ค้นหาด้วย ' วิฑูรย์ ' ทั้งหมด 18 รายการ
ไทยคว้าแชมป์ ASEAN Energy Awards 2016

ไทยครองแชมป์ ASEAN Energy Awards 2016 รางวัล ASEAN Energy Awards ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศด้านพลังงานระดับภูมิภาคอาเซียนที่มอบให้เพื่อเชิดชูเกียรติและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการของประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ มีการประกาศผลรางวัลภายหลังการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 21-22 ก.ย. นี้ ณ กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา ซึ่งตัวแทนผู้เข้าประกวดจากประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลมาครองได้สูงสุดถึง 16 รางวัลจากทั้งหมด 47 รางวัล สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

พลเอก อนันตพร กล่าวต่อว่า การพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานของประเทศไทย ณ วันนี้ นับว่ามีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558–2579 ซึ่งกำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เป็นร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในปี 2579 และแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2558–2579 ที่ตั้งเป้าหมายในการลดสัดส่วนการใช้พลังงานต่อ GDP ของประเทศ (Energy Intensity) อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2579 เช่นเดียวกัน ซึ่งการกำหนดแผนดังกล่าวเป็นส่วนกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และหนึ่งในมาตรการต่างๆ ที่ออกมากระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเกิดการลดใช้พลังงานโดยวิธีการสมัครใจ คือ การจัดประกวดสุดยอดรางวัลด้านพลังงานไทยระดับสากล Thailand Energy Awards ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความคิดริเริ่มของผู้ประกอบการไทยทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานรูปแบบต่างๆ อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จต่อการเข้าร่วมการประกวด ASEAN Energy Awards มาอย่างต่อเนื่อง

นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในเวที ASEAN Energy Awards ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาตั้งแต่ปี 2535 ส่งผลให้ผู้ประกอบการหรือผู้ใช้พลังงานในระดับที่มีการใช้พลังงานสูงๆ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานมากขึ้น ประกอบกับภาครัฐยังมีการส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้การใช้พลังงานของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลในประเภทบุคคลพลังงานดีเด่นให้กับผู้ที่มีบทบาทสำคัญด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน โดยบุคคลากรจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ได้แก่ นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดี กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นางอัมราพร อัชวังกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ปัจจุบัน เกษียณแล้ว)

สำหรับตัวอย่างผู้ประกอบการไทยที่มีผลงานโดดเด่น อาทิ บริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์  จำกัด ได้รับรางวัลชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2016  ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการพลังความร้อนร่วมจากพลังงาน หมุนเวียน บริษัท     ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รางวัลชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2016 ประเภทพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (off-Grid)  จากโครงการผลิตไฟฟ้าชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัท และบริษัท ทิพย์กำแพงเพชร ไบโอเอนเนอยี่ จำกัด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ASEAN Energy Awards 2016 ประเภทโครงการพลังงานความร้อนร่วมจากพลังงานหมุนเวียน  

นายก้องกิต โกกนุทาภรณ์​ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ บริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์  จำกัด ผู้ชนะเลิศรางวัล  ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการพลังความร้อนร่วมจากพลังงานหมุนเวียน เปิดเผยว่า จุดที่ทำให้บริษัทฯ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในประเภทดังกล่าวมาได้ คือ แนวคิดการกำจัดน้ำเสียโดยเปลี่ยนเป็นพลังงานกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งในรูปความร้อน ความเย็น และไฟฟ้า ซึ่งสามารถลดใช้ไฟฟ้าในบริษัทฯ ลงได้ 4-5 ล้านบาท

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท ไทยอินเทิร์น ดำเนินธุรกิจโรงงานน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปยางพารา ซึ่งกระบวนการผลิตจะเกิดน้ำเสียกว่า 3 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดจัดตั้งบริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอพาวเวอร์ จำกัด เพื่อนำน้ำเสียมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ และนำไปใช้ประโยชน์  2 แนวทางหลัก คือ ใช้ทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับอบยางพาราแท่ง สามารถประหยัดต้นทุนได้ 3 ล้านบาทต่อเดือน และนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 2 เมกะวัตต์ โดยใช้ในโรงงานเอง 1 เมกะวัตต์ และขายเข้าระบบการไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์  ซึ่งการขายไฟฟ้าดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเงินจากภาครัฐในรูปแบบเงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FIT) ในอัตรา 4.26 บาทต่อหน่วย  นอกจากนี้ก๊าซชีวภาพที่ได้ยังนำมาใช้ในกระบวนการหล่อเย็นสำหรับเครื่องปรับอากาศในโรงงานได้อีกด้วย

นายก้องกิตกล่าวว่า ขณะนี้ กลุ่มบริษัทฯ มีการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้า ส่งผลให้มีน้ำเสียเพิ่มขึ้นจาก 3 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็น 5 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดถึง 6-7 เมกะวัตต์ แต่มีความต้องการใช้อยู่ 2-3 เมกะวัตต์ จึงผลิตไฟฟ้าออกมาให้พอดีกับความต้องการใช้เป็นหลัก และส่วนที่เหลือกำลังรอการตอบรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เพิ่มเติม และบริษัทฯ มีแผนจะเข้าร่วมประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ เฟส 2 ที่ภาครัฐเตรียมประกาศออกมาในอนาคต โดยคาดว่าจะร่วมประมูลประมาณ 6 เมกะวัตต์ เนื่องจากมีความพร้อมเพราะได้ลงทุนโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพเอาไว้แล้ว

ด้านนายณฤกษ์ มางเขียว รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทฯที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากประเภทโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (off-Grid)  กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูป มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิตมากถึง 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งเดิมใช้บ่อหมักไร้อากาศแบบเปิด และปล่อยน้ำเสียที่บำบัดแล้วลงสู่ลำคลองสาธารณะ ทำให้ก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นถูกปล่อยทิ้งสู่บรรยากาศ สร้างมลภาวะด้านอากาศและปัญหากลิ่นเหม็นรบกวน ถือเป็นการสูญเปล่าด้านพลังงานทดแทน บริษัทฯจึงปรับเปลี่ยนมาใช้บ่อหมักไร้อากาศแบบปิด ร่วมกับระบบ Anaerobic Buffer Reactor (ABR) ที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพและนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าแทน โดย สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในโรงงานได้ถึง 90 กิโลวัตต์ และลดค่าไฟฟ้าลงได้ 20% จากการจ่ายค่าไฟฟ้าปกติ 

ด้านนายทศพร วิมุกตาคม ผู้จัดการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชีวมวลชานอ้อย บริษัท ทิพย์กำแพงเพชร ไบโอเอนเนอยี่ จำกัด ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทโครงการพลังงานความร้อนร่วมจากพลังงานหมุนเวียน กล่าวว่า บริษัทฯ นำชานอ้อยเหลือทิ้งของกระบวนการผลิตน้ำตาลปีละ 7 แสนตัน มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ โดยผลิตไฟฟ้าได้ 61 เมกะวัตต์ แบ่งไปขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ประมาณ 16  เมกะวัตต์ อีก 26 เมกะวัตต์จำหน่ายให้โรงไฟฟ้าน้ำตาล และอีก 8  เมกะวัตต์นำไปใช้ในโรงไฟฟ้าเอง ขณะที่ไอน้ำที่ผลิตได้นั้นจะนำไปจำหน่ายให้โรงงานน้ำตาลทิพย์กำแพงเพชร สำหรับหีบอ้อยและการผลิตน้ำตาลอีกด้วย โดยเป้าหมายของบริษัทฯ ต้องการให้เกิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและดูแลสิ่งแวดล้อมไปในตัว จึงตั้งโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชีวมวลชานอ้อยขึ้น ซึ่งนอกจากจะกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแล้ว ยังทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยและชุมชนได้ประโยชน์จากการจำหน่ายชานอ้อยเพื่อผลิตไฟฟ้าอีกด้วย สำหรับการจัดหาและการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อผลิตไฟฟ้าดังกล่าวไม่ยุ่งยาก จึงสามารถนำไปประยุกต์ดำเนินการได้สำหรับทุกๆ โรงงานในทุกพื้นที่ที่มีวัตถุดิบชีวมวลเพียงพอ โดยต้องปรับเปลี่ยนรายละเอียดและกำลังการผลิตให้เหมาะสม"

อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทฯมีแผนศึกษาการนำใบอ้อยมาผลิตไฟฟ้าด้วย เนื่องจากปัจจุบันชาวไร่อ้อยมีการเผาใบอ้อยและเกิดมลภาวะทางอากาศมาก ดังนั้นจึงมีแนวคิดจะแก้ปัญหาหมอกควันดังกล่าวด้วยการนำใบอ้อยมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้โรงงานมีเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นได้อีก 1 เดือน จากเดิมมีชายอ้อยเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้นาน 7 เดือนต่อปี จะเพิ่มเป็น 8 เดือนต่อปี  

 

กระทรวงพลังงาน เปิด 5 แผนปฏิบัติการพลังงาน ระยะยาว 21ปี
รายงานพิเศษ
 
 การบูรณาการแผนพลังงานเข้าด้วยกัน ทั้ง 5 แผน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การดำเนินนโยบายด้านพลังงานในระยะยาวมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น  และสื่อมวลชนท้องถิ่น ก็มีความสำคัญที่จะทำรายละเอียดของแผนไปอธิบายต่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการสัมมนาเจาะแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว เส้นทางสู่พลังงานยั่งยืน
 
     พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา “เจาะแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว เส้นทางสู่พลังงานยั่งยืน”ว่า กระทรวงพลังงานกำลังเดินตามแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว 5 แผน ซึ่งเป็นกรอบที่จะนำมาพัฒนาพลังงานของประเทศให้เกิดความมั่นคงในระยะยาว 21 ปี นับตั้งแต่พ.ศ. 2558-2579 ซึ่งประกอบด้วย
 
1.แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยระยะ 21 ปี (พ.ศ.2558-2579) หรือ PDP 2015
 
2. แผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558-2579 หรือ EEP 2015
 
3.แผนพัฒนาพลังงานทดแทน พ.ศ. 2558-2579  หรือ AEDP 2015
 
4.แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2558-2579 หรือ  Oil Plan 2015
 
5.แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558-2579 หรือ Gas Plan 2015
 
           นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของแผน PDP 2015 นั้น มีความแตกต่างจากแผนที่ผ่านมาคือ เน้นกระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะลดการใช้ก๊าซฯจาก 64% เหลือ 30-40% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจาก 8-10% เป็น 20% ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด  ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศลงให้ได้ 10,000 เมกะวัตต์ด้วย ส่วนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอด 21 ปีจะอยู่ที่ 4.587 บาทต่อหน่วย
 
           ทั้งนี้มีแผนผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นใน 21 ปีรวม  70,335 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าที่จะสร้างใหม่มีประมาณ 31 โรง 57,459 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 9 โรง กำลังผลิตรวม 7,390 เมกะวัตต์ ,โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 15 โรง กำลังผลิตรวม 17,478 เมกะวัตต์ , โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง กำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส 5 โรง กำลังผลิตรวม 1,250 เมกะวัตต์
 
           นอกจากนี้มีกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น 4,119 เมกะวัตต์, พลังงานหมุนเวียน 12,105 เมกะวัตต์, พลังน้ำสูบกลับ 2,101 เมกะวัตต์ และซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 11,016 เมกะวัตต์  อย่างไรก็ตามแผนดังกล่าว
 
           นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายแผนการอนุรักษ์พลังงาน 21 ปีนั้น ตั้งเป้าลดใช้พลังงานลง 30% หรือลดลง 56,142 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ แบ่งเป็นการลดใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม 22% ลดใช้พลังงานในอาคารขนาดใหญ่ 34% ลดการใช้พลังงานในอาคารขนาดเล็กและบ้านเรือน 8% และลดใช้พลังงานภาคขนส่ง 46%
 
           ส่วนแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 21 ปี ประกอบด้วย
 
 1.โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 131.68 เมกะวัตต์
 
2.โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันยังไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบ
 
3.โรงไฟฟ้าชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 2,726.60 เมกะวัตต์
 
4.โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ(น้ำเสีย/ของเสีย) 600 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 372.51 เมกะวัตต์
 
5.โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ(พืชพลังงาน) 680 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันยังไม่มีเข้าระบบ
 
6.โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก 376 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้172.12 เมะวัตต์
 
7.โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 2,906.40 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 2,906.40 เมกะวัตต์
 
8.โรงไฟฟ้าพลังงานลม 3,002 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 233.90 เมกะวัตต์
 
9.โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้ 1,419.58 เมกะวัตต์
 
         นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ส่วนแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ 21 ปีนั้น กำหนดเป้าหมายนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ให้เกิดการแข่งขัน เพิ่มจำนวนผู้จัดหาและจำหน่าย พร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลที่สามสามารถใช้หรือเชื่อต่อระบบส่งก๊าซฯและสถานี LNG รวมทั้งกำกับดูแลการจัดหา LNG ทั้งระยะสั้นและยาว เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีรวมถึงการรองรับความต้องการใช้ก๊าซฯให้มีเพียงพอในอนาคต
 
         นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ในส่วนของแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง 21 ปีนั้น แบ่งเป็น 5 มาตากร 1.สนับสนุนการประหยัดน้ำมันในภาคขนส่งตามแผน EEP โดยจะประหยัดให้ได้ 30,213 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือ ลดลง 46% ในปี 2579
 
         2.ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงโดยใช้กลไกตลาด รวมถึงการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) พร้อมทั้งปรับอัตราเก็บภาษีสรรพสามิตให้เกิดความเป็นธรรม
 
         3.การผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามแผน AEDP โดยมีเป้าหมายใช้เอทานอลให้ได้ 11.3 ล้านลิตรต่อวัน  จากปัจจุบันใช้อยู่ 3.6 ล้านลิตรต่อวัน ด้วยการยกเลิกชนิดน้ำมันบางประเภท เพื่อให้การใช้เอทานอลมากขึ้น ซึ่งกำหนดให้ในปี 2561 ลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายอยู่จาก 6 ชนิด เหลือ 4 ชนิด และในปี 2579 ลดเหลือ 2 ชนิดหลักเท่านั้น คือ แก๊สโซฮอล์ E20และE85 นอกจากนี้มีเป้าหมายให้ใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ 4.2 ล้านลิตรต่อวัน ด้วยการทยอยปรับสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์จากB7 ไปเป็น B10 และB20 ตามลำดับ
 
        4.บริหารจัดการชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม โดยไม่ส่งเสริมการแต่ไม่ห้ามใช้ LPG สำหรับภาคขนส่ง ส่วนNGV ส่งเสริมใช้ในรถบรรทุกและรถสาธารณะ และส่งเสริมการใช้เอทานอลตามศักยภาพรถยนต์
 
        และ 5.เพิ่มการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน ด้วยการทำระบบท่อส่งน้ำมันไปภาคเหนือและภาคอีสาน รวมถึงการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ต่อไป
 
 

 

ปตท.หนุนโครงการก๊าซชีวภาพจากฟาร์มหมู ตำบลท่ามะนาว สู่ต้นแบบสังคมคาร์บอนต่ำ

ปตท. รับมอบประกาศเกียรติคุณในฐานะต้นแบบนำประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำจากบทบาทในการสนับสนุน“โครงการก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรระดับชุมชน ต.ท่ามะนาว อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี” จนได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก (TVERs) ปีงบประมาณ 2559

เมื่อวันที่19ก.ย.2559 องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจกจัดพิธีมอบประกาศนียบัตรในงาน “ร้อยดวงใจ ร่วมใจลดโลกร้อน” ประจำปี 2559  เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการ องค์กร และภาคส่วนต่างๆ ของไทยที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการนำประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีพลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน

ในโอกาสนี้พลเอกสุรศักดิ์ ได้ มอบประกาศนียบัตรให้แก่นายพิพิธ หงษ์จินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายวสันต์ ดรชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะนาว ในฐานะที่ร่วมพัฒนา “โครงการก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรระดับชุมชน ต.ท่ามะนาว อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี” จนได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก (TVERs) ปีงบประมาณ 2559 ในประเภทการจัดการขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และวัสดุเหลือใช้ เป็นลำดับแรกของประเทศไทย ภายใต้ โครงการต้นแบบการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) จัดโดย องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายพิพิธ กล่าวว่า โครงการนี้นับเป็นความสำเร็จร่วมระหว่าง ปตท. และชุมชนตำบลท่ามะนาว ในการพัฒนาพลังงานทดแทน ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเป็นองค์กรต้นแบบ และมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ  และคาร์บอนเครดิตมาซื้อขายในตลาดสมัครใจของประเทศต่อไป โดยผลจากโครงการนี้ สามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 786 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e/y) และขอการรับรอง คาร์บอนเครดิต ของโครงการรวมทั้งสิ้น 7 ปี เพื่อใช้ซื้อขายในอนาคต

 

บางจากปิโตรเลียมจัดอบรมหลักสูตรบาริสต้ามืออาชีพให้ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดกิจกรรมอบรมหลักสูตรAll About Café “บาริสต้ามืออาชีพ”ให้กับผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจที่เป็นสมาชิก ที่Aroma Coffee Academy โชคชัย4 เมื่อวันที่17 ก.ย.2559 โดยมีนางฉวีวรรณ เกียรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักสื่อสารองค์กร บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นายชาคร หนูคงใหม่ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

การอบรมครั้งนี้สมาชิกผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวขององค์ประกอบสำคัญในการทำธุรกิจร้านกาแฟ รวมทั้งได้ทดลองปฏิบัติจริงในการฝึกชงกาแฟ และฝึกการทำLatte Art  โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ หนูนุรักษ์ ผู้ฝึกสอนบาริสต้า ของ Aroma Coffee Academy เป็นวิทยากรบรรยาย

นอกเหนือจากทำเลและร้านกาแฟแล้ว  ปัจจัยสำคัญในการประกอบธุรกิจกาแฟ ที่เจ้าของธุรกิจจะต้องมีให้พร้อมคือ เครื่องชงกาแฟ(Coffee Machine) เครื่องบดกาแฟ( Coffee Grinder) เมล็ดกาแฟ( Roasted Coffee) และพนักงานชงกาแฟ (Barista) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญที่สุด  เพราะถึงแม้จะมีเครื่องชงกาแฟราคาแพง  มีเครื่องบดเมล็ดกาแฟที่ดี มีเมล็ดกาแฟพันธุ์ดี แต่ บาริสต้าไม่มีความรู้ ชงกาแฟไม่เป็น ธุรกิจร้านกาแฟก็ไปไม่รอด

นายพงษ์ศักดิ์ อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อกลิ่นและรสชาติของกาแฟว่า ขึ้นอยู่กับถิ่นที่ปลูก,ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักๆ คือ อาราบิก้า และโรบัสต้า ,การคั่ว ถ้าคั่วเข้มมาก กาแฟก็ยิ่งมีรสขม รสเปรี้ยวที่ติดอยู่ในเมล็ดกาแฟก็จะหายและการบด ซึ่งจะต้องมีเครื่องบดที่สามารถปรับความละเอียดหรือหยาบของผงกาแฟได้ตามวัตถุประสงค์

ในขณะที่คุณลักษณะที่ดีของ บาริสต้า หรือพนักงานชงกาแฟที่ดี จะต้องมีใจรักงานบริการ  มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกาแฟ มีความรอบรู้ในเรื่องเครื่องดื่มและเมนูอื่นๆภายในร้าน   มีความคล่องแคล่วในการทำงาน มีไหวพริบปฏิภาณ และมีความสะอาด

ปัจจุบันร้านกาแฟสามารถแบ่งออกเป็นหลายสไตล์ เช่น อเมริกัน ญี่ปุ่น ตุรกี เวียดนาม อีตาลี ฮ่องกง และไทย ซึ่งจะมีไตล์การชงและเมนูที่แตกต่างกัน  เช่นอเมริกันสไตล์ ส่วนผสมหลักในกาแฟจะเป็นนมสดและน้ำเชื่อม มีขั้นตอนการผสมเครื่องดื่มรวดเร็ว เลือกใช้เมล็ดกาแฟที่คั่วหลายระดับ มีสัดส่วนของน้ำแข็งน้อยสำหรับเครื่องดื่มกาแฟเย็น รสชาติเบาและหอมนุ่ม  ในขณะที่ ไทยสไตล์ ส่วนผสมหลักในกาแฟจะใช้นมข้นหวานและนมข้นจืด  มีขั้นตอนในการผสมเครื่องดื่มซับซ้อนกว่า เลือกใช้เมล็ดกาแฟที่คั่วระดับเข้มถึงเข้มมาก เพราะเครื่องดื่มกาแฟเย็นจะใส่น้ำแข็งเต็มแก้ว  รสชาติของกาแฟจะเน้นความเข้มข้น หวานมัน

นายชาคร หนูคงใหม่ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  กล่าวว่า ความรู้ที่สมาชิกผู้สื่อข่าวซึ่งเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรAll About Café “บาริสต้ามืออาชีพ”ครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้สื่อข่าวมีทางเลือกหากต้องการที่จะออกไปประกอบธุรกิจส่วนตัวคือการเป็นเจ้าของกิจการร้านกาแฟได้ในอนาคต หรือหากสามารถจัดสรรเวลาที่เหมาะสม กับการทำข่าวได้ ก็สามารถที่จะทำควบคูคู่กันเพื่อเป็นอาชีพเสริม  

ปตท.รับ3รางวัลSOE Award ประจำปี 2559

ปตท. รับ3รางวัล SOE Award ประจำปี 2559   ประกอบด้วยรางวัลรัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยม รางวัลดีเด่นด้านการเปิดเผยข้อมูลโปร่งใสและรางวัลดีเด่นด้านนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้จัดงานประกาศผลรางวัลรัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยมและรัฐวิสาหกิจดีเด่น หรือ SOE Award ประจำปี 2559 ภายใต้แนวคิด ประชารัฐวิสาหกิจ ผนึกพลัง สร้างไทยยั่งยืน โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานพร้อมทั้งมอบรางวัลและนโยบายให้แก่รัฐวิสาหกิจ ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เอ 2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

โดยคณะผู้บริหารของ ปตท.นำโดย นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ นายปิติพันธ์ เทพปฏิมากรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ขึ้นรับ 3 รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2559  โดยมี นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการบริษัทพีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือพีทีทีจีซี และตัวแทนจากกระทรวงพลังงาน นายชวลิต พิชาลัย ในฐานะกรรมการปตท.ร่วมแสดงความยินดี

 สำหรับ3 รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2559 ที่ปตท.ได้รับประกอบด้วย 
- รางวัลรัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยมประจำปี 2559 ซึ่งมอบให้กับรัฐวิสาหกิจที่มีความโดนเด่น และมีมาตรฐานในการดำเนินงานทุกๆ ด้าน สามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างดี 
- รางวัลการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสดีเด่น มอบให้รัฐวิสาหกิจที่มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสเป็นธรรม มีการรายงานและเปิดเผยข้อมูลสารสนเทศที่คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระดับสากล และ
- รางวัลนวัตกรรมดีเด่น ซึ่งปตท.ได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 7  เป็นรางวัลที่มอบให้รัฐวิสาหกิจที่ผลักดันให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กรจนนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการทำงาน การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานการลดต้นทุน ส่งผลให้มีผลการประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่อง 

 

ฐานผลิตปิโตรเลียมฟูนานของเชฟรอนรับรางวัลSHE Award2ปีซ้อน

ฐานผลิตปิโตรเลียมฟูนาน ในอ่าวไทย ของ เชฟรอนรับรางวัลสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมที่มีการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมดีเด่น SHE Award จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ต่อเนื่องเป็นปีที่2 ตอกย้ำความสำเร็จของการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อเร็วๆ นี้ ฐานผลิตฟูนานที่ตั้งอยู่ในอ่าวไทย ของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้รับมอบรางวัลระดับยอดเยี่ยม (Excellent Award) จากพิธีมอบรางวัลสถานประกอบกิจการปิโตรเลียมที่มีการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมดีเด่น (SHE Award) ประจำปี พ.ศ. 2559 ที่จัดขึ้นโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน โดยนายแจ็คสัน เบเคอร์  ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการ เชฟรอนประเทศไทย และคณะผู้บริหารของบริษัทฯ ได้เป็นตัวแทนรับมอบรางวัลจากพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

SHE Award จัดขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับระบบบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นและมุ่งสู่ระดับสากล ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558   โดยในปีนี้ แหล่งฟูนาน ของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้รับการประเมินอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ด้วยระดับคะแนนมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการรับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 รางวัลดังกล่าวเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และสะท้อนวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานที่เข้มแข็งของเชฟรอน

พลเอกอนันตพรนัดหารือปมแก้มติกพช.ช่วยSPPรายเดิม25เม.ย.นี้

รมว.พลังงาน นัดหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปตัดสินการรับซื้อไฟฟ้า SPPโคเจนในวันที่ 25 เม.ย.นี้  หลังจากยังมีความเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับปริมาณและราคาขายไฟฟ้า

 

               แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะหารือร่วมกับทางสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) ระบบ Cogeneration ที่ขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะสิ้นสุดอายุสัญญาภายในอีก 4-5 ปีข้างหน้า มีจำนวน 25 ราย กำลังการผลิตที่ขายเข้าระบบ 1.3 พันเมกะวัตต์ 

 

             ทั้งนี้ที่ผ่านมายังมีข้อถกเถียงและยังไม่มีข้อยุติว่าจะดำเนินการต่ออายุให้หรือไม่  เนื่องจากเมื่อมีมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ครั้งที่ 1/2558 ออกมา ทางสมาคมฯได้หารือกับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) แล้วได้ข้อสรุปร่วมกันคือปรับแก้มติ กพช. และปรับลดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจาก 90 เมกะวัตต์ ลดเหลือไม่เกิน 40 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นประมาณ 40% ของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ขณะที่ราคาขายไฟฟ้าจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.20 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่ 3.80 บาทต่อหน่วย แต่ต่อมา สนพ. ในฐานะเลขา กพช. ได้เจรจาต่อรองกับทางสมาคมฯเพื่อให้ยึดตามมติ กพช.เดิม ส่งผลให้เรื่องดังกล่าวยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน

         

      อย่างไรก็ตามคาดว่าจะใช้มติ กกพ. ที่ปรับลดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเหลือ 40% ของสัญญาเดิม และให้ทางกลุ่ม SPP เน้นขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าในนิคมฯก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) ในอนาคต  โดยภายหลังจากได้ข้อสรุปจะเสนอ กพช.ในกลางเดือนพ.ค.นี้ ต่อไป

 
สมคิดชู “ประชารัฐ” ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน

"สมคิด" ชี้อนาคตไทยเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องขับเคลื่อน 3 มิติควบคู่กัน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ระบุ นโยบายประชารัฐ จะช่วยผลักดันประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ด้านเอกชนชี้ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในอนาคตได้ นอกจากนั้น ควรลดใช้พลังงานฟอสซิลและใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมชาวบ้านผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานประชุมระดมความเห็น "ร่วมมือกันผลักดันสู่เป้าหมาย" เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในการจัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและยุติความยากจน ว่า การจะพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมุ่งเน้นการเติบโตทั้ง 3 มิติ ควบคู่กัน คือ มิติของสังคม มิติทางเศรษฐกิจ และมิติสิ่งแวดล้อม โดยประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าการมุ่งเน้นเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจะนำพาประเทศไปสู่หายนะ ก่อให้เกิดปัญหาการเหลื่อมล้ำทางสังคมและความยากจนของประชากร และเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (UN) ก็เห็นปัญหาดังกล่าวจากการมุ่งนโยบายเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ จึงได้หันมาเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนใน  3 มิติดังกล่าวเช่นกัน อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนการเติบโตแบบยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย  เนื่องจากในหลวงทรงเผยแพร่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และการมุ่งเน้นการดูแลเรื่องน้ำมายาวนาน ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ UN นำมาใช้ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การบรรลุการเติบโตแบบยั่งยืนใน  3  มิติดังกล่าวได้ สิ่งสำคัญต้องมาจาก  3 ภาคส่วนร่วมมือกัน คือ ภาครัฐ  ภาคเอกชน  และภาคประชาชน  ซึ่งขณะนี้แนวคิดนโยบาย "ประชารัฐ" ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่ทั้ง 3 ภาคส่วนดังกล่าวเข้ามาร่วมมือกันและกระจายการดำเนินการออกไปเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นการสร้างการเติบโตจากภายใน และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ทั้งนี้ มุ่งเน้นการสร้างคน เพราะนโยบายรัฐจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับคนเป็นสำคัญ หากสร้างบุคลากรคนรุ่นใหม่ให้เติบโตมาแบบมีคุณค่า คนเหล่านั้นก็จะตระหนักถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ส่วนภาคเศรษฐกิจนั้น ไทยต้องหันไปมุ่งเน้นที่การสร้างนวัตกรรม โดยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับยุคดิจิตอล ขณะที่การลงทุนของภาครัฐก็พยายามมุ่งไปสู่ความโปร่งใส และการทำข้อตกลงคุณธรรม

"หากรัฐ เอกชนและประชาชน ร่วมมือกันสร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างยั่งยืน ไทยจะก้าวผ่านไปสู่ความเจริญได้ และผมฝากให้บริษัทยูนิลีเวอร์ที่เก่งด้านการตลาด ให้มาช่วยกันสร้างกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพด้วย ซึ่งจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ประเทศเติบโตยั่งยืนต่อไป" นายสมคิดกล่าว

น.ส.สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า หลังการประกาศใช้ "เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ" และการรับรองข้อตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ (COP21) จากภาคีสมาชิก 193 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ทำให้ประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกลายเป็นความ  ท้าทายใหม่ของทุกภาคส่วนที่จะบรรลุเป้าหมายในปี 2573

สำหรับแนวทางเพื่อความยั่งยืนที่ยูนิลีเวอร์พยายามผลักดันอยู่ในปัจจุบันคือ การแก้กฎระเบียบหรือกฎหมายด้านขยะบรรจุภัณฑ์ โดยอยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันดำเนินการกำหนดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับขนาดสินค้า ซึ่งหากไทยสามารถดำเนินการตามได้ก็จะเกิดผลดีคือภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนสินค้าและการขนส่งลง ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าจะช่วยลดต้นทุนลงได้ถึง 20-30% อีกทั้งปริมาณขยะก็จะลดลง

"ภาคธุรกิจควรมองการทำธุรกิจแบบยั่งยืน การเลือกทำกิจการที่ยั่งยืนต้องลองนำโจทย์สังคม มาเป็นโจทย์ของบริษัท และดำเนินการปรับปรุงให้เกิดความยั่งยืน  เช่น  การลดปริมาณขยะในสังคมและในองค์กร เป็นต้น" น.ส.สุพัตรากล่าว

นายศุภชัย  เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำ กัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนผ่านนวัตกรรม ซึ่งต่อไปจะก่อให้เกิดผลการประหยัดขึ้น  โดยที่ผ่านมา 10 ปี บริษัทฯ ลงทุนนวัตกรรมเครื่องจักรใหม่ 2,000 ล้านบาท  และก่อให้เกิดการประหยัดไปถึง 3,000 ล้านบาท  อย่างไรก็ตามในการสร้างความยั่งยืนให้ประเทศไทยนั้น ต้องให้ให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง ให้สามารถจัดตั้งบริษัทและมีส่วนในการเป็นเจ้าของ มีการจัดโซนนิ่งและพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเติบโตแบบยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมได้

น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด กล่าวว่า การพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนต้องดำเนินการ 3 ด้าน 1.ภาคธุรกิจต้องจริงใจที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรม 2. วิธีการดำเนินการจะต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาอีก เช่น การทวงคืนผืนป่าโดยไม่ได้คำนึงว่าคนจนจะไม่มีที่อยู่และสุดท้ายก็มาบุกรุกป่าอีก  และ 3. การใช้พลังงานทดแทน ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และส่งเสริมให้เกิดการกระจายศูนย์ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ชาวบ้านสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลงได้

เตรียมลงนามซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคี3ประเทศนำร่องเป็นครั้งแรกในอาเซียน

ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีด้านพลังงานของอาเซียนเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการ Power Integration  3 ประเทศ ลาว ไทย มาเลเซีย ที่จะร่วมมือกันทั้งด้านเทคนิค ด้านระเบียบ และด้านราคา ใน การเชื่อมต่อระบบส่ง และการซื้อขายไฟฟ้าในวันที่ 21 ก.ย.นี้  โดยจะเป็นครั้งแรกของการซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุพาคีในอาเซียน( multilateral power trade in ASEAN)

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โพสต์ผ่านเฟซบุคส่วนตัว Prasert Sinsukprasert ถึงการเข้าร่วมประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านพลังงาน (Senior Official Meeting  on Energy หรือ SOME  ที่กรุงเนปิดอว์  ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2559 ว่า การ ประชุมระดับรัฐมนตรี ASEAN Ministers on Energy Meeting (AMEM) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21ก.ย. 2559 จะมีความก้าวหน้า (milestone) สำคัญ คือ การลงนามบันทึกความเข้าใจ โครงการ Power Integration ระหว่าง ไทย ลาว มาเลเซีย ที่จะร่วมมือกันทั้งด้านเทคนิค ด้านระเบียบ และด้านราคา ใน การเชื่อมต่อระบบส่ง และการซื้อขายไฟฟ้า ระหว่าง 3 ประเทศ  โดยระบุว่าหากข้อตกลงดังกล่าวประสบความสำเร็จ จะถือเป็นครั้งแรก ของการซื้อขายไฟฟ้าแบบพหุภาคีในอาเซียน ( multilateral power trade in ASEAN)

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในการประชุม AMEM ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อเดือนพ.ย.2558 ที่ผ่านมา ที่ประชุมเตรียมที่จะลงนามบันทึกความเข้าใจในโครงการ Power Integration ของ 4 ประเทศ คือลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือ LTMS แต่การลงนามดังกล่าวก็ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสิงคโปร์ ไม่พร้อมที่จะลงนาม

ในขณะที่การประชุมระดับผู้นำสูงสุดการไฟฟ้าภูมิภาคอาเซียน ((The Head of ASEAN Power Utilities/Authorities Council: HAPUA Council) ครั้งที่ 32 ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ.เป็นผู้นำคณะผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุมเมื่อเดือนพ.ค.2559 ที่ผ่านมา มีถ้อยแถลงร่วม 4 ประการ ที่สำคัญได้แก่

1) เน้นย้ำพันธสัญญาต่อความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) โดยได้วางกรอบพลังไฟฟ้าที่ถ่ายเทภายใต้โครงข่ายเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) ณ ปี พ.ศ. 2563 เป็น 10,800 เมกะวัตต์ และหลังปี พ.ศ. 2563 ปริมาณจะเพิ่มขึ้นเป็น 16,000 เมกะวัตต์  โดย HAPUA Council ยังให้ความสำคัญต่อโครงการนำร่องสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ไปยัง สิงคโปร์ ผ่านไทยและมาเลเซีย (Lao PDR, Thailand, Malaysia, Singapore (LTMS) Power Integration Project (PIP): LTMS - PIP) และจะนำไปสู่การซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบพหุภาคี (Multilateral Electricity Trading) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2561

2) สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค โดยกำหนดเป้าหมายสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาคเป็นร้อยละ 23 ณ ปี 2568 ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความมั่นคง และความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าควบคู่ไปด้วย

 3) เน้นย้ำการพัฒนาคุณภาพและเสริมสร้างความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ผ่านการใช้เทคโนโลยีระบบส่งไฟฟ้าที่ทันสมัย การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Smart Grid รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และผู้เชี่ยวชาญระหว่างหน่วยงานการไฟฟ้าภายในภูมิภาคอาเซียน

4) ให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ APG ผ่านการร่วมทุนโดยภาคเอกชนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ (Guidelines for Public Private Partnership (PPP) Financing Modalities in ASEAN Power Project)

 

เปิดฉากประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ถกเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค

การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 34 เริ่มต้นขึ้น ณ กรุงเนปีดอว์ ประเทศเมียนมา มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานทดแทนและส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานโดยการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค โดยไทยลงนามร่วมกับ สปป.ลาวและมาเลเซีย นำร่องโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ 3 ประเทศ ไม่เกิน 100 เมกะวัตต์  

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 34 ซึ่งมีสมาชิก 10 ประเทศเข้าร่วมการประชุมภายใต้หัวข้อ Towards Greener Community with Cleaner Energy ซึ่งจัดขึ้นที่ กรุงเนปีดอว์  ประเทศเมียนมาว่า สาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด รวมถึงการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและตลาดพลังงานเพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกันในภูมิภาค ส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในภูมิภาคและการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างกัน

นอกจากนั้น ยังได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจในโครงการ LTM on Power Integration Project ในการศึกษาการซื้อขายไฟฟ้าเชื่อมโยงโครงข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียนให้เป็นรูปธรรม โดยนำร่อง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และมาเลเซีย ขนาดไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ โดยในระยะที่ 1 มีกรอบดำเนินการระหว่างปี 2559-2563 และคาดว่าน่าจะเริ่มโครงการได้ 2-3 ปีจากนี้ และจะขยายความร่วมมือเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าไปยังประเทศสิงคโปร์ต่อไป

ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวจะก่อให้เกิดความมั่นคงพลังงานอาเซียน และไทยจะมีรายได้จากการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาวไปยังมาเลเซีย

 

"การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานในปีที่ผ่านมา ได้มีการเตรียมที่จะลงนามร่วมกัน 4 ประเทศในการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้า คือ ไทย สปป.ลาว มาเลเซียและสิงคโปร์ แต่ปีนี้จะนำร่องใน 3 ประเทศก่อน เนื่องจากสิงคโปร์แจ้งว่ายังไม่มีความพร้อม แต่เชื่อว่าอนาคตสิงคโปร์จะเข้าร่วมด้วยแน่นอน" รมว. พลังงาน กล่าว

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า การลงนามโครงการ LTM เชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าระหว่างสปป.ลาว ไทย มาเลเซีย จะเริ่มซื้อขายไฟฟ้าได้ประมาณปี 2561 โดยระหว่างนี้จะอยู่ในขั้นตอนเตรียมการลงนามซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระหว่าง สปป.ลาวและมาเลเซีย ส่วนประเทศไทยไม่ต้องลงนาม เนื่องจากเป็นเพียงทางผ่านเชื่อมสายส่งไฟฟ้าของสปป.ลาวและมาเลเซียเท่านั้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังรับหน้าที่เป็นผู้คิดราคาค่าไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ขณะที่มาเลเซียจะรับหน้าที่ดูแลด้านเทคนิคการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าและ สปป.ลาว รับหน้าที่ดูเรื่องการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ โดยจะดำเนินการให้เสร็จก่อนจ่ายเข้าระบบเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในปี 2561 และในอนาคตทางประเทศสิงคโปร์จะเข้าร่วมเชื่อมโยงสายส่งด้วย โดยเป้าหมายสุดท้ายจะให้อาเซียนทั้ง 10 ประเทศเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าและซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันอย่างครบวงจรต่อไป