 1 ชั่วโมงช่วงที่จะเกิดพีคไฟฟ้าเท่านั้น      

แหล่หาร 2 โดย โน้ส อุดม แต้พานิช

ย้อนอดีตกันสักนิดกับคลิปแหล่หาร 2 ของโน้ส อุดม แต้พานิช เฮฮาแบบมีสาระ  แฝงแง่คิดการใช้พลังงานอย่างรู้ค่าและประหยัด

เหมียวมั่นจอมประหยัดกับเจ้าทูเพื่อนซี้

เหมียวมั่นจอมประหยัดกับเจ้าทูเพื่อนซี้ ในภารกิจพิชิตค่าไฟ  ภายใต้โครงการรวมพลังหาร2ของกระทรวงพลังงาน

สนพ.จับมือ Home Pro ปลุกกระแสเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5

สนพ. จับมือ Home Pro ร่วมออกบูธกิจกรรม "รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์ ปี 2" ในงาน HomePro Fair 2016 เริ่ม 25-31 ก.ค. นี้ เน้นให้ความรู้ด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์เบอร์ 5

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ. ได้ร่วมมือกับบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ออกบูธ โครงการรวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์ ปี2 ภายในงาน HomePro Fair 2016 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ 25-31 ก.ค.2559 ณ ฮอลล์ 5-8  อิมแพค เมืองทองธานี

สำหรับการออกบูธดังกล่าวทาง สนพ. จะจัดให้ข้อมูลประโยชน์ของฉลากสินค้าประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  และให้ข้อมูลแบบเจาะลึกเรื่องการเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีค่า SEER สูง  การให้ความรู้เรื่องหลอดไฟ LED ที่ให้ความประหยัดไฟถึง 85%  โดยภายในงานพบกิจกรรมต่างๆ มากมาย  อาทิ ลุ้นรับเครื่องปรับอากาศขนาด 13,000 BTU จากกิจกรรม “Load Like Share ชิงแอร์” หรือเล่นเกมลุ้นรับหลอดไฟ LED 8 วัตต์ 

ทั้งนี้ สนพ.ตั้งเป้าหมายโครงการ รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์ ปี 2 ในปี 2559 ให้สามารถกระตุ้นทุกภาคส่วน ทั้งเอกชน ธุรกิจ SME รวมถึงภาคประชาชนตระหนักถึงการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ด้วยการลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าที่ได้ประสิทธิภาพสูงเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศและสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว โดยวิธีการ “เปลี่ยนใหม่” พร้อมกระจายข้อมูลบอกต่อความประหยัดไปอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านพลังงานให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต

นายณัฏฐ์ จริตชนะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า  หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของบ้าน ผู้บริโภคต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งแน่นอนว่าต้องมีฉลากเบอร์ 5  ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 นั้นมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 15 % และเป็นอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในงานนี้จะได้พบกับโปรโมชั่นมากมายจากผู้ผลิตสินค้าเบอร์ 5 กว่า  20 ราย และได้จัดทำโปรโมชั่นลดราคาพิเศษสูงสุดถึง 70% ในการดึงดูดผู้มาชมงานให้ได้เลือกซื้อหาสินค้าในราคาประหยัด และมั่นใจคนรุ่นใหม่มีความใส่ใจเรื่องพลังงานมากขึ้น และจะเลือกซื้อสินค้าที่มีความคุ้มค่าประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ งาน HomePro Fair 2016 จัดขึ้นตั้งแต่ 25-31 ก.ค. 2559 ณ ฮอลล์ 5-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี วันจันทร์–วันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 11.00 - 22.00 น. และวันศุกร์–วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โดยเฉพาะวันที่ 29-31 ก.ค. เปิดบริการถึงเวลา 24.00 น.

 

เปิดตัวแสตมป์ อภิวัชร์ พรีเซ็นเตอร์รวมพลังหาร2คนล่าสุด21ก.ย.นี้

แคมเปญ “รวมพลังหาร 2” ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)  พร้อมเปิดตัว แสตมป์–อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข ศิลปินหนุ่มขวัญใจวัยเกรียนและไม่เกรียน ในมาดหนุ่มรักษ์พลังงาน รักษ์โลก กับผลงานภาพยนตร์โฆษณา“รวมพลังหาร 2 ประหยัดชัวร์” ที่จะออนแอร์พร้อมกันทั่วประเทศ 21 ก.ย.นี้ 

ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ รู้จักคิด รู้จักใช้ “อย่างคุ้มค่า” ในแบบชีวิตหาร 2 และไลฟ์สไตล์ส่วนตัวที่เรียบง่าย มีมุมมองชีวิตแบบคิดบวก ทำให้ แสตมป์  ถูกเลือกให้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ภาพยนตร์โฆษณา ชิ้นนี้ ซึ่งในอดีต ภาพยนตร์โฆษณา ชุดรวมพลังหาร2 ล้วนเป็นที่ชื่นชอบและถูกกล่าวถึงจากผู้ชมทั้งประเทศมาแล้ว 

สนพ.ชวนคนไทย ใช้ “ชีวิตหาร 2 ลดครึ่ง ใช้ครึ่ง” ตลอดปี 2560

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  (สนพ.) กระทรวงพลังงาน รณรงค์คนไทยใช้ชีวิตหาร 2 ปี 2560 ด้วยแนวคิด “ชีวิตหาร 2 ลดครึ่ง ใช้ครึ่ง ประหยัดชัวร์” เน้นใช้ทรัพยากรพลังงานอย่างรู้คุณค่า

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  สนพ. ยังคงเดินหน้าโครงการ “รวมพลังหาร 2” รณรงค์ให้คนไทยตระหนักรู้คุณค่าพลังงาน ใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 นี้ สนพ.คาดว่าจะมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น จึงขอเชิญชวนคนไทยร่วมใจกันประหยัดพลังงาน และร่วมสืบสานพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 นำปรัชญาเรื่องความพอเพียงมาสู่ชีวิตประจำวัน ซึ่งการใช้ชีวิตพอเพียงตามปรัชญานี้เปรียบเสมือนการใช้ชีวิตหาร 2 หรือการประหยัดพลังงานในแบบที่ทุกคนสามารถทำได้ อาทิ  การตรวจเช็คสภาพรถยนต์ก่อนเดินทาง เพื่อประหยัดน้ำมัน หรือใช้รถสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว รวมถึงการใช้สิ่งของที่มีอย่างคุ้มค่า ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ ดร.ทวารัฐ ยังฝากข้อคิดไว้ว่า การใช้ชีวิตหาร 2 คือ การลดครึ่ง-ใช้ครึ่ง โดยลดครึ่งในส่วนที่ไม่จำเป็น และใช้แค่ครึ่งในส่วนแค่ที่ควรใช้ เพราะฉะนั้น ลดครึ่งใช้ครึ่ง ยิ่งลดเหมือนยิ่งได้ ความสบายไม่ลดลง ซึ่งคำว่า ความสบายไม่ลดลง มาจากการที่ได้นำเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวันมาช่วยในการที่จะเลือกใช้หรือเลือกไม่ใช้พลังงานได้มากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันมีส่วนเกื้อหนุนให้สามารถเลือกลดครึ่งหรือใช้ครึ่ง ในขณะที่ความสบายไม่ได้ลดลง

ติดตามความก้าวหน้าของนวัตกรรมต่างๆ ด้านการจัดการพลังงาน ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  www.eppo.go.th และ Fan Page รวมพลังหาร 2

เอ็กโกกรุ๊ปจับมือกระทรวงพลังงาน สพฐ. สร้างเครือข่ายต้นแบบโรงเรียนและครูให้ความรู้ด้านพลังงาน

เอ็กโก กรุ๊ป จับมือ กระทรวงพลังงาน และสพฐ สร้างเครือข่ายต้นแบบ โรงเรียนและครู ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เข้าถึงนักเรียนกว่า 5 หมื่นคน

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกับบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สร้างเครือข่ายต้นแบบ "โรงเรียนและครู" ที่ให้ความรู้ด้านพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน และสามารถขยายผลไปสู่สังคมวงกว้าง โดยดำเนินการมาต่อเนื่อง 3 ปี (2556-2558) ภายใต้โครงการ พลังงานเพื่อชีวิต ลดโลกร้อน ด้วยวิถีพอเพียง 

ทั้งนี้ได้มอบรางวัลให้  5 โรงเรียนต้นแบบพลังงานเพื่อชีวิต และ 18 ครูต้นแบบ ต้นทางความรู้ ซึ่งคัดเลือกจาก 60 โรงเรียนทั่วประเทศที่ร่วมโครงการฯ ที่สามารถบูรณาการการเรียนการสอนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานด้านวิชาการได้อย่างกลมกลืน นำไปสู่การปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตของโรงเรียน และเป็นการปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนด้วย 

"กระทรวงพลังงานคาดหวังให้มีตำราด้านพลังงานแทรกในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ชั้นพื้นฐาน อาชีวะ แต่ไม่อยากให้เป็นการบังคับ แต่อยากให้รู้ด้วยจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม ซึ่งโครงการนี้ทำให้นักเรียนสนใจด้านพลังงานมากขึ้น เข้าใจและถ่ายทอดการอนุรักษ์พลังงานการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพไปสู่ครอบครัวและสังคมได้มากขึ้นด้วย แต่ผมอยากให้ลงลึกมากกว่านี้ ให้ก้าวไปสู่วิชาชีพในอนาคตได้ด้วย" พล.อ.อนันตพร กล่าว

นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า ต้องการให้เกิดการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วม โดยเอ็กโก ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ของแต่ละหน่วยงานไปสู่โรงเรียนและครู ซึ่งเป็นต้นทางการเรียนรู้ของสังคมไทย และขยายไปสู่ชุมชนในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้โรงเรียน ครู เยาวชนและชุมชน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายในระดับท้องถิ่นเพื่อเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งต่อไป

"ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาโรงเรียนและครูที่ร่วมโครงการได้สร้างสรรค์ผลการเรียนรู้โดยใช้ 3 เครื่องมือ คือ หลักการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ แผนที่วิถีพอเพียง และการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งก่อให้เกิดจิตสำนึกการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้พอเพียงและสอดคล้องกับวิถีท้องถิ่น ต่อไปเอ็กโกจะขยายผลไปยังโรงเรียนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าในกลุ่มเอ็กโก และให้โรงไฟฟ้าเอ็กโกเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานต่อไปด้วย"นายชนินทร์ กล่าว

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า โครงการโรงเรียนและครูต้นแบบทำให้เกิดความร่วมมือส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเกิดการสร้างสรรค์การเรียนรู้ด้านพลังงานหลายรูปแบบ ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสรารด้านพลังงานของประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานต่อไป

โดยโครงการดังกล่าวมี 60 โรงเรียนทั่วประเทศร่วมโครงการ และเกิดเป็นเครือข่ายครูจำนวน 806 คน และโรงไฟฟ้าในกลุ่มเอ็กโก ถือเป็นหนึ่งในแหล่งการเรียนรู้ด้านพลังงาน มีการสร้างสรรค์ 243 แผนการเรียนการสอนที่บูรการแนวคิด พลังงานเพื่อชีวิต ลดโลกร้อนด้วยวิถีพอเพียง  ช่วยเปิดวงจรความคิดด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมรอบด้านให้เยาวชนถึง 50,580 คน 

สำหรับโรงเรียนต้นแบบพลังชีวิตฯ ที่ได้รับรางวัล 5 โรงเรียน ได้แก่ ระดับประถมศึกษาที่ได้รางวัลระดับดีเยี่ยม ได้แก่ โรงเรียนบ้านหว้า จ.ขอนแก่น และระดับดีเด่น ได้แก่  โรงเรียนบ้านสันป่าสัก จ.เชียงใหม่ ส่วนระดับมัธยมศึกษา ที่ได้รางวัลระดับดีเยี่ยม ได้แก่ โรงเรียนแม่สะเรียง "บริพัตรศึกษา" จ.แม่ฮ่องสอน และระดับดีเด่น ได้แก่ โรงเรียนเทพสถิตวิทยา จ.ชัยภูมิ และโรงเรียนบุญเรืองวิทยาคม จ.เชียงราย