ค้นหาด้วย ' อนันตพร ' ทั้งหมด 30 รายการ
"อนันตพร" ปิดเกมโควตาโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ 300 เมกะวัตต์

รัฐมนตรีพลังงานปิดเกมโควตาโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการที่ยังเหลืออีก 300 เมกะวัตต์ ระบุเปิดรับซื้อรอบสองยื่นมาแค่ไหนก็แค่นั้น โดยอยากให้มีการเปิดประมูลแข่งขันการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำลงและผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ต้องแบบรับค่าเอฟที

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงโควต้าการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดินในส่วนของหน่วยงานราชการ หรือ โซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ  ที่ยังมีโควต้าเหลืออยู่อีก300 เมกะวัตต์ นอกเหนือจากที่จะเปิดรับซื้อในระยะที่ 2 ของโครงการ จำนวน 100 เมกะวัตต์ ว่า การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการนั้น ในโควต้าส่วนที่เหลืออยู่ 300 เมกะวัตต์ จะไม่มีการดำเนินการอีกแล้ว โดจะถือว่าจบโครงการหลังการเปิดรับซื้อรอบสอง แม้ในกรณีที่มีผู้ยื่นเข้ามาไม่ถึง 100 เมกะวัตต์ตามจำนวนโควตาที่เปิดรับ

สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่มีจำนวนกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโซลาร์ฟาร์มที่รัฐให้การส่งเสริมค่าไฟฟ้าในรูป Adder และ Feed in Tariff (FiT) จนมีผลต่อค่าเอฟทีสูงถึง 21 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 13,500 ล้านบาท ต่องวดเอฟทีล่าสุด นั้น พลเอก อนันตพร กล่าวว่า เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นของรัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา โดยรัฐบาลชุดนี้ ได้พยายามที่จะเข้ามาปลดล็อคและแก้ไขปัญหา  

“แนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบติดตั้งบนพื้นดิน  หรือติดตั้งบนหลังคานั้น อยากจะให้มีการประมูลแข่งขันกัน เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด  และไม่เป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟทีเหมือนในอดีต”พลเอก อนันตพร กล่าว

สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร นั้น เดิมมีเป้าหมายการรับซื้อรวม 800 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น หน่วยงานราชการ 400 เมกะวัตต์ และ สหกรณ์ภาคการเกษตร 400 เมกะวัตต์ แต่ในส่วนของโควตาส่วนราชการนั้น ติดปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกรณีหน่วยงานราชการ เนื่องจากผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาพบว่า หน่วยงานราชการมีเพียงองค์การทหารผ่านศึกเท่านั้นที่ร่วมโครงการได้  ทำให้ต้องลดโควตาในส่วนราชการลงเหลือเพียง 100 เมกะวัตต์

ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์กันว่า อาจจะมีการโยกโควต้าที่เหลือ 300 เมกะวัตต์นี้ ไปทำโซลาร์รูฟท็อปเสรี อย่างไรก็ตาม จากนี้ คาดว่าโควตาส่วนราชการดังกล่าว จะไม่ถูกนำมาใช้ในโครงการอื่นแต่อย่างใด หากจะมีการรับซื้อใหม่ ก็น่าจะเป็นการเปิดโครงการใหม่

ทั้งนี้ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรนี้  แบ่งการรับซื้อเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 ซึ่งดำเนินการไปแล้ว มีเป้าหมายการรับซื้อ 400 เมกะวัตต์ แต่สามารถคัดเลือกผู้ผลิตได้กำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้นเพียง 281.32 เมกะวัตต์ โดยผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรทั้งหมด จำนวน 67 ราย และไม่สามารถรับซื้อจากส่วนราชการได้เนื่องจากติดข้อกฎหมายดังกล่าว ส่วนระยะที่ 2  มีเป้าหมายการรับซื้อ 219 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น สหกรณ์ภาคการเกษตร 119 เมกะวัตต์ และหน่วยงานราชการ 100 เมกะวัตต์ โดยจะเปิดให้ยื่นคำขอร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 -19 พ.ค. 2560 ด้วยวิธีการจับฉลากและประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณา 16 พ.ย. 2560 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในวันที่ 16 มี.ค. 2561 และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(SCOD) วันที่ 31 ธ.ค. 2561

“อนันตพร” ชมเดนมาร์กบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพ

“อนันตพร” ชมประเทศเดนมาร์กบริหารจัดการพลังงานได้มีประสิทธิภาพ โดยมองแบบองค์รวม ทั้งพลังงานหมุนเวียนคู่ขนานกับเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ในขณะที่สามารถกำหนดราคาพลังงานแพง เพื่อเก็บเป็นรายได้เข้ารัฐได้ โดยที่ประชาชนให้การยอมรับ

ในการเยี่ยมชมดูงานที่บริษัท Ramboll ที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 17พ.ค.2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และคณะ ได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารบริษัทนำโดย นายซอเรน โฮล์ม โยฮันสัน กรรมการบริหารของ Ramboll กรุ๊ป ซึ่งได้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการรับฟังการบรรยายในหลายหัวข้อ

ทั้งนี้ นาย โทมัส แรนด์ กรรมการผู้จัดการของ Ramboll Energy ได้บรรยายภาพรวมของธุรกิจพลังงานของ Ramboll นาย ซอเรน  จูเอล ปีเตอร์สัน  Global Market Director ให้ข้อมูลเรื่องพลังงานลม และโซลาร์ พีวี ในขณะที่นาย มอแกน สกอฟ Director of Power Division การบรรยายพลังงานลมและตึกสูง รวมถึงเรื่องชีวมวล (Biomass) ส่วนหัวข้อการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy ) บรรยายโดยนางอิงเกอร์ แอนเน็ต ซอนเดอการ์ด, Head of Department, Energy from Waste

พลเอกอนันตพร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการรับฟังการบรรยายว่า แนวคิดสำคัญที่ได้จากการรับฟังบรรยาย คือ การบริหารกิจการพลังงานของเดนมาร์ก ซึ่งถือเป็นประเทศที่ร่ำรวยประเทศหนึ่งของโลก มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นผู้ส่งออกพลังงาน แต่ยังพยายามที่จะพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดด้วยพลังงานหมุนเวียน โดยการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้พลังงานมีราคาถูก เพราะมีการจัดเก็บภาษีเป็นรายได้ให้กับรัฐ โดยที่ประชาชนก็ยินดีที่จะจ่าย ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับประเทศไทย ที่ประชาชนบางกลุ่มเรียกร้องที่จะใช้พลังงานราคาถูก ทั้งๆ ที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน

เดนมาร์ก ตั้งเป้าหมายในปี 2593 ที่จะเป็นประเทศที่ไม่พึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลเลย แต่ปัจจุบันยังต้องพึ่งเชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนประมาณ 40% ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วน 45% โดยพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นพลังงานลม  ในขณะที่ไทยมีสัดส่วนของถ่านหินที่ผลิตไฟฟ้าอยู่แค่เพียงประมาณ18%

แต่ทั้งนี้ ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และพลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ เดนมาร์กก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน  รวมทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งพลังงานกับประเทศที่มีเขตแดนติดกันด้วย

"ที่น่าจะต้องนำไปคิดวิเคราะห์กันต่อ คือราคาพลังงานที่เดนมาร์ก ทั้งน้ำมัน และไฟฟ้า มีราคาแพง และไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมมีราคาต่ำกว่าบ้านที่อยู่อาศัย แต่ทำไมประชาชนผู้บริโภคยอมรับได้และมีความยินดีที่จะจ่าย" พลเอก อนันตพร กล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ร่วมเดินทางไปกับคณะ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เดนมาร์กมีบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถออกไปรับงานให้คำปรึกษาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก อย่างบริษัท Ramboll ที่ดำเนินการโดยทุนของมูลนิธิ และมีการแบ่งหุ้นประมาณ 2% ให้พนักงาน โดยทำธุรกิจแบบไม่เน้นผลกำไร ซึ่งมีส่วนที่ทำให้สามารถให้คำปรึกษาในโครงการต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา และนำเอาความรู้และประสบการณ์ของชุมชนนั้นๆ มาผนวกเข้ากับฐานความรู้ในระดับสากลได้

    ราคาขายปลีกน้ำมันในเดนมาร์ก (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เดนิชโครน ราว 5.5 บาท)

 

ดร. สราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน ซึ่งร่วมเดินทางมากับคณะ กล่าวอธิบายเพิ่มเติมภายหลังจากการดูงานที่ บริษัท Ramboll  ว่า เรื่องที่น่าสนใจของเดนมาร์ก คือ การบริหารจัดการพลังงานชีวมวลนั้น ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบ Combine Heat & Power หรือ CHP คือนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาผลิตเป็นไฟฟ้า และนำความร้อนที่เหลือทิ้งจากกระบวนผลิต มาต้มน้ำร้อนและส่งกระจายไปยังผู้ใช้  โดยโรงงานผลิตจะตั้งอยู่ไม่ห่างจากแหล่งวัตถุดิบ ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร

ในส่วนของพลังงานลม ยังถือว่ามีข้อจำกัดหากนำไปส่งเสริมในไทยซึ่งมีความเร็วลมที่ต่ำกว่าลมที่ยุโรป โดยเสากังหันลมต้นเดียวกันกับที่เดนมาร์ก หากนำไปติดตั้งที่ประเทศไทย จะได้กำลังผลิตไฟฟ้าน้อยกว่าถึง 8 เท่า

ส่วนเรื่องของขยะนั้น ที่เดนมาร์ก มีกระบวนการใช้ประโยชน์โดยการคัดแยกขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ออกมาก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำมาเผาโดยตรงเพื่อผลิตเป็นไฟฟ้า มากกว่าการฝังกลบที่สร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า โดยโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะนั้น ถูกออกแบบและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างกลมกลืน ในขณะที่ประเทศไทย ยังเน้นใช้วิธีการฝังกลบขยะ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำขยะมาใช้ประโยชน์ในรูปของพลังงานไฟฟ้า

สำหรับบริษัท Ramboll ถือเป็นบริษัทชั้นนำในด้านวิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบและการเป็นผู้ให้คำปรึกษาใน 8 ธุรกิจสำคัญ คือ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจออกแบบและวางผังเมือง ธุรกิจเกี่ยวกับน้ำ ธุรกิจด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจก๊าซฯและน้ำมัน และการเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ โดยมีสำนักงานกระจายอยู่ประมาณ300แห่งใน 35 ประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญทำงานอยู่ในบริษัทประมาณ 13,000 คน และมีรายได้ต่อปีประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนอร์ดิก อเมริกาเหนือ สหราชอาณาจักร และยุโรป ซึ่งประสบการณ์ทำงานของRamboll คือการเป็นที่ปรึกษาโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งมากกว่า 65% ที่มีการลงทุนอยู่ทั่วโลก  ส่วนกังหันลมที่ติดตั้งบนบกนั้นรับเป็นที่ปรึกษามากกว่า 60 ประเทศ รวมกำลังผลิตไฟฟ้ามากกว่า 60,000 เมกะวัตต์ นอกจากนั้น ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) ใน 45 ประเทศ

                                                          โรงไฟฟ้าจากขยะ

                                      กังหันลมผลิตไฟฟ้า

กฟผ.เร่งแผนโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ500เมกะวัตต์

กฟผ.เร่งแผนโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ 500 เมกะวัตต์ เพื่อเสนอให้รวมอยู่ในแผนพัฒนาพีดีพีที่จะมีการปรับปรุงใหม่  โดยเตรียมนำร่องใน3 พื้นที่คือ  ที่ วังน้อย  โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และโรงไฟฟ้า กระบี่ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในปี2561 นี้

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า แผนลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซล่าร์เซลล์) แบบทุ่นลอยน้ำ  500 เมกะวัตต์ จะถูกนำเสนอรวมอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์ ที่จะเสนอกลับไปให้   พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณาอีกครั้ง ในอีก 1-2 เดือนนี้  จากเดิมที่ได้เคยนำเสนอไปแล้วเมื่อเดือนธ.ค.2559 ที่ผ่านมา แต่ ทางกระทรวงพลังงานให้ กฟผ.กลับมาจัดทำแผนในรายละเอียดเพิ่มเติม  เพื่อให้กระทวงพลังงานพิจารณาบรรจุแผนดังกล่าวรวมอยู่ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ(พีดีพี)ฉบับใหม่ เมื่อมีการปรับปรุงแผนหรือจัดทำแผนพีดีพีประเทศใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้เดิม กฟผ.มีแผนพัฒนาพลังงานทดแทนอยู่แล้ว500 เมกะวัตต์  ซึ่งบรรจุอยู่ในPDP2015 อยู่แล้ว แต่มีการนำมาทบทวนใหม่เพื่อเพิ่มการลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีก1,500 เมกะวัตต์  โดยจะมุ่งพัฒนาไปที่โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์  และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซล่าร์เซล) แบบทุ่นลอยน้ำอีก 500 เมกะวัตต์   โดยหากได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพลังงาน จะทำให้กฟผ.มีกำลังการผลิตในส่วนของพลังงานทดแทนรวม2,000 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตามปัจจุบัน กฟผ. ได้เตรียมนำร่องโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ ขนาด 2 เมกะวัตต์​  ซึ่งเป็นขนาดใหญ่สุดในไทยขณะนี้ ใน 3 พื้นที่คือ คือโรงไฟฟ้าวังน้อยเป็นแห่งแรกในปี 2561 และทยอยซีโอดีในอีก 2 แห่งที่เหลือคือบริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และอ่างเก็บน้ำโรงไฟฟ้ากระบี่  ต่อเนื่องไป ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนแห่งละ ประมาณ140 ล้านบาท หากโครงการนำร่องดังกล่าวประสบผลสำเร็จ  กฟผ.จึงจะขยายขนาดพื้นที่และกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในเขื่อนขนาดใหญ่ของ กฟผ. ต่อไป โดยเฉพาะที่เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนภูมิพล ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมปริมาณไฟฟ้า 500 เมกะวัตต์ได้

ทั้งนี้ที่ผ่านมา กฟผ.ได้ทำการวิจัยโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำร่วมกับระบบติดตามดวงอาทิตย์แบบถ่วงน้ำหนักด้วยน้ำ ขนาด 30.24 กิโลวัตต์ ที่เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ตั้งแต่ปี 2558 แต่พบว่าทุ่นที่เป็นโฟมลอยน้ำของไทยยังมีต้นทุนสูงกว่าตลาดต่างประเทศ ดังนั้นหาก กฟผ.จะทำโซล่าร์เซลล์ลอยน้ำในพื้นที่ใหม่ คาดว่าจะใช้วิธีซื้อวัสดุโดยเฉพาะทุ่นลอยน้ำจากต่างประเทศแทน

สำหรับโซล่าร์เซลล์ลอยน้ำ  นอกจากจะช่วยผลิตไฟฟ้าเพื่อลดยอดการไฟฟ้าสูงสุด(พีค) ของประเทศแล้ว ยังช่วยให้เกิดการใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม เพราะตั้งอยู่บนผิวน้ำ ป้องกันการระเหยของน้ำได้ ซึ่งเหมาะสมกว่าตั้งบนพื้นดินซึ่งมีผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร

ข้อมูลจากกฟผ.ระบุถึงแผนเดิมที่ กฟผ.จะมีการลงทุนด้านพลังงานทดแทน จำนวนประมาณ 513 เมกะวัตต์ นั้นแบ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 171 เมกะวัตต์ ตามด้วยพลังงานลม 168 เมกะวัตต์  พลังน้ำขนาดเล็ก 116 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพ  58 เมกะวัตต์  ส่วนแผนใหม่ที่จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น2,000เมกะวัตต์นั้นจะหันมาเน้นการลงทุนในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) จำนวน 1,032 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ 486 เมกะวัตต์ พลังงานลม 307  เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดเล็ก 125 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าจากขยะ 43 เมกะวัตต์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 เมกะวัตต์

เสนอรวมแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของกฟผ.2,000เมกะวัตต์ไว้ในแผนPDP

กฟผ.เสนอแผนพัฒนาพลังงานทดแทนที่กฟผ.จะดำเนินการ2,000เมกะวัตต์ ให้รวมอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP2015) ที่กำลังจะมีการทบทวนใหม่ ซึ่งจะช่วยให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของกฟผ.เพิ่มขึ้นได้5% โดยเน้นโครงการพลังงานทดแทนที่เอกชนไม่สามารถที่จะลงทุนได้
        
นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เปิดเผยว่า กฟผ.ได้เสนอแผนการพัฒนาพลังงานทดแทน20ปีในส่วนที่กฟผ.จะเป็นผู้ลงทุนเอง จำนวน2,000 เมกะวัตต์ ให้กับกระทรวงพลังงานพิจารณา บรรจุเอาไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือPDP2015 ที่อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อปรับปรุงทบทวนแผนใหม่ โดยแนวทางดังกล่าว สอดคล้องกับ นโยบายของนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการ(บอร์ด) กฟผ. ที่ต้องการจะให้ กฟผ.เป็นองค์กรหลักในการลงทุนด้านพลังงานทดแทน โดยเฉพาะในส่วนที่เอกชนไม่สามารถลงทุนได้ และทำให้เกิดความเสถียร ซึ่งจะนำเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน(Energy Storage ) เข้ามาเสริม

โดยในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ที่เพิ่มสัดส่วนขึ้นมาจาก500เมกะวัตต์ เป็น2,000 เมกะวัตต์ นั้น จะมีนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ กฟผ. เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ซึ่งจะมีโครงการสำคัญที่จะดำเนินการ เช่น โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ที่เขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี  โครงการโซลาร์เซลล์ที่แม่ฮ่องสอน และโครงการโซลาร์เซลล์ที่แม่เมาะ จ.ลำปาง เป็นต้น

ด้าน นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศของ กฟผ.ถูกปรับลดลงมากเหลือเพียง 37% จากนโยบายที่ควรจะต้องอยู่ระดับ 50% เพื่อให้ กฟผ.มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงไฟฟ้าประเทศและดูแลราคาค่าไฟฟ้าให้เหมาะสมตามนโยบายรัฐ  ทั้งนี้เหตุผลสำคัญที่ทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้ากฟผ.ปรับลดลง เนื่องจากยังไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ตามแผน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ 
ทั้งนี้ฝ่ายบริหารของ กฟผ.มีการหารือกัน ที่จะรักษาฐานการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ให้กลับมาอยู่ระดับ 40% เท่านั้น โดยมองว่าฐานการผลิตที่ระดับ 50% คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากภาคเอกชนแสดงความสนใจการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยแนวทางที่ กฟผ.จะรักษาฐานการผลิต 40% เอาไว้ได้จะมุ่งเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เพราะทิศทางไฟฟ้าโลกจะเน้นไปที่พลังงานสะอาดและรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้นเช่นกัน  โดยแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์ ในระยะ20ปี จะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.เพิ่มขึ้นอีก 5% จาก 37% มาอยู่ระดับ 42% 
 

อนันตพรลงใต้ ติดตามสถานการณพลังงานหลังน้ำท่วม

“อนันตพร” ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัย พร้อมตรวจติดตามสถานการณ์พลังงานในพื้นที่ภาคใต้

วันนี้ ( 10 มีนาคม 2560) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราชจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งติดตามการบำรุงรักษาสถานที่ด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหาย และตรวจสอบศักยภาพของการให้บริการเกี่ยวกับด้านพลังงานภายหลังสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยได้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันและสถานีบริการน้ำมัน ตรวจสอบสภาพถังก๊าซหุงต้ม และสนับสนุนหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้บริการประชาชน รวมถึงการฟื้นฟูและมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับโรงเรียนมัชฌิมภูผา ในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือข้อราชการเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานของกลุ่มภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ พังงา ระนอง ภูเก็ต และตรัง โดยได้มีการมอบหมายให้พลังงานจังหวัดและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ มุ่งเน้นการทำงานอย่างบูรณาการติดตามดูแลสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งให้ดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู ผู้ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมทั้งในส่วนของโครงการพลังงานต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพลังงาน สถานที่ราชการ โรงเรียน วัด และที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูสถานที่ประสบภัยหลังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้นี้ กระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานเครือข่ายด้านพลังงานต่างๆ  ให้ความช่วยเหลือกระจายไปยังทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งเน้นพื้นที่ที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทั่วทุกพื้นที่อย่างแท้จริง

“ในสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามผลกระทบในด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด และได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ เฝ้าระวังสถานที่และบริการด้านพลังงานให้ครอบคลุมทั้งในเรื่องไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ประสบภัยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัด ได้ดำเนินการ เช่น การมอบเงินช่วยเหลือผ่านโครงการ “ประชารัฐร่วมใจ ช่วยอุทกภัยใต้” กว่า 47 ล้านบาท การสนับสนุนเรือท้องแบน 3 ลำ มอบถุงยังชีพ 37,393 ถุง น้ำดื่มกว่า 5 แสนขวด หลอดไฟ LED 74 ชุด อาหารกล่องกว่า 2 หมื่นกล่อง  ยาสามัญประจำบ้านกว่า 1 หมื่นชุด เครื่องนุ่งห่มกว่า 2 หมื่นชุด การสนับสนุนรถน้ำทำความสะอาด จำนวน 8 คัน การช่วยทำความสะอาดที่อยู่อาศัยกว่า 100 ครัวเรือน การซ่อมแซมระบบไฟฟ้าที่อยู่อาศัย 17 หลังคาเรือน การสนับสนุนหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมจ่ายยา โดยการสนับสนุนทีมบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และโรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่ การสนับสนุนหน่วยซ่อมแซมจักรยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าร่วมกับวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฏร์ธานีและวิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช การให้ความช่วยเหลือซ่อมแซมระบบไฟฟ้า อาคารเรียน และการมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา เพื่อทดแทนอุปกรณ์เดิมที่เสียหายไปกับสถานการณ์น้ำท่วมให้กับโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัด อาทิ  ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฏรธานี ตรัง ชุมพร สงขลา พัทลุง กระบี่ ปัตตานี นราธิวาส เป็นต้น ตลอดจนการให้ความร่วมมือกับจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ประสบภัย เพื่อป้องกันอันตรายทั้งในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากระบบไฟฟ้าในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม

 

หนังสือแจ้งรัฐมนตรี5กระทรวง"ประจิน"การันตีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งหนังสือแจงรัฐมนตรี5กระทรวง ประกอบด้วย คมนาคม, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,มหาดไทย, อุตสาหกรรม ,พลังงาน  ถึงการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่และสถานการณ์ระบบไฟฟ้าภาคใต้  ตามขั้นตอน กฏหมายอย่างเคร่งครัด  ระบุการดำเนินการตามข้อเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้โครงการมีความล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้เดิมที่โรงไฟฟ้าจะเปิดดำเนินการได้ในปี2565 และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้  ในขณะที่รองนายกรัฐมนตรี “พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง”  การันตีโครงการ มีความเหมาะสมคุ้มค่าที่จะดำเนินการ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่24ก.พ.2560 ที่ผ่านมา ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งเรื่อง การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ,และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) โดยระบุถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่21ก.พ.2560  ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้รายงานแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่และสถานการณ์ระบบไฟฟ้าภาคใต้  ว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ได้มีมติในการประชุมครั้งที่1/2560 เมื่อวันที่17ก.พ.2560  เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่ และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วตามขั้นตอนของกฏหมาย  รวมทั้งเร่งรัดการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

  พร้อมกันนี้ยังเห็นชอบให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม( สผ.) พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว โดยให้นำความเห็นของคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่(คณะกรรมการไตรภาคี)ไปประกอบการพิจารณาตามขั้นตอน  ซึ่งหากมีการดำเนินการได้ตามแผนคาดว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะเปิดดำเนินการได้ในปี2565

อย่างไรก็ตามการที่มีประชาชนบางกลุ่มออกมาคัดค้านการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง  จึงเห็นควรให้กฟผ.จัดทำEIAและEHIA ตลอดจนการมีส่วนร่วมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้ครบถ้วน สมบูรณ์ ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยให้ดำเนินการเป็นไปตามกฏหมาย  ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด  

ทั้งนี้การดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าวจะทำให้โครงการมีความล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้เดิมและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของภาคใต้ได้   ทางรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง จึงได้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและชุมชนในภาคใต้ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้มีการพิจารณาแนวทางการดำเนินการต่างๆอย่างรอบด้านแล้วพบว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  มีความเหมาะสมคุ้มค่าที่จะดำเนินการ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า  นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเวลา 20.15 น.  ในวันเดียวกัน(ศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ) ถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  โดยระบุเรื่องของการทำ EIA/EHIA ให้กฟผ.นำรายงานทั้ง2ฉบับที่จัดทำมาพิจารณาร่วมกันกับของใหม่ที่ยังทำไม่เสร็จทั้งหมด และให้เร่งดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อยุติว่าจะสร้างได้หรือสร้างไม่ได้ เพราะยิ่งช้าก็จะยิ่งเสียโอกาส มีความเสี่ยงด้านพลังงาน และต้นทุนราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น   อย่างไรก็ตามในการกล่าวในรายการดังกล่าว นายกรัฐมนตรีไม่ได้ชี้ชัดลงไปในรายละเอียดในแนวปฏิบัติว่า การทำ  EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และการทำEIA ของท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วนั้น กฟผ.จะต้องมีการจัดรับฟังความคิดเห็นใหม่อีกครั้งหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากยึดเอาตามหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ระบุความเห็นของรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ในตอนท้าย  และแนวทางที่กฟผ.ดำเนินการนั้น  จะไม่มีการจัดรับฟังความคิดเห็นใหม่ตามข้อเรียกร้องของประชาชนบางกลุ่มที่คัดค้าน  โดยจะเป็นการนำรายงานEIAและEHIAที่มีการปรับแก้ไขตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการไตรภาคี เสนอให้ สผ.พิจารณาตามขั้นตอนของกฏหมาย 

ผู้บริหารปตท.ถอดบทเรียนความล้มเหลวNOC ของเม็กซิโก

ผู้บริหารปตท.ถอดบทเรียนความล้มเหลวบรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC)ของประเทศเม็กซิโก จากที่เคยยึดกิจการพลังงานต่างชาติมาเป็นของรัฐแล้วดำเนินธุรกิจพลังงานแบบผูกขาด เมื่อ80ปีที่แล้ว ต้องปฎิรูปกลับสู่การค้าเสรีเพื่อให้เกิดการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากภาคเอกชนทั้งในและนอกประเทศ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC)รายงานว่า คณะผู้บริหารของปตท. ซึ่งนำโดยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ประธานบอร์ด  และนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการปฎิรูปพลังงานที่ประเทศเม็กซิโก ช่วงวันที่6-12 มี.ค. ที่ผ่านมา  โดยทั้งนายปิยสวัสดิ์ และนายเทวินทร์ ต่างได้โพสต์ข้อความสรุปถึงการดูงานครั้งนี้ผ่านช่องทางเฟซบุคส่วนตัว “Piyasvasti Amranand” และเพจ Tevin at PTT  โดยชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศเม็กซิโก ในอดีต ที่มีการยึดกิจการพลังงานต่างชาติมาเป็นของรัฐแล้วดำเนินธุรกิจพลังงานแบบผูกขาด

โดยในเฟซบุค Piyasvasti Amranand  ซึ่งโพสต์ข้อความเมื่อวันที่11 มี.ค. นั้นสรุปสาระสำคัญของการเดินทางไปดูงานในครั้งนี้ ที่ได้พบกับ ทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการไฮโดรคาร์บอน หรือ CNH  ที่มีบทบาทเทียบเท่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ของไทย  และได้ร่วมหารือกับรัฐมนตรีช่วยพลังงานของเม็กซิโก  ที่ตอบข้อสงสัยของคณะผู้บริหารปตท.อย่างละเอียด  รวมทั้งได้พบกับ พีเม็กซ์(PEMEX) ซึ่งเป็น บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ของเม็กซิโก

“ ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมามีการปฏิรูปพลังงานในเม็กซิโกอย่างรวดเร็วโดยเป็นไปในทิศทางคล้ายกับประเทศไทยในปัจจุบัน หลังจากที่นโยบายเดิมทำให้กิจการพลังงานเสื่อมโทรมลงมาด้วยตลอด 80 ปีที่ผ่านมา แต่ที่น่าสลดใจก็คือมีกลุ่มบุคคลในประเทศไทยที่ต้องการปฏิรูปพลังงานไทยเพื่อให้ย้อนยุคไปเหมือนเม็กซิโกเมื่อ 80 ปีที่แล้ว”  นายปิยสวัสดิ์  เขียนข้อความบางตอนไว้ในเฟซบุค  

พร้อมขยายความถึงการดำเนินนโยบายของเม็กซิโก ก่อนที่จะมีการปฏิรูปพลังงาน ไว้ด้วยว่า  รัฐบาลยึดกิจการปิโตรเลียมทั้งหมดไว้ และให้ Pemex  ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเม็กซิโก ที่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ทั้งกำกับดูแล เป็นผู้ลงทุน และ เป็นโอเปอเรเตอร์ ของธุรกิจปิโตรเลียม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ  ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือ  ธุรกิจของ PEMEX นั้นขาดประสิทธิภาพ ไม่เกิดการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และขาดเงินลงทุน   โดยในช่วงดังกล่าว การสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมสามารถทำได้อย่างเดียวคือการจ้างผลิต (service contract ) เพราะกฏหมายไม่เปิดช่องให้มีการร่วมทุนกับต่างชาติ  ซึ่งทำให้ PEMEX เป็นผู้ลงทุนและรับความเสี่ยงเอง ทั้งหมด  สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปริมาณสำรองปิโตรเลียมลดลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีการสำรวจแหล่งใหม่ๆโดยเฉพาะในทะเลลึก ผลผลิตปิโตรเลียมลดลง (หลังจากที่การผลิตของแหล่ง Cantarell ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด ลดลง) จนต้องนำเข้าน้ำมันเข้ามาใช้บริโภคภายในประเทศ (ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ดินจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีศักยภาพพอในแง่เงินลงทุนและเทคโนโลยี ที่จะขุดขึ้นมาใช้)

ปัญหาวิกฤตดังกล่าว ทำให้รัฐบาลเม็กซิโก ต้องเร่งการปฏิรูปพลังงานในปี 2556  โดยมีการแก้ไขข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ มีใจความสำคัญ คือ 1. รัฐยังคงเป็นเจ้าของทรัพยากรใต้ดินทั้งหมด เช่นเดียวกับประเทศไทย   2. เปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมได้แทนที่จะมีเฉพาะ  PEMEX แต่เพียงผู้เดียวโดย CNH สามารถเลือกใช้รูปแบบสัญญาการสำรวจได้ 3 รูปแบบ คือ License (ซึ่งคือระบบสัมปทานในไทย) Production sharing contract, Profit sharing เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้นักลงทุนต่างชาติ  3. จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลด้านปิโตรเลียมและไฟฟ้า และยุติบทบาทการผูกขาดของ PEMEX เปิดให้มีการแข่งขันเสรี กล่าวคือ PEMEX มีลักษณะคล้ายกับ ปตท. ในปัจจุบันมากขึ้น   4. เปิดให้มีการแข่งขันในกิจการขายก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า ซึ่งในส่วนนี้ เม็กซิโก มีการดำเนินการที่ก้าวหน้าไปมากกว่าประเทศไทย

ในส่วนหน้าเพจ Tevin at PTT ซึ่งโพสต์ข้อความในวันที่12 มี.ค. นั้น ก็สรุปเนื้อหาไปในทิศทางเดียวกันถึง บทเรียนจากความล้มเหลวของนโยบาย Nationalization ที่ทำให้วันนี้ เม็กซิโก ต้องเปลี่ยนจากการผูกขาดโดย บรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC) ไปสู่ Competition & Transparency เพื่อดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากภาคเอกชน ทั้งในและนอกประเทศ

เม็กซิโกนั้นเป็นประเทศที่ใหญ่กว่าไทยถึง  4 เท่า มีพลเมือง มากกว่าไทยเกือบ 2 เท่า และมีศักยภาพปิโตรเลียมสูงกว่าไทยมาก โดยในอดีตเคยรุ่งเรืองจากการส่งออกน้ำมันดิบถึง 1 ใน 4 ของโลก

เพจ Tevin at PTT สรุปถึงเหตุผลที่เม็กซิโก ต้องดำเนินนโยบายการปฎิรูปพลังงาน เพราะ มีปริมาณสำรองและการผลิตลดลงจนประเทศที่เคยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ต้องกลายเป็นผู้นำเข้าปิโตรเลียม  ในขณะที่ PEMEX ขาดเทคโนโลยีและเงินทุน ไม่สามารถสำรวจและพัฒนาศักยภาพที่มี  โดยมีการเชิญชวนให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่ เช่น เอ็กซอน เชลล์ บีพี เข้ามาลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งสำรวจพื้นที่น้ำลึก ลงทุนโรงกลั่น เปิดปั๊มน้ำมัน    ในขณะเดียวกัน ก็ต้องปรับราคาน้ำมันขึ้นไปตามกลไลตลาดและเรียกเก็บภาษีน้ำมันเพื่อนำรายได้จากภาษีมาพัฒนาประเทศ  เนื่องจากไม่สามารถที่จะคงนโยบายอุ้มราคาน้ำมันในประเทศต่อไปได้

“ นี่เป็นทิศทางพลังงานของประเทศเม็กซิโก สอดคล้องกับหลายประเทศที่เคยมีแนวทางยึดกิจการพลังงานมาเป็นของรัฐ ซึ่งวันนี้พิสูจน์แล้วว่าสร้างปัญหาในระยะยาว ต่างจากประเทศที่ส่งเสริมการค้าเสรีภายใต้การกำกับที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมของภาครัฐ ซึ่งส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้มแข็ง และสามารถพัฒนาศักยภาพของประเทศได้เต็มที่” เพจ Tevin at PTT ระบุไว้ในตอนท้าย

ขอบคุณภาพประกอบ ข่าวจาก เฟซบุค Piyasvasti Amranand

กฟผ.ห่วงพื้นที่กรุงเทพฯและภาคใต้มีปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าช่วงแหล่งยาดานาหยุดจ่ายก๊าซ

 กฟผ. ห่วง กรุงเทพฯและภาคใต้ จะมีไฟฟ้าไม่พอใช้  ตั้งทีมเฝ้าระวังช่วง 27 มี.ค.-3 เม.ย. 2560 เป็นพิเศษ หวั่นได้รับผลกระทบจากการปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯยาดานา ของเมียนมา ในขณะที่สภาพอากาศร้อนจัด คาดการณ์พีคไฟฟ้าปีนี้เกิดต้นเดือน พ.ค. ที่ระดับ 30,086 เมกะวัตต์

 นายเริงชัย คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้มีการตั้งทีมเฝ้าระวังสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของประเทศในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคใต้  ที่การผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ในพื้นที่ยังต่ำกว่าความต้องการใช้ 

ทั้งนี้พื้นที่ กรุงเทพฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้เพียง 2,800 เมกะวัตต์ ขณะพีคไฟฟ้าคาดว่าจะแตะ 11,000 เมกะวัตต์  โดยปัจจุบัน กรุงเทพฯ  ยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ  ส่วนพื้นที่ภาคใต้กำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้อยู่ที่  2,400 เมกะวัตต์ แต่คาดว่าพีคไฟฟ้าช่วงหน้าร้อนนี้จะอยู่ที่ 2,700 เมกะวัตต์ ซึ่งไฟฟ้าที่ขาดอยู่ประมาณ 200-300 เมกะวัตต์นั้น จะต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจนกว่าภาคใต้จะมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ของตัวเองที่เพียงพอ จึงจะมีความมั่นคง

นอกจากนี้ในวันที่ 25 มี.ค.-2 เม.ย. 2560 นี้ จะมีการปิดซ่อมบำรุงก๊าซธรรมชาติแหล่งยาดานา จากเมียนมา  ที่ก๊าซจะหายไปจากระบบประมาณ1,100ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ซึ่งจะมีผลกระทบทำให้โรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของประเทศ ขาดแคลนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ  และโรงไฟฟ้าบางส่วนต้องใช้น้ำมันเตาและดีเซลทดแทน   ทำให้ส่งผลต่อไฟฟ้าที่ส่งมาป้อนพื้นที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย  โดยช่วงเวลาที่ กฟผ. ต้องจับตาสถานการณ์ไฟฟ้าเป็นพิเศษคือ ช่วงวันทำงานปกติ 27 มี.ค.-3 เม.ย. 2560 ที่มีโอกาสจะเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด  

สำหรับการวางแผนแก้ปัญหาการผลิตไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนสำหรับ กทม. นั้น กฟผ.จะงดการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า  และเตรียมสำรองน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าราชบุรี พร้อมทั้งให้โรงไฟฟ้าโดยรอบเตรียมจ่ายไฟฟ้าให้พื้นที่ กทม.แทน ขณะเดียวกันได้ประสานการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)ย้ายการจ่ายไฟฟ้าเพื่อไม่ให้แรงดันไฟฟ้าตกในช่วงฉุกเฉิน และเตรียมอุปกรณ์ช่วยเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้พร้อมใช้งาน เป็นต้น 

ส่วนพื้นที่ภาคใต้นั้น จะตรวจดูแลรักษาสายส่งไฟฟ้าไม่ให้ขัดข้อง ขอความร่วมมือไม่ให้ปิดซ่อมโรงไฟฟ้าช่วงหน้าร้อนนี้ และเตรียมน้ำมันดีเซลให้โรงไฟฟ้าหากเกิดกรณีแหล่งก๊าซพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) ขัดข้อง พร้อมทั้งประสานซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียช่วงฉุกเฉินไว้ด้วย 

นายเริงชัย กล่าวว่า ในส่วนของพีคไฟฟ้าประเทศนั้น คาดว่าปี 2560 นี้จะเกิดพีคไฟฟ้าช่วงต้นเดือนพ.ค. มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดถึง 30,086 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 1.6% เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศเติบโตเพิ่มขึ้นประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดช่วงฤดูร้อน โดยในปีนี้ฤดูร้อนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนมี.ค. 2560 พีคส่วนใหญ่จะเกิดช่วงประมาณ 19.00 น. เนื่องจากช่วงกลางวันมีโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยลดพีคลง แต่เมื่อเข้าเดือนเม.ย.ที่อากาศร้อนจัดคาดว่าพีคจะกลับมาอยู่ในช่วงกลางวันแทน 

ทั้งนี้พีคของประเทศที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทางกฟผ.ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถรับมือได้ โดยประเทศยังมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้  37,000-38,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าพีคที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 30,086 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม กฟผ.ได้เตรียมซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาวเต็มกำลังที่ 2,000 เมกะวัตต์ไว้แล้ว

ขณะเดียวกัน ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้ออกมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้าภาคสมัครใจ(Emergency Demand Response ) โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินชดเชย 3 บาทต่อหน่วย โดยตั้งเป้าลดใช้ไฟฟ้า กทม.ให้ได้ 200 เมกะวัตต์ และพื้นที่ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ลงอีก 200 เมกะวัตต์ รวมเป็น 400 เมกะวัตต์ที่คาดว่าจะลดได้ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้ กฟผ.ยังเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับในช่วงพีคของฤดูร้อนนี้   

สำหรับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในวันนี้(13 มี.ค.2560) ที่อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ37 องศา เซนเซียส นั้นคาดว่าจะเกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของวันในช่วงค่ำประมาณ 26,500 เมกะวัตต์ 

เผยผลวิจัยผลิตยีสต์ได้เองในประเทศ ช่วยลดต้นทุนเอทานอล

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)จับมือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) เผยผลวิจัยการผลิตยีสต์ได้เองในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้ายีสต์จากต่างประเทศและช่วยลดต้นทุนการผลิตเอทานอลจากหัวมันสำปะหลังสด/มันเส้น ลงได้ประมาณ0.19 บาท/ลิตร

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2560  ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ฯ นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) พร้อมด้วย นางฉันทรา พูนศิริ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ร่วมกัน เผยแพร่ผลการศึกษา "โครงการพัฒนาการเพิ่มผลผลิตเอทานอลจากหัวมันสำปะหลังสด/มันเส้น" โดยผลศึกษาวิจัยระบุ ถึงการคัดเลือกเชื้อยีสต์ประสิทธิภาพสูงที่ช่วยลดต้นทุนการหมัก เพิ่มกำลังการผลิตจากการพัฒนากระบวนการผลิตใหม่ และลดพลังงานจากการออกแบบและพัฒนาระบบการกู้คืนเอทานอลระหว่างการหมัก

นายประพนธ์ กล่าวว่า  ผลการวิจัยจากโครงการดัวกล่าว ทำให้พบว่า เราสามารถผลิตยิสต์ได้เองภายในประเทศ และประสิทธิภาพเทียบเคียงกับเชื้อยีสต์ผงในตลาด โดยปัจจุบันเราต้องนำเข้ายีสต์จากต่างประเทศซึ่งมีแนวโน้มราคาที่สูงขึ้นทุกปี นอกจากนี้การวิจัยพัฒนากระบวนการผลิตของโครงการนี้ ยังจะทำให้สามารถเพิ่มกำลังผลิตเอทานอลขึ้นได้อีกประมาณ 30% โดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์หลักของโรงงาน จะทำให้ลดต้นทุนการผลิตเอทานอลลงได้ประมาณ 0.19 บาท/ลิตร

ด้าน นางฉันทรา  พูนศิริ  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ  วว.  กล่าวว่า พพ. ได้ร่วมมือกับ วว. ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ในการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง โดยทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทั้งทางชีวภาพและทางกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มผลผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังในระดับห้องปฏิบัติการ ระดับกึ่งโรงงาน และวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สำหรับการดำเนินการในระดับโรงงานอุตสาหกรรม

ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan : AEDP2015) ซึ่งแผน AEDP2015 จะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตพลังงานจากวัตถุดิบพลังงานทดแทนที่มีอยู่ภายในประเทศให้ได้เต็มศักยภาพ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพการผลิตพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสม โดยแผน AEDP มีเป้าหมายการใช้เอทานอลที่ 11.3 ล้านลิตร/วัน ในปี พ.ศ.2579 ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลที่ประมาณ 4.7 ล้านลิตร/วัน และมีการใช้เอทานอลประมาณ 3.7 ล้านลิตรต่อวันในปี 2559 สัดส่วนเอทานอลที่ผลิตมาจากกากน้ำตาล และเอทานอลที่ผลิตมาจากมันสำปะหลังคิดเป็น 67% ต่อ 33%

สำหรับผลการศึกษาวิจัยโครงการฯ สรุปได้ ดังนี้ 1.ด้านการพัฒนาทางชีวภาพ สามารถคัดเลือกได้เชื้อยีสต์สายพันธุ์ Saccharomyces cerevisiae ที่มีศักยภาพจำนวน 3 สายพันธุ์ ซึ่งสามารถมีชีวิตรอดได้ในอุณหภูมิที่สูงถึง 41 ºC ทนเอทานอลได้มากกว่า 15% (v/v) และสามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะความเข้มข้นของน้ำตาลสูงได้ และเมื่อทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการหมักเอทานอลกับเชื้อยีสต์ผงทางการค้า พบว่าเชื้อยีสต์ของโครงการฯ มีประสิทธิภาพเทียบเคียงกับเชื้อยีสต์ผงทางการค้า ทั้งนี้เชื้อยีสต์ผงทางการค้าในปัจจุบันยังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีแนวโน้มที่จะปรับราคาสูงขึ้นทุกปี โดยเมื่อทำการศึกษาผลความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้เชื้อยีสต์ผงทางการค้ามาเป็นเชื้อยีสต์สด MGT 1/1 ในโรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังเส้นที่มีกำลังการผลิต 150,000 ลิตรต่อวัน พบว่าสามารถลดต้นทุนการผลิตเอทานอลลงได้ 0.055 บาท/ลิตร (เทียบจากต้นทุน 21.53 บาทต่อลิตร)

2.ด้านการพัฒนาทางกระบวนการผลิต พบว่า ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม การใช้การหมักแบบ HG ร่วมกับยีสต์ของโครงการ จะทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเอทานอลขึ้นได้อีกประมาณ 30% โดยที่ไม่ต้องทำการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หลักของโรงงานฯ คือสามารถเพิ่มจากกำลังการผลิตที่มีอยู่เดิม 150,000 ลิตรต่อวันเป็น 200,000 ลิตรต่อวัน ทั้งยังช่วยลดค่าพลังงานในการผลิตเอทานอลลง ทั้งนี้เนื่องจากเอทานอลในน้ำหมักที่ได้จากการหมักแบบ HG มีความเข้มข้นสูงกว่าการหมักแบบ NG จึงช่วยลดการใช้ไอน้ำในระบบการกลั่นเอทานอล และลดปริมาณน้ำเสียลงได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามอาจมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าและซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นบ้างการใช้การหมักแบบ HG ร่วมกับยีสต์โครงการเพียงอย่างเดียว จะทำให้ได้ผลผลิตความเข้มข้นของเอทานอลในน้ำหมักเพิ่มขึ้นจาก 8-12% (v/v) เป็น 15-17% (v/v) และสามารถลดต้นทุนการผลิตเอทานอลลงได้ประมาณ 0.19 บาท/ลิตร นอกจากนี้การผลิตเอทานอลแบบ HG ยังช่วยลดปริมาณน้ำเสียหรือน้ำกากส่าลงได้ถึง 27%

3.โครงการได้ออกแบบและพัฒนาระบบการกู้คืนเอทานอลระหว่างการหมัก (In Situ Ethanol Recovery; ISER) ซึ่งสามารถดึงเอทานอลบางส่วนออกจากระบบระหว่างการหมักและลดสภาวะที่เป็นพิษต่อยีสต์ได้ โดยการใช้การหมักแบบ HG ร่วมกับยีสต์ MGT 1/1 และระบบการกู้คืนเอทานอลระหว่างกระบวนการหมัก (ISER) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหมักภายใต้สภาวะความเข้มข้นสูงได้ และช่วยลดค่าพลังงานในการกลั่นมากกว่าการใช้ระบบ HG เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้การใช้ระบบการผลิตภายใต้สภาวะ HG ร่วมกับระบบ ISER และใช้เชื้อยีสต์ MGT 1/1 นั้นจะสามารถลดต้นทุนการผลิตเอทานอลลงได้ประมาณ 0.70 บาท/ลิตร นอกจากนี้การผลิตเอทานอลแบบ HG ร่วมกับระบบกู้คืน ISER ยังช่วยลดปริมาณน้ำเสียหรือน้ำกากส่าได้ถึง 29%

พลังงานไม่สน "รสนา" ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ค้าน พ.ร.บ. ปิโตรเลียม

"อนันตพร" ไม่สน "รสนา" ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ประเด็น พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ผ่าน สนช. ขัดต่อรัฐธรรมนูญใหม่ มาตรา 77 วรรคสอง ระบุถ้ายังไม่รู้กติกาก็ต้องปล่อย เตรียมเชิญผู้แทนสภาพัฒน์ฯ กระทรวงคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือเรื่องตั้งคณะกรรมการศึกษาการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) ภายในสองสัปดาห์

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ นางสาว รสนา โตสิตระกูล หนึ่งในแกนนำเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เดินทางไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมให้กับผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ. ....ที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2560 ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 77 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560  ว่า ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะเป็นเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะพิจารณา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระทรวงพลังงาน  ซึ่งก็คงไม่ต้องเตรียมแผนอะไรรองรับเรื่องนี้ แต่สิ่งที่กระทรวงพลังงานควรจะต้องเตรียม คือถ้าไม่มีก๊าซธรรมชาติใช้ จะต้องทำอย่างไรมากกว่า

"คนเราควรจะต้องรู้ว่าอะไรคือกติกา เมื่อเรื่องจบไปแล้วก็ควรจะต้องจบ แต่ถ้ายังไม่รู้กติกา ก็ต้องปล่อย จะไปยื่นกี่ที่ก็ยื่นไปเถอะ" พลเอก อนันตพร กล่าว

พลเอก อนันตพร ยังกล่าวถึงเรื่องของการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company หรือNOC) ว่า กระทรวงพลังงานรับเป็นหน่วยงานที่จะตั้งเรื่องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่จะศึกษาเอง โดย ภายใน 2 สัปดาห์นี้ ทางพลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน จะเชิญผู้แทนจากสภาพัฒน์ฯ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่ควรจะเกี่ยวข้อง มาหารือ ว่า ควรจะต้องใครมาเป็นคณะกรรมการเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง NOC  โดยจะมีระยะเวลาในการศึกษา 1ปี

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ไม่อยากจะบอกว่า NOC ควรจะตั้งหรือไม่ควรตั้ง โดยให้อยู่ที่ผลการศึกษาที่จะออกมา เพียงแต่จะต้องตอบสังคมให้ได้เท่านั้น ว่า ถ้าตั้ง NOC ขึ้นมาแล้ว ประเทศจะได้ประโยชน์มากขึ้นอย่างไร