ค้นหาด้วย ' อนันตพร ' ทั้งหมด 30 รายการ
IMF ชี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวระยะสั้น-กลาง แต่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง

IMF ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย เริ่มฟื้นตัวในระยะสั้น-กลาง จากการลงทุนภาครัฐที่จะกระตุ้นความต้องการในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศที่เป็นอุปสรรค และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า แนะรัฐผสมผสานทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนปรน รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างเพี่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ออกแถลงการณ์รายงานการประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายหลังจากคณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟเสร็จสิ้นการเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2560 โดยคณะเจ้าหน้าที่สรุปว่า เศรษฐกิจของไทยขยายตัว 3.2% ในปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีการส่งออกบริการและการลงทุนภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 0.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นปีที่สองปีติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่ลดลงและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ในระดับต่ำ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าที่ขยายตัวในระดับต่ำ ในขณะที่ตลาดการเงินไทยมีความยืดหยุ่นสูง สามารถรับมือกับความเสียงทั้งภายในและภายนอกประเทศได้เป็นอย่างดี

สำหรับในปีนี้ คณะเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทยในระยะสั้นและกลางจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ข้างหน้าจากการดำเนินการตามแผนนโยบายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะยังคงต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ที่ 2.5% ต่อไปอีกหลายปี เพราะเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะค่อยๆเกินดุลน้อยลง เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะปานกลาง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงก็ยังคงอยู่ ทั้งปัจจัยจากภายนอกประเทศ อาทิ  นโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่อาจกระทบต่อการส่งออกไทย และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐ ที่อาจทำให้เงินทุนไหลออกและส่งผลให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น และยังก่อให้เงินความผันผวนในตลาดการเงินโลก ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ต่ำซึ่งจะเป็นผลให้ความต้องการภายในประเทศชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม จะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

ทั้งนี้ IMF แนะรัฐบาลไทยให้ดำเนินนโยบายที่ผสมผสานทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนปรน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน รวมถึงปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับแนวโน้มราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อนั้น ผู้สื่อข่าว Energy News Center : ศูนย์ข่าวพลังงาน รายงานว่า ขณะนี้ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นโดยมีปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันส่วนเกินที่กดดันตลาดน้ำมันโลกมาเกือบ 3 ปีนั้น กำลังจะลดลงและตลาดจะเข้าสู่จุดสมดุลในปีนี้ แม้ว่าจะล่าช้ากว่าไปกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า

ทั้งนี้ ทบวงพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่า แม้ว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อทำให้ปริมาณน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกลดลงแต่ถ้ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก ยังคงลดกำลังการผลิตต่อไปจนถึงเดือนมิถุนายนตามที่วางแผนไว้ ก็อาจทำให้ตลาดน้ำมันอาจเข้าสู่ภาวะขาดดุลหรืออุปทานน้อยกว่าอุปสงค์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ได้  โดยหากเป็นไปตามคาด ตลาดจะอยู่ในภาวะขาดดุลประมาณ 500,000 บาร์เรลต่อวัน

ย่างไรก็ตาม กลุ่มโอเปกและประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่นอกกลุ่มโอเปก จะมีการประชุมกันในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เพื่อพิจารณาและทบทวนข้อตกลงการลดกำลังการผลิตและหารือร่วมกันว่าจะขยายการลดกำลังการผลิตดังกล่าวออกไปว่าจากเดิมสิ้นสุดในเดือนออกไปจนถึงสิ้นปีหรือไม่

https://www.imf.org/en/News/Articles/2017/03/14/PR1781-Thailand-IMF-Staff-Concludes-2017-Article-IV-Visit

 

กระทรวงพลังงานจับมืออมตะ คอร์ปอเรชั่นผลักดัน นิคมอมตะนครเป็นSmart Cities-Clean Energy

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ลงนามเอ็มโอยูกับบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ในการร่วมขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร สู่เมืองอัจฉริยะ Smart Cities - Clean Energy อย่างเป็นรูปธรรม

 พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่14มี.ค 2560 ที่ ห้องกมลทิพย์2โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพมหานคร โดยมีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และพลเอกอนันตพร ร่วมเป็นสักขีพยาน           

   พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า กระทรวงพลังงาน จึงมีแผนที่จะขับเคลื่อนภาคพลังงานของประเทศด้วยแนวนโยบาย Energy 4.0 ให้สอดรับนโยบายของรัฐบาล โดยมีเป้าหมาย ในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนและประเทศ

ทั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับประเทศ จะมุ่งเน้นการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศ เพื่อให้มีความทันสมัยและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก โดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับด้านพลังงาน เพื่อต่อยอดธุรกิจพลังงานของประเทศให้เติบโต และระดับชุมชน/ประชาชน จะมุ่งเน้นการสร้างรายได้ และลดรายจ่ายให้กับประชาชนและชุมชน ผ่านโครงการประชารัฐ การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม การดำเนินโครงการพลังงานชุมชน และการส่งเสริมด้านพลังงานในธุรกิจSMEs

 ในส่วนของการออกแบบเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Energy 4.0 นั้น ทางกระทรวงพลังงาน และ อมตะ ตกลงร่วมกันที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อให้ได้ผลศึกษาและแนวทางการยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ ในนิคมอมตะนครให้เป็นเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)         ในฐานะผู้แทนกระทรวงพลังงาน จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อเสนอแนะในการกำหนดแนวทาง การดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับแนวนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงานและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ รวมทั้งรับการถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์จากทีมผู้เชี่ยวชาญจากเมือง Yokohama Smart City ประเทศญี่ปุ่นที่ อมตะ ได้มีการสร้างความร่วมมือไว้ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยต่อไป

 นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นอกจากความร่วมมือกับ บริษัท อมตะ แล้ว สนพ. ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) และได้เปิดตัวโครงการไปเมื่อปี 2559 เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกิดการเรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัวสู่ทิศทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 โดยจากการร่วมมือกับ บริษัทอมตะ ในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูล และผลการศึกษา/วิจัย ที่เป็นประโยชน์ต่อการนำมาใช้กำหนดนโยบายเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศ นอกจากนี้ สนพ. ยังได้เสนอชื่อ อมตะ เข้าร่วมโครงการ APEC Low-Carbon Model Town ภายใต้คณะทำงานพลังงาน เพื่อเป็นเมืองต้นแบบให้แก่การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำอื่นๆ ต่อไป โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ทั้งนี้ หาก อมตะ ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนในเรื่องข้อมูล การวิเคราะห์ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และการสนับสนุนทางการเงินจาก APEC ซึ่งจะส่งเสริมให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะของ บริษัทอมตะ มีความรอบด้านมากยิ่งขึ้น

 ด้าน นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นรูปแบบความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) หรือ PPP ที่มีเป้าหมายในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี เป็นเมืองอัจฉริยะสมบูรณ์แบบ ที่จะมีส่วนในการสนับสนุนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือEEC ซึ่งกำหนดพื้นที่พัฒนาที่ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่เป็นกลไกลหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

 สำหรับเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจนี้ครอบคลุมการพัฒนาในด้านสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ 1) พลังงานอัจฉริยะ Smart Energy 2) การสัญจรอัจฉริยะ Smart Mobility 3)ชุมชนอัจฉริยะ Smart Community 4) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ Smart Environment 5) เศรษฐกิจอัจฉริยะ Smart Economy 6) อาคารอัจฉริยะ Smart Building 7)การบริหารจัดการเมืองแบบอัจฉริยะ Smart Governance และ 8) นวัตกรรมอัจฉริยะ Smart Innovation

 ทั้งนี้บริษัทอมตะ พร้อมก้าวเข้าสู่ เมืองอัจฉริยะชั้นของประเทศ ภายใต้แนวคิด ALL WIN  ที่พร้อมสนับสนุน EEC และไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการในนิคมฯ มีขีดความสามารถในการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน เชื่อว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะทำให้อมตะ เป็นต้นแบบ Smart City ให้กับพื้นที่อื่นในประเทศไทย ที่สามารถเปลี่ยนจากแนวคิดนำไปสู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

 ปัจจุบันอมตะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ประกอบด้วย โครงการหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์   100  เมกะวัตต์ กับบริษัท  Stumpf Energy จากยุโรป โครงการตรวจสอบการจราจรอัจฉริยะกับ บริษัท AAPICO ITS ประเทศไทย โครงการโรงงานอัจฉริยะกับบริษัท Hitachi High-Technologies จากประเทศญี่ปุ่น    โครงการบ้านอัจฉริยะกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น  การพัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ(เมืองวิทยาศาสตร์อมตะ) กับกลุ่มบริษัทจากญี่ปุ่น เมืองการบินและอวกาศอัจฉริยะ  โครงการศึกษาอัจฉริยะกับบริษัท KinderWorld จากประเทศ สิงคโปร์ และเมืองแห่งการศึกษาเอ็ดยูทาวน์(Amata College)

นักลงทุนเลือก ปตท. “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน”

“PTT” ได้รับรางวัล “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน” ประจำปี 2559 ด้าน ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้รับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน กลุ่มทรัพยากร

นางอัญชลี หวังวีระมิตร ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. (PTT) ได้รับรางวัล "สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน" (The Ultimate Popular Stock Award) สำหรับการคัดเลือกประจำปี 2559 ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการจัดโครงการประเมินความนิยมของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นสามัญบริษัทต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (2555 – 2559) โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกคือ เป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องของหุ้นในมือของนักลงทุนรายย่อย การเปิดเผยข้อมูลที่ดีและสม่ำเสมอ ผู้บริหารและกรรมการของบริษัทสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจที่โดดเด่น และไม่เคยถูกลงโทษจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำหรับปี 2559 นับเป็นปีที่ 2 ที่ ปตท. ได้รับรางวัลสุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน นับจากปี 2556 ซึ่งเป็นปีแรก

รางวัลสุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชนจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้มีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับการลงทุนและการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลปีละ 1 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 10 รางวัล ให้บริษัทที่ให้ความสำคัญในการให้ข้อมูลและดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นจนได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักลงทุนในการซื้อขายต่อเนื่อง โดยนอกจาก ปตท. ที่ได้รับรางวัล "สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน" ประจำปี 2559 แล้วนั้น ยังมี บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท.ที่ได้รับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน กลุ่มทรัพยากร อีกด้วย

สำหรับรางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน เป็นการแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร  กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค  กลุ่มธุรกิจการเงิน  กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม  กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มทรัพยากร กลุ่มบริการ  กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มหลักทรัพย์ตลาด mai โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1)บริษัทยอดนิยมของทั้งหมด 1 รางวัล 2)บริษัทยอดนิยมในแต่ละกลุ่มบริษัทในตลาดหลัก 8 กลุ่ม และตลาดหลักทรัพย์ mai อีก 1 กลุ่ม จำนวน 9 รางวัล

“รางวัลหุ้นขวัญใจมหาชน" เป็นการตัดสินจากนักลงทุนอย่างแท้จริงประมาณ 4,000 ตัวอย่าง ตามหลักเกณฑ์ของยามาเนะ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สากลทั่วโลก โดยไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานใด และไม่ได้มุ่งหวังเป้าหมายเชิงพาณิชย์ แต่มุ่งหวังให้บริษัทมหาชนจดทะเบียน ได้ตระหนักถึงการสื่อสารให้นักลงทุน ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของตลาดทุน เพื่อให้ทราบข้อมูลข่าวสารอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งในแง่มุมของบริษัท การลงทุน และการทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ” นางอัญชลีกล่าว

“ปตท. ขอขอบคุณนักลงทุนจากทั่วประเทศที่ร่วมมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้กับ ปตท. ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ ปตท. รวมทั้งบริษัทในกลุ่ม ที่แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีความผันผวน และความท้าทายด้านเทคโนโลยี แต่ ปตท. พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และยังสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการดูแลผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล ซึ่งนักลงทุนถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่ ปตท. ให้ความสำคัญมาโดยตลอด” นางอัญชลีกล่าวทิ้งท้าย

มูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ สนับสนุนทุนการศึกษาให้เยาวชนที่มาเข้าค่ายสมาธิ ณ สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ

มูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มาเข้าค่ายสมาธิ ประจำปี2560  ที่สำนักสงฆ์ ภูถ้ำพระ  บ้านชาด ต.นาโก อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์   สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเยาวชนได้ใกล้ชิดธรรมะและธรรมชาติในช่วงปิดเทอม

กิจกรรมค่ายสมาธิและมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่มาร่วมเข้าค่ายดังกล่าว จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยทุนการศึกษาในปี2560 นี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้   ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนชั้นมัธยมต้น และชั้นประถมศึกษาลงชื่อสมัครเข้ามา  จำนวน82 คน จาก9 โรงเรียนในอ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  ประกอบด้วย โรงเรียนบัวขาว โรงเรียนคำบงพิทยาคม   โรงเรียนไค้นุ่นวิทยาพูน  โรงเรียนบ้านห้วยม่วง   โรงเรียนหนองห้างพิทยา  โรงเรียนกุฉินารายณ์   โรงเรียนอำนวย  โรงเรียนนาไคร้พิทยาสรรพ์  และโรงเรียนโนนคำวิทยา  มาเข้าค่ายเพื่อศึกษาอบรมธรรมะ และฝึกการนั่งสมาธิ ที่ลานธรรมแห่งใหม่ ของสำนักสงฆ์ ภูถ้ำพระ  ในช่วงระหว่างวันที่17-19 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา  ก่อนที่จะได้รับทุนการศึกษา

โดยพิธีการมอบทุนการศึกษา จัดขึ้นในเช้าวันที่19 มี.ค.  มี นายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ นายอำเภอกุฉินารายณ์ เป็นประธานในการมอบ ร่วมกับ คณะผู้สื่อข่าวจากกรุงเทพมหานครที่เดินทางมาร่วมปฎิบัติธรรมในครั้งนี้

นายพิเชษฐ์ โพธิไสย์ ตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนบัวขาว เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้มาเข้าค่ายสมาธิที่สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ เป็นเวลา 2 คืน 3 วัน ว่าได้ทำกิจกรรมด้านสมาธิอย่างต่อเนื่องร่วมกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ที่ได้ฝึกทั้งกำลังกายและกำลังใจ เพราะต้องเดินจงกรมตั้งแต่ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน และตื่นตี 3 เพื่อมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า  และตี 4 ก็เดินจงกรมต่อ  โดยมีความประทับใจที่สามารถฝึกตัวเอง ให้นั่งสมาธิอยู่นิ่งๆ ได้นานขึ้น และกล้าที่จะอยู่ในความมืด  และหากมีการจัดกิจกรรมค่ายสมาธิในปีต่อไป  ก็อยากที่จะมาเข้าร่วมกิจกรรมอีก

ด้านน้องๆ จากโรงเรียนกุฉินารายณ์ ทั้ง ด.ญ. นัฐภัสสร คนหาญ, ด.ญ.ชนัญชิดา คนกล้า และด.ญ.โสภิดา แสงเทพ นักเรียนชั้นม.1 เล่าว่า ช่วงที่ตัดสินใจเข้าค่ายสมาธิ เพราะเห็นว่าปิดเทอมแล้วและอยู่บ้านก็ไม่ได้ทำอะไร มาออกค่ายก็ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ มากขึ้น โดยคุณครูบอกว่ามานอนที่วัดและก็มานั่งสมาธิแค่นั้น แต่สิ่งที่คิดไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง 
เพราะการเข้าค่ายครั้งนี้ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน  ต้องกางเต็นท์นอนแถมพวกเราก็เจอพายุฝนเปียกกันไปหมด พื้นที่เข้าค่ายเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมที่เป็นธรรมชาติมากๆ ไม่มีไฟฟ้า พวกเราใช้ไฟฉาย เทียน เป็นแสงสว่างตอนกลางคืน แต่สิ่งนี้ก็ทำให้พวกเราค่อยๆ ชินกับความมืด ลดความกลัวลงไปจากแต่ก่อนมาก และการปฏิบัติธรรมทั้งสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ตลอดการเข้าค่ายก็ทำให้จิตใจสงบขึ้น การฟังการเรียนรู้อะไรก็ดีขึ้นมีสมาธิมากขึ้น รวมทั้งได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนใหม่ๆ และได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น พวกเราจะนำส่ิงที่ได้ไปใช้กับการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคต  

ทิ้งท้ายด้วยน้องซันบลู  วัย 9 ขวบ  เล่า สิ่งที่ได้รับจากการเข้าค่ายครั้งนี้ คือ การได้นั่งสมาธิ  จากปกติ อยู่ที่บ้านไม่เคยได้ฝึกนั่งสมาธิเลย  พร้อมแสดงถึงวิธีการนั่งสมาธิที่ได้เรียนรู้จากการเข้าค่ายสมาธิครั้งนี้ ให้ผู้สื่อข่าวดูด้วยว่า  ต้องเริ่มจากการนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย  ส่วนมือวางบนหน้าตัก เอามือขวาทับมือซ้าย จากนั้นก็หลับตา ทำสมาธิ  
น้องซันบลู เล่าว่า การนั่งสมาธิ ช่วยฝึกจิตใจ ให้สงบนิ่งได้  ทำให้มีสมาธิมากขึ้น และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน ทำให้ฟังครูรู้เรื่องขึ้น และยังได้ความอดทนในการเรียนหนังสือด้วย เพราะการมาเข้าค่ายที่นี่ ได้เจอทั้งอากาศหนาวเย็น  และความมืด  ทำให้ตอนนี้ น้องซันบลู บอกว่า ไม่กลัวความมืด เหมือนแต่ก่อนแล้ว และอยากจะนำประสบการณ์จากการมาเข้าค่ายในครั้งนี้  ไปบอกต่อเพื่อนๆ ในโรงเรียนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาเข้าค่าย  ให้มาร่วมกิจกรรมในปีต่อไป 

ส่วนตัวน้องซันบลู เอง บอกว่าอยากจะมาร่วมกิจกรรมค่ายสมาธิ ในครั้งต่อไปอีก  เพราะจะทำให้ได้ประสบการณ์หลายอย่าง ทั้งได้นั่งสมาธิ  ได้เดินจงกรม  ได้ฟังพระเทศน์ ถึงแม้จะไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก แต่เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยังไม่เคยปฎิบัติมาก่อน  แถมยังได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ เช่น งูที่กำลังกินเขียด (หัวเราะ)  และได้เห็นแมงป่อง ด้วย  จึงอยากให้เพื่อนๆ ทุกคน ได้มาฝึกสมาธิ กันมาก ๆ

 

 

กพช. ไฟเขียวเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

กพช. เห็นชอบเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ระบุชุมชนให้การยอมรับ และเทคโนโลยีที่ใช้มีมาตรฐานระดับโลก ไม่เป็นอันตรายต่อชุมชน คาดเริ่มก่อสร้างได้ปีหน้า พร้อมสั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องทำความเข้าใจกลุ่มต่อต้าน

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันนี้ (17 ก.พ. 2560) ว่า ที่ประชุม กพช. มีมติเห็นชอบเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่  800 เมกะวัตต์ โดยพิจารณาแล้วว่าชุมชนให้การยอมรับ และปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่เป็นอันตรายต่อชุมชนแล้ว เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่ใช้ระบบ Ultra Super Critical (USC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงและมีมาตรฐานระดับโลก  ทั้งนี้ จะต้องมีการทำรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) ให้เสร็จก่อน และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณปี 2561 และผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้อย่างช้าสุดประมาณปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 

อย่างไรก็ตาม กพช.ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้คัดค้าน โดยแยกประเด็นว่าคัดค้านเรื่องใด เพื่อแก้ไขและทำความเข้าใจให้ตรงจุดที่สุด แต่ถ้าคัดค้านตามอุดมการณ์ที่ไม่ต้องการให้มีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นเลยทุกพื้นที่ ก็ต้องทำความเข้าใจถึงโลกแห่งความเป็นจริงที่ประเทศจะต้องบริหารความเสี่ยงเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงพลังงานประเทศ

สำหรับภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ในปี 2559 ที่ 2,713 เมกะวัตต์ ขณะที่ผลิตไฟฟ้าได้ 3,089.5 เมกะวัตต์ โดยภาคใต้มีอัตราเติบโตของการใช้ไฟฟ้าถึง 4.7%  ต่อปี ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น เช่น ภาคกลางมีการใช้ไฟฟ้าเติบโต 3.7% ต่อปี  ขณะที่ กรุงเทพฯ ใช้ไฟฟ้าเติบโต 2.4% ต่อปี ซึ่งหากเกิดกรณีวิกฤติหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่หยุดกะทันหัน จะส่งผลให้ภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของภาคใต้ สนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต จึงได้บรรจุโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังผลิตไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กำลังผลิตไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2564 ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015)

ทั้งนี้ พื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหาไฟฟ้าไม่พอใช้คือ พื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งครอบคลุมจังหวัด พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง โดยมีโรงไฟฟ้ากระบี่ที่ปัจจุบันใช้น้ำมันเตาผลิตไฟฟ้าอยู่ 315 เมกะวัตต์ แต่ความต้องการใช้มีถึง 800 เมกะวัตต์  ซึ่งต้องพึ่งพาไฟฟ้ามาจากโรงไฟฟ้าขนอม และโรงไฟฟ้าจะนะ ส่วนพื้นที่ภาคใต้อ่าวไทยตอนบน มีโรงไฟฟ้าขนอม ผลิตไฟฟ้าป้อนพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง มีโรงไฟฟ้าจะนะ ผลิตไฟฟ้าป้อนพื้นที่อ. หาดใหญ่ จ.สงขลา นับว่ามีปริมาณไฟฟ้าเพียงพอกับความต้องการใช้ ดังนั้นพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันจึงต้องมีโรงไฟฟ้าเป็นของตัวเองและต้องกระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิงไปใช้ถ่านหินเพื่อความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ต่อไป

ที่ผ่านมา เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนยังไม่เห็นด้วย ทำให้ กฟผ. ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ได้ตามแผน จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีฯ เพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ โดยมีข้อเสนอแนะให้มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นกรรมการติดตามตรวจสอบการทำงานของโรงไฟฟ้า ขยายเขตกองทุนพัฒนาพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าเกินกว่ารัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการขนส่งถ่านหิน และให้ กฟผ. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในพื้นที่ รวมทั้งบริหารจัดการพื้นที่โครงการตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการ ให้ กฟผ. ไปดำเนินการให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ สร้างความเข้าใจและการยอมรับก่อนเริ่มดำเนินโครงการ ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไตรภาคีฯ และข้อสั่งการดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบให้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ตามแผน PDP 2015 เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้

เตรียมเปิดโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ400เมกะวัตต์ เดือนเม.ย.นี้

กระทรวงพลังงาน เตรียมเปิดโครงการโซล่าร์ฟาร์มทั้งหน่วยงานราชการและสหกรณ์ฯ เฟส 2 ให้อัตราFeed inTariff หรือFiT จาก5.66บาทต่อหน่วยในเฟสแรกเหลือ 4.12 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าจะกำหนดให้ยื่นสมัครในเดือน เม.ย.นี้ ระบุมี 3 หน่วยงานรัฐที่มีวัตถุประสงค์ตามกฏหมาย สามารถเข้าร่วมโครงการได้ แบบไม่ต้องจับสลาก เพราะไม่เต็มโควต้า 400 เมกะวัตต์   
  
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานยืนยันเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 มีกำหนดเปิดรับผู้ร่วมโครงการในเดือนเม.ย. 2560 และมีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(ซีโอดี)เดือนมิ.ย. 2561 โดยแบ่งเป็นโควต้าหน่วยงานราชการ 400 เมกะวัตต์ และโควต้าสหกรณ์ฯ 119   เมกะวัตต์ ซึ่งจะใช้วิธีจับฉลากเข้าร่วมโครงการเช่นเดียวกัน  จากเดิมที่สนพ.เคยมีแนวคิดที่จะให้มีการเปิดประมูลแข่งขันราคากัน

ทั้งนี้ในส่วนของโควต้าราชการ 400 เมกะวัตต์นั้น ล่าสุดพบว่ามีบางหน่วยงานของภาครัฐสามารถดำเนินการได้ เพราะมีวัตถุประสงค์ตามกฏหมาย  ได้แก่ องค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ทหารเรือสัตหีบ และมหาวิทยาลัยรัฐบางแห่ง เป็นต้น โดย ส่วนที่ติดพ.ร.บ.ร่วมทุนก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้ร่วมโครงการไม่เต็มโควต้า  จึงอาจพิจารณาให้หน่วยงานรัฐเข้าร่วมโครงการตามที่เสนอได้เลย โดยไม่ต้องจับฉลาก
ขณะที่โควต้าสหกรณ์ 119 เมกะวัตต์นั้น คาดว่าจะได้รับความสนใจมาก จึงจะต้องใช้วิธีจับฉลากต่อไป  

ส่วนราคารับซื้อไฟฟ้าโครงการดังกล่าว จะใช้ระบบรับซื้อตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ)ในอัตรา 4.12 บาทต่อหน่วย  ซึ่งถูกกว่าเฟสแรกที่รับซื้อ 5.66 บาทต่อหน่วย เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ต่างๆถูกลงมาก 

"ปัจจุบันยังไม่มีนโยบายให้โอนโควต้าในส่วนราชการไปให้กับกลุ่มสหกรณ์ ดังนั้น เมื่อปิดโครงการแล้วได้ปริมาณไฟฟ้าเท่าไหร่ก็เท่านั้น โดยหากกลุ่มราชการเข้ามาไม่เต็ม 400 เมกะวัตต์ ก็สามารถนำส่วนที่เหลือไปเปิดในโครงการอื่นๆ ได้ เช่น โครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรี เป็นต้น"  นายประเสริฐ กล่าว 

กฟผ.ชูลงทุน7โครงการด้านพลังงานทดแทนในระยะแรกปี2561-2564

กฟผ. ชูโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งแบบติดตั้งบนดินและทุ่นลอยน้ำในพื้นที่เดิมของกฟผ. โดยเตรียมขออนุมัติคณะรัฐมนตรีในระยะแรก จำนวน 7 โครงการ รวมกำลังผลิต 32 เมกะวัตต์ เข้าระบบในปี 2561 - 2564  มั่นใจมีศักยภาพการดำเนินการได้ในราคาที่ต่ำกว่าเอกชน

 นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี โฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงการพัฒนาพลังงานทดแทนของ กฟผ. ว่า ตามที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่มีอยู่ในประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม และเพื่อผลประโยชน์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน กฟผ. จึงได้จัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ปี 2558-2568 สอดรับกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 - 2579 (AEDP 2015) ที่ผลักดันให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนในทุกภาคส่วนของประเทศให้ถึงร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานรวม (ในรูปแบบไฟฟ้า 4.27%, ความร้อน 19.15%, เชื้อเพลิงชีวภาพ 6.65%) ภายในปี 2579

 ทั้งนี้ กฟผ. มีโครงการพลังงานหมุนเวียนในแผน AEDP ทั้งสิ้นประมาณ 500 เมกะวัตต์ ในระยะแรก ซึ่งจะทยอยผลิตไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2561 - 2564 จำนวน 7 โครงการ รวมกำลังผลิตทั้งหมด 32 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ได้แก่ โครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ 4 โครงการ ที่อ่างเก็บน้ำบางปูดำ ในเขตพื้นที่โรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ อ่างเก็บน้ำห้วยเป็ดและอ่างเก็บน้ำห้วยทราย อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และอ่างเก็บน้ำโรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และโครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนพื้นดิน 3 โครงการ ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 จ.มุกดาหาร ที่ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง และที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงจอมบึง จ.ราชบุรี โดยสำหรับโครงการที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงจอมบึง จะมีการติดตั้งพร้อมแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System)

 “กฟผ. เลือกใช้เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอนที่มีประสิทธิภาพสูง 14-16% เนื่องจากเซลล์ชนิดนี้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน มีอัตราการเสื่อมสภาพต่อปีต่ำ ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อย นอกจากนี้ ยังติดตั้งอยู่ในอ่างเก็บน้ำและบนพื้นดินซึ่งเป็นพื้นที่ของ กฟผ. ทั้งหมด จึงนับได้ว่าเป็นการบริหารการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ทำให้มีต้นทุนการผลิตไม่สูงกว่าอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินของเอกชน ทั้งนี้ ในส่วนของโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ จะช่วยให้เกิดการต่อยอดจากงานโครงการวิจัยขนาดเล็กไปสู่การพัฒนาเป็นโครงการขนาดใหญ่อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย”

 โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ของ กฟผ. 7 โครงการที่จะเข้าระบบภายในปี 2564 นี้ ตลอดอายุโครงการ 25 ปี จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมได้ประมาณ 75,000 ตัน ตามอนุสัญญา COP21 และสามารถทดแทนน้ำมันเตาได้ 370 ล้านลิตร หรือคิดเป็นเงินประมาณ 3,750 ล้านบาท และยังสามารถลดปริมาณการระเหยของน้ำได้ประมาณ 40% สำหรับโครงการที่อ่างเก็บน้ำโรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ จะสามารถพัฒนาต่อยอดสู่งานวิจัยระบบกักเก็บพลังงานแบบต่าง ๆ เช่น ระบบกักเก็บไฮโดรเจน (Hydrogen Storage) ให้กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) หรือ เครื่องยนต์ก๊าซไฮโดรเจน (Hydrogen Gas Engine) รวมถึงสามารถใช้เป็นแหล่งศึกษาด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของนักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปในอนาคต

 

กกพ.แจงแนวโน้มค่าเอฟทีงวดพ.ค.-ส.ค.2560 สูงขึ้นจริง

กกพ. แจงแนวโน้มค่าเอฟทีงวด พ.ค. - ส.ค. 2560 สูงขึ้นจริง เนื่องจากเป็นช่วงขาขึ้นของราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น  ในขณะที่การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะส่งผลกระทบต่อค่าเอฟที งวดใหม่ประมาณ 1 - 2 สตางค์เท่านั้น  คาดทราบตัวเลขที่ชัดเจนกลางเดือน เม.ย.2560

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center )ได้รับอีเมล์ชี้แจงจากฝ่ายกลยุทธ์และสื่อสารองค์กรของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อวันที่22 มี.ค.2560 ว่า ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับแนวโน้มค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 2560 เพิ่มขึ้น 21 สตางค์ต่อหน่วย ในการนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขอทำความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวว่า ค่าเอฟทีในงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 60 นี้ มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นจริง เนื่องจากเป็นช่วงขาขึ้นของราคาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตัวเลขประมาณการค่าเอฟทีในงวดดังกล่าวจะทราบผลภายในกลางเดือน เม.ย. 2560 นี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตัวเลข 21 สตางค์ เป็นตัวเลขที่เป็นผลมาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ Adder และ FiT จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้ง SPP และ VSPP ที่ได้ทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบประมาณ 7,000 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รวมกับค่าไฟในงวดเดือน ม.ค. - เม.ย. 2560 แล้ว โดยในงวดเดือน พ.ค. - ส.ค.25 60 นี้ คาดว่าการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะส่งผลกระทบต่อค่าเอฟทีประมาณ 1 - 2 สตางค์ โดย กกพ. จะนำตัวเลขดังกล่าวมาคำนวณค่าเอฟทีและจะแถลงผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการให้ทราบต่อไป

พร้อมตั้งคณะกรรมการศึกษาตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)

กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเลือกหน่วยงานและคณะกรรมการศึกษาตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)หลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ส่งพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ผ่านความเห็นชอบพร้อมข้อสังเกต ส่งถึงครม.เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ยันเดินหน้าเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี2565-2566

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียม 2-3 แนวทางสำหรับเลือกหน่วยงานและคณะกรรมการที่จะเป็นผู้ศึกษาการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)เร็วๆนี้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้นำเสนอเรื่องการศึกษาการจัดตั้ง NOCที่ใส่เอาไว้ในข้อสังเกตในท้ายกฎหมาย เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และ ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานรับมาดำเนินการในรายละเอียดเพื่อส่งกลับไปยังครม.พิจารณาอีกครั้ง

โดยสัปดาห์หน้า กระทรวงพลังงานจะประชุมเพื่อสรุปทางเลือก 2-3 แนวทางดังกล่าวก่อนเสนอ ครม. ทั้งนี้ยืนยันว่าจะดำเนินการได้เสร็จทันภายในกรอบเวลาที่เหลืออีก30 วันตามที่ สนช.ระบุไว้ในข้อสังเกตแนบท้ายกฎหมาย อย่างแน่นอน

 “การประชุมสัปดาห์หน้าจะพิจารณาความเหมาะสมว่า หน่วยงานใด้จะเป็นผู้ศึกษาจัดตั้งNOC รวมถึงคัดเลือกตัวบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการศึกษาจัดตั้งNOCด้วย ซึ่งมี 2-3แนวทาง และจะต้องส่งเรื่องกลับไปครม.เพื่ออนุมัติให้หน่วยงานและบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้ดำเนินการ โดยยืนยันว่าการจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวจะเสร็จภายใน 30 วัน ทันตามกรอบที่สนช.มอบไว้ 60 วัน” พล.อ.อนันตพร กล่าว

ส่วนกรณีเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 วรรคสอง หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ได้กำหนดว่าก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ต่อประชาชนนั้น เรื่องดังกล่าวไม่หน้าจะกระทบต่อการเเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งทั้งเอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566  โดยขณะนี้ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เกี่ยวกับกฎเกณฑ์การเปิดประมูล ว่าแต่ละแหล่งจะเข้าเกณฑ์ระบบใด ทั้ง ระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) และระบบจ้างผลิต(เอสซี) คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 15 วัน จากนั้นจะเสนอให้ครม.พิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไข(ทีโออาร์)การเปิดประมูลภายในเดือนมิ.ย.นี้ 

ทั้งนี้แม้การเปิดประมูลทั้ง 2 แหล่ง จะเลื่อนออกจากกำหนดการเดิม 1-2 เดือน แต่ก็ยังถือว่าเป็นไปตามแผนและไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของเอกชน

รัฐมนตรีพลังงานนำคณะสื่อบินดูงานพลังงานหมุนเวียนและ NOC ที่เดนมาร์กและนอร์เวย์

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนเดินทางศึกษาดูงานต้นแบบแหล่งสำรวจก๊าซธรรมชาติ การพัฒนาพลังงานชุมชน และแผนการบริหารจัดการทรัพยากรด้านพลังงาน ที่ประเทศเดนมาร์ก และนอร์เวย์ ช่วงระหว่างวันที่17-19พ.ค.2560 (ไม่รวมการเดินทาง) เพื่อให้การดำเนินภารกิจของกระทรวงพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ประกาศยุทธศาสตร์ช่วงปี 2559-2563 ไว้ 4 ด้าน คือ 1.ยุทธศาสตร์การจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการ มีความมั่นคงและส่งเสริมการลงทุน 2. ยุทธศาสตร์ด้านการกำดับดูแลกิจการพลังงานและราคาพลังงาน         3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 4.ยุทธศาสตร์การเป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่ยึดมั่นในหลัก ธรรมาภิบาล

สำหรับกำหนดการศึกษาดูงาน ในวันที่17พ.ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะจะเดินทางไปที่สำนักงานใหญ่บริษัทRamboll เพื่อพบปะหารือกับผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานมากกว่า45ปี มีความโดดเด่นในการให้คำปรึกษาด้านพลังงานลมและขยะ

 

 

ส่วนวันที่18 พ.ค. จะเดินทางไปศึกษาดูงานที่ Samso Energy Academy ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้และให้คำปรึกษาด้านพลังงานที่โดดเด่นของเดนมาร์ก และการใช้พลังงานบนเกาะทั้งหมด ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนเกือบ100%  โดยจะมีวิทยากรมาบรรยายให้ทราบถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน วิสัยทัศน์ที่จะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งจะได้ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตความร้อนจากฟาง และกังหันลมที่ชาวไร่ในพื้นที่เป็นเจ้าของ รวมถึงแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้าของเทศบาลบนเกาะ Samso และโรงงานผลิตพลังงานความร้อนจากเศษไม้และผลิตความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Solar thermal collectors)

สำหรับในวันที่ 19 พ.ค. คณะจะเดินทางต่อไปยังกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เพื่อรับฟังการบรรยายจากกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงานของนอร์เวย์ เกี่ยวกับนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม ในรูปแบบของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company -NOC) ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบสัมปทาน รวมทั้งนโยบายการส่งเสริมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งนอร์เวย์ถือเป็นประเทศตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องดังกล่าว