ค้นหาด้วย ' อนันตพร ' ทั้งหมด 32 รายการ
กกพ.คาดใช้FiTอัตราใหม่4.12บาทต่อหน่วยกับโครงการโซลาร์ฟาร์มราชการ สหกรณ์เฟส2

กกพ. ขานรับมติกพช. เตรียมพิจารณาใช้อัตรา FiTใหม่ 4.12 บาทต่อหน่วย กับโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 จำนวน 519 เมกะวัตต์

แหล่งข่าวสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.) เปิดเผยถึง มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ในการประชุมเมื่อวันที่26ก.ย.2559 ที่ผ่านมา ที่ให้ปรับลดอัตราฟีทอินทารีฟ (การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง) หรือ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก(VSPP) หรือผลิตไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จาก5.66บาทต่อหน่วย ลงเหลือ 4.12 บาทต่อหน่วย ว่า ขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) กำลังรอคำสั่งบังคับใช้มติดังกล่าวจากกระทรวงพลังงาน เพื่อนำไปปฏิบัติ 

โดยจะต้องดูว่ามติที่ออกมากำหนดให้ใช้กับโครงการใดบ้าง  จะเป็นโครงการโครงการเดิม ที่ยังไม่ได้ลงมือก่อสร้าง  โดยเฉพาะโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส1 ที่กำหนดให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ(COD) 30 ธ.ค. 2559 นี้ ซึ่งมีบางรายยังไม่ก่อสร้างเพราะรอต้นทุนวัสดุอุปกรณ์ที่ทยอยปรับลดลงหรือจะเป็นโครงการที่ออกประกาศหลักเกณฑ์รับซื้อใหม่ 

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าอัตรา FiT ใหม่ 4.12 บาทต่อหน่วย คงจะนำมาใช้กับโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ฯ เฟส 2 ที่ กกพ. เตรียมจะเปิดรับผู้ร่วมโครงการในเร็วๆนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะรับซื้อไฟฟ้าจำนวนรวมประมาณ 519 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นของภาคราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์การเกษตร 119 เมกะวัตต์  ส่วนโครงการโซล่าร์ฟาร์มอื่นๆ ที่จะใช้อัตรา FiT ใหม่นี้ ยังไม่มีโครงการใดที่ กกพ. จะเปิดรับในเร็วๆนี้ 

สำหรับกรณีผู้ผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มที่ไม่ขอรับ Fit แต่จะขอสิทธิ์ขายไฟฟ้าเข้าระบบในขณะนี้เลยนั้น ยืนยันว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากโครงการโซล่าร์ฟาร์มเป็นโครงการที่จะต้องรอให้ กกพ.ประกาศหลักเกณฑ์การรับซื้อออกมาก่อน  จึงจะสามารถเสนอคำขอขายไฟฟ้าเข้ามาได้  

เพลินพลังงานชูสินค้าราคาพิเศษ ดึงคนชมงาน

เปิดงาน”เพลินพลังงาน”เป็นทางการ ชูสินค้าพลังงานราคาพิเศษถูกกว่าท้องตลาดหลายรายการ ดึงคนชมงาน  เผยยอดจับจ่าย3วันแรก2ล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้บริหารสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เข้าร่วมในพิธีเปิด งาน“เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” อย่างเป็นทางการ ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ทำเนียบรัฐบาล

 พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการตลาดคลองผดุงกรุงเกษม จัดขึ้นตามดำริของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเริ่มโครงการมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 โดยจะมีกระทรวงต่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในเดือนมีนาคม 2559 นี้ ทางกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยเน้นการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆด้านพลังงานและงานวิจัยด้านต่างๆ ฝีมือคนไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ พร้อมจำหน่ายในราคาพิเศษ และสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าด้านพลังงาน และนวัตกรรมการวิจัยต่างๆ ได้ ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าในราคาถูกและประหยัด ลดภาระค่าใช้จ่าย อีกทั้ง ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ได้นำสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศมาจำหน่าย เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ และเป็นการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน        

ด้าน พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า งาน“เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” ซึ่งสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน และการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ระหว่างวันที่ 5 - 27 มีนาคม 2559  ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี โดยในช่วง 3 วันแรกของการเปิดตลาดมียอดรายได้รวมอยู่ 2,450,637 บาท มีประชาชนมาเที่ยวงานจำนวน 7,377 คน สำหรับสินค้าที่ขายดีที่สุด อาทิ ผลิตภัณฑ์จากร้านค้าพลังงานชุมชน  สินค้าประหยัดไฟเบอร์ 5 และสินค้าชุมชนรอบโรงไฟฟ้า  ผลิตภัณฑ์จากร้านค้าชุมชนจากแหล่งผลิตปิโตรเลียม กังหันลมแบบใช้พัดลมหมุนสองทาง การพัฒนาเครื่องเส้นด้ายงานถัก  ข้าวหอมมะลิ ร้านบุญสมฟาร์ม (สาหร่ายแปรรูป) จังหวัดเชียงใหม่ และร้าน Dragon Chef (เครื่องแกงใต้สำเร็จรูปบรรจุแพ็ค) จังหวัดพัทลุง เป็นต้น

ทั้งนี้ ภายในงานจะเป็นการผสมผสานระหว่างกิจกรรมที่เป็นองค์ความรู้ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลังงาน เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ราคาถูกกว่าท้องตลาด สินค้าจากวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน   ทั่วประเทศ นวัตกรรมด้านพลังงานที่พร้อมจำหน่ายจากมหาวิทยาลัยต่างๆ และกิจกรรมสันทนาการ โดยมีบูธกิจกรรมทั้งหมดกว่า 100 บูธ

สำหรับตัวอย่างสินค้าราคาพิเศษภายในงาน อาทิ หลอดไฟLED5วัตต์ จากราคาปกติ115 บาทเหลือ85บาท  พัดลมMitsubishi รุ่นLV16GU จาก1,890บาทเหลือ 1,690บาท เครื่องปรับอากาศ Mitsubishi (Inverter)รุ่นMSY-GM13VFจาก26,800บาท เหลือ 25,000บาท  จักรยานไฟฟ้า จาก25,900บาท เหลือ19,000บาท  เครื่องทำนำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ จาก44,940บาทเหลือ 22,470 บาท เป็นต้น

 

กกพ.เห็นด้วยเปิดประมูลซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลมโดยยกเลิกการอุดหนุน

โฆษก กกพ.เห็นด้วยแนวทาง ประมูลโซล่าร์ฟาร์มและพลังงานลม โดยยกเลิกการอุดหนุน  ระบุมีผู้ผลิตสนใจดำเนินโครงการจำนวนมากแต่สายส่งไฟฟ้ามีจำกัด  เชื่อแนวโน้มอันใกล้นี้ พลังงานทดแทนแข่งขันราคาค่าไฟฟ้ากับพลังงานจากฟอสซิลได้


นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ ซึ่งเป็นโฆษกของกกพ.เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวEnergy News Center  ว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการเปิดให้มีการประมูลการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม โดยไม่ต้องมีการใช้เงินอุดหนุนในรูปของFeed in Tariff หรือFiT อีกต่อไป  เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้สนใจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปของโครงการโซลาร์ฟาร์ม และโครงการพลังงานลม จำนวนมาก ในขณะที่สายส่งไฟฟ้าที่รองรับโครงการมีอยู่อย่างจำกัด  โดยวิธีการประมูลจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ลดลงได้ตามเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าขึ้น  ซึ่งจะไม่เป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าจากประชาชน

โดยในกรณี ของดูไบ ที่ใช้วิธีประมูลการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ จนทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น เป็นเพราะว่าดูไบ  มีความได้เปรียบ ในเรื่องของแสงแดด ที่มีมากกว่าไทย ซึ่งถ้าหากไทยใช้วิธีเปิดประมูลเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการอุดหนุนราคาค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตน่าจะแค่ใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น  ราคาค่าไฟฟ้าจะไม่ถูกเหมือนการประมูลที่ดูไบ

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเปิดประมูลโครงการโซลาร์ฟาร์มและพลังงานลมนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงาน  ว่าจะมีการเปิดรับซื้อเพิ่มเติมหรือไม่ซึ่งปัจจุบัน การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  ยังมีเหลือค้างอยู่เฉพาะ โซล่าร์ฟาร์มของราชการและสหกรณ์การเกษตรเท่านั้น ที่เตรียมรอการเปิดรับผู้ร่วมโครงการเฟสที่ 2  รวมทั้งโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี นำร่องที่ยังไม่ได้ให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบ  

ในส่วนพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ เช่น ขยะ ชีวมวล ชีวภาพ นั้น ไทยยังไม่สามารถใช้วิธีประมูลได้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีผู้ผลิตไฟฟ้าไม่มากรายเท่ากับพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม จึงต้องมีการเปิดรับซื้อและให้เงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพื่อจูงใจผู้ประกอบการต่อไปก่อน 

สำหรับเป้าหมายของการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(Alternative Energy  Development Plan –AEDP2015) ที่ใช้ระหว่างปี2558-2579 นั้น กำหนดไว้จะรับซื้อจนถึงปี2579 ที่จำนวน 6,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีนโยบายการเปิดรับซื้อไปแล้ว จำนวนประมาณ3,800 เมกะวัตต์ ส่วนพลังงานลมนั้น กำหนดเป้าหมายรับซื้อไว้ที่3,000 เมกะวัตต์ แต่เปิดรับซื้อไปแล้ว 1,800เมกะวัตต์

 

พร้อมเปิดเฟส2ซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตรอีก519เมกะวัตต์ ภายในส.ค.2559นี้

กบง.รับทราบรายงาน ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน( กกพ.)พร้อมเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซล่าร์ฟาร์มทั้งส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตร  เฟส 2 จำนวน 519 เมกะวัตต์ ภายในส.ค.2559 นี้  ตามหลังด้วยไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมและขยะชุมชน    ส่วนเรื่องLPG ที่ประชุมสั่งตรึงราคา LPG เดือนส.ค.เท่าเดิม 20.29 บาท/กก.

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ ได้รายงานต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ว่า เรกูเลเตอร์จะเปิดรับผู้ร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับกลุ่มราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 ในเดือน ส.ค. 2559 นี้ ในปริมาณรวม 519 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นในส่วนราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ฯ 119 เมกะวัตต์ และหลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ และอีก 2 สัปดาห์ต่อไปจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนต่อไป

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เรกูเลเตอร์ได้เสนอ กบง.ขอปรับกระบวนการเข้าร่วมโครงการโซล่าร์ฟาร์มเฉพาะกลุ่มราชการใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการติด พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการภาครัฐ พ.ศ. 2556 โดยรูปแบบใหม่จะให้ภาคราชการเสนอตัวเข้าร่วมโครงการและตรวจสอบคุณสมบัติก่อน ถ้าผ่านจะให้ทำการจับฉลากร่วมโครงการ แล้วจึงค่อยไปหาผู้สนับสนุนผู้ร่วมทุน และจึงมาทำการลงนามสัญญาซื้อขาย(PPA)ได้ ทั้งนี้เพื่อให้มีเวลาในการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิมที่กำหนดให้ภาครัฐที่จะร่วมโครงการจะต้องจัดหาผู้ร่วมทุนและดำเนินการรายละเอียดด้านคุณสมบัติให้พร้อมก่อนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรค เพราะภาครัฐและผู้ร่วมทุนไม่แน่ใจว่าจะจับฉลากได้เข้าร่วมโครงการหรือไม่ และไม่สามารถเปลี่ยนผู้ร่วมทุนได้ ซึ่งหากจัดทำเอกสารราชการและหาผู้ร่วมทุนแล้วแต่จับฉลากไม่ผ่านจะทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

ส่วนกระบวนการร่วมโครงการของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรนั้น คาดว่าจะให้ใช้ระบบเดิมคือ เตรียมเอกสาร ผู้ร่วมทุน และคุณสมบัติต่างๆ ให้พร้อมก่อนยื่นเข้าร่วมโครงการ และทำการจับฉลากต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มสหกรณ์ฯ ไม่ได้มีปัญหาด้าน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เหมือนภาคราชการ  

นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กบง.ยังมีมติให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม(LPG)ประจำเดือน ส.ค. 2559 ไว้เท่าเดิม 20.29 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นการตรึงราคามาตั้งแต่เดือนม.ค. 2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้แม้ว่าราคาต้นทุนก๊าซฯในประเทศและต้นทุน LPG ตลาดโลกจะปรับลดลงเฉลี่ยประมาณ 7 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือ 32 สตางค์ต่อกิโลกรัม แต่ กบง.ตัดสินใจไม่ลดราคาLPG ในเดือนนี้ เพราะเมือพิจารณากลับเป็นราคาต่อถัง 15 กิโลกรัมแล้ว ลดราคาได้ไม่ถึง 10 บาทต่อถัง ดังนั้นจึงเก็บเงินไว้ในกองทุน LPG ก่อน โดยหากราคาลดลงถึงระดับ 67 สตางค์ต่อกิโลกรัม หรือ 15 บาทต่อถัง ทาง กบง.จะปรับลดลงให้ทันที

อย่างไรก็ตามการตรึงราคา LPG ดังกล่าวส่งผลให้มีเงินไหลเข้ากองทุนฯ LPG เพิ่มขึ้น 32 สตางค์ต่อกิโลกรัม จากเดิมเก็บอยู่ประมาณ 6 สตางค์ต่อกิโลกรัม ทำให้มีเงินไหลเข้าเพิ่มเป็น 39 สตางค์ต่อกิโลกรัม และส่งผลให้เงินกองทุนฯมีรายรับรวม 133 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 44,268 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชี LPG 7,148 ล้านบาท และบัญชีน้ำมัน 37,120 ล้านบาท

นอกจากนี้กรมธุรกิจพลังงานได้รายงานสถานการณ์นำเข้า LPG ต่อ กบง.ว่า ในเดือนส.ค. 2559 นี้จะต้องนำเข้า LPG ประมาณ 2 หมื่นตัน หลังจากหยุดนำเข้าเป็นครั้งแรกของไทยเมื่อเดือน ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันปิดซ่อมบำรุง 1 โรง และความต้องการใช้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย    

บทพิสูจน์โรงไฟฟ้าถ่านหินช่วยเกาหลีใต้มีต้นทุนค่าไฟต่ำ ความมั่นคงพลังงานสูง

 แม้ว่ากระแสของโลกหลังการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP 21) ที่กรุงปารีส จะมุ่งทิศทางไปสู่การลงทุนที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญหนึ่งของสภาวะโลกร้อน แต่นโยบายด้านพลังงานของประเทศพัฒนา โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ก็ยังไม่มีประเทศใดที่ทิ้งการลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะเหตุผลสำคัญที่คือเชื้อเพลิงถ่านหิน นั้นมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงหลักที่ดูสะอาดกว่าอย่างก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานทดแทนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม

 เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงถึง95.7%(ข้อมูลปี2556จากKorea Energy Economics Institute)ดังนั้นการวางแผนนโยบายด้านพลังงานจึงให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเทคโนโลยีที่สามารถจัดการเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ สัดส่วนของพลังงานในภาพรวมจึงมีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างดี โดย น้ำมันมีสัดส่วน 37.8% พลังงานถ่านหิน 29-30% ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ประมาณ 18.7% พลังงานนิวเคลียร์ 10.4%  ส่วนพลังงานทดแทนต่างๆ มีสัดส่วน 3.2% และพลังงานน้ำมีสัดส่วน 0.6%

ปี2556 เกาหลีใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ86,969เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปี2504 ที่มีกำลังการผลิตเพียง367เมกะวัตต์ แผนพลังงานแห่งชาติของเกาหลีใต้(Basic Plan for National Energy ) ช่วงปี2556-2578 วางแนวทางสำคัญที่จะลดปริมาณความต้องการใช้พลังงาน กระตุ้นระบบการจายไฟฟ้า ส่งเสริมการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลง20% โดยมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถึง22%-29% หรือมากกว่า1เท่าตัว จากที่มีอยู่แล้วจำนวน23โรง นั่นเพราะเกาหลีใต้มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของตัวเอง และเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนจาก3.2%เป็น11% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เกาหลีใต้ไม่ได้เลิกหรือลดสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

 เมื่อวันที่ 9-12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย เดินทางไปศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินดังจิน ที่เกาหลีใต้  เพื่อศึกษาศักยภาพระบบบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม และนำมาปรับใช้ให้สอดรับกับแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวที่ไทยอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการตามแผน  

Dr.Park Kihyun  ผู้แทนจากKorea Energy Economics Institute(KEEI)ซึ่งเป็นผู้บรรยายให้กับคณะดูงาน กล่าวว่า เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะในอดีตประเทศไม่ได้มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเหมือนในปัจจุบัน และเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า90% การวางนโยบายด้านพลังงานจึงให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกและไม่เป็นภาระให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ  โดยถ่านหินถือเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของเกาหลีใต้

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเกาหลีใต้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ60วอนต่อหน่วย ,ถ่านหินอยู่ที่ประมาณ70วอนต่อหน่วย และก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ150วอนต่อหน่วย ซึ่งการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงหลักที่เน้นไปที่ถ่านหินและนิวเคลียร์ ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าของเกาหลีใต้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ110วอนต่อหน่วย(ประมาณ3บาทเศษต่อหน่วย ต่ำกว่าประเทศไทย) โดยที่รัฐส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้ใช้ไฟฟ้าถูกกว่าภาคครัวเรือนคือประมาณ80วอนต่อหน่วย เพื่อให้อุตสาหกรรมหนักที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสามารถเกิดขึ้นได้

โรงไฟฟ้าดังจิน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ บริหารจัดการโดยบริษัทEast West Power(EWP) เดิมเป็นโรงไฟฟ้าขนาด4,000เมกะวัตต์ มี8หน่วยการผลิต ใช้ทั้งถ่านหินลิกไนต์และบิทูมินัสวึ่งนำเข้าทั้งหมดจากต่างประเทศเป็นเชื้อเพลิง เริ่มดำเนินการผลิตมาตั้งแต่พ.ศ.2542 ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก2,000เมกะวัตต์ แบ่งเป็น2หน่วยการผลิต ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าว กลายเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในเอเซีย

โรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงคือUltra Super Critical –USC ที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงด้วย  โดยเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยเช่นเดียวกับที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะมีการลงทุนที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ต้องพาคณะสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานที่โรงไฟฟ้าดังจินแห่งนี้ เพราะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่(ใหญ่กว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ3เท่า) ที่เดิมก่อนการก่อสร้างก็มีปัญหาการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากต้องมีการเวนคืนที่ดิน แต่บริษัทผู้ลงทุนมีวิธีการบริหารจัดการปัญหา และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่จนเกิดการยอมรับ ทำให้สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้สำเร็จ และชี้ให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่เป็นชุมชนรอบโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่100ครัวเรือนเป็น400ครัวเรือน

โรงไฟฟ้าดังจิน เข้ามามีบทบาทในการดูแลสวัสดิการและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของชุมชนรอบโรงไฟฟ้า  โดยจัดสรรเงินจากค่าไฟฟ้าให้กับกองทุนปีละประมาณ5,400ล้านบาท ซึ่ง80%ดูแลประชาชนในรัศมี5กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าและอีก20%ดูแลทั้ง ชุมชนของเมืองดังจิน 

“สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากถึงเกือบ70% และถ่านหินประมาณ18% เพราะเรามีทรัพยากรก๊าซในประเทศ ซึ่งตรงกันข้ามกับเกาหลีใต้ แต่ในอนาคตที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศจะลดปริมาณลงเรื่อยๆ เราจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิงโดยลดสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินมีการพัฒนาไปมากในการจัดการเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อม และโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ.มีแผนจะก่อสร้างทั้งที่จังหวัดกระบี่และที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา นั้น จะเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ในขณะเดียวกันเราก็มีการจัดตั้งเป็นกองทุนที่จะไปช่วยดูแลชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ในลักษณะเดียวกับกรณีโรงไฟฟ้าดังจิน ของเกาหลีใต้ ซึ่งจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างการยอมรับ” ดร.อารีพงศ์ กล่าว

การเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ได้ขัดแย้งกับกระแสCOP21ที่มุ่งเน้นพลังงานสะอาดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะในแผนบูรณาการพลังงานทั้ง5แผนที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบแล้วที่ใช้ในปี2558-2578 นั้น การลงทุนด้านพลังงานของประเทศจะดำเนินการแบบคู่ขนาน ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เต็มศักยภาพ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน

ประสบการณ์จากประเทศเกาหลีใต้ จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ได้เป็นผู้ร้ายที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดี  ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมของประเทศ  และยังเป็นเชื้อเพลิงหลักที่สร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ     - Energy News Center 

กระทรวงพลังงานก้าวสู่ปีที่ 15 เดินหน้า Energy 4.0

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประกาศในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพลังงานครบรอบ 14  ปี และก้าวสู่ปีที่ 15 ว่า จะขับเคลื่อนภาคพลังงานของประเทศตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว และยังร่วมดำเนินการตามแนวนโยบาย Energy 4.0 ซึ่งสอดรับนโยบาย  Thailand 4.0 ของรัฐบาล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวว่า ในปี 2560 จะดำเนินการตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว โดยการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP จะมุ่งเน้นการกระจายเชื้อเพลิงและกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองในระดับที่เหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยจะลดการใช้ก๊าซธรรมชาติลงเหลือ 59.4% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด จากเดิมในปี 2559 ใช้อยู่ที่ 64.5% และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนเป็น 9.6% จาก 6.4% ในปี 2559 รวมถึงลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินลงเหลือ 16.8% ซึ่งเดิมในปี 2559 ใช้อยู่ที่ 18.6%

ส่วนแผนอนุรักษ์พลังงาน หรือ EEP  จะลดความเข้มการใช้พลังงานลง 8.20 ktoe ต่อพันล้านบาท หรือ  คิดเป็น 3.98% โดยจะเร่งดำเนินการในมาตรการกำกับดูแลการอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมายสำหรับโรงงานและอาคารควบคุม และมาตรการอุดหนุนผลการประหยัดพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ ประกอบด้วย โรงงานอุตสาหกรรม 5,500 แห่ง อาคาร 2,000 แห่ง และอาคารภาครัฐ 850 แห่ง โดยมีเป้าหมายการลดใช้พลังงาน จำนวน 314 ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) พร้อมทั้งการผลักดันและส่งเสริมมาตรฐาน Building Code สำหรับอาคารใหม่ เพื่อผลักดันการบังคับใช้ในอาคารขนาดใหญ่ขนาดพื้นที่มากกว่า 10,000 ตารางกิโลเมตร ในปี 2560 ซึ่งจะมีการตรวจประเมินและรับรองแบบอาคารใหม่ จำนวน 150 อาคาร และการศึกษามาตรฐานพลังงานสำหรับบ้านอยู่อาศัย (Residential Energy Code : REC) โดยจะสำรวจข้อมูลบ้านอยู่อาศัยขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จำนวน 1,500 ตัวอย่าง และจัดทำต้นแบบบ้านประหยัดพลังงาน 12 แบบ

สำหรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP จะดำเนินการรวบรวมศักยภาพของพลังงานทดแทนในรายภาคเพื่อให้ได้ฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับความเป็นจริง เร่งรัดให้มีการจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) สำหรับโรงไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตแล้ว (PPA) จำนวน 9,327.15  เมกะวัตต์ ในปี 2560 การส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาลงทุนในด้านผลิตพลังงานความร้อน โดยพิจารณาแนวทางสนับสนุน (Heat Incentive) ในเป้าหมายจำนวน 7,115.10 ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) ส่งเสริมให้มีการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น อาทิ เอทานอล 3.84 ล้านลิตร/วัน และไบโอดีเซล 3.67 ล้านลิตร/วัน ในปี 2560

ด้านแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ หรือ Gas Plan นั้น จะเดินหน้าบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ และการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ ส่งเสริมการแข่งขันจัดหาแอลเอ็นจีเสรี และศึกษาแนวการกำกับดูแลแอลเอ็นจี การติดตามแผนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติและการสร้าง LNG Terminal ให้เหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการ รวมถึงการลงพื้นที่สร้างเครือข่าย และทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจและการมีส่วนร่วม

ในส่วนของแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ Oil Plan จะดำเนินโครงการขนส่งน้ำมันทางท่อ ซึ่งจะเริ่มสร้างท่อส่งน้ำมันสายเหนือในปี 2559 และสายอีสานในปี 2561 การลดชนิดน้ำมันในกลุ่มเบนซินให้เหลือ 4 ชนิดในปี 2561 การศึกษาการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะสรุปผลการศึกษาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในช่วงเดือนกันยายน 2560 การผลักดันเรื่องการเปิดเสรีนำเข้าแอลเอ็นจีให้เป็นรูปธรรม

ในส่วนของการดำเนินการตามนโยบาย Energy 4.0 นั้น จะแบ่งการขับเคลื่อนออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับประเทศ และระดับชุมชน/ประชาชน โดยใน ระดับประเทศ จะมุ่งเน้นการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจมีความทันสมัยและแข่งขันในตลาดโลกได้ อีกทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับด้านพลังงานเพื่อต่อยอดธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานของประเทศให้เติบโตและก้าวหน้า โดยภาคพลังงานของประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมในการกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลในอนาคต อาทิ การบริหารจัดการพลังงานทดแทนให้มีความเสถียร (Firm Renewable Energy) จากการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) การเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) การพัฒนาในรูปแบบของ “Smart” ต่างๆ ทั้งในส่วนของ Smart Grid ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของ Smart City ซึ่งทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้ผ่านระบบสารสนเทศ การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่างประเทศและมีการส่งไฟฟ้าขายข้ามประเทศ ยกตัวอย่างกรณี ของ LTM ที่มีแผนการส่งไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านไทยไปยังมาเลเซีย การเปิดให้มีการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ ทั้งในส่วนของการใช้ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และท่ารับ LNG รวมถึงการผลิตไฟฟ้าประเภทผสมผสานระหว่างพลังงานธรรมชาติ (PV Wind Hydro) และพลังงานชีวภาพ (Biomass Biogas MSW)

ส่วนในระดับชุมชน/ประชาชนนั้น จะมุ่งเน้นการสร้างรายได้ และลดรายจ่ายให้กับประชาชนและชุมชนผ่านโครงการประชารัฐ การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม การดำเนินโครงการพลังงานชุมชน และการส่งเสริมด้านพลังงานในธุรกิจ SMEs ซึ่งปัจจุบันมีการขับเคลื่อนอยู่แล้วหลายโครงการ อาทิ  การส่งเสริมธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในชุมชน เช่น การสนับสนุนให้ชุมชนผลิตและจำหน่ายก๊าซไบโอมีเทนเพื่อทดแทนก๊าซหุงต้มในครัวเรือน โครงการช่วยเหลือเกษตรกร เช่น โครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง 900 ระบบ ทั่วประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาการขาดแคลนน้ำในการอุปโภคแก่เกษตรกร เป็นต้น

“นอกเหนือจากการขับเคลื่อนเรื่อง Energy 4.0 แล้ว เป้าหมายด้านพลังงานในอนาคต กระทรวงพลังงานจะผลักดันให้เกิดมิติ ที่ผู้บริโภคสามารถผลิตพลังงานใช้เองได้และมีความหลากหลายทางเชื้อเพลิง พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการลงทุนการแข่งขันในธุรกิจพลังงานอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมถึงสร้างชุมชนเมืองให้เป็น Smart City Smart Home มุ่งสู่สังคมสีเขียวด้วยพลังงาน สะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% ในปี 2573,” รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานกล่าว

 

พลังงานเล็งเปิดประมูลโซลาร์ฟาร์มแบบไม่อุดหนุนค่าไฟ

กระทรวงพลังงานเตรียมแนวทางเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) โดยไม่มีการอุดหนุน หลังต้นทุนอุปกรณ์ปรับลดลงมาก ในขณะที่บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ขานรับนโยบายยืนยันพร้อมร่วมประมูล วอนรัฐกำหนดโซนนิ่งและสายส่งไฟฟ้าให้ชัดเจน

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวEnergy News Center  ว่ากระทรวงพลังงานกำลังอยู่ในระหว่างพิจารณากำหนดแนวทางในการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม โดยไม่ต้องมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้า ในรูปFeed in Tariff หรือFiT เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าแนวโน้มของราคาแผงเซลล์แสงอาทิตย์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ปรับลดลงมามากพอสมควร   ซึ่งจะเห็นได้จากการประมูลโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ดูไบ เมื่อเร็วๆนี้ ที่ผู้ชนะการประมูลเสนอราคาค่าไฟฟ้าที่ต่ำมากจนสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิล ได้   อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนว่าจะเปิดประมูลได้เมื่อไหร่ หรือกำหนดเป้าหมายว่าจะประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มในช่วงแรกกี่เมกะวัตต์

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มของกระทรวงพลังงาน ยังเหลือเฉพาะส่วนของโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์การเกษตร และส่วนราชการเท่านั้น โดยรัฐยังคงรับซื้อไฟฟ้าโดยมีการส่งเสริมในรูปของราคาค่าไฟฟ้าในระบบFiT ที่5.66 บาทตลอดอายุสัญญา 25 ปี ซึ่งหากมีการดำเนินการตามนโยบายได้ทั้งหมด จะทำให้ปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งหมดจะมีประมาณ3,800 เมกะวัตต์  ในขณะที่เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ตาม แผนพัฒนาพลังงานทดแทน นั้นมีเป้าหมายอยู่ที่6,000 เมกะวัตต์ ภายในปี2579 จึงเป็นที่คาดการณ์ว่า ในเป้าหมายที่ยังเหลืออยู่ อีกประมาณ 2,200 เมกะวัตต์ นั้น กระทรวงพลังงานจะใช้รูปแบบของการเปิดประมูลให้เอกชนเสนอแข่งขันราคาขายไฟฟ้า ทั้งหมด โดยกำหนดเป็นโซนนิ่ง  ซึ่งเอกชนรายใดเสนอราคาค่าไฟฟ้าต่ำที่สุดก็จะได้สิทธิ์ขายไฟฟ้าให้กับรัฐ

ด้าน นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว Energy News Center  ถึงประเด็นการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม  โดยไม่ให้เงินอุดหนุนในรูปค่าไฟฟ้าแบบFiT ว่า หากภาครัฐกำหนดนโยบายดังกล่าวออกมาทางบริษัทฯ ก็พร้อมเข้าร่วมประมูล เนื่องจากบริษัทฯมีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ 20% ในปี 2566 จากปัจจุบันมีอยู่ 12.85% 

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีเอกชนรายอื่นๆ ให้ความสนใจจำนวนมาก เพราะปัจจุบันต้นทุนการผลิตลดลง ผู้ประกอบการย่อมประมูลในราคาที่ตัวเองสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่ทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐกำหนดพื้นที่(โซนนิ่ง)การรับซื้อไฟฟ้าให้ชัดเจน รวมทั้งขยายสายส่งไฟฟ้าให้สามารถรองรับโครงการดังกล่าว เพื่อให้เอกชนมั่นใจที่จะเข้าร่วมประมูลต่อไป  

"รูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าโดยไม่ให้เงินอุดหนุนนั้น ขณะนี้ต่างประเทศเริ่มทำในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น เพราะในอดีตต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มมีราคาสูง แต่ภาครัฐต้องการให้เอกชนมาผลิตจึงต้องให้เงินจูงใจการผลิต แต่เมื่อต้นทุนอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันเองได้แล้ว ทางภาครัฐก็จะลดการอุดหนุนลงจนไม่มีการอุดหนุนอีกต่อไป"นายรัมย์ กล่าว 

กระทรวงพลังงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2559 ที่จังหวัดลพบุรี

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  พร้อมด้วย ดร. อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เดินทางไปถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2559 ณ วัดกวิศรารามราชวรวิหาร ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้ ตามราชประเพณีที่สืบต่อกันมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กร สมาคม มูลนิธิ บริษัทห้างร้าน และประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธานำไปถวายพระสงฆ์ที่จำพรรษาในพระอารามหลวงทั่วประเทศ ซึ่งกรมการศาสนาในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ   ได้ออกประกาศเชิญชวนให้รับทราบทุกปี และที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน ได้ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี โดยในปีนี้ได้นำผ้ากฐินพระราชทานมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษา ที่วัดกวิศรารามราชวรวิหาร ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังได้ถวายจตุปัจจัยเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งร่วมทำบุญด้วยการถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

ในโอกาสเดียวกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและปลัดกระทรวงพลังงาน ยังได้ร่วมมอบทุนการศึกษาและเงินบำรุงให้กับ 2 โรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองลพบุรี คือ โรงเรียนวินิตศึกษาในพระราชูปถัมภ์ จำนวน 50,000 บาท และโรงเรียนเทศบาล 2 จำนวน 50,000 บาท

ปตท.เปิดสำนักงานใหญ่ให้ชาวนาขายข้าว

ปตท.เปิดสำนักงานใหญ่ จำหน่ายข้าวสารจากมือชาวนาถึงผู้บริโภค ภายใต้โครงการ รวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา ระหว่างวันที่ 7-11 พ.ย. 59 ณ บริเวณด้านข้างร้านคาเฟ่อเมซอน อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ และอาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ถ.วิภาวดี  ซีอีโอปตท.ระบุขณะนี้มีปั๊มปตท.เข้าร่วมโครงการแล้ว 688 แห่งทั่วประเทศ 

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2559 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  พร้อมด้วยนายอารีพงศ์  ภู่ชอุ่มปลัดกระทรวงพลังงาน เดินทางไปเยี่ยมชมการเปิดจำหน่ายข้าวสาร จากตัวแทนกลุ่มชาวนา ที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดี โดยมี นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหาร ปตท. ให้การต้อนรับ

นายเทวินทร์ เปิดเผยว่า ปตท.  ได้เพิ่มช่องทางการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาโดยประสานงานกับเครือข่ายทางเกษตรกรจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลุ่มต่างๆ หมุนเวียนนำข้าวสารคุณภาพมาจำหน่ายที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ และอาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ถ.วิภาวดี ระหว่างวันที่7-11 พฤศจิกายน 2559 โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา” ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกร ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ชุมชน โรงสีข้าวชุมชน หรือโรงสีข้าวสหกรณ์ นำข้าวสารมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคได้โดยตรงที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ร่วมโครงการทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง

สำหรับข้าวสารที่นำมาจำหน่ายในครั้งนี้ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105   ข้าวหอมมะลิ 105 ทุ่งกุลา   ข้าวหอมมะลินิล   ข้าวหอมมะลิกุหลาบ  ข้าวดำลืมผัว รวมถึงข้าวอินทรีย์ และข้าวปลอดสารซึ่งขัดสีโดยชุมชน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ปตท. ยังจัดให้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในกรุงเทพมหานครเป็นจุดจำหน่ายข้าวสารจากจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคที่อยู่ในกรุงเทพมหานครสามารถหาซื้อข้าวจากเกษตรกรโดยตรงได้สะดวกยิ่งขึ้น

นายเทวินทร์ เพิ่มเติมว่า นอกจากทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานแล้ว ปตท. ยังดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำเพื่อให้ชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และขอขอบคุณผู้บริโภคทุกคนที่ร่วมอุดหนุนข้าว ช่วยแบ่งเบาความเดือดร้อนของชาวนา รวมไปถึงเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศที่ช่วยเป็นช่องทางให้ชาวนานำข้าวสารมาจำหน่าย ทั้งนี้ ขณะนี้มีสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 688 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งผู้สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PTT Contact Center 1365 และwww.pttplc.com

กพช. ไฟเขียวเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

กพช. เห็นชอบเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ระบุชุมชนให้การยอมรับ และเทคโนโลยีที่ใช้มีมาตรฐานระดับโลก ไม่เป็นอันตรายต่อชุมชน คาดเริ่มก่อสร้างได้ปีหน้า พร้อมสั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องทำความเข้าใจกลุ่มต่อต้าน

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันนี้ (17 ก.พ. 2560) ว่า ที่ประชุม กพช. มีมติเห็นชอบเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่  800 เมกะวัตต์ โดยพิจารณาแล้วว่าชุมชนให้การยอมรับ และปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่เป็นอันตรายต่อชุมชนแล้ว เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่ใช้ระบบ Ultra Super Critical (USC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงและมีมาตรฐานระดับโลก  ทั้งนี้ จะต้องมีการทำรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) ให้เสร็จก่อน และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณปี 2561 และผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้อย่างช้าสุดประมาณปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 

อย่างไรก็ตาม กพช.ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้คัดค้าน โดยแยกประเด็นว่าคัดค้านเรื่องใด เพื่อแก้ไขและทำความเข้าใจให้ตรงจุดที่สุด แต่ถ้าคัดค้านตามอุดมการณ์ที่ไม่ต้องการให้มีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นเลยทุกพื้นที่ ก็ต้องทำความเข้าใจถึงโลกแห่งความเป็นจริงที่ประเทศจะต้องบริหารความเสี่ยงเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงพลังงานประเทศ

สำหรับภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ในปี 2559 ที่ 2,713 เมกะวัตต์ ขณะที่ผลิตไฟฟ้าได้ 3,089.5 เมกะวัตต์ โดยภาคใต้มีอัตราเติบโตของการใช้ไฟฟ้าถึง 4.7%  ต่อปี ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น เช่น ภาคกลางมีการใช้ไฟฟ้าเติบโต 3.7% ต่อปี  ขณะที่ กรุงเทพฯ ใช้ไฟฟ้าเติบโต 2.4% ต่อปี ซึ่งหากเกิดกรณีวิกฤติหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่หยุดกะทันหัน จะส่งผลให้ภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของภาคใต้ สนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต จึงได้บรรจุโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังผลิตไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กำลังผลิตไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2564 ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015)

ทั้งนี้ พื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหาไฟฟ้าไม่พอใช้คือ พื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งครอบคลุมจังหวัด พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง โดยมีโรงไฟฟ้ากระบี่ที่ปัจจุบันใช้น้ำมันเตาผลิตไฟฟ้าอยู่ 315 เมกะวัตต์ แต่ความต้องการใช้มีถึง 800 เมกะวัตต์  ซึ่งต้องพึ่งพาไฟฟ้ามาจากโรงไฟฟ้าขนอม และโรงไฟฟ้าจะนะ ส่วนพื้นที่ภาคใต้อ่าวไทยตอนบน มีโรงไฟฟ้าขนอม ผลิตไฟฟ้าป้อนพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง มีโรงไฟฟ้าจะนะ ผลิตไฟฟ้าป้อนพื้นที่อ. หาดใหญ่ จ.สงขลา นับว่ามีปริมาณไฟฟ้าเพียงพอกับความต้องการใช้ ดังนั้นพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันจึงต้องมีโรงไฟฟ้าเป็นของตัวเองและต้องกระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิงไปใช้ถ่านหินเพื่อความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ต่อไป

ที่ผ่านมา เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนยังไม่เห็นด้วย ทำให้ กฟผ. ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ได้ตามแผน จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีฯ เพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ โดยมีข้อเสนอแนะให้มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นกรรมการติดตามตรวจสอบการทำงานของโรงไฟฟ้า ขยายเขตกองทุนพัฒนาพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าเกินกว่ารัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการขนส่งถ่านหิน และให้ กฟผ. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในพื้นที่ รวมทั้งบริหารจัดการพื้นที่โครงการตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการ ให้ กฟผ. ไปดำเนินการให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ สร้างความเข้าใจและการยอมรับก่อนเริ่มดำเนินโครงการ ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไตรภาคีฯ และข้อสั่งการดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบให้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ตามแผน PDP 2015 เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้