ค้นหาด้วย ' อนุรักษ์พลังงาน ' ทั้งหมด 6 รายการ
รู้จักดร.อ๋อย"ครูไทยหัวใจพลังงาน"

เรื่องของพลังงาน(Energy)นั้นเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของทุกคนตั้งแต่ตื่นเช้ายันเข้านอน  และในสถานการณ์ความต้องการใช้พลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกวันตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ  ก็ยิ่งทำให้หลายคนเป็นห่วงกังวลกับการจัดหาพลังงานที่มีอยู่ในปัจจุบันว่าจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในอนาคตหรือไม่ เพราะประเทศไทยนั้นเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ

คนไทยทุกคนนั้นต่างมีส่วนที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศได้ด้วยการช่วยกันประหยัดการใช้พลังงาน หรือใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อที่จะช่วยลดรายจ่ายของประเทศจากการที่ต้องนำเข้าพลังงาน ที่แต่ละปีมีมูลค่ามากกว่าล้านล้านบาท ที่สำคัญคือไม่สร้างภาระต้นทุนทางด้านพลังงานเอาไว้ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน

Energy News Center มีโอกาสได้พูดคุยกับหนึ่งในคนไทย ที่เป็นฟันเฟืองหนึ่งในสังคม ที่รณรงค์เรื่องการอนุรักษ์พลังงาน ให้เข้ากับการเรียนการสอนเด็กๆได้อย่างน่าสนใจในแต่ละวัน  ดร.ศศิธร ศรีพรหม หรือ”ครูอ๋อย”ของเด็กนักเรียน โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา และบางช่วงเวลาก็เป็น”อาจารย์อ๋อย”ของนิสิตที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อได้รับเชิญให้ไปบรรยายพิเศษ

 ดร.อ๋อย ให้ข้อคิดมุมมองต่อการประหยัดพลังงานที่ใช้สอดแทรกเข้าไปกับเนื้อหาวิชาเรียนที่ใช้สอนเด็กและบรรยายกับนิสิตนักศักษา ตามแต่ละโอกาสว่า

"การประหยัดพลังงานสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งหลับตอนเย็น เช่น ตื่นมาต้องเปิดไฟ เราก็ควรเปิดเท่าที่จำเป็น ใช้ไฟฟ้าหรือแก๊สทำกับข้าวหุงหาอาหารก็ควรใช้อย่างประหยัด ขับรถไปทำงานก็ขับแบบประหยัดไม่ขับเร็วเกินไป ถึงที่ทำงานก็ต้องใช้วัสดุการเรียนการสอน โดยการนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การให้นักเรียนนำสมุดเล่มเก่าที่เหลือจากปีที่ผ่านมานำมาใช้จดงานต่อได้ โดยไม่ต้องซื้อสมุดเล่มใหม่ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เราสามารถช่วยกันประหยัดได้แก่ กลับถึงบ้านตอนเย็นก็เป็นช่วงที่เราต้องพักผ่อนโดยการเปิดทีวี วิทยุ เครื่องเสียง คอมพิวเตอร์ เครื่องไฟฟ้าต่างๆ ก็ควรจะเปิดเท่าที่จำเป็น ไม่ควรเปิดพร้อมกันทีเดียวหลายอย่างโดยที่ไม่ได้ใช้งาน นอกจากจะเป็นการช่วยกันประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยประหยัดรายจ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วย การทำบ่อยๆ จนเกิดความเคยชินก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่ปัญหาที่น่าเบื่อหน่ายหรือน่ารำคาญอะไร ตรงข้ามกลับเป็นเรื่องดีทั้งต่อชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมได้อย่างสบาย"

ในฐานะนักวิชาการที่คลุกคลีอยู่กับงานวิจัย/วิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์ของลูกศิษย์จำนวนมาก ดร.อ๋อย ปรับวิธีการทำงานโดยแนะนำนิสิตให้ช่วยกันประหยัดเรื่องการใช้กระดาษทำเอกสารทางวิชาการ ที่สามารถใช้กระดาษสองหน้านำมาจัดทำร่างเอกสารทางวิชาการก่อนใช้ฉบับจริง ซึ่งช่วยลดปัญหาการสิ้นเปลืองเงินและพลังงานได้จำนวนมาก

บางข้อคิดจาก ดร.อ๋อย ในช่วงเวาการสนทนาเพียงสั้นๆ ย้อนให้เราได้คิดต่อว่า การอนุรักษ์พลังงานเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ถ้าเราเป็นคนที่มีใจอนุรักษ์ คือคิดแล้ว พูดแล้ว ต้องลงมือทำให้เป็นตัวอย่างด้วยจึงจะเกิดเป็นผล

 

ชงกพช.เจรจารายเดิมบริหารแหล่งสัมปทานหมดอายุ
กระทรวงพลังงานเตรียมชง กพช.พิจารณา 2 แนวทางสำหรับสัมปทานปิโตรเลียมเดิมที่จะหมดอายุ ชี้เจรจารายเดิมเรียกผลประโยชน์ให้รัฐเพิ่มเป็นขั้นแรก หากไม่เป็นผลจะเปิดประมูลแทน 
  
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอ  2 แนวทางสำหรับสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี2565 และ2566 ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในวันที่ 30 พ.ค. 2559
 
โดยแนวทางแรกนั้น กระทรวงพลังงานจะใช้วิธีเจรจากับผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมรายเดิมที่จะหมดอายุ ได้แก่ บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งมีแหล่งก๊าซฯเอราวัณจะหมดอายุในเดือน เม.ย. 2565 และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ซึ่งมีแหล่งก๊าซฯบงกช จะหมดอายุในเดือน มี.ค. 2566 โดยทั้งมีกำลังผลิตก๊าซฯรวมวันละ 3,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต 
 
อย่างไรก็ตามการเจรจาจะอยู่บนพื้นฐานที่รัฐจะต้องได้ผลประโยชน์ที่มากกว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์ 3 โดยระดับที่ภาครัฐพอใจคาดว่ารัฐจะต้องได้สัดส่วนผลประโยชน์ 80% และผู้รับสัปทานได้ 20% ซึ่งมากกว่าระบบไทยแลนด์ 3 เดิมที่รัฐได้ผลประโยชน์ 70% ผู้รับสัมปทานได้ 30% 
 
ส่วนแนวทางที่ 2 คือการเปิดประมูลใหม่ แต่หากผู้ชนะประมูลไม่ใช่รายเดิมที่ดำเนินการอยู่แล้ว จะต้องไปเจรจากับรายเก่า เพื่อทำให้ปริมาณผลิตก๊าซฯอยู่ในระดับเท่าเดิมอย่างต่อเนื่อง แต่หากไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง อาจต้องแก้ไขโดยการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)จากต่างประเทศมาทดแทน 
 
พล.อ.อนันตพร กล่าวด้วยว่า หาก กพช. เห็นชอบแล้ว กระทรวงพลังงานจะเริ่มเข้าไปเจรจา และนำผลที่ได้ไปเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการปิโตรเลียมอีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป  
 
"กระทรวงพลังงานได้พิจารณาแล้ว สำหรับสัมปทานปิโตรเลียมเดิมที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 โดยแนวทางที่ไม่ทำแน่นอน คือการที่ภาครัฐจะเข้าไปดำเนินการเอง เพราะรัฐไม่มีงบประมาณมากขนาดนั้น คงต้องเปิดให้เอกชนดำเนินการ แต่กำหนดไว้เหลือเพียง 2 แนวทาง คือ เจรจากับรายเดิม เพื่อให้เสนอผลประโยชน์ให้รัฐมากขึ้น โดยใช้ระบบสัมปทานไทยแลนด์3 เป็นพื้นฐาน และหากเจรจาไม่เป็นผลก็จะเปิดประมูลแทน"พล.อ.อนันตพร กล่าว
 
ส่วนการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนของคณะกฤษฎีกา และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทั้งนี้คาดว่าจะเปิดให้เอกชนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้ภายในปลายปี
พลังงานเร่งปรับแผนอนุรักษ์ เตรียมถกคมนาคมทำแผนแม่บทลดใช้พลังงานภาคขนส่ง

กระทรวงพลังงาน เร่งปรับแผนอนุรักษ์พลังงาน หวั่นไม่บรรลุเป้า 30% เตรียมหารือกระทรวงคมนาคม ทำแผนแม่บทลดใช้พลังงานภาคขนส่ง เล็งถก 3 การไฟฟ้าออกมาตรการประหยัด

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมปรับแนวทางด้านการอนุรักษ์พลังงานประเทศใหม่ เนื่องจากปัจจุบันพบว่าการลดใช้พลังงานยังดำเนินการไปได้ช้ามาก และอาจไม่บรรลุแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558-2579 ที่กำหนดลดสัดส่วนการใช้พลังงานลง 30% หรือ ต้องลดการใช้พลังงานลงไม่น้อยกว่า 51,700 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ต่อปี ภายในปี 2579 ซึ่งปัจจุบันลดได้ประมาณ 8% ของแผน หรือเพียง 4,400 ktoe เท่านั้น

เบื้องต้นกระทรวงพลังงานเตรียมหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม เพื่อจัดทำแผนแม่บทการลดใช้พลังงานในภาคขนส่ง เนื่องจากที่ผ่านมาแผนลดใช้พลังงานในภาคขนส่ง ไม่บรรลุผลการประหยัดมากที่สุด เพราะไม่ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคมอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่า นายอารีพงศ์​ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เรียกประชุม 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ "มาตรการบังคับใช้เกณฑ์ Energy Efficiency Resources Standards หรือ EERS สำหรับธุรกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่" ซึ่งเป็นมาตรการที่ผู้ผลิตไฟฟ้าจำเป็นต้องส่งเสริมให้ลูกค้าเกิดการประหยัดพลังงานให้มากขึ้น โดยจะมีการกำหนดแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดผลประหยัดต่อไป

"แผนประหยัดพลังงานในโรงงานอาคารควบคุมก็ยังดำเนินการอยู่ การส่งเสริมอาคารก่อสร้างใหม่ให้เกิดการประหยัดพลังงาน ก็เป็นไปตามแผน ส่วนที่ต้องปรับใหม่คือการอนุรักษ์พลังงานภาคขนส่ง มาตรการ EERS และมาตรการทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่ต้องสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น" แหล่งข่าวกล่าว

พร้อมกันนี้กระทรวงพลังงานยังมอบหมายให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ไปรวบรวมข้อมูลและแนวทางการปรับแผนอนุรักษ์พลังงานและนำมาเสนอต่อผู้บริหารกระทรวงพลังงานโดยเร็ว เพื่อนำมาปรับให้สอดคล้องกับการแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศหรือ PDP ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2560 ให้กระทรวงพลังงานปรับแผน PDP ประเทศใหม่อีกครั้ง

นักลงทุนเลือก ปตท. “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน”

“PTT” ได้รับรางวัล “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน” ประจำปี 2559 ด้าน ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้รับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน กลุ่มทรัพยากร

นางอัญชลี หวังวีระมิตร ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. (PTT) ได้รับรางวัล "สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน" (The Ultimate Popular Stock Award) สำหรับการคัดเลือกประจำปี 2559 ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการจัดโครงการประเมินความนิยมของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นสามัญบริษัทต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (2555 – 2559) โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกคือ เป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องของหุ้นในมือของนักลงทุนรายย่อย การเปิดเผยข้อมูลที่ดีและสม่ำเสมอ ผู้บริหารและกรรมการของบริษัทสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจที่โดดเด่น และไม่เคยถูกลงโทษจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำหรับปี 2559 นับเป็นปีที่ 2 ที่ ปตท. ได้รับรางวัลสุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน นับจากปี 2556 ซึ่งเป็นปีแรก

รางวัลสุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชนจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้มีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับการลงทุนและการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลปีละ 1 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 10 รางวัล ให้บริษัทที่ให้ความสำคัญในการให้ข้อมูลและดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นจนได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักลงทุนในการซื้อขายต่อเนื่อง โดยนอกจาก ปตท. ที่ได้รับรางวัล "สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน" ประจำปี 2559 แล้วนั้น ยังมี บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท.ที่ได้รับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน กลุ่มทรัพยากร อีกด้วย

สำหรับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน เป็นการแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร  กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค  กลุ่มธุรกิจการเงิน  กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม  กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มทรัพยากร กลุ่มบริการ  กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มหลักทรัพย์ตลาด mai โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1)บริษัทยอดนิยมของทั้งหมด 1 รางวัล 2)บริษัทยอดนิยมในแต่ละกลุ่มบริษัทในตลาดหลัก 8 กลุ่ม และตลาดหลักทรัพย์ mai อีก 1 กลุ่ม จำนวน 9 รางวัล

“รางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน" เป็นการตัดสินจากนักลงทุนอย่างแท้จริงประมาณ 4,000 ตัวอย่าง ตามหลักเกณฑ์ของยามาเนะ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สากลทั่วโลก โดยไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานใด และไม่ได้มุ่งหวังเป้าหมายเชิงพาณิชย์ แต่มุ่งหวังให้บริษัทมหาชนจดทะเบียน ได้ตระหนักถึงการสื่อสารให้นักลงทุน ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของตลาดทุน เพื่อให้ทราบข้อมูลข่าวสารอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งในแง่มุมของบริษัท การลงทุน และการทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ” นางอัญชลีกล่าว

“ปตท. ขอขอบคุณนักลงทุนจากทั่วประเทศที่ร่วมมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้กับ ปตท. ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ ปตท. รวมทั้งบริษัทในกลุ่ม ที่แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีความผันผวน และความท้าทายด้านเทคโนโลยี แต่ ปตท. พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และยังสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการดูแลผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล ซึ่งนักลงทุนถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่ ปตท. ให้ความสำคัญมาโดยตลอด” นางอัญชลีกล่าวทิ้งท้าย

วพม.รุ่น4จัดเสวนาวิชาการครั้งแรก "หลุมดำ..พลังงานไทย"

วพม.รุ่น4 จัดงานเสวนาวิชาการครั้งแรก ”หลุมดำ..พลังงานไทย” หวังสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ต่อ สาธารณะเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศ

ศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า งานเสวนาวิชาการ”หลุมดำ..พลังงานไทย” จะมีการจัดขึ้นในวันที่ 6ก.ค.2560  ที่ห้องSynergy Hall ชั้น6 อาคารซี ศูนย์เอนเนอยี คอมเพล็กซ์  ตั้งแต่เวลา9.00น.-13.30 น.โดยมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการกล่าวเปิดงาน และนายอารีศักดิ์  เสถียรภาพอยุทธ์ ประธานนักศึกษาหลักสูตรวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่(วพม.) รุ่นที่4 ซึ่งรับผิดชอบในการจัดงานเสวนาครั้งนี้ กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์

โดยไฮไลท์ ของงานเสวนาวิชาการครั้งนี้  จะมีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ประเทศไทยกับEnergy 4.0” โดยพล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  และการเสวนาเรื่อง”หลุมดำ..พลังงานไทย”โดยวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านพลังงาน และตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม นำโดย ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ ด้านพลังงาน และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน   นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ   ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์  นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์  และนายเจน  นำชัยศิริ  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.)  ดำเนินรายการโดย นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์  

ผู้ที่สนใจอยากจะเข้าร่วมงานเสวนาทางวิชาการครั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียด และติดต่อสำรองที่นั่ง ได้ที่E-Mail nipatsin@pteplus.com หรือโทร 086-941-6788  นิพัฒน์สิน  ตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่ทาง วพม.รุ่น4 กำหนด

สำหรับหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ (วพม.) นั้นเป็นหลักสูตรสำคัญของทางสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) (Thailand Energy Academy – TEA) ซึ่งเปิดอบรมมาแล้ว 4 รุ่น  โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ ที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับความสำคัญของพลังงานต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เสริมสร้างศักยภาพในการวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกิจพลังงานที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม ชุมชนวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้อย่างสร้างสรรค์ในเชิงองค์รวม เพื่อนำไปสู่การวางนโยบายด้านพลังงานและการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน รวมทั้งการสร้างเครือข่ายผู้นำในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม เพื่อการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้วิทยาการด้านพลังงาน

ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้ที่เข้าอบรมในหลักสูตร วพม.แต่ละรุ่น  จะเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ ระดับเทียบเท่าข้าราชการพลเรือนระดับชำนาญการ (ระดับ 6 และ 7)จากองค์กร ภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน นักวิชาการและประชาชน ที่มีอายุระหว่าง30-45ปี

ปัจจุบันสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) มีหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานด้วยกัน3หลักสูตร ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากภาคส่วนต่างๆที่ต้องการส่งบุคคลากรเข้ามาร่วมอบรม ประกอบด้วยหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน(วพน.) ซึ่งเปิดอบรมไปแล้ว9รุ่น   ,หลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่(วพม.) 4 รุ่น และหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักศึกษา (วพศ.) ซึ่งเปิดอบรมไปแล้ว2 รุ่น 

หนุนเร่งประมูลสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ

เวทีเสวนา "หลุมดำ...พลังงานไทย" ชี้ไทยต้องเร่งเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ ลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ  พร้อมหนุนรายเดิมดำเนินการแหล่งเอราวัณ บงกช เพื่อความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “หลุมดำ...พลังงานไทย” ซึ่งจัดโดยคณะนักศึกษาหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ รุ่นที่ 4 (วพม. 4) เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2560 ว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานในจุดที่ยังดำเนินการไม่สำเร็จ โดยเฉพาะการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ เพราะที่ผ่านมาเกิดความล่าช้ามาถึง 5 ปี หลังจากต้องหยุดชะงักการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ออกไป โดยถึงแม้โอกาสในการพบปิโตรเลียมรอบใหม่จะน้อยลง แต่ก็ควรต้องทำเพื่อชี้ให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศไทยยังคงมีโอกาสและศักยภาพด้านปิโตรเลียมอยู่ หากมีการค้นพบ ก็จะผลิตขึ้นมารองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น และทดแทนการนำเข้าได้

ส่วนการประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในแหล่งเอราวัณและบงกชนั้น เห็นว่าหากได้ผู้รับสัมปทานรายเดิมมาดำเนินการต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะมีประสบการณ์ในแหล่งเดิม สามารถผลิตต่อเนื่องได้ทันที แต่ผู้เข้าร่วมประมูลต้องยอมรับกติกา และต้องมั่นใจว่าถ้าประมูลได้แล้วจะสามารถผลิตได้จริง ไม่ใช่เอาไปขายต่อ

พร้อมกันนี้ส่วนตัวสนับสนุนให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งเจรจาการผลิตและสำรวจก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา เนื่องจากที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมานาน จึงไม่มีโอกาสเจรจาการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว หากมีการเจรจาระหว่างกันจะช่วยให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานในประเทศได้มากขึ้น 

รวมทั้งไทยต้องปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนให้มากขึ้นจาก 20-25% ในแผน PDP 2015 เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน แต่ต้องคำนึงถึงความสมดุลด้านพลังงานโดยรวมด้วย ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศก็ควรกระจายไปในหลายประเทศ เช่น เมียนมา กัมพูชา นอกเหนือจากการซื้อสปป.ลาวเพียงอย่างเดียว

ส่วนการพิจารณาตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) นั้น มองว่าเหมือนการรวบอำนาจทั้งฝ่ายกำกับกิจการพลังงานและฝ่ายปฏิบัติการไว้ร่วมกัน ถือเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เพราะปัจจุบันไทยมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยเพื่อไปแข่งขันด้านพลังงานกับต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีบางประเทศตั้ง NOC ขึ้นมาแล้วเกิดปัญหาคอร์รัปชั่น เพราะไม่มีการถ่วงดุลอำนาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศก็มีให้เห็นแล้ว

“หลุมดำ ในทางวิศวฯ ที่เรียนมา คือสิ่งที่เราปรารถนา เพราะแสดงให้เห็นว่าพบแหล่งปิโตรเลียม แต่หลุมดำในที่นี้อาจหมายถึงอุปสรรค ซึ่งผมมองว่า หลุมดำก็คือความไม่รู้ หรือ อวิชชา ซึ่งหากไม่รู้และนำข้อมูลไปบิดเบือน จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงพลังงาน” นายคุรุจิต กล่าว

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ภาครัฐควรเร่งรัดการเปิดประมูลสัมปทานรอบ 21 เพราะหากล่าช้าจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีต้นทุนราคาสูงกว่าก๊าซในอ่าวไทย โดยปัจจุบันไทยต้องนำเข้าพลังงานถึง 60% และอาจเพิ่มเป็น 70-80% ในอนาคต หากมีการจัดการประมูลล่าช้า

ส่วนแผน PDP 2015 ของประเทศก็ควรปรับปรุงใหม่ โดยเพิ่มพลังงานทดแทนให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนลดลงมาก โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์และพลังงานลมที่ในอนาคตต้นทุนการผลิตสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงก๊าซฯและถ่านหินได้ และมองว่าสัดส่วนการผลิตพลังงานทดแทนควรเพิ่มจาก 20% (ไม่รวมพลังงานน้ำขนาดใหญ่) เป็น 40% และต้องลดสัดส่วนก๊าซฯ และถ่านหินลง

นายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองกองแผนงานเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) กล่าวว่า กรมฯ อยู่ระหว่างเร่งกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปิดระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบจ้างผลิต (SC) ด้วย จากนั้นจะนำเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบังคับใช้ต่อไป โดยใน พรบ. ปิโตรเลียมได้เพิ่มระบบ PSC และ SC เข้ามา จากเดิมมีเพียงระบบสัมปทานเท่านั้น

สำหรับแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ได้แก่ แหล่งเอราวัณและบงกช มีกำลังการผลิตรวม 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็น 70% ของกำลังการผลิตก๊าซในประเทศ หากการเปิดประมูลชะลอออกไปอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตแหล่งดังกล่าว ซึ่งในปี 2561-2562 คาดว่าจะยังคงรักษาระดับการผลิตได้ แต่หลังปี 2563 คาดว่ากำลังการผลิตจะเริ่มลดลง หากมีความชัดเจนผู้ชนะสัมปทาน คาดว่าในปี 2565 กำลังการผลิตจะเริ่มกลับมา

โดยปริมาณก๊าซฯ อ่าวไทยที่ลดลงจะถูกทดแทนด้วยการนำเข้าก๊าซ LNG มาเสริมในระบบ ปัจจุบันมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคลังรับ LNG เพื่อรองรับการนำเข้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ ซึ่งต้องการใช้พลังงานที่ต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ต้นทุนราคามีความเหมาะสม โดยปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมมีความตื่นตัวเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น มีการปรับปรุงเครื่องจักรที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนทรงการเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มองถึงความเสี่ยงด้านไฟฟ้าในอนาคตที่มาจากปัจจัยสำคัญ คือ  ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะเข้ามาเร็วกว่าแผนส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล เนื่องจากความได้เปรียบด้านชิ้นส่วนยานยนต์ และ รถไฟความเร็วสูง ที่จะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นใน 3-5 ปีข้างหน้า รวมทั้งต้องดูกันต่อไปว่าสำรองไฟฟ้าที่ปัจจุบันมี 20-30% นั้น สามารถพึ่งพาได้จริงหรือไม่