ค้นหาด้วย ' อนันตพร ' ทั้งหมด 34 รายการ
พร้อมตั้งคณะกรรมการศึกษาตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)

กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเลือกหน่วยงานและคณะกรรมการศึกษาตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)หลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ส่งพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ผ่านความเห็นชอบพร้อมข้อสังเกต ส่งถึงครม.เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ยันเดินหน้าเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี2565-2566

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียม 2-3 แนวทางสำหรับเลือกหน่วยงานและคณะกรรมการที่จะเป็นผู้ศึกษาการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)เร็วๆนี้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้นำเสนอเรื่องการศึกษาการจัดตั้ง NOCที่ใส่เอาไว้ในข้อสังเกตในท้ายกฎหมาย เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และ ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานรับมาดำเนินการในรายละเอียดเพื่อส่งกลับไปยังครม.พิจารณาอีกครั้ง

โดยสัปดาห์หน้า กระทรวงพลังงานจะประชุมเพื่อสรุปทางเลือก 2-3 แนวทางดังกล่าวก่อนเสนอ ครม. ทั้งนี้ยืนยันว่าจะดำเนินการได้เสร็จทันภายในกรอบเวลาที่เหลืออีก30 วันตามที่ สนช.ระบุไว้ในข้อสังเกตแนบท้ายกฎหมาย อย่างแน่นอน

 “การประชุมสัปดาห์หน้าจะพิจารณาความเหมาะสมว่า หน่วยงานใด้จะเป็นผู้ศึกษาจัดตั้งNOC รวมถึงคัดเลือกตัวบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการศึกษาจัดตั้งNOCด้วย ซึ่งมี 2-3แนวทาง และจะต้องส่งเรื่องกลับไปครม.เพื่ออนุมัติให้หน่วยงานและบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้ดำเนินการ โดยยืนยันว่าการจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวจะเสร็จภายใน 30 วัน ทันตามกรอบที่สนช.มอบไว้ 60 วัน” พล.อ.อนันตพร กล่าว

ส่วนกรณีเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 วรรคสอง หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ได้กำหนดว่าก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ต่อประชาชนนั้น เรื่องดังกล่าวไม่หน้าจะกระทบต่อการเเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งทั้งเอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566  โดยขณะนี้ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เกี่ยวกับกฎเกณฑ์การเปิดประมูล ว่าแต่ละแหล่งจะเข้าเกณฑ์ระบบใด ทั้ง ระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) และระบบจ้างผลิต(เอสซี) คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 15 วัน จากนั้นจะเสนอให้ครม.พิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไข(ทีโออาร์)การเปิดประมูลภายในเดือนมิ.ย.นี้ 

ทั้งนี้แม้การเปิดประมูลทั้ง 2 แหล่ง จะเลื่อนออกจากกำหนดการเดิม 1-2 เดือน แต่ก็ยังถือว่าเป็นไปตามแผนและไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของเอกชน

"อนันตพร" ปิดเกมโควตาโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ 300 เมกะวัตต์

รัฐมนตรีพลังงานปิดเกมโควตาโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการที่ยังเหลืออีก 300 เมกะวัตต์ ระบุเปิดรับซื้อรอบสองยื่นมาแค่ไหนก็แค่นั้น โดยอยากให้มีการเปิดประมูลแข่งขันการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำลงและผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ต้องแบบรับค่าเอฟที

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงโควต้าการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดินในส่วนของหน่วยงานราชการ หรือ โซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ  ที่ยังมีโควต้าเหลืออยู่อีก300 เมกะวัตต์ นอกเหนือจากที่จะเปิดรับซื้อในระยะที่ 2 ของโครงการ จำนวน 100 เมกะวัตต์ ว่า การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการนั้น ในโควต้าส่วนที่เหลืออยู่ 300 เมกะวัตต์ จะไม่มีการดำเนินการอีกแล้ว โดจะถือว่าจบโครงการหลังการเปิดรับซื้อรอบสอง แม้ในกรณีที่มีผู้ยื่นเข้ามาไม่ถึง 100 เมกะวัตต์ตามจำนวนโควตาที่เปิดรับ

สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่มีจำนวนกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโซลาร์ฟาร์มที่รัฐให้การส่งเสริมค่าไฟฟ้าในรูป Adder และ Feed in Tariff (FiT) จนมีผลต่อค่าเอฟทีสูงถึง 21 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 13,500 ล้านบาท ต่องวดเอฟทีล่าสุด นั้น พลเอก อนันตพร กล่าวว่า เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นของรัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา โดยรัฐบาลชุดนี้ ได้พยายามที่จะเข้ามาปลดล็อคและแก้ไขปัญหา  

“แนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบติดตั้งบนพื้นดิน  หรือติดตั้งบนหลังคานั้น อยากจะให้มีการประมูลแข่งขันกัน เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด  และไม่เป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟทีเหมือนในอดีต”พลเอก อนันตพร กล่าว

สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร นั้น เดิมมีเป้าหมายการรับซื้อรวม 800 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น หน่วยงานราชการ 400 เมกะวัตต์ และ สหกรณ์ภาคการเกษตร 400 เมกะวัตต์ แต่ในส่วนของโควตาส่วนราชการนั้น ติดปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกรณีหน่วยงานราชการ เนื่องจากผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาพบว่า หน่วยงานราชการมีเพียงองค์การทหารผ่านศึกเท่านั้นที่ร่วมโครงการได้  ทำให้ต้องลดโควตาในส่วนราชการลงเหลือเพียง 100 เมกะวัตต์

ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์กันว่า อาจจะมีการโยกโควต้าที่เหลือ 300 เมกะวัตต์นี้ ไปทำโซลาร์รูฟท็อปเสรี อย่างไรก็ตาม จากนี้ คาดว่าโควตาส่วนราชการดังกล่าว จะไม่ถูกนำมาใช้ในโครงการอื่นแต่อย่างใด หากจะมีการรับซื้อใหม่ ก็น่าจะเป็นการเปิดโครงการใหม่

ทั้งนี้ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรนี้  แบ่งการรับซื้อเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 ซึ่งดำเนินการไปแล้ว มีเป้าหมายการรับซื้อ 400 เมกะวัตต์ แต่สามารถคัดเลือกผู้ผลิตได้กำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้นเพียง 281.32 เมกะวัตต์ โดยผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรทั้งหมด จำนวน 67 ราย และไม่สามารถรับซื้อจากส่วนราชการได้เนื่องจากติดข้อกฎหมายดังกล่าว ส่วนระยะที่ 2  มีเป้าหมายการรับซื้อ 219 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น สหกรณ์ภาคการเกษตร 119 เมกะวัตต์ และหน่วยงานราชการ 100 เมกะวัตต์ โดยจะเปิดให้ยื่นคำขอร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 -19 พ.ค. 2560 ด้วยวิธีการจับฉลากและประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณา 16 พ.ย. 2560 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในวันที่ 16 มี.ค. 2561 และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(SCOD) วันที่ 31 ธ.ค. 2561

พลังงานไม่สน "รสนา" ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ค้าน พ.ร.บ. ปิโตรเลียม

"อนันตพร" ไม่สน "รสนา" ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ประเด็น พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ผ่าน สนช. ขัดต่อรัฐธรรมนูญใหม่ มาตรา 77 วรรคสอง ระบุถ้ายังไม่รู้กติกาก็ต้องปล่อย เตรียมเชิญผู้แทนสภาพัฒน์ฯ กระทรวงคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือเรื่องตั้งคณะกรรมการศึกษาการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) ภายในสองสัปดาห์

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ นางสาว รสนา โตสิตระกูล หนึ่งในแกนนำเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เดินทางไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมให้กับผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ. ....ที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2560 ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 77 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560  ว่า ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะเป็นเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะพิจารณา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระทรวงพลังงาน  ซึ่งก็คงไม่ต้องเตรียมแผนอะไรรองรับเรื่องนี้ แต่สิ่งที่กระทรวงพลังงานควรจะต้องเตรียม คือถ้าไม่มีก๊าซธรรมชาติใช้ จะต้องทำอย่างไรมากกว่า

"คนเราควรจะต้องรู้ว่าอะไรคือกติกา เมื่อเรื่องจบไปแล้วก็ควรจะต้องจบ แต่ถ้ายังไม่รู้กติกา ก็ต้องปล่อย จะไปยื่นกี่ที่ก็ยื่นไปเถอะ" พลเอก อนันตพร กล่าว

พลเอก อนันตพร ยังกล่าวถึงเรื่องของการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company หรือNOC) ว่า กระทรวงพลังงานรับเป็นหน่วยงานที่จะตั้งเรื่องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่จะศึกษาเอง โดย ภายใน 2 สัปดาห์นี้ ทางพลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน จะเชิญผู้แทนจากสภาพัฒน์ฯ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่ควรจะเกี่ยวข้อง มาหารือ ว่า ควรจะต้องใครมาเป็นคณะกรรมการเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง NOC  โดยจะมีระยะเวลาในการศึกษา 1ปี

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ไม่อยากจะบอกว่า NOC ควรจะตั้งหรือไม่ควรตั้ง โดยให้อยู่ที่ผลการศึกษาที่จะออกมา เพียงแต่จะต้องตอบสังคมให้ได้เท่านั้น ว่า ถ้าตั้ง NOC ขึ้นมาแล้ว ประเทศจะได้ประโยชน์มากขึ้นอย่างไร

กกพ. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติโซลาร์ฟาร์ม 639 ราย

“กกพ.” เผยยอดรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติจากหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ในโครงการโซลาร์ฟาร์ม เฟส 2 จำนวน 639 ราย รวม 3,119.34 เมกะวัตต์ จากยอดที่ยื่นคำขอทั้งหมด 720 ราย ไม่ผ่านการพิจารณา 81 ราย ระบุจะจับสลากเพื่อคัดเลือกผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ วันที่ 26 มิ.ย. นี้

นายวีรพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า มีหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร ที่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นเจ้าของโครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร หรือโซลาร์ฟาร์ม ในเฟส 2 จำนวนทั้งสิ้น 639 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกเขตพื้นที่ เป็นจำนวน 3,119.34 เมกะวัตต์ จากหน่วยงานที่ยื่นเรื่องเข้ามา ทั้งสิ้น 720 ราย รวม 3,510.46 เมกะวัตต์

ทั้งนี้  โครงการโซลาร์ฟาร์ม เฟสที่ 2 มีเป้าหมายรับซื้อจำนวน 219 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นส่วนราชการ ยื่นขอได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมจำนวน 100 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ภาคการเกษตร รวม  119 เมกะวัตต์

สำหรับจำนวนหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ 81 รายนั้น จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ได้ยื่นมา พบว่า เอกสารหลักฐานไม่สอดคล้องกับตามคุณสมบัติของหลักเกณฑ์ในประกาศฯ

สำหรับขั้นตอนต่อไป กกพ. ได้กำหนดวันจับสลากเพื่อคัดเลือกผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ โดยจะเป็นการจับสลากต่อหน้าสักขีพยาน ในวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2560 ณ ห้องประชุมฮอลล์ (HALL) 105 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมนานาชาติไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 09.30 น. โดยกำหนดประกาศผลการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ ปิดประกาศที่สำนักงานและทางเว็บไซต์ ในวัน 28 มิถุนายน 2560 เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 ให้ผู้ผ่านการคัดเลือกดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุนโครงการของหน่วยงานราชการ และผู้สนับสนุนโครงการของสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อมายื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าต่อไป

ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการจับสลากเพิ่มเติมได้ที่ www.erc.or.th

 

ตัวอย่างรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ

 

 

 

วงเสวนาชมรมวพน.เสนอใช้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี บริหารแหล่งสัมปทานหมดอายุ

วงเสวนา เรื่อง”มุมมองพลังงานของชาติ” ซึ่งจัดโดยชมรมวิทยาการพลังงาน(ชวพน.) โฟกัสไปที่เรื่องของแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุทั้งเอราวัณ บงกช และเห็นว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีมีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับศักยภาพด้านปิโตรเลียมของประเทศ โดยรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านพลังงานควรจะกล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและไม่ใช้ความเชื่อ

งานเสวนาดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นที่ อาคารEnCo C เมื่อช่วงค่ำวันที่7มิ.ย.2560  มีวิทยากรบนเวที ประกอบด้วยนายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) วพน.รุ่น2 นายชาญชัย สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ วพน.รุ่น1 และนางอานิก อัมระนันทน์ จากกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน(ERS) วพน.รุ่น2 โดยมีนายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการบริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)หรือ GPSC วพน.รุ่น2 รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยได้รับความสนใจจากสมาชิกชมรมวิทยาการพลังงาน

นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  กล่าวบนเวทีเสวนาว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี2514 มีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยมีความพยายามที่จะเพิ่มสัดส่วนผลตอบแทนรัฐให้มากขึ้นมาโดยตลอด โดยในปี2524 ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายจากระบบสัมปทานไทยแลนด์วัน มาเป็นไทยแลนด์ทู ที่หวังว่ารัฐจะได้รับผลประโยชน์ใกล้เคียงกับระบบแบ่งปันผลผลิต แต่ปรากฎว่า เอกชนผู้รับสัมปทานที่สำรวจพบปิโตรเลียมไม่มีการพัฒนาหลุมผลิต เพราะได้รับผลตอบแทนที่ไม่คุ้มทุน ทำให้การสำรวจและผลิตหยุดชะงัก รัฐจึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม เมื่อปี2532 ให้เป็นระบบไทยแลนด์ทรี และใช้มาจนถึงปัจจุบัน

โดยระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี ถือเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่น และเหมาะกับศักยภาพปิโตรเลียมของประเทศ คือพบปริมาณปิโตรเลียมมาก รัฐก็จัดเก็บค่าภาคหลวงมาก พบน้อยรัฐก็ได้ค่าภาคหลวงน้อย ในขณะที่ภาษีปิโตรเลียม ก็ยังคงเก็บที่อัตรา50% ของกำไร  ซึ่งถือว่าเป็นอัตราภาษีเงินได้ของธุรกิจปกติ  แต่เอกชนผู้รับสัมปทานต่างก็ยอมรับในเงื่อนไขนี้

“ เราแทบไม่มีความจำเป็นต้องมีพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ฉบับที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต เข้ามาเลย  เพราะระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี ซึ่งใช้อยู่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมของเราในปัจจุบัน ทั้งนี้ ถ้าต้องการที่จะให้รัฐได้ผลตอบแทนมากขึ้น มันก็อยู่ที่การออกแบบหลักเกณฑ์ข้างใน จะออกแบบให้ระบบไทยแลนด์ทรี รัฐได้ผลตอบแทนมากกว่าหรือน้อยกว่าระบบแบ่งปันผลผลิตก็ทำได้ แต่ที่เห็นว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี มีความเหมาะสมกว่าเพราะ กว่าจะกำหนดรูปแบบและหลักเกณฑ์ ออกมาได้ต้องผ่านการวิเคราะห์ แก้ไข ปรับปรุง จากผู้เชี่ยวชาญ ใช้เวลากว่า3ปี แต่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่เรานำมาใส่ไว้ในกฎหมายนี้ รัฐยังไม่มีความคุ้นเคย ยังไม่ได้มีเวลาวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งเลยว่า เมื่อนำมาใช้แล้วจะมีปัญหาในทางปฎิบัติ หรือขัดแย้งกับกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษี อย่างไรหรือไม่ จึงค่อนข้างมีความกังวล  “นายไกรฤทธิ์ กล่าว

ด้านนางอานิก อัมระนันทน์ จากกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน(ERS) วพน.รุ่น2  กล่าวว่า กลุ่มERS เคยเสนอรูปแบบในการบริหารทรัพยากรปิโตรเลียม ที่เรียกว่ามาตรฐานความโปร่งใสใหม่ ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม The Extractive Industries Transparency Initiative หรือEITI ซึ่งเป็นโครงการที่เวิลด์แบงก์ให้การสนับสนุน และมีหลายประเทศได้นำมาใช้แล้ว  โดยโครงสร้างที่สำคัญจะมีกรรมการระดับภาคของ3ฝ่ายคือฝ่ายรัฐ ฝ่ายเอกชนและภาคประชาชน เพื่อที่จะตรวจสอบข้อมูลว่าภาครัฐได้รายได้เท่าไหร่จากทรัพยากรที่อาจจะไม่ใช่เฉพาะปิโตรเลียม แต่อาจจะเป็นเพชร พลอย เหมืองแร่ ก็ได้ และบริษัทจ่ายให้รัฐเท่าไหร่ รั่วไหลไปที่ไหนหรือไม่  โดยมีคนกลางมาตรวจสอบข้อมูล เพื่อจะสร้างความโปร่งใสระดับหนึ่ง ซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลทุกๆปี ทั้งนี้ถ้าเรามีโครงการแบบนี้ในประเทศไทย มีกลุ่มของภาคประชาชนที่เป็นทางการ ที่เข้ามาคุยกับตัวแทนของภาครัฐ ภาคเอกชน  ว่าเกิดอะไรขึ้น อะไรเก็บมาได้มากน้อยแค่ไหน  และสามารถจะตรวจสอบ สอบสวนได้ในประเด็นต่างๆ  ก็จะช่วยลดความขัดแย้ง และน่าจะเป็นโครงสร้างที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากๆ

นางอานิก กล่าวว่า โดยข้อเสนอเรื่องของEITI คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้อนุมัติมาปีกว่าแล้ว แต่เรื่องยังไม่เดินหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

นาย ชาญชัย สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ วพน.รุ่น1 กล่าวในช่วงหนึ่งว่า ต้องจับตาดูว่าภายในเดือนก.ค.นี้รัฐจะสามารถเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุทั้งเอราวัณและบงกช ได้หรือไม่  เรื่องของพลังงานนั้นมันมีทั้งความเชื่อกับความจริง และ เห็นว่าฝ่ายนโยบายที่มีอำนาจควรจะต้องมีความแน่วแน่ ที่จะตัดสินใจ ไม่เอาสิ่งที่เป็นความเชื่อมาตัดสินนโยบาย แต่ควรจะยึดข้อมูลข้อเท็จจริง

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) วพน.รุ่น2 กล่าวว่า ที่ค่อนข้างมีความกังวลมากคือเรื่องของSocial Media  ที่มีการนำข่าวเก่า บทความเก่า มานำเสนอใหม่ เหมือนรีไซเคิล ทั้งๆที่บริบทหรือสถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว  แล้วคนก็เชื่อ แล้วแชร์  สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่มีภูมิคุ้มกันเรื่องของ Social Media  ขาดการใช้เหตุผลและวิจารณญาณ  โดยเรื่องของปิโตรเลียม ทั้งระบบสัมปทาน หรือระบบแบ่งปันผลผลิต ที่เพิ่มเข้ามาไว้ในกฎหมายปิโตรเลียมแล้วนั้น อยากจะให้รัฐทำข้อมูล เอาข้อเท็จจริงเปรียบเทียบเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลือกเอาเลย ว่าควรจะเป็นแบบไหน  สิ่งที่เป็นความเชื่อที่ผิดๆ จะได้หาย  เรื่องของปิโตรเลียมในขณะนี้ นั้น ประเด็นที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นห่วงมากคือความต่อเนื่องในการผลิต  

 

 

กฟผ.ชูลงทุน7โครงการด้านพลังงานทดแทนในระยะแรกปี2561-2564

กฟผ. ชูโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งแบบติดตั้งบนดินและทุ่นลอยน้ำในพื้นที่เดิมของกฟผ. โดยเตรียมขออนุมัติคณะรัฐมนตรีในระยะแรก จำนวน 7 โครงการ รวมกำลังผลิต 32 เมกะวัตต์ เข้าระบบในปี 2561 - 2564  มั่นใจมีศักยภาพการดำเนินการได้ในราคาที่ต่ำกว่าเอกชน

 นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี โฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงการพัฒนาพลังงานทดแทนของ กฟผ. ว่า ตามที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่มีอยู่ในประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม และเพื่อผลประโยชน์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน กฟผ. จึงได้จัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ปี 2558-2568 สอดรับกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 - 2579 (AEDP 2015) ที่ผลักดันให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนในทุกภาคส่วนของประเทศให้ถึงร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานรวม (ในรูปแบบไฟฟ้า 4.27%, ความร้อน 19.15%, เชื้อเพลิงชีวภาพ 6.65%) ภายในปี 2579

 ทั้งนี้ กฟผ. มีโครงการพลังงานหมุนเวียนในแผน AEDP ทั้งสิ้นประมาณ 500 เมกะวัตต์ ในระยะแรก ซึ่งจะทยอยผลิตไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2561 - 2564 จำนวน 7 โครงการ รวมกำลังผลิตทั้งหมด 32 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ได้แก่ โครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ 4 โครงการ ที่อ่างเก็บน้ำบางปูดำ ในเขตพื้นที่โรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ อ่างเก็บน้ำห้วยเป็ดและอ่างเก็บน้ำห้วยทราย อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และอ่างเก็บน้ำโรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และโครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนพื้นดิน 3 โครงการ ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 จ.มุกดาหาร ที่ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง และที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงจอมบึง จ.ราชบุรี โดยสำหรับโครงการที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงจอมบึง จะมีการติดตั้งพร้อมแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System)

 “กฟผ. เลือกใช้เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอนที่มีประสิทธิภาพสูง 14-16% เนื่องจากเซลล์ชนิดนี้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน มีอัตราการเสื่อมสภาพต่อปีต่ำ ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อย นอกจากนี้ ยังติดตั้งอยู่ในอ่างเก็บน้ำและบนพื้นดินซึ่งเป็นพื้นที่ของ กฟผ. ทั้งหมด จึงนับได้ว่าเป็นการบริหารการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ทำให้มีต้นทุนการผลิตไม่สูงกว่าอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินของเอกชน ทั้งนี้ ในส่วนของโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ จะช่วยให้เกิดการต่อยอดจากงานโครงการวิจัยขนาดเล็กไปสู่การพัฒนาเป็นโครงการขนาดใหญ่อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย”

 โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ของ กฟผ. 7 โครงการที่จะเข้าระบบภายในปี 2564 นี้ ตลอดอายุโครงการ 25 ปี จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมได้ประมาณ 75,000 ตัน ตามอนุสัญญา COP21 และสามารถทดแทนน้ำมันเตาได้ 370 ล้านลิตร หรือคิดเป็นเงินประมาณ 3,750 ล้านบาท และยังสามารถลดปริมาณการระเหยของน้ำได้ประมาณ 40% สำหรับโครงการที่อ่างเก็บน้ำโรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ จะสามารถพัฒนาต่อยอดสู่งานวิจัยระบบกักเก็บพลังงานแบบต่าง ๆ เช่น ระบบกักเก็บไฮโดรเจน (Hydrogen Storage) ให้กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) หรือ เครื่องยนต์ก๊าซไฮโดรเจน (Hydrogen Gas Engine) รวมถึงสามารถใช้เป็นแหล่งศึกษาด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของนักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปในอนาคต

 

กกพ.แจงแนวโน้มค่าเอฟทีงวดพ.ค.-ส.ค.2560 สูงขึ้นจริง

กกพ. แจงแนวโน้มค่าเอฟทีงวด พ.ค. - ส.ค. 2560 สูงขึ้นจริง เนื่องจากเป็นช่วงขาขึ้นของราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น  ในขณะที่การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะส่งผลกระทบต่อค่าเอฟที งวดใหม่ประมาณ 1 - 2 สตางค์เท่านั้น  คาดทราบตัวเลขที่ชัดเจนกลางเดือน เม.ย.2560

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center )ได้รับอีเมล์ชี้แจงจากฝ่ายกลยุทธ์และสื่อสารองค์กรของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อวันที่22 มี.ค.2560 ว่า ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับแนวโน้มค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 2560 เพิ่มขึ้น 21 สตางค์ต่อหน่วย ในการนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขอทำความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวว่า ค่าเอฟทีในงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 60 นี้ มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นจริง เนื่องจากเป็นช่วงขาขึ้นของราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตัวเลขประมาณการค่าเอฟทีในงวดดังกล่าวจะทราบผลภายในกลางเดือน เม.ย. 2560 นี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตัวเลข 21 สตางค์ เป็นตัวเลขที่เป็นผลมาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ Adder และ FiT จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้ง SPP และ VSPP ที่ได้ทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบประมาณ 7,000 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รวมกับค่าไฟในงวดเดือน ม.ค. - เม.ย. 2560 แล้ว โดยในงวดเดือน พ.ค. - ส.ค.25 60 นี้ คาดว่าการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะส่งผลกระทบต่อค่าเอฟทีประมาณ 1 - 2 สตางค์ โดย กกพ. จะนำตัวเลขดังกล่าวมาคำนวณค่าเอฟทีและจะแถลงผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการให้ทราบต่อไป

ผู้บริหารปตท.ถอดบทเรียนความล้มเหลวNOC ของเม็กซิโก

ผู้บริหารปตท.ถอดบทเรียนความล้มเหลวบรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC)ของประเทศเม็กซิโก จากที่เคยยึดกิจการพลังงานต่างชาติมาเป็นของรัฐแล้วดำเนินธุรกิจพลังงานแบบผูกขาด เมื่อ80ปีที่แล้ว ต้องปฎิรูปกลับสู่การค้าเสรีเพื่อให้เกิดการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากภาคเอกชนทั้งในและนอกประเทศ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC)รายงานว่า คณะผู้บริหารของปตท. ซึ่งนำโดยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ประธานบอร์ด  และนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการปฎิรูปพลังงานที่ประเทศเม็กซิโก ช่วงวันที่6-12 มี.ค. ที่ผ่านมา  โดยทั้งนายปิยสวัสดิ์ และนายเทวินทร์ ต่างได้โพสต์ข้อความสรุปถึงการดูงานครั้งนี้ผ่านช่องทางเฟซบุคส่วนตัว “Piyasvasti Amranand” และเพจ Tevin at PTT  โดยชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศเม็กซิโก ในอดีต ที่มีการยึดกิจการพลังงานต่างชาติมาเป็นของรัฐแล้วดำเนินธุรกิจพลังงานแบบผูกขาด

โดยในเฟซบุค Piyasvasti Amranand  ซึ่งโพสต์ข้อความเมื่อวันที่11 มี.ค. นั้นสรุปสาระสำคัญของการเดินทางไปดูงานในครั้งนี้ ที่ได้พบกับ ทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการไฮโดรคาร์บอน หรือ CNH  ที่มีบทบาทเทียบเท่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ของไทย  และได้ร่วมหารือกับรัฐมนตรีช่วยพลังงานของเม็กซิโก  ที่ตอบข้อสงสัยของคณะผู้บริหารปตท.อย่างละเอียด  รวมทั้งได้พบกับ พีเม็กซ์(PEMEX) ซึ่งเป็น บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ของเม็กซิโก

“ ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมามีการปฏิรูปพลังงานในเม็กซิโกอย่างรวดเร็วโดยเป็นไปในทิศทางคล้ายกับประเทศไทยในปัจจุบัน หลังจากที่นโยบายเดิมทำให้กิจการพลังงานเสื่อมโทรมลงมาด้วยตลอด 80 ปีที่ผ่านมา แต่ที่น่าสลดใจก็คือมีกลุ่มบุคคลในประเทศไทยที่ต้องการปฏิรูปพลังงานไทยเพื่อให้ย้อนยุคไปเหมือนเม็กซิโกเมื่อ 80 ปีที่แล้ว”  นายปิยสวัสดิ์  เขียนข้อความบางตอนไว้ในเฟซบุค  

พร้อมขยายความถึงการดำเนินนโยบายของเม็กซิโก ก่อนที่จะมีการปฏิรูปพลังงาน ไว้ด้วยว่า  รัฐบาลยึดกิจการปิโตรเลียมทั้งหมดไว้ และให้ Pemex  ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเม็กซิโก ที่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ทั้งกำกับดูแล เป็นผู้ลงทุน และ เป็นโอเปอเรเตอร์ ของธุรกิจปิโตรเลียม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ  ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือ  ธุรกิจของ PEMEX นั้นขาดประสิทธิภาพ ไม่เกิดการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และขาดเงินลงทุน   โดยในช่วงดังกล่าว การสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมสามารถทำได้อย่างเดียวคือการจ้างผลิต (service contract ) เพราะกฏหมายไม่เปิดช่องให้มีการร่วมทุนกับต่างชาติ  ซึ่งทำให้ PEMEX เป็นผู้ลงทุนและรับความเสี่ยงเอง ทั้งหมด  สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปริมาณสำรองปิโตรเลียมลดลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีการสำรวจแหล่งใหม่ๆโดยเฉพาะในทะเลลึก ผลผลิตปิโตรเลียมลดลง (หลังจากที่การผลิตของแหล่ง Cantarell ซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด ลดลง) จนต้องนำเข้าน้ำมันเข้ามาใช้บริโภคภายในประเทศ (ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ดินจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีศักยภาพพอในแง่เงินลงทุนและเทคโนโลยี ที่จะขุดขึ้นมาใช้)

ปัญหาวิกฤตดังกล่าว ทำให้รัฐบาลเม็กซิโก ต้องเร่งการปฏิรูปพลังงานในปี 2556  โดยมีการแก้ไขข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ มีใจความสำคัญ คือ 1. รัฐยังคงเป็นเจ้าของทรัพยากรใต้ดินทั้งหมด เช่นเดียวกับประเทศไทย   2. เปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมได้แทนที่จะมีเฉพาะ  PEMEX แต่เพียงผู้เดียวโดย CNH สามารถเลือกใช้รูปแบบสัญญาการสำรวจได้ 3 รูปแบบ คือ License (ซึ่งคือระบบสัมปทานในไทย) Production sharing contract, Profit sharing เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้นักลงทุนต่างชาติ  3. จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลด้านปิโตรเลียมและไฟฟ้า และยุติบทบาทการผูกขาดของ PEMEX เปิดให้มีการแข่งขันเสรี กล่าวคือ PEMEX มีลักษณะคล้ายกับ ปตท. ในปัจจุบันมากขึ้น   4. เปิดให้มีการแข่งขันในกิจการขายก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า ซึ่งในส่วนนี้ เม็กซิโก มีการดำเนินการที่ก้าวหน้าไปมากกว่าประเทศไทย

ในส่วนหน้าเพจ Tevin at PTT ซึ่งโพสต์ข้อความในวันที่12 มี.ค. นั้น ก็สรุปเนื้อหาไปในทิศทางเดียวกันถึง บทเรียนจากความล้มเหลวของนโยบาย Nationalization ที่ทำให้วันนี้ เม็กซิโก ต้องเปลี่ยนจากการผูกขาดโดย บรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC) ไปสู่ Competition & Transparency เพื่อดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากภาคเอกชน ทั้งในและนอกประเทศ

เม็กซิโกนั้นเป็นประเทศที่ใหญ่กว่าไทยถึง  4 เท่า มีพลเมือง มากกว่าไทยเกือบ 2 เท่า และมีศักยภาพปิโตรเลียมสูงกว่าไทยมาก โดยในอดีตเคยรุ่งเรืองจากการส่งออกน้ำมันดิบถึง 1 ใน 4 ของโลก

เพจ Tevin at PTT สรุปถึงเหตุผลที่เม็กซิโก ต้องดำเนินนโยบายการปฎิรูปพลังงาน เพราะ มีปริมาณสำรองและการผลิตลดลงจนประเทศที่เคยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ต้องกลายเป็นผู้นำเข้าปิโตรเลียม  ในขณะที่ PEMEX ขาดเทคโนโลยีและเงินทุน ไม่สามารถสำรวจและพัฒนาศักยภาพที่มี  โดยมีการเชิญชวนให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่ เช่น เอ็กซอน เชลล์ บีพี เข้ามาลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งสำรวจพื้นที่น้ำลึก ลงทุนโรงกลั่น เปิดปั๊มน้ำมัน    ในขณะเดียวกัน ก็ต้องปรับราคาน้ำมันขึ้นไปตามกลไลตลาดและเรียกเก็บภาษีน้ำมันเพื่อนำรายได้จากภาษีมาพัฒนาประเทศ  เนื่องจากไม่สามารถที่จะคงนโยบายอุ้มราคาน้ำมันในประเทศต่อไปได้

“ นี่เป็นทิศทางพลังงานของประเทศเม็กซิโก สอดคล้องกับหลายประเทศที่เคยมีแนวทางยึดกิจการพลังงานมาเป็นของรัฐ ซึ่งวันนี้พิสูจน์แล้วว่าสร้างปัญหาในระยะยาว ต่างจากประเทศที่ส่งเสริมการค้าเสรีภายใต้การกำกับที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมของภาครัฐ ซึ่งส่งเสริมภาคเอกชนให้เข้มแข็ง และสามารถพัฒนาศักยภาพของประเทศได้เต็มที่” เพจ Tevin at PTT ระบุไว้ในตอนท้าย

ขอบคุณภาพประกอบ ข่าวจาก เฟซบุค Piyasvasti Amranand

อนันตพรลงใต้ ติดตามสถานการณพลังงานหลังน้ำท่วม

“อนันตพร” ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัย พร้อมตรวจติดตามสถานการณ์พลังงานในพื้นที่ภาคใต้

วันนี้ ( 10 มีนาคม 2560) พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราชจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งติดตามการบำรุงรักษาสถานที่ด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหาย และตรวจสอบศักยภาพของการให้บริการเกี่ยวกับด้านพลังงานภายหลังสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยได้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันและสถานีบริการน้ำมัน ตรวจสอบสภาพถังก๊าซหุงต้ม และสนับสนุนหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้บริการประชาชน รวมถึงการฟื้นฟูและมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับโรงเรียนมัชฌิมภูผา ในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือข้อราชการเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานของกลุ่มภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ พังงา ระนอง ภูเก็ต และตรัง โดยได้มีการมอบหมายให้พลังงานจังหวัดและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ มุ่งเน้นการทำงานอย่างบูรณาการติดตามดูแลสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งให้ดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู ผู้ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมทั้งในส่วนของโครงการพลังงานต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพลังงาน สถานที่ราชการ โรงเรียน วัด และที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูสถานที่ประสบภัยหลังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้นี้ กระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานเครือข่ายด้านพลังงานต่างๆ  ให้ความช่วยเหลือกระจายไปยังทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งเน้นพื้นที่ที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทั่วทุกพื้นที่อย่างแท้จริง

“ในสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามผลกระทบในด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด และได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ เฝ้าระวังสถานที่และบริการด้านพลังงานให้ครอบคลุมทั้งในเรื่องไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ประสบภัยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัด ได้ดำเนินการ เช่น การมอบเงินช่วยเหลือผ่านโครงการ “ประชารัฐร่วมใจ ช่วยอุทกภัยใต้” กว่า 47 ล้านบาท การสนับสนุนเรือท้องแบน 3 ลำ มอบถุงยังชีพ 37,393 ถุง น้ำดื่มกว่า 5 แสนขวด หลอดไฟ LED 74 ชุด อาหารกล่องกว่า 2 หมื่นกล่อง  ยาสามัญประจำบ้านกว่า 1 หมื่นชุด เครื่องนุ่งห่มกว่า 2 หมื่นชุด การสนับสนุนรถน้ำทำความสะอาด จำนวน 8 คัน การช่วยทำความสะอาดที่อยู่อาศัยกว่า 100 ครัวเรือน การซ่อมแซมระบบไฟฟ้าที่อยู่อาศัย 17 หลังคาเรือน การสนับสนุนหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมจ่ายยา โดยการสนับสนุนทีมบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และโรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่ การสนับสนุนหน่วยซ่อมแซมจักรยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าร่วมกับวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฏร์ธานีและวิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช การให้ความช่วยเหลือซ่อมแซมระบบไฟฟ้า อาคารเรียน และการมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา เพื่อทดแทนอุปกรณ์เดิมที่เสียหายไปกับสถานการณ์น้ำท่วมให้กับโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัด อาทิ  ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฏรธานี ตรัง ชุมพร สงขลา พัทลุง กระบี่ ปัตตานี นราธิวาส เป็นต้น ตลอดจนการให้ความร่วมมือกับจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ประสบภัย เพื่อป้องกันอันตรายทั้งในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากระบบไฟฟ้าในช่วงที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม

 

กฟผ.ห่วงพื้นที่กรุงเทพฯและภาคใต้มีปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าช่วงแหล่งยาดานาหยุดจ่ายก๊าซ

 กฟผ. ห่วง กรุงเทพฯและภาคใต้ จะมีไฟฟ้าไม่พอใช้  ตั้งทีมเฝ้าระวังช่วง 27 มี.ค.-3 เม.ย. 2560 เป็นพิเศษ หวั่นได้รับผลกระทบจากการปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯยาดานา ของเมียนมา ในขณะที่สภาพอากาศร้อนจัด คาดการณ์พีคไฟฟ้าปีนี้เกิดต้นเดือน พ.ค. ที่ระดับ 30,086 เมกะวัตต์

 นายเริงชัย คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้มีการตั้งทีมเฝ้าระวังสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของประเทศในช่วงฤดูร้อนนี้ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคใต้  ที่การผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ในพื้นที่ยังต่ำกว่าความต้องการใช้ 

ทั้งนี้พื้นที่ กรุงเทพฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้เพียง 2,800 เมกะวัตต์ ขณะพีคไฟฟ้าคาดว่าจะแตะ 11,000 เมกะวัตต์  โดยปัจจุบัน กรุงเทพฯ  ยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ  ส่วนพื้นที่ภาคใต้กำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้อยู่ที่  2,400 เมกะวัตต์ แต่คาดว่าพีคไฟฟ้าช่วงหน้าร้อนนี้จะอยู่ที่ 2,700 เมกะวัตต์ ซึ่งไฟฟ้าที่ขาดอยู่ประมาณ 200-300 เมกะวัตต์นั้น จะต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจนกว่าภาคใต้จะมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ของตัวเองที่เพียงพอ จึงจะมีความมั่นคง

นอกจากนี้ในวันที่ 25 มี.ค.-2 เม.ย. 2560 นี้ จะมีการปิดซ่อมบำรุงก๊าซธรรมชาติแหล่งยาดานา จากเมียนมา  ที่ก๊าซจะหายไปจากระบบประมาณ1,100ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ซึ่งจะมีผลกระทบทำให้โรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของประเทศ ขาดแคลนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ  และโรงไฟฟ้าบางส่วนต้องใช้น้ำมันเตาและดีเซลทดแทน   ทำให้ส่งผลต่อไฟฟ้าที่ส่งมาป้อนพื้นที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย  โดยช่วงเวลาที่ กฟผ. ต้องจับตาสถานการณ์ไฟฟ้าเป็นพิเศษคือ ช่วงวันทำงานปกติ 27 มี.ค.-3 เม.ย. 2560 ที่มีโอกาสจะเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด  

สำหรับการวางแผนแก้ปัญหาการผลิตไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนสำหรับ กทม. นั้น กฟผ.จะงดการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า  และเตรียมสำรองน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าราชบุรี พร้อมทั้งให้โรงไฟฟ้าโดยรอบเตรียมจ่ายไฟฟ้าให้พื้นที่ กทม.แทน ขณะเดียวกันได้ประสานการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)ย้ายการจ่ายไฟฟ้าเพื่อไม่ให้แรงดันไฟฟ้าตกในช่วงฉุกเฉิน และเตรียมอุปกรณ์ช่วยเพิ่มแรงดันไฟฟ้าให้พร้อมใช้งาน เป็นต้น 

ส่วนพื้นที่ภาคใต้นั้น จะตรวจดูแลรักษาสายส่งไฟฟ้าไม่ให้ขัดข้อง ขอความร่วมมือไม่ให้ปิดซ่อมโรงไฟฟ้าช่วงหน้าร้อนนี้ และเตรียมน้ำมันดีเซลให้โรงไฟฟ้าหากเกิดกรณีแหล่งก๊าซพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) ขัดข้อง พร้อมทั้งประสานซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียช่วงฉุกเฉินไว้ด้วย 

นายเริงชัย กล่าวว่า ในส่วนของพีคไฟฟ้าประเทศนั้น คาดว่าปี 2560 นี้จะเกิดพีคไฟฟ้าช่วงต้นเดือนพ.ค. มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดถึง 30,086 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 1.6% เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศเติบโตเพิ่มขึ้นประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดช่วงฤดูร้อน โดยในปีนี้ฤดูร้อนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนมี.ค. 2560 พีคส่วนใหญ่จะเกิดช่วงประมาณ 19.00 น. เนื่องจากช่วงกลางวันมีโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยลดพีคลง แต่เมื่อเข้าเดือนเม.ย.ที่อากาศร้อนจัดคาดว่าพีคจะกลับมาอยู่ในช่วงกลางวันแทน 

ทั้งนี้พีคของประเทศที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทางกฟผ.ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถรับมือได้ โดยประเทศยังมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้  37,000-38,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าพีคที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 30,086 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม กฟผ.ได้เตรียมซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาวเต็มกำลังที่ 2,000 เมกะวัตต์ไว้แล้ว

ขณะเดียวกัน ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้ออกมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้าภาคสมัครใจ(Emergency Demand Response ) โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินชดเชย 3 บาทต่อหน่วย โดยตั้งเป้าลดใช้ไฟฟ้า กทม.ให้ได้ 200 เมกะวัตต์ และพื้นที่ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ลงอีก 200 เมกะวัตต์ รวมเป็น 400 เมกะวัตต์ที่คาดว่าจะลดได้ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้ กฟผ.ยังเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับในช่วงพีคของฤดูร้อนนี้   

สำหรับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในวันนี้(13 มี.ค.2560) ที่อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ37 องศา เซนเซียส นั้นคาดว่าจะเกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของวันในช่วงค่ำประมาณ 26,500 เมกะวัตต์