ค้นหาด้วย ' อนันตพร ' ทั้งหมด 34 รายการ
"อนันตพร"พร้อมรายงานกพช.ยันตั้งPTTORไม่กระทบความมั่นคงพลังงานประเทศ

รัฐมนตรีพลังงาน ยืนยันการแยกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ ปตท.ตั้งเป็นPTTORไม่กระทบความมั่นคงพลังงานของประเทศ  ตามที่ผู้ว่าสตง.ส่งหนังสือแสดงความกังวล พร้อมรายงานที่ประชุมกพช. เดือนกพ.นี้ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้รับทราบ  ในขณะที่ซีอีโอ  ปตท.ย้ำ สินทรัพย์ของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ไม่ใช่สาธารณสมบัติ

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงานให้ตรวจสอบการปรับโครงสร้างธุรกิจน้ำมันของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่แยกเป็นบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR เพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง สตง.เป็นห่วงเรื่องการดูแลความมั่นคงพลังงานประเทศ และทำให้รัฐเสียเปรียบ  ว่า กระทรวงพลังงานยืนยันว่าการแยกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของปตท.ออกมาตั้งเป็นบริษัท PTTOR นั้นไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานประเทศ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจน้ำมันมีเอกชนแข่งขันหลายรายและมีการพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งจะไม่กระทบต่อความมั่นคงพลังงาน

ทั้งนี้การแยกธุรกิจดังกล่าวของ ปตท.ถือเป็นเรื่องของการบริหารจัดการธุรกิจของปตท.เอง ซึ่งสามารถทำได้ตามสัดส่วนที่เหมาะสม นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังระบุว่าไม่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจทำธุรกิจเพื่อแข่งขันกับเอกชน ดังนั้น ปตท.จึงแยกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันออกไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับคู่แข่งรายอื่นๆ

 อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานเตรียมจะนำเรื่องดังกล่าวรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในเดือน ก.พ. 2560 พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพลังงานไม่ขัดข้องกับการแยกธุรกิจน้ำมันของ ปตท. และไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงาน

ด้าน นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรณี สตง.กังวลเรื่องการปรับโครงสร้างธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกของ ปตท. โดยแยกเป็นบริษัท PTTORนั้น แบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ 1.ความมั่นคงด้านพลังงานและผลกระทบต่อผู้บริโภค 2.ทรัพย์สินที่เป็นของรัฐ และ3.การถือหุ้นต่ำกว่า 50%

โดยกรณีความมั่นคงด้านพลังงานนั้น ปตท.ยืนยันว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ รวมทั้งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐไม่ควรเข้าไปแข่งขันกับเอกชน โดยปัจจุบันกิจการน้ำมันและค้าปลีกมีการพัฒนาและแข่งขันมากขึ้น ดังนั้น ปตท.ในฐานะรัฐวิสาหกิจ อาจมีคนท้วงติงว่า ปตท. ทำกิจการที่แข่งขันกับเอกชนได้ ขณะเดียวกันภารกิจการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ,น้ำมันที่จำหน่ายให้กับหน่วยงานราชการ และการนำเข้าก๊าซหุงต้ม(LPG) ก็ยังคงอยู่ที่ ปตท.

 สำหรับกรณีผลกระทบต่อผู้บริโภคนั้น ปตท.ขอชี้แจงว่าธุรกิจน้ำมันมีการกำหนดราคาอย่างเสรี โดยเมื่อปี 2559 ราคาหน้าสถานีบริการของ ปตท.ต่ำกว่าสถานีบริการน้ำมันค่ายต่างประเทศ แบ่งเป็น กลุ่มเบนซิน 20 วัน และดีเซลต่ำกว่า 10 วัน ซึ่งเมื่อแยกธุรกิจออกมา  ปตท.ก็ยังคงนโยบายนี้ ให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์

ส่วนกรณีทรัพย์สินที่เป็นของรัฐ ปัจจุบัน ปตท.ดำเนินการตามคำสั่งศาล คือ การคืนท่อก๊าซธรรมชาติที่ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนเวนคืน ไปแล้ว ขณะที่ในส่วนของท่อน้ำมัน คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน  นั้นไม่นับว่าเป็นสาธารณสมบัติ

และในกรณีที่จะให้ ปตท. กลับไปซื้อหุ้นจากบริษัทลูกที่เป็นเอกชนจาก 49% เป็นมากกว่า 50% นั้น ก็จำเป็นต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากการซื้อหุ้นคืนกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ ประกอบกับหากซื้อหุ้นคืนกลับมาคงต้องใช้เงินจำนวนมาก และประโยชน์ที่รัฐจะได้รับก็ไม่ชัดเจน 

 

IMF ชี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวระยะสั้น-กลาง แต่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง

IMF ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย เริ่มฟื้นตัวในระยะสั้น-กลาง จากการลงทุนภาครัฐที่จะกระตุ้นความต้องการในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศที่เป็นอุปสรรค และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า แนะรัฐผสมผสานทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนปรน รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างเพี่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ออกแถลงการณ์รายงานการประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายหลังจากคณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟเสร็จสิ้นการเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2560 โดยคณะเจ้าหน้าที่สรุปว่า เศรษฐกิจของไทยขยายตัว 3.2% ในปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีการส่งออกบริการและการลงทุนภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 0.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นปีที่สองปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่ลดลงและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับต่ำ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าที่ขยายตัวในระดับต่ำ ในขณะที่ตลาดการเงินไทยมีความยืดหยุ่นสูง สามารถรับมือกับความเสียงทั้งภายในและภายนอกประเทศได้เป็นอย่างดี

สำหรับในปีนี้ คณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทยในระยะสั้นและกลางจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ข้างหน้าจากการดำเนินการตามแผนนโยบายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะยังคงต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ที่ 2.5% ต่อไปอีกหลายปี เพราะเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะค่อยๆเกินดุลน้อยลง เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะปานกลาง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงก็ยังคงอยู่ ทั้งปัจจัยจากภายนอกประเทศ อาทิ  นโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่อาจกระทบต่อการส่งออกไทย และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐ ที่อาจทำให้เงินทุนไหลออกและส่งผลให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น และยังก่อให้เงินความผันผวนในตลาดการเงินโลก ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ต่ำซึ่งจะเป็นผลให้ความต้องการภายในประเทศชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม จะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

ทั้งนี้ IMF แนะรัฐบาลไทยให้ดำเนินนโยบายที่ผสมผสานทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนปรน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน รวมถึงปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับแนวโน้มราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น ผู้สื่อข่าว Energy News Center : ศูนย์ข่าวพลังงาน รายงานว่า ขณะนี้ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นโดยมีปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันส่วนเกินที่กดดันตลาดน้ำมันโลกมาเกือบ 3 ปีนั้น กำลังจะลดลงและตลาดจะเข้าสู่จุดสมดุลในปีนี้ แม้ว่าจะล่าช้ากว่าไปกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า

ทั้งนี้ ทบวงพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่า แม้ว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อทำให้ปริมาณน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกลดลงแต่ถ้ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก ยังคงลดกำลังการผลิตต่อไปจนถึงเดือนมิถุนายนตามที่วางแผนไว้ ก็อาจทำให้ตลาดน้ำมันอาจเข้าสู่ภาวะขาดดุลหรืออุปทานน้อยกว่าอุปสงค์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ได้  โดยหากเป็นไปตามคาด ตลาดจะอยู่ในภาวะขาดดุลประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวัน

ย่างไรก็ตาม กลุ่มโอเปกและประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่นอกกลุ่มโอเปก จะมีการประชุมกันในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เพื่อพิจารณาและทบทวนข้อตกลงการลดกำลังการผลิตและหารือร่วมกันว่าจะขยายการลดกำลังการผลิตดังกล่าวออกไปว่าจากเดิมสิ้นสุดในเดือนออกไปจนถึงสิ้นปีหรือไม่

https://www.imf.org/en/News/Articles/2017/03/14/PR1781-Thailand-IMF-Staff-Concludes-2017-Article-IV-Visit

 

กระทรวงพลังงานจับมืออมตะ คอร์ปอเรชั่นผลักดัน นิคมอมตะนครเป็นSmart Cities-Clean Energy

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ลงนามเอ็มโอยูกับบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ในการร่วมขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร สู่เมืองอัจฉริยะ Smart Cities - Clean Energy อย่างเป็นรูปธรรม

 พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่14มี.ค 2560 ที่ ห้องกมลทิพย์2โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพมหานคร โดยมีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และพลเอกอนันตพร ร่วมเป็นสักขีพยาน           

   พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า กระทรวงพลังงาน จึงมีแผนที่จะขับเคลื่อนภาคพลังงานของประเทศด้วยแนวนโยบาย Energy 4.0 ให้สอดรับนโยบายของรัฐบาล โดยมีเป้าหมาย ในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนและประเทศ

ทั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับประเทศ จะมุ่งเน้นการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศ เพื่อให้มีความทันสมัยและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก โดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับด้านพลังงาน เพื่อต่อยอดธุรกิจพลังงานของประเทศให้เติบโต และระดับชุมชน/ประชาชน จะมุ่งเน้นการสร้างรายได้ และลดรายจ่ายให้กับประชาชนและชุมชน ผ่านโครงการประชารัฐ การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม การดำเนินโครงการพลังงานชุมชน และการส่งเสริมด้านพลังงานในธุรกิจSMEs

 ในส่วนของการออกแบบเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Energy 4.0 นั้น ทางกระทรวงพลังงาน และ อมตะ ตกลงร่วมกันที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อให้ได้ผลศึกษาและแนวทางการยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ ในนิคมอมตะนครให้เป็นเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)         ในฐานะผู้แทนกระทรวงพลังงาน จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อเสนอแนะในการกำหนดแนวทาง การดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับแนวนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงานและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ รวมทั้งรับการถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์จากทีมผู้เชี่ยวชาญจากเมือง Yokohama Smart City ประเทศญี่ปุ่นที่ อมตะ ได้มีการสร้างความร่วมมือไว้ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยต่อไป

 นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นอกจากความร่วมมือกับ บริษัท อมตะ แล้ว สนพ. ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) และได้เปิดตัวโครงการไปเมื่อปี 2559 เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกิดการเรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัวสู่ทิศทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 โดยจากการร่วมมือกับ บริษัทอมตะ ในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูล และผลการศึกษา/วิจัย ที่เป็นประโยชน์ต่อการนำมาใช้กำหนดนโยบายเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศ นอกจากนี้ สนพ. ยังได้เสนอชื่อ อมตะ เข้าร่วมโครงการ APEC Low-Carbon Model Town ภายใต้คณะทำงานพลังงาน เพื่อเป็นเมืองต้นแบบให้แก่การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำอื่นๆ ต่อไป โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ทั้งนี้ หาก อมตะ ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนในเรื่องข้อมูล การวิเคราะห์ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และการสนับสนุนทางการเงินจาก APEC ซึ่งจะส่งเสริมให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะของ บริษัทอมตะ มีความรอบด้านมากยิ่งขึ้น

 ด้าน นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นรูปแบบความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) หรือ PPP ที่มีเป้าหมายในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี เป็นเมืองอัจฉริยะสมบูรณ์แบบ ที่จะมีส่วนในการสนับสนุนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือEEC ซึ่งกำหนดพื้นที่พัฒนาที่ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่เป็นกลไกลหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

 สำหรับเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจนี้ครอบคลุมการพัฒนาในด้านสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ 1) พลังงานอัจฉริยะ Smart Energy 2) การสัญจรอัจฉริยะ Smart Mobility 3)ชุมชนอัจฉริยะ Smart Community 4) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ Smart Environment 5) เศรษฐกิจอัจฉริยะ Smart Economy 6) อาคารอัจฉริยะ Smart Building 7)การบริหารจัดการเมืองแบบอัจฉริยะ Smart Governance และ 8) นวัตกรรมอัจฉริยะ Smart Innovation

 ทั้งนี้บริษัทอมตะ พร้อมก้าวเข้าสู่ เมืองอัจฉริยะชั้นของประเทศ ภายใต้แนวคิด ALL WIN  ที่พร้อมสนับสนุน EEC และไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการในนิคมฯ มีขีดความสามารถในการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน เชื่อว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะทำให้อมตะ เป็นต้นแบบ Smart City ให้กับพื้นที่อื่นในประเทศไทย ที่สามารถเปลี่ยนจากแนวคิดนำไปสู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

 ปัจจุบันอมตะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ประกอบด้วย โครงการหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์   100  เมกะวัตต์ กับบริษัท  Stumpf Energy จากยุโรป โครงการตรวจสอบการจราจรอัจฉริยะกับ บริษัท AAPICO ITS ประเทศไทย โครงการโรงงานอัจฉริยะกับบริษัท Hitachi High-Technologies จากประเทศญี่ปุ่น    โครงการบ้านอัจฉริยะกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น  การพัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ(เมืองวิทยาศาสตร์อมตะ) กับกลุ่มบริษัทจากญี่ปุ่น เมืองการบินและอวกาศอัจฉริยะ  โครงการศึกษาอัจฉริยะกับบริษัท KinderWorld จากประเทศ สิงคโปร์ และเมืองแห่งการศึกษาเอ็ดยูทาวน์(Amata College)

นักลงทุนเลือก ปตท. “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน”

“PTT” ได้รับรางวัล “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน” ประจำปี 2559 ด้าน ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้รับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน กลุ่มทรัพยากร

นางอัญชลี หวังวีระมิตร ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. (PTT) ได้รับรางวัล "สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน" (The Ultimate Popular Stock Award) สำหรับการคัดเลือกประจำปี 2559 ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการจัดโครงการประเมินความนิยมของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นสามัญบริษัทต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (2555 – 2559) โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกคือ เป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องของหุ้นในมือของนักลงทุนรายย่อย การเปิดเผยข้อมูลที่ดีและสม่ำเสมอ ผู้บริหารและกรรมการของบริษัทสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจที่โดดเด่น และไม่เคยถูกลงโทษจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำหรับปี 2559 นับเป็นปีที่ 2 ที่ ปตท. ได้รับรางวัลสุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน นับจากปี 2556 ซึ่งเป็นปีแรก

รางวัลสุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชนจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้มีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับการลงทุนและการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลปีละ 1 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 10 รางวัล ให้บริษัทที่ให้ความสำคัญในการให้ข้อมูลและดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นจนได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักลงทุนในการซื้อขายต่อเนื่อง โดยนอกจาก ปตท. ที่ได้รับรางวัล "สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน" ประจำปี 2559 แล้วนั้น ยังมี บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท.ที่ได้รับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน กลุ่มทรัพยากร อีกด้วย

สำหรับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน เป็นการแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร  กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค  กลุ่มธุรกิจการเงิน  กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม  กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มทรัพยากร กลุ่มบริการ  กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มหลักทรัพย์ตลาด mai โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1)บริษัทยอดนิยมของทั้งหมด 1 รางวัล 2)บริษัทยอดนิยมในแต่ละกลุ่มบริษัทในตลาดหลัก 8 กลุ่ม และตลาดหลักทรัพย์ mai อีก 1 กลุ่ม จำนวน 9 รางวัล

“รางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน" เป็นการตัดสินจากนักลงทุนอย่างแท้จริงประมาณ 4,000 ตัวอย่าง ตามหลักเกณฑ์ของยามาเนะ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สากลทั่วโลก โดยไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานใด และไม่ได้มุ่งหวังเป้าหมายเชิงพาณิชย์ แต่มุ่งหวังให้บริษัทมหาชนจดทะเบียน ได้ตระหนักถึงการสื่อสารให้นักลงทุน ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของตลาดทุน เพื่อให้ทราบข้อมูลข่าวสารอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งในแง่มุมของบริษัท การลงทุน และการทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ” นางอัญชลีกล่าว

“ปตท. ขอขอบคุณนักลงทุนจากทั่วประเทศที่ร่วมมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้กับ ปตท. ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ ปตท. รวมทั้งบริษัทในกลุ่ม ที่แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีความผันผวน และความท้าทายด้านเทคโนโลยี แต่ ปตท. พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และยังสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการดูแลผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล ซึ่งนักลงทุนถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่ ปตท. ให้ความสำคัญมาโดยตลอด” นางอัญชลีกล่าวทิ้งท้าย

มูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ สนับสนุนทุนการศึกษาให้เยาวชนที่มาเข้าค่ายสมาธิ ณ สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ

มูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มาเข้าค่ายสมาธิ ประจำปี2560  ที่สำนักสงฆ์ ภูถ้ำพระ  บ้านชาด ต.นาโก อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์   สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเยาวชนได้ใกล้ชิดธรรมะและธรรมชาติในช่วงปิดเทอม

กิจกรรมค่ายสมาธิและมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่มาร่วมเข้าค่ายดังกล่าว จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยทุนการศึกษาในปี2560 นี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้   ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนชั้นมัธยมต้น และชั้นประถมศึกษาลงชื่อสมัครเข้ามา  จำนวน82 คน จาก9 โรงเรียนในอ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  ประกอบด้วย โรงเรียนบัวขาว โรงเรียนคำบงพิทยาคม   โรงเรียนไค้นุ่นวิทยาพูน  โรงเรียนบ้านห้วยม่วง   โรงเรียนหนองห้างพิทยา  โรงเรียนกุฉินารายณ์   โรงเรียนอำนวย  โรงเรียนนาไคร้พิทยาสรรพ์  และโรงเรียนโนนคำวิทยา  มาเข้าค่ายเพื่อศึกษาอบรมธรรมะ และฝึกการนั่งสมาธิ ที่ลานธรรมแห่งใหม่ ของสำนักสงฆ์ ภูถ้ำพระ  ในช่วงระหว่างวันที่17-19 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา  ก่อนที่จะได้รับทุนการศึกษา

โดยพิธีการมอบทุนการศึกษา จัดขึ้นในเช้าวันที่19 มี.ค.  มี นายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ นายอำเภอกุฉินารายณ์ เป็นประธานในการมอบ ร่วมกับ คณะผู้สื่อข่าวจากกรุงเทพมหานครที่เดินทางมาร่วมปฎิบัติธรรมในครั้งนี้

นายพิเชษฐ์ โพธิไสย์ ตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนบัวขาว เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้มาเข้าค่ายสมาธิที่สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ เป็นเวลา 2 คืน 3 วัน ว่าได้ทำกิจกรรมด้านสมาธิอย่างต่อเนื่องร่วมกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ที่ได้ฝึกทั้งกำลังกายและกำลังใจ เพราะต้องเดินจงกรมตั้งแต่ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน และตื่นตี 3 เพื่อมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า  และตี 4 ก็เดินจงกรมต่อ  โดยมีความประทับใจที่สามารถฝึกตัวเอง ให้นั่งสมาธิอยู่นิ่งๆ ได้นานขึ้น และกล้าที่จะอยู่ในความมืด  และหากมีการจัดกิจกรรมค่ายสมาธิในปีต่อไป  ก็อยากที่จะมาเข้าร่วมกิจกรรมอีก

ด้านน้องๆ จากโรงเรียนกุฉินารายณ์ ทั้ง ด.ญ. นัฐภัสสร คนหาญ, ด.ญ.ชนัญชิดา คนกล้า และด.ญ.โสภิดา แสงเทพ นักเรียนชั้นม.1 เล่าว่า ช่วงที่ตัดสินใจเข้าค่ายสมาธิ เพราะเห็นว่าปิดเทอมแล้วและอยู่บ้านก็ไม่ได้ทำอะไร มาออกค่ายก็ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ มากขึ้น โดยคุณครูบอกว่ามานอนที่วัดและก็มานั่งสมาธิแค่นั้น แต่สิ่งที่คิดไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง 
เพราะการเข้าค่ายครั้งนี้ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน  ต้องกางเต็นท์นอนแถมพวกเราก็เจอพายุฝนเปียกกันไปหมด พื้นที่เข้าค่ายเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมที่เป็นธรรมชาติมากๆ ไม่มีไฟฟ้า พวกเราใช้ไฟฉาย เทียน เป็นแสงสว่างตอนกลางคืน แต่สิ่งนี้ก็ทำให้พวกเราค่อยๆ ชินกับความมืด ลดความกลัวลงไปจากแต่ก่อนมาก และการปฏิบัติธรรมทั้งสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ตลอดการเข้าค่ายก็ทำให้จิตใจสงบขึ้น การฟังการเรียนรู้อะไรก็ดีขึ้นมีสมาธิมากขึ้น รวมทั้งได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนใหม่ๆ และได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น พวกเราจะนำส่ิงที่ได้ไปใช้กับการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคต  

ทิ้งท้ายด้วยน้องซันบลู  วัย 9 ขวบ  เล่า สิ่งที่ได้รับจากการเข้าค่ายครั้งนี้ คือ การได้นั่งสมาธิ  จากปกติ อยู่ที่บ้านไม่เคยได้ฝึกนั่งสมาธิเลย  พร้อมแสดงถึงวิธีการนั่งสมาธิที่ได้เรียนรู้จากการเข้าค่ายสมาธิครั้งนี้ ให้ผู้สื่อข่าวดูด้วยว่า  ต้องเริ่มจากการนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย  ส่วนมือวางบนหน้าตัก เอามือขวาทับมือซ้าย จากนั้นก็หลับตา ทำสมาธิ  
น้องซันบลู เล่าว่า การนั่งสมาธิ ช่วยฝึกจิตใจ ให้สงบนิ่งได้  ทำให้มีสมาธิมากขึ้น และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน ทำให้ฟังครูรู้เรื่องขึ้น และยังได้ความอดทนในการเรียนหนังสือด้วย เพราะการมาเข้าค่ายที่นี่ ได้เจอทั้งอากาศหนาวเย็น  และความมืด  ทำให้ตอนนี้ น้องซันบลู บอกว่า ไม่กลัวความมืด เหมือนแต่ก่อนแล้ว และอยากจะนำประสบการณ์จากการมาเข้าค่ายในครั้งนี้  ไปบอกต่อเพื่อนๆ ในโรงเรียนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาเข้าค่าย  ให้มาร่วมกิจกรรมในปีต่อไป 

ส่วนตัวน้องซันบลู เอง บอกว่าอยากจะมาร่วมกิจกรรมค่ายสมาธิ ในครั้งต่อไปอีก  เพราะจะทำให้ได้ประสบการณ์หลายอย่าง ทั้งได้นั่งสมาธิ  ได้เดินจงกรม  ได้ฟังพระเทศน์ ถึงแม้จะไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก แต่เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยังไม่เคยปฎิบัติมาก่อน  แถมยังได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ เช่น งูที่กำลังกินเขียด (หัวเราะ)  และได้เห็นแมงป่อง ด้วย  จึงอยากให้เพื่อนๆ ทุกคน ได้มาฝึกสมาธิ กันมาก ๆ

 

 

กระทรวงพลังงานจัดสัมมนาทบทวนยุทธศาสตร์ ประจำปี2561 เน้นนำมาปฎิบัติได้จริง
กระทรวงพลังงานจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2561 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ เน้นยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่นำมาปฎิบัติใช้ได้จริง และความโปร่งใส ไม่ทุจริต ในการทำตามหน้าที่
 
เมื่อวันที่8 ก.ย.2560  พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์กระทรวงพลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2561 ณ โรงแรมเดอะซายน์ พัทยา โดยมีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงาน นำโดยนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ หลังจากนายอารีพงศ์ เกษียณอายุราชการในวันที่30 ก.ย.2560 นี้ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแล ทั้งนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)  , นายสรัญ รังคสิริ. ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มปิโตเลียมขั้นปลายบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ,นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย. ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือปตท.สผ.  รวมทั้งองค์กรกำกับดูแล ภายใต้นโยบายกระทรวงพลังงาน คือนางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และนายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน(องค์การมหาชน) เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง 
 
 
งานดังกล่าวมีการเสวนาย่อยในหัวข้อเรื่อง "ภารกิจสำคัญด้านพลังงานที่ต้องดำเนินการในปี 2561" นำโดย ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นายสมนึก บำรุงสาลี รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน  เป็นวิทยากรบนเวที 
 
ในขณะที่ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในการเปิดงานครั้งนี้ โดยเน้นเรื่องการพัฒนาประเทศที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง  ซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจด้านพลังงาน ยุทธศาสตร์ที่ดีจะต้องนำมาใช้ได้จริง การสร้างความเข้าใจด้านพลังงานที่ถูกต้อง สอดแทรกในบทเรียน ปลูกฝังให้เยาวชนได้ซึมซับและมีความรู้ความเข้าใจในเบื้องต้น สำหรับการพัฒนาบุคลากรของแต่ละหน่วยงานเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีการเปิดหลักสูตรอบรมให้ความรู้ อย่างน้อย 6 หลักสูตรต่อปี เพื่อเกิดการทำงานร่วมกัน และสามารถทดแทนกันได้ ในการบริหารจัดการ  พร้อมกับ เน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ไม่ทุจริต และทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด
 
 
 
เตรียมเปิดโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ400เมกะวัตต์ เดือนเม.ย.นี้

กระทรวงพลังงาน เตรียมเปิดโครงการโซล่าร์ฟาร์มทั้งหน่วยงานราชการและสหกรณ์ฯ เฟส 2 ให้อัตราFeed inTariff หรือFiT จาก5.66บาทต่อหน่วยในเฟสแรกเหลือ 4.12 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าจะกำหนดให้ยื่นสมัครในเดือน เม.ย.นี้ ระบุมี 3 หน่วยงานรัฐที่มีวัตถุประสงค์ตามกฏหมาย สามารถเข้าร่วมโครงการได้ แบบไม่ต้องจับสลาก เพราะไม่เต็มโควต้า 400 เมกะวัตต์   
  
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานยืนยันเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 มีกำหนดเปิดรับผู้ร่วมโครงการในเดือนเม.ย. 2560 และมีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(ซีโอดี)เดือนมิ.ย. 2561 โดยแบ่งเป็นโควต้าหน่วยงานราชการ 400 เมกะวัตต์ และโควต้าสหกรณ์ฯ 119   เมกะวัตต์ ซึ่งจะใช้วิธีจับฉลากเข้าร่วมโครงการเช่นเดียวกัน  จากเดิมที่สนพ.เคยมีแนวคิดที่จะให้มีการเปิดประมูลแข่งขันราคากัน

ทั้งนี้ในส่วนของโควต้าราชการ 400 เมกะวัตต์นั้น ล่าสุดพบว่ามีบางหน่วยงานของภาครัฐสามารถดำเนินการได้ เพราะมีวัตถุประสงค์ตามกฏหมาย  ได้แก่ องค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ทหารเรือสัตหีบ และมหาวิทยาลัยรัฐบางแห่ง เป็นต้น โดย ส่วนที่ติดพ.ร.บ.ร่วมทุนก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้ร่วมโครงการไม่เต็มโควต้า  จึงอาจพิจารณาให้หน่วยงานรัฐเข้าร่วมโครงการตามที่เสนอได้เลย โดยไม่ต้องจับฉลาก
ขณะที่โควต้าสหกรณ์ 119 เมกะวัตต์นั้น คาดว่าจะได้รับความสนใจมาก จึงจะต้องใช้วิธีจับฉลากต่อไป  

ส่วนราคารับซื้อไฟฟ้าโครงการดังกล่าว จะใช้ระบบรับซื้อตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ)ในอัตรา 4.12 บาทต่อหน่วย  ซึ่งถูกกว่าเฟสแรกที่รับซื้อ 5.66 บาทต่อหน่วย เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ต่างๆถูกลงมาก 

"ปัจจุบันยังไม่มีนโยบายให้โอนโควต้าในส่วนราชการไปให้กับกลุ่มสหกรณ์ ดังนั้น เมื่อปิดโครงการแล้วได้ปริมาณไฟฟ้าเท่าไหร่ก็เท่านั้น โดยหากกลุ่มราชการเข้ามาไม่เต็ม 400 เมกะวัตต์ ก็สามารถนำส่วนที่เหลือไปเปิดในโครงการอื่นๆ ได้ เช่น โครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรี เป็นต้น"  นายประเสริฐ กล่าว 

หนังสือแจ้งรัฐมนตรี5กระทรวง"ประจิน"การันตีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งหนังสือแจงรัฐมนตรี5กระทรวง ประกอบด้วย คมนาคม, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,มหาดไทย, อุตสาหกรรม ,พลังงาน  ถึงการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่และสถานการณ์ระบบไฟฟ้าภาคใต้  ตามขั้นตอน กฏหมายอย่างเคร่งครัด  ระบุการดำเนินการตามข้อเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้โครงการมีความล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้เดิมที่โรงไฟฟ้าจะเปิดดำเนินการได้ในปี2565 และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้  ในขณะที่รองนายกรัฐมนตรี “พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง”  การันตีโครงการ มีความเหมาะสมคุ้มค่าที่จะดำเนินการ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่24ก.พ.2560 ที่ผ่านมา ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งเรื่อง การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ,และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) โดยระบุถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่21ก.พ.2560  ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้รายงานแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่และสถานการณ์ระบบไฟฟ้าภาคใต้  ว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ได้มีมติในการประชุมครั้งที่1/2560 เมื่อวันที่17ก.พ.2560  เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่ และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วตามขั้นตอนของกฏหมาย  รวมทั้งเร่งรัดการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

  พร้อมกันนี้ยังเห็นชอบให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม( สผ.) พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว โดยให้นำความเห็นของคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่(คณะกรรมการไตรภาคี)ไปประกอบการพิจารณาตามขั้นตอน  ซึ่งหากมีการดำเนินการได้ตามแผนคาดว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะเปิดดำเนินการได้ในปี2565

อย่างไรก็ตามการที่มีประชาชนบางกลุ่มออกมาคัดค้านการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง  จึงเห็นควรให้กฟผ.จัดทำEIAและEHIA ตลอดจนการมีส่วนร่วมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้ครบถ้วน สมบูรณ์ ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยให้ดำเนินการเป็นไปตามกฏหมาย  ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด  

ทั้งนี้การดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าวจะทำให้โครงการมีความล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้เดิมและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของภาคใต้ได้   ทางรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง จึงได้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและชุมชนในภาคใต้ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้มีการพิจารณาแนวทางการดำเนินการต่างๆอย่างรอบด้านแล้วพบว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  มีความเหมาะสมคุ้มค่าที่จะดำเนินการ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า  นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเวลา 20.15 น.  ในวันเดียวกัน(ศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ) ถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  โดยระบุเรื่องของการทำ EIA/EHIA ให้กฟผ.นำรายงานทั้ง2ฉบับที่จัดทำมาพิจารณาร่วมกันกับของใหม่ที่ยังทำไม่เสร็จทั้งหมด และให้เร่งดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อยุติว่าจะสร้างได้หรือสร้างไม่ได้ เพราะยิ่งช้าก็จะยิ่งเสียโอกาส มีความเสี่ยงด้านพลังงาน และต้นทุนราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น   อย่างไรก็ตามในการกล่าวในรายการดังกล่าว นายกรัฐมนตรีไม่ได้ชี้ชัดลงไปในรายละเอียดในแนวปฏิบัติว่า การทำ  EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และการทำEIA ของท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วนั้น กฟผ.จะต้องมีการจัดรับฟังความคิดเห็นใหม่อีกครั้งหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากยึดเอาตามหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ระบุความเห็นของรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ในตอนท้าย  และแนวทางที่กฟผ.ดำเนินการนั้น  จะไม่มีการจัดรับฟังความคิดเห็นใหม่ตามข้อเรียกร้องของประชาชนบางกลุ่มที่คัดค้าน  โดยจะเป็นการนำรายงานEIAและEHIAที่มีการปรับแก้ไขตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการไตรภาคี เสนอให้ สผ.พิจารณาตามขั้นตอนของกฏหมาย 

“อนันตพร” ชมเดนมาร์กบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพ

“อนันตพร” ชมประเทศเดนมาร์กบริหารจัดการพลังงานได้มีประสิทธิภาพ โดยมองแบบองค์รวม ทั้งพลังงานหมุนเวียนคู่ขนานกับเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ในขณะที่สามารถกำหนดราคาพลังงานแพง เพื่อเก็บเป็นรายได้เข้ารัฐได้ โดยที่ประชาชนให้การยอมรับ

ในการเยี่ยมชมดูงานที่บริษัท Ramboll ที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 17พ.ค.2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และคณะ ได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารบริษัทนำโดย นายซอเรน โฮล์ม โยฮันสัน กรรมการบริหารของ Ramboll กรุ๊ป ซึ่งได้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการรับฟังการบรรยายในหลายหัวข้อ

ทั้งนี้ นาย โทมัส แรนด์ กรรมการผู้จัดการของ Ramboll Energy ได้บรรยายภาพรวมของธุรกิจพลังงานของ Ramboll นาย ซอเรน  จูเอล ปีเตอร์สัน  Global Market Director ให้ข้อมูลเรื่องพลังงานลม และโซลาร์ พีวี ในขณะที่นาย มอแกน สกอฟ Director of Power Division การบรรยายพลังงานลมและตึกสูง รวมถึงเรื่องชีวมวล (Biomass) ส่วนหัวข้อการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy ) บรรยายโดยนางอิงเกอร์ แอนเน็ต ซอนเดอการ์ด, Head of Department, Energy from Waste

พลเอกอนันตพร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการรับฟังการบรรยายว่า แนวคิดสำคัญที่ได้จากการรับฟังบรรยาย คือ การบริหารกิจการพลังงานของเดนมาร์ก ซึ่งถือเป็นประเทศที่ร่ำรวยประเทศหนึ่งของโลก มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นผู้ส่งออกพลังงาน แต่ยังพยายามที่จะพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดด้วยพลังงานหมุนเวียน โดยการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้พลังงานมีราคาถูก เพราะมีการจัดเก็บภาษีเป็นรายได้ให้กับรัฐ โดยที่ประชาชนก็ยินดีที่จะจ่าย ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับประเทศไทย ที่ประชาชนบางกลุ่มเรียกร้องที่จะใช้พลังงานราคาถูก ทั้งๆ ที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน

เดนมาร์ก ตั้งเป้าหมายในปี 2593 ที่จะเป็นประเทศที่ไม่พึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลเลย แต่ปัจจุบันยังต้องพึ่งเชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนประมาณ 40% ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วน 45% โดยพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นพลังงานลม  ในขณะที่ไทยมีสัดส่วนของถ่านหินที่ผลิตไฟฟ้าอยู่แค่เพียงประมาณ18%

แต่ทั้งนี้ ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และพลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ เดนมาร์กก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน  รวมทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งพลังงานกับประเทศที่มีเขตแดนติดกันด้วย

"ที่น่าจะต้องนำไปคิดวิเคราะห์กันต่อ คือราคาพลังงานที่เดนมาร์ก ทั้งน้ำมัน และไฟฟ้า มีราคาแพง และไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมมีราคาต่ำกว่าบ้านที่อยู่อาศัย แต่ทำไมประชาชนผู้บริโภคยอมรับได้และมีความยินดีที่จะจ่าย" พลเอก อนันตพร กล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ร่วมเดินทางไปกับคณะ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เดนมาร์กมีบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถออกไปรับงานให้คำปรึกษาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก อย่างบริษัท Ramboll ที่ดำเนินการโดยทุนของมูลนิธิ และมีการแบ่งหุ้นประมาณ 2% ให้พนักงาน โดยทำธุรกิจแบบไม่เน้นผลกำไร ซึ่งมีส่วนที่ทำให้สามารถให้คำปรึกษาในโครงการต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา และนำเอาความรู้และประสบการณ์ของชุมชนนั้นๆ มาผนวกเข้ากับฐานความรู้ในระดับสากลได้

    ราคาขายปลีกน้ำมันในเดนมาร์ก (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เดนิชโครน ราว 5.5 บาท)

 

ดร. สราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน ซึ่งร่วมเดินทางมากับคณะ กล่าวอธิบายเพิ่มเติมภายหลังจากการดูงานที่ บริษัท Ramboll  ว่า เรื่องที่น่าสนใจของเดนมาร์ก คือ การบริหารจัดการพลังงานชีวมวลนั้น ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบ Combine Heat & Power หรือ CHP คือนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาผลิตเป็นไฟฟ้า และนำความร้อนที่เหลือทิ้งจากกระบวนผลิต มาต้มน้ำร้อนและส่งกระจายไปยังผู้ใช้  โดยโรงงานผลิตจะตั้งอยู่ไม่ห่างจากแหล่งวัตถุดิบ ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร

ในส่วนของพลังงานลม ยังถือว่ามีข้อจำกัดหากนำไปส่งเสริมในไทยซึ่งมีความเร็วลมที่ต่ำกว่าลมที่ยุโรป โดยเสากังหันลมต้นเดียวกันกับที่เดนมาร์ก หากนำไปติดตั้งที่ประเทศไทย จะได้กำลังผลิตไฟฟ้าน้อยกว่าถึง 8 เท่า

ส่วนเรื่องของขยะนั้น ที่เดนมาร์ก มีกระบวนการใช้ประโยชน์โดยการคัดแยกขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ออกมาก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำมาเผาโดยตรงเพื่อผลิตเป็นไฟฟ้า มากกว่าการฝังกลบที่สร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า โดยโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะนั้น ถูกออกแบบและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างกลมกลืน ในขณะที่ประเทศไทย ยังเน้นใช้วิธีการฝังกลบขยะ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำขยะมาใช้ประโยชน์ในรูปของพลังงานไฟฟ้า

สำหรับบริษัท Ramboll ถือเป็นบริษัทชั้นนำในด้านวิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบและการเป็นผู้ให้คำปรึกษาใน 8 ธุรกิจสำคัญ คือ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจออกแบบและวางผังเมือง ธุรกิจเกี่ยวกับน้ำ ธุรกิจด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจก๊าซฯและน้ำมัน และการเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ โดยมีสำนักงานกระจายอยู่ประมาณ300แห่งใน 35 ประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญทำงานอยู่ในบริษัทประมาณ 13,000 คน และมีรายได้ต่อปีประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนอร์ดิก อเมริกาเหนือ สหราชอาณาจักร และยุโรป ซึ่งประสบการณ์ทำงานของRamboll คือการเป็นที่ปรึกษาโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งมากกว่า 65% ที่มีการลงทุนอยู่ทั่วโลก  ส่วนกังหันลมที่ติดตั้งบนบกนั้นรับเป็นที่ปรึกษามากกว่า 60 ประเทศ รวมกำลังผลิตไฟฟ้ามากกว่า 60,000 เมกะวัตต์ นอกจากนั้น ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) ใน 45 ประเทศ

                                                          โรงไฟฟ้าจากขยะ

                                      กังหันลมผลิตไฟฟ้า

รัฐมนตรีพลังงานนำคณะสื่อบินดูงานพลังงานหมุนเวียนและ NOC ที่เดนมาร์กและนอร์เวย์

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนเดินทางศึกษาดูงานต้นแบบแหล่งสำรวจก๊าซธรรมชาติ การพัฒนาพลังงานชุมชน และแผนการบริหารจัดการทรัพยากรด้านพลังงาน ที่ประเทศเดนมาร์ก และนอร์เวย์ ช่วงระหว่างวันที่17-19พ.ค.2560 (ไม่รวมการเดินทาง) เพื่อให้การดำเนินภารกิจของกระทรวงพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ประกาศยุทธศาสตร์ช่วงปี 2559-2563 ไว้ 4 ด้าน คือ 1.ยุทธศาสตร์การจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการ มีความมั่นคงและส่งเสริมการลงทุน 2. ยุทธศาสตร์ด้านการกำดับดูแลกิจการพลังงานและราคาพลังงาน         3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 4.ยุทธศาสตร์การเป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่ยึดมั่นในหลัก ธรรมาภิบาล

สำหรับกำหนดการศึกษาดูงาน ในวันที่17พ.ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะจะเดินทางไปที่สำนักงานใหญ่บริษัทRamboll เพื่อพบปะหารือกับผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานมากกว่า45ปี มีความโดดเด่นในการให้คำปรึกษาด้านพลังงานลมและขยะ

 

 

ส่วนวันที่18 พ.ค. จะเดินทางไปศึกษาดูงานที่ Samso Energy Academy ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้และให้คำปรึกษาด้านพลังงานที่โดดเด่นของเดนมาร์ก และการใช้พลังงานบนเกาะทั้งหมด ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนเกือบ100%  โดยจะมีวิทยากรมาบรรยายให้ทราบถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน วิสัยทัศน์ที่จะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งจะได้ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตความร้อนจากฟาง และกังหันลมที่ชาวไร่ในพื้นที่เป็นเจ้าของ รวมถึงแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้าของเทศบาลบนเกาะ Samso และโรงงานผลิตพลังงานความร้อนจากเศษไม้และผลิตความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Solar thermal collectors)

สำหรับในวันที่ 19 พ.ค. คณะจะเดินทางต่อไปยังกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เพื่อรับฟังการบรรยายจากกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงานของนอร์เวย์ เกี่ยวกับนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม ในรูปแบบของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company -NOC) ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบสัมปทาน รวมทั้งนโยบายการส่งเสริมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งนอร์เวย์ถือเป็นประเทศตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องดังกล่าว