ค้นหาด้วย ' สตึงมนัม ' ทั้งหมด 4 รายการ
กระทรวงพลังงานแจงโครงการโรงไฟฟ้าสตึงมนัมได้ประโยชน์เรื่องน้ำ

กระทรวงพลังงานแจง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัมเป็นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และช่วยเสริมระบบบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก รองรับโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยันไม่กระทบค่าไฟประชาชน

ดร.ทวารัฐ  สูตะบุตร   ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวโครงการไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะต้องรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูง จะไม่คุ้มค่าในการร่วมลงทุนนั้น ข้อเท็จจริง คือ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำงานในลักษณะบูรณาการระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 3 กระทรวง คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และช่วยเสริมระบบบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก รองรับโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ทั้งนี้ อัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังน้ำสตึงมนัม  อาจจะสูงกว่ากรณีผลิตไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว เพราะได้รวมต้นทุนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบด้วย อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานจะพิจารณาราคารับซื้อให้คุ้มค่าและจะไม่สูงเกินไป และเนื่องจากเป็นโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 30 เมกะวัตต์  เมื่อพิจารณาต้นทุนแล้ว ยืนยันว่าจะไม่กระทบอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ Ft  

อย่างไรก็ตาม โครงการโรงไฟฟ้าสตึงมนัมนี้ ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาทางเลือกที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและเป็นประโยชน์ต่อ 2 ประเทศอย่างแท้จริง และยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมร่วมกับผู้พัฒนาโครงการ เช่น สัดส่วนการลงทุนและมูลค่าของโครงการ

ในส่วนขั้นตอนการผันน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์นั้น จะมีกรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดแนวทางเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำ และกรมชลประทานจะเข้ามาร่วมพิจารณาในรายละเอียดความเหมาะสมของเส้นทางการผันน้ำ การใช้เครือข่ายคลองและระบบส่งน้ำต่าง ๆ เพื่อรองรับการใช้ในช่วงที่ขาดแคลนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศภายใต้ โครงการ EEC ซึ่งถึงแม้จะช่วยเสริมความมั่นคงทางด้านไฟฟ้าไม่มากนัก แต่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมาก

โดยเบื้องต้น กระทรวงพลังงานจะได้นำเสนอรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. พิจารณาตามรายละเอียดตามข้อตกลงบันทึกความเข้าใจโครงการพลังน้ำสตึงมนัม ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นโครงการแรกนับตั้งแต่ได้มีการลงนามข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) มาก่อนหน้านี้

สำหรับประเด็นการเจรจาซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินเกาะกงนั้น กระทรวงพลังงานยืนยันว่ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ และอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด ว่ามีความจำเป็นจะนำมาใช้ประโยชน์การเพิ่มความมั่นคงการผลิตไฟฟ้าในจำนวนเท่าใด และราคาค่าไฟฟ้าจะเกิดประโยชน์ต่อราคาค่าไฟฟ้าของประเทศหรือไม่อย่างไร ซึ่งในหลักการ กระทรวงพลังงานมีการเจรจาโครงการต่างๆ กับทั้งประเทศเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชาอยู่แล้ว แต่ในการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ จะพิจารณาถึงเรื่องสัดส่วนประเภทเชื้อเพลิงที่ใช้ และราคาค่าไฟที่จะไม่กระทบประชาชน

เสนอโครงการซื้อไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม จากกัมพูชา ให้ครม.รับทราบ 22ส.ค.นี้
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เผย สนพ.จะเสนอโครงการซื้อไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม จากกัมพูชา ให้คณะรัฐมนตรี รับทราบความคืบหน้า ในการประชุม22 ส.ค.2560นี้ ในขณะที่รองปลัดกระทรวงพลังงาน แจงประโยชน์โครงการได้น้ำจากเขื่อน300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
 
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของประเทศกัมพูชา เพื่อรายงานต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบและพิจารณารายละเอียดของโครงการ ในวันพรุ่งนี้(22 ส.ค. 2560)  
 
นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวชี้แจงว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ที่กัมพูชา เป็นเพียงโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 24 เมกะวัตต์ ซึ่งนอกจากจะได้ไฟฟ้าแล้ว ยังได้ประมาณน้ำจากเขื่อน 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มาสนับสนุนความต้องการใช้น้ำจืดในภาคตะวันออก ซึ่งไทยกำลังพัฒนาเป็นพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อรองรับการลงทุนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ EEC ถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดการขยายตัวได้ดีขึ้นในอนาคต
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ที่กัมพูชา นั้น มติ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่ 15  พ.ค. 2560 ได้รับทราบความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยและกัมพูชา ตั้งแต่ 3 ก.พ. 2543 ต่อมา18-19 ธ.ค. 2558 นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา ได้หารือความร่วมมือโครงการเพื่อให้เกิดความร่วมมือด้านพลังงานและการบริหารจัดการน้ำร่วมกันแบบบูรณาการ และเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2560 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ได้รับทราบความคืบหน้าในการดำเนินการโดยมอบหมายให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทาน รับไปเตรียมการวางแผนการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำน้ำไปใช้ประโยชน์ในเขต EEC 
 
เบื้องต้นกระทรวงพลังงานได้เลือกรูปแบบดำเนินโครงการโดยตั้งโรงไฟฟ้าฝั่งกัมพูชาขนาด 24 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าที่ผลิตได้ 105.6 ล้านหน่วยต่อปี ราคาค่าไฟฟ้า 10.75 บาทต่อหน่วย มูลค่าไฟฟ้า 2.60 บาทต่อหน่วย และมูลค่าน้ำ 2.87 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งโครงการนี้ทางกัมพูชาจะไม่คิดค่าน้ำ รวมทั้งมอบหมายให้บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สามารถร่วมพัฒนาโครงการจากบริษัท Steung Meteuk Hydropower จำกัด (SMH) 
 
บอร์ดกฟผ.ระงับเจรจาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา รอความชัดเจนนโยบาย

บอร์ดกฟผ.ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ซึ่งประชุมเมื่อวันที่28ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ให้ระงับการเจรจาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้บริหารโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา เอาไว้ก่อน โดยรอความชัดเจนด้านนโยบายจากกระทรวงพลังงาน

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือบอร์ดกฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีวาระการพิจารณาที่สำคัญคือเรื่องของการซื้อไฟฟ้าจากโครงการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา  โดยกฟผ.ถือเป็นหน่วยงานฝ่ายปฎิบัติ ที่เป็นคู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนผู้บริหารโครงการดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า ควรจะระงับการเจรจาซื้อขายไฟฟ้าเอาไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจน ทางด้านนโยบายจากทางกระทรวงพลังงาน  เสียก่อน  ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ทางกระทรวงพลังงานได้มีการรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรี รับทราบไปเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา   ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้ทางเลือกใดที่คุ้มค่าการลงทุนและเป็นประโยชน์ต่อ 2 ประเทศอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของ กัมพูชา เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 24 เมกะวัตต์ ซึ่งนอกจากจะผลิตได้กระแสไฟฟ้าแล้ว ยังได้น้ำที่ผันมาจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า ปริมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มาสนับสนุนความต้องการใช้น้ำจืดในภาคตะวันออก  สอดคล้องกับแผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อรองรับการลงทุนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะทำให้เกิดความใช้น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเพิ่มปริมาณขึ้น

โดยในเบื้องต้นที่เอกชนผู้พัฒนาโครงการได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนนั้น ได้เลือกรูปแบบดำเนินโครงการจะมีการสร้างเขื่อนเก็บน้ำและโรงไฟฟ้าในฝั่งกัมพูชาขนาด 24 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าที่ผลิตได้ 105.6 ล้านหน่วยต่อปี ราคาค่าไฟฟ้า 10.75 บาทต่อหน่วย มูลค่าไฟฟ้า 2.60 บาทต่อหน่วย และมูลค่าน้ำ 2.87 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งค่อนข้างเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่า โครงการดังกล่าวมีราคาค่าไฟฟ้าค่อนข้างสูง  และทำให้กระทรวงพลังงานต้องออกมาชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นโครงการโดยมีการรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)รับทราบไป เมื่อวันที่ 15  พ.ค. 2560 ว่าเป็นโครงการที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยและกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2543 และต่อมาเมื่อวันที่ 18-19 ธ.ค. 2558 นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา ได้หารือความร่วมมือโครงการเพื่อให้เกิดความร่วมมือด้านพลังงานและการบริหารจัดการน้ำร่วมกันแบบบูรณาการ

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังจะต้องพิจารณาในประเด็นอื่น ๆ ร่วมกับผู้พัฒนาโครงการ เช่น สัดส่วนการลงทุน มูลค่าของโครงการเพิ่มเติมด้วย ในส่วนขั้นตอนการผันน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์นั้น จะมีกรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดแนวทางเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำ และกรมชลประทานจะเข้ามาร่วมพิจารณาในรายละเอียดความเหมาะสมของเส้นทางการผันน้ำ การใช้เครือข่ายคลองและระบบส่งน้ำต่าง ๆ เพื่อรองรับการใช้ในช่วงที่ขาดแคลนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศ โครงการ ฯ ดังกล่าวถึงแม้จะช่วยเสริมความมั่นคงทางด้านไฟฟ้าไม่มากนัก แต่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมาก

กระทรวงพลังงานแถลงข่าวด่วนหลัง นายกฯสั่งชะลอโครงการสตึงมนัม กัมพูชา
กระทรวงพลังงานเปิดแถลงข่าวด่วน แจงนายกรัฐมนตรีสั่งชะลอโครงการสตึงมนัม ของกัมพูชา เอาไว้ก่อน รอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ศึกษาเรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  หรือEEC ระบุในอนาคตถ้ามีน้ำใช้เพียงพอ ก็ไม่จำเป็นต้องมี สตึงมนัม 
 
ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center -ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่5ก.ย.2560 กระทรวงพลังงานได้จัดให้มีการแถลงข่าวด่วนต่อสื่อมื่อมวลชนเรื่องโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา  โดยมีนายประเสริญ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เป็นตัวแทนในการแถลงข่าว 
 
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ถือเป็นโครงการดั้งเดิมที่มีการศึกษาเอาไว้มากว่า30ปี แล้วแต่ถูกนำมาปัดฝุ่นให้มีการศึกษาใหม่  ตามดำริของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีความเป็นห่วงกับปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกในอนาคต หาก รัฐบาลมีการผลักดันโครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  หรือ(Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งโครงการดังกล่าวนายกรัฐมนตรีของไทย ได้มีการนำไปหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี ฮุนเซ็น ของกัมพูชา ด้วยแล้ว และมีการสั่งการลงมาให้กระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการนำเสนอโครงการ 
 
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวชี้แจงว่า สถานะล่าสุดของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา  ในขณะนี้คือ กระทรวงพลังงานมีการชะลอโครงการเอาไว้ก่อน เพื่อรอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำเนินการศึกษาเรื่องแนวทางการจัดการน้ำในภาคตะวันออกในอนาคตเพื่อรองรับโครงการ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  หรือEEC  ว่าจะมีปริมาณน้ำที่เพียงพอใช้ตลอดทั้งปีหรือไม่ ซึ่งหากทางกระทรวงเกษตรฯมีผลการศึกษายืนยันว่าสามารถที่จะมีการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบการจัดส่งน้ำเพื่อป้อนEEC ได้   กระทรวงพลังงานก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา  เพราะประเด็นสำคัญหลัก ที่ไทยต้องการจากโครงการนี้คือเรื่องน้ำ ไม่ใช่เรื่องไฟฟ้า 
 
ทั้งนี้ ทางกรมชลประทานรายงานต่อนายกรัฐมนตรี  ว่า สามารถบริหารจัดการน้ำได้เพียงพอรองรับ EEC ได้ในอีก12 ปีข้างหน้า แต่ปีหลังจากนั้นยังไม่ได้มีการศึกษา ทางนายกรัฐมนตรีจึงสั่งให้มีการชะลอโครงการเอาไว้ก่อน เพื่อรอผลการศึกษาเพิ่มเติมจากกระทรวงเกษตรฯ
 
นายประเสริฐ ยังกล่าวชี้แจงถึงเหตุผลถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าจากโครงการสตึงมนัม  ที่มีอัตราสูงถึง10.75 บาทต่อหน่วยด้วยว่า จนเกิดมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างด้วยว่า  โครงการสตึงนัม ไทยมีวัตถุประสงค์หลักคือเรื่องน้ำ ดังนั้นจึงมีต้องมีการลงทุนสร้างเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่ใช้เงินลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท รวมทั้งต้องมีการลงทุนระบบท่อส่งน้ำให้รองรับกับการนำมาใช้ในEEC ด้วย  โดยน้ำที่ได้จากโครงการขั้นต่ำจะมีปริมาณ300 ล้านลบ.เมตร ต่อปี ซึ่งเพียงพอที่จะเสริมความมั่นคงด้านระบบนิเวศน์ และภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ที่เคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมาก่อนได้   ส่วนไฟฟ้าที่จะได้จากโครงการ 24 เมกะวัตต์ จะมาช่วยเสริมระบบใน จ. ตราด และจันทบุรี ที่อยู่ปลายสายส่ง ที่ปัจจุบันมีปัญหาไฟตกดับบ้างในบางช่วง