ค้นหาด้วย ' รถยนต์ไฟฟ้า ' ทั้งหมด 6 รายการ
กฟผ.เตรียมนำรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงให้นายกรัฐมนตรีทดลองขับ10ส.ค.นี้

กฟผ. เตรียมนำรถยนต์เก่าที่ดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ให้พลเอกประยุทธ์ ขับโชว์ 10 ส.ค. 2559 นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมศึกษาระยะที่ 2 เพื่อให้ใช้ได้กับรถยนต์ทุกชนิด คาด 2-3 ปีสมบูรณ์ ก่อนเสนอผู้ประกอบการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ระบุต้นทุนดัดแปลง 2 แสนบาทต่อคัน

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.อยู่ระหว่างทดลองดัดแปลงรถยนต์รุ่นเก่าให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(EV)ด้วยการยกเครื่องใหม่ ซึ่งได้ทดลองกับรถยนต์2 รุ่นคือ โตโยต้าวีออส และฮอนด้าแจ๊ส ซึ่งการทดลองระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และสามารถนำมาขับได้จริง โดยกฟผ. จะนำรถดังกล่าวไปนำเสนอและให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทดลองขับที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 10 ส.ค. 2559นี้

สำหรับการยกเครื่องรถยนต์ EV ดังกล่าวใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนบาทต่อคัน โดยราคาจะสูงกว่านี้หากใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าขนาดความจุสูงขึ้น อย่างไรก็ตามกฟผ.จะต้องทดลองระยะที่ 2 ต่อไป เพื่อให้สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทุกยี่ห้อ ซึ่งคาดว่าในอีก 2-3 ปีจากนี้จะทดลองเสร็จสมบูรณ์ และหากสำเร็จจะนำไปเป็นรถยนต์ต้นแบบ ให้ผู้ประกอบการที่สนใจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไป

ในเบื้องต้น จากการทดสอบสมรรถนะของรถยนต์EV ดัดแปลง ของกฟผ.พบว่า สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด130กม.ต่อชม. และหากวิ่งด้วยความเร็วคงที่70 กม.ต่อชม. จะวิ่งได้ระยะทาง140 กม. ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง  โดยการชาร์จแต่ละครั้งใช้ระยะเวลา8ชม.

“ทิศทางรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโต และจะเข้ามาในไทยอีกไม่นานนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างแน่นอน หากเกิดการใช้เป็นหมื่นเป็นแสนคัน ดังนั้น กฟผ.จึงต้องทำการทดลองดัดแปลงเครื่องยนต์รถเก่าให้เป็นรถ EV เพื่อดูว่าจะเกิดการใช้ไฟฟ้าต่อคันเท่าไหร่ และในอนาคตจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ลักษณะนี้อีกเท่าไหร่” นายกิจจา กล่าว

เตรียมออกหลักเกณฑ์ค่าไฟแบบทีโอยูช่วยรถไฟฟ้าชาร์จไฟราคาถูกลงช่วงกลางคืน

กกพ.เตรียมออกหลักเกณฑ์ค่าไฟแบบทีโอยู เดือนพ.ย.นี้ ช่วยรถไฟฟ้าชาร์จไฟกลางคืนได้ค่าไฟถูกลงเหลือ 2.40 บาทต่อหน่วย เริ่มทดสอบกับรถโดยสารไฟฟ้าขนาดใหญ่ ปี2559-2560

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ เปิดเผยว่า กกพ.เตรียมออกหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้ (TOU) ในเดือน พ.ย. 2559 นี้ โดยอัตราค่าไฟฟ้าระบบ TOU เบื้องต้นนั้น หากใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันที่เกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (peak)นั้นผู้ใช้จะต้องจ่ายอัตราค่าไฟฟ้าจะสูงประมาณ 5-6 บาทต่อหน่วย แต่หากใช้ในช่วงกลางคืน(off-peak) ผู้ใช้จะจ่ายค่าไฟฟ้าเหลือเพียงประมาณ 2.40 บาทต่อหน่วยเท่านั้น  ทั้งนี้จะต้องนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อพิจารณาต่อไป

หลักเกณฑ์ค่าไฟฟ้าระบบทีโอยูนี้ จะนำมาใช้ทดสอบกับพฤติกรรมผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีจำนวนมากขึ้น ในเดือนพ.ย.นี้ โดยในช่วงปี 2559-2560 จะทดสอบในกลุ่มรถโดยสารไฟฟ้าขนาดใหญ่ก่อน ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล จะมีการทดสอบในระยะต่อไป 

"ยังตอบไม่ได้ว่า การสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งขึ้นกับพฤติกรรมผู้ใช้ หากไปชาร์จไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่มีค่าไฟฟ้าถูกก็จะคุ้มค่าการนำไฟฟ้ามาใช้กับรถยนต์ แต่หากชาร์จไฟช่วงกลางวันที่มีราคาแพงก็จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าประเทศได้"นายวีระพล กล่าว

นายวีระพล กล่าวด้วยว่า สำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าในไทยที่จะเกิดขึ้นอีกมากและมีการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากนั้น  หากมองมิติของสิ่งแวดล้อมแล้ว ถือเป็นการขนส่งที่ปล่อยมลภาวะน้อยมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ซึ่งทั่วโลกหันไปใช้ระบบรถไฟฟ้ากันเกือบหมดแล้ว เพื่อแก้ปัญหารถติด ลดเวลาการเดินทาง และลดมลภาวะ ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะคุ้มค่ากับการใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่งดังกล่าว 

สำหรับแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยนั้น ตั้งเป้าหมายเอาไว้ จำนวน1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ คือระยะที่ 1 ระหว่างปี 2559 – 2560 เป็นขั้นของการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายการขออนุญาตและการสนับสนุนการวิจัยเรื่องแบตเตอรี่ โดยเน้นนำร่องกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ (ขสมก.) 200 คัน และรถเฉพาะจุด เช่น รถรับ-ส่ง พนักงานของ ปตท., รถรับ-ส่ง สุวรรณภูมิ-พัทยา รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านสถานี Charging Station และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง, ระยะที่ 2 ปี 2561 – 2563 ดำเนินการเชิงวิจัยอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งเรื่องสมรรถนะแบตเตอรี่ มอเตอร์ รวมทั้งเพิ่มจำนวนรถและจุด Charging Station ให้เพียงพอ, ระยะที่ 3 ปี 2564 - 2578 เป็นช่วงขยายผลการศึกษาให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ และระยะสุดท้ายระยะที่ 4 ปี 2579 เป็นต้นไป คาดหวังว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่รถน้ำมันได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตามเฟซบุค Vinai Kallayasiri ซึ่งเป็นวิศวกรของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โพสต์ข้อความแสดงมุมมองเกี่ยวกับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ได้อย่างน่าสนใจว่า หากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าในประเทศยังมีสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง เหมือนเช่นปัจจุบัน  ก็ยังไม่เหมาะที่จะส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลาย  เพราะเป็นการนำเชื้อเพลิงมาใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งควรจะนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์โดยตรง จะดีกว่า นำก๊าซมาผลิตเป็นไฟฟ้า แล้วค่อยนำไฟฟ้ามาใช้ในรถยนต์  โดยยกตัวอย่างว่า หากนำพลังงานจากก๊าชธรรมชาติ 100 ส่วน มาทำเป็นเชื้อเพลิงใช้รถยนต์ ngv หรือ lpg  จะให้พลังงานที่ได้จากรถยนต์ 50 ส่วน หรือประสิทธิภาพรถใช้ gas เท่ากับ 50 % ในขณะที่พลังงานจากก๊าชธรรมชาติ 100 ส่วน ถ้านำมาผลิตไฟฟ้าได้ 50 ส่วน จากนั้นนำไฟฟ้าไปอัดลงแบตเตอรี สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้รถไฟฟ้าวิ่งได้อีก 50 ส่วน เท่ากับก๊าช 100 ส่วนนำมาใช้สำหรับรถไฟฟ้าได้ 25 ส่วน เท่ากับประสิทธิภาพรถไฟฟ้า 25 %

เขาสรุปย้ำในช่วงท้ายด้วยว่า รถไฟฟ้ายังไม่เหมาะสมกับประเทศที่ใช้ก๊าชธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ควรสนับสนุนรถยนต์ใช้ก๊าชธรรมชาติน่าจะดีกว่า เว้นแต่ไฟฟ้ามาจากเชื้อเพลิงอื่น เช่น ถ่านหิน นิวเคลียร์ พลังงานน้ำ

ปตท.ลงนามเอ็มโอยู6ค่ายรถยนต์ชั้นนำพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

ปตท.ลงนามเอ็มโอยู และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ 6 ราย ในการพัฒนาธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ สอดคล้องนโยบายรัฐบาล ตั้งเป้าจะมีสถานีชาร์จไฟ20แห่งในปี2560  

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2559 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการให้บริการสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (PTT EV Station) ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ 6 ราย ได้แก่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, ปอร์เช่ ประเทศไทย โดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ

พลเอก อนันตพร เปิดเผยว่า  ความร่วมมือในการให้บริการ PTT EV Station ระหว่าง ปตท. และค่ายรถยนต์ชั้นนำทั้ง 6 ราย ในครั้งนี้ นับเป็นการตอบสนองนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ได้วางกรอบแผนบูรณาการพลังงานแห่งชาติ ในเรื่องมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ได้  1,200,000 คัน ภายในปี2579 เพื่อขับเคลื่อนให้แผนอนุรักษ์พลังงานสามารถลดการใช้พลังงานร้อยละ 30 ให้ได้ในปี 2579 เมื่อเทียบกับปี 2553

โดยภาครัฐได้ให้การสนับสนุนในเชิงนโยบาย อาทิ สิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอื่นๆ ให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับสิทธิ์การลดหย่อน หรือยกเว้นอากรขาเข้าในรุ่นรถยนต์ที่จะผลิต รวมถึงสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนสำคัญซึ่งยังไม่สามารถมีการผลิตในประเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามพลเอกอนันตพร กล่าวว่า ในระยะแรกรัฐบาลจะให้ความสำคัญในการส่งเสริมในกลุ่มรถเมล์ประจำทางหรือรถบัสขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ที่มีเส้นทางการเดินรถภายในเมือง มีจุดรับส่งที่ชัดเจน ในขณะที่รถยนต์ส่วนบุคคล อาจจะต้องใช้ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านพอสมควรจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า  เนื่องจากรัฐจะต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฏระเบียบต่างๆมารองรับเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หากความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

นายเทวินทร์ กล่าวว่า  ปตท. ในฐานะหน่วยงานของรัฐ มีความยินดีและพร้อมที่จะสนองนโยบายของรัฐในเรื่องดังกล่าว โดยได้เริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อสร้างองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมรองรับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบัน ปตท. มี PTT EV Station ที่มีเครื่องชาร์จไฟที่ได้มาตรฐานยุโรป (IEC) และมาตรฐานญี่ปุ่น (CHAdeMO) ทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่, สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา, สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาแหลมฉบังขาออก จ.ชลบุรี และ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขา The Crystal PTT ถ.ชัยพฤกษ์ โดยมีแผนที่จะขยายเพิ่ม 2 สถานีภายในสิ้นปีนี้ และเพิ่มเป็น 20 สถานี ภายในปี 2560   

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการร่วมกันพัฒนาและทดลองระบบการใช้งาน PTT EV Station พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า โดย ปตท. จะเป็นผู้ก่อสร้างสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามแผนธุรกิจของ ปตท. และ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั้ง 6 ราย จะเป็นผู้ศึกษาและพัฒนารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าตามแผนธุรกิจของแต่ละบริษัทต่อไป ทั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และความมั่นใจสู่สาธารณะในการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ต่อไป

 

กฟผ.ลุยเฟส2ดัดแปลงรถยนต์เก่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหวังวิ่งได้500กม.ต่อการชาร์จไฟ1ครั้ง

กฟผ.ตั้งงบ 25 ล้านบาท เดินหน้านำรถยนต์เก่า 3 รุ่น ดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(EV) เฟส2 หวังวิ่งได้ 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หากเทคโนโลยี่แบตเตอรี่มีการพัฒนาดีขึ้น  ตั้งเป้าปี 2563 พัฒนาให้เกิดศูนย์บริการดัดแปลงรถไฟฟ้า และถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมพิมพ์เขียวให้บริษัทรถยนต์และอู่ติดตั้ง 3 ราย นำไปขยายผลเชิงพาณิชย์ ให้มีระดับราคาที่ประชาชนเป็นเจ้าของได้ 2 แสนบาทต่อคัน เพื่อเป็นทางเลือกช่วงเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีให้รถเก่าก้าวสู่รถ EV ได้ในต้นทุนต่ำ    

น.ส.จิราพร ศิริคำ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิจัยและพัฒนา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้เริ่มศึกษานำรถยนต์ใช้แล้วมาดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2560-2562 โดยนำรถยนต์ 4 คันจาก 2 รุ่นที่ประชาชนใช้กันมากมาดัดแปลง ได้แก่ Nissan Almera และ Toyota Altis ซึ่งคาดว่าจะวิ่งได้ประมาณ200-300กิโลเมตรและหากเทคโนโลยีแบตเตอรี่มีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นคาดว่าจะวิ่งได้ไกลขึ้น อาจจะถึง400- 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง 

ทั้งนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการศึกษาระยะที่ 1 เมื่อปี 2553-2559 ที่ได้นำรถใช้แล้ว 2 คันคือ Honda Jazz และ Toyota Vios มาดัดแปลงเป็นรถยนต์ EV สำเร็จ แต่วิ่งได้ระยะทาง 140 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง ที่ความเร็วเฉลี่ย 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นเฟส 2 จึงจะพัฒนาประสิทธิภาพให้สูงขึ้น  ที่สำคัญต้นแบบที่ศึกษาได้จะใช้เงินลงทุนเพียง 2 แสนบาทต่อคัน(ไม่รวมแบตเตอรี่) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดัดแปลงรถยนต์เป็นรถ EV ได้ในอนาคต 

อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าว กฟผ. ได้พัฒนาร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้วยงบประมาณ 60 ล้านบาท โดย กฟผ.ออก 25 ล้านบาท และสวทช.ออก 35 ล้านบาท โดยเป็นการศึกษาต้นแบบอุปกรณ์ดัดแปลง EV conversion Kit ต้นทุนไม่เกิน 2 แสนบาทต่อคัน ในระยะเวลา 2 ปี 

น.ส. จิราพร กล่าวว่า เมื่อเฟส 2 ประสบความสำเร็จจะพัฒนาสู่ เฟส 3 คึอ การพัฒนาให้เกิดศูนย์ดัดแปลงรถ EV รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการผลิตอุปกรณ์ EV conversion Kit ให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมหรือผู้ที่สนใจ เบื้องต้นจะคัดเลือกอาสาสมัครจากบริษัทรถยนต์ หรือ อู่รถยนต์ 3 แห่งมาดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมมอบพิมพ์เขียวซึ่งเป็นวิธีการดัดแปลงรถใช้แล้วให้เป็นรถ EV ฟรี เพื่อดำเนินการเชิงพานิชย์ต่อไป และหลังจากนั้นจะเผยแพร่แบบมีค่าลิขสิทธิ์ 

"การดำเนินโครงการนี้ของ กฟผ. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและสนับสนุนให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศในช่วงเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี ที่กำลังก้าวสู่สังคมรถยนต์ EV ในอนาคต ซึ่งการใช้รถ EV จะช่วยลดมลภาวะสิ่งแวดล้อมได้ด้วย"น.ส.จิราพร กล่าว 

ซีอีโอ ปตท. เชื่อยานยนต์ไฟฟ้ามาแน่ เตรียมปรับตัวธุรกิจรับมือ

ปตท.เตรียมพร้อมปรับตัวธุรกิจน้ำมันรับมือการเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต โดยเปลี่ยนปั๊มน้ำมันสู่ธุรกิจค้าปลีกในชุมชน เปลี่ยนโรงกลั่นน้ำมันเป็นการกลั่นเพื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตั้งเป้าแม้ไม่ขายน้ำมัน เพราะคนหันใช้รถยนต์ไฟฟ้า ปตท.ก็ยังเติบโตได้

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ตอบคำถามสื่อมวลชน ถึง ธุรกิจน้ำมันของปตท.จะยังอยู่ได้หรือไม่ ถ้าในอนาคตข้างหน้า คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันหมด  ว่า การเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้าคงจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่ในอนาคต ซึ่ง ปตท. ก็มีการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือในสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว  และเชื่อว่าหากปั๊ม ปตท. ไม่ได้ขายน้ำมัน ก็จะยังคงดำเนินธุรกิจค้าปลีกให้เติบโตต่อไปได้  ในขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ก็จะมีการปรับกระบวนการผลิต จากที่เคยกลั่นน้ำมันดิบเป็นน้ำมันสำเร็จรูป  ก็จะเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแทน

ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พฤติกรรมของคนที่จะเปลี่ยนจากรถที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้านั้น  เชื่อว่าคงจะใช้ระยะเวลาพอสมควร อย่างไรก็ตาม ในแผนกลยุทธ์ 5 ปี (2560-2564) ของ ปตท. นั้น ในส่วนของธุรกิจน้ำมัน ก็มีการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือ non-oil มากขึ้น โดยสถานีบริการน้ำมันจากที่เคยเน้นขายผลิตภัณฑ์ ก็จะเปลี่ยนมาเป็นช่องทางการทำธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่างๆ และเชื่อมโยงเข้ากับชุมชน (from oil business to business platform)

นอกจากนั้น จะมีการเปลี่ยนกลยุทธ์จากที่เน้นตลาดค้าปลีกในประเทศ หรือ domestic market  ก็จะเน้นขยายไปยังภูมิภาค (regional) และตลาดโลก (global market) มากขึ้น ที่สำคัญ จะการเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการทำธุรกิจ จากแบบดั้งเดิม (traditional) มาเป็นรูปแบบดิจิตอล (digital) ที่จะมีการนำเทคโนโลยีด้านไอทีมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และการให้บริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น

ทั้งนี้ ปตท. ได้เริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อสร้างองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมรองรับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบัน ปตท. มี PTT EV Station ที่มีเครื่องชาร์จไฟที่ได้มาตรฐานยุโรป (IEC) และมาตรฐานญี่ปุ่น (CHAdeMO) ทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่  สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาแหลมฉบังขาออก จ.ชลบุรี และสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขา The Crystal PTT ถ.ชัยพฤกษ์ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาเข้า) และ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาออก) โดยมีแผนที่จะขยายเพิ่มเป็น 20 สถานี ภายในปี 2560

นอกจากนั้น ปตท.ยังขยายความร่วมมือด้านธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยจับมือกับ 2 ค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น คือ     นิสสัน และมิตซูบิชิ และกับอีก 4 ค่ายรถยนต์ชั้นนำ ประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู  เมอร์เซเดส-เบนซ์  ปอร์เช่  และวอลโว่

แนวทางธุรกิจยานยนต์ไฟ้าของ ปตท.

 

ทิศทางธุรกิจของ ปตท. เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง

สนพ.คาดเปิดให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จEVตั้งราคาค่าไฟได้อย่างเสรีภายในปีนี้

สนพ. เตรียมเปิดให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จสามารถตั้งราคาจำหน่ายไฟฟ้าได้อย่างเสรี  ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี2560นี้  พร้อม แนะผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถไฟฟ้ารีบจดแจ้งขออนุญาตกับทาง กกพ.ให้ถูกต้อง ก่อนกฟน.และ PEA ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมเน้นระบบชำระค่าชาร์จไฟฟ้าผ่านบัตร เรียกเก็บเงินในบิลค่าไฟฟ้าแทนการใช้เงินสด  ด้านบีโอไอ เผยบอร์ดบีโอไออนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการรถยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภทแล้ว

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา "Create The Future Energy: พลังงานไทย 4.0" ซึ่งจัดโดย สนพ.ร่วมกับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจว่า กระทรวงพลังงานคาดว่าจะเปิดให้ ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือEV สามารถตั้งราคาจำหน่ายได้อย่างเสรี  ภายในปี 2560 นี้ ซึ่งทางการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)จะมีการประกาศราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) หรือปั๊มชาร์จ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้กับลูกค้าที่ใช้รถ EVต่อไป 

อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ยังไม่สามารถตั้งราคาจำหน่ายไฟฟ้ากับผู้ใช้บริการได้ โดยต้องรอกระบวนการให้ กฟน. และ PEA ออกประกาศอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ EV ในเร็วๆนี้ก่อน  ขณะเดียวกันผู้ประกอบการปั๊มชาร์จก็ต้องดำเนินการขออนุญาตและจดแจ้งกับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ให้ถูกต้องด้วย ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2560 นี้จะมีปั๊มชาร์จทั้งสิ้นกว่า 200 สถานี ได้แก่ ปั๊มชาร์จที่อยู่ในโครงการที่สนพ.สนับสนุน 150 แห่ง รวมทั้งของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) 20 แห่ง ของกฟน. 10 แห่ง ของ PEA 5-6 แห่ง และของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 1-2 แห่ง  


 ส่วนอัตราค่าจำหน่ายไฟฟ้าสำหรับรถ EV ที่ทางการไฟฟ้าจะจำหน่ายให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จนั้น จะเป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ(กพช.)ที่ผ่านมาได้กำหนดไว้ คือ  "อัตราการใช้ไฟฟ้าตามช่วงเวลา(TOU)" แบ่งเป็นกลางวันคิดในราคา 4.10 บาทต่อหน่วย และกลางคืน และเสาร์ อาทิตย์ หรือช่วงออฟพีค คิดอัตรา 2.60 บาทต่อหน่วย โดยอัตราดังกล่าวถือเป็นอัตราชั่วคราว ส่วนอัตราถาวร ทาง กกพ.จะเป็นผู้พิจารณาต่อไป 

นอกจากนี้รูปแบบการซื้อไฟฟ้าสำหรับการชาร์จรถ EV นั้น จะพยายามกำหนดให้เป็นระบบอี-เพย์เม้นท์ คือการใช้บัตร โดยลูกค้าที่ใช้บริการชาร์จไฟฟ้ารถ EV จะชำระเงินโดยการแตะบัตร และจะมีการเรียกเก็บเงินไปอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าแทนการใช้เงินสด 

นายทวารัฐ กล่าวว่า สำหรับโครงการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กให้เป็นตุ๊กตุ๊กไฟฟ้านั้น สนพ.มีเป้าหมายที่จะรับเปลี่ยนรถตุ๊กแก๊สและน้ำมัน ให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า จำนวน100 คัน ภายในปี 2561 นี้โดยใช้งบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  76 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ขั้นตอนการเปิดรับสมัครผู้ร่วมโครงการ ซึ่งมีเงื่อนไขเบื้องต้นว่า เมื่อนำรถตุ๊กตุ๊กมาเทิร์นแล้วจะต้องไม่ของเปลี่ยนคืน และต้องเป็นรถที่ถูกต้องตามกฎระเบียบกรมขนส่งทางบก เป็นต้น สำหรับการเทิร์นรถนั้น สามารถดำเนินการได้ที่ผู้ประกอบการค่ายรถตุ๊กตุ๊กในประเทศที่มีประมาณ 7-8 ค่าย โดยราคาตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณกว่า 3 แสนบาทต่อคัน  

นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า สำหรับทิศทางพลังงานไทย ปัจจุบันกำลังจะก้าวไปสู่ Go green Go electric โดยเฉพาะธุรกิจโรงไฟฟ้ากับรถยนต์ ซึ่งกุญแจสู่อนาคตดังกล่าวคือ Energy storage ดังนั้น กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินโยบาย Energy  4.0 ซึ่งเปลี่ยนจากการพึ่งพาฟอสซิลไปสู่นวัตกรรมมากขึ้น 

แบ่งเป็น 1. ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกระทรวงกำลังผลักดันรถ EV และปั๊มชาร์จอย่างจริงจัง 2.ด้าน energy storage กระทรวงให้ความสำคัญมาก เพราะสามารถช่วยเก็บพลังงานไฟฟ้ามาใช้ช่วงที่ราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้นได้  3.โรงไฟฟ้ารุ่นใหม่ต้องเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(ไฮบริด) ซึ่งจะช่วยผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง และอนาคตจะกลายเป็นพลังงานที่ทดแทนพลังงานหลักได้ โดยตอนนี้ ทาง กกพ. อยู่ระหว่างเปิดรับซื้อไฟฟ้า SPP Hybrid แบบสัญญาเสถียร(firm) รอบแรก 300 เมกะวัตต์  และสุดท้ายประเทศไทยจะก้าวไปสู่เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ที่ใช้พลังงานทดแทนแบบครบวงจร 



นายยศพงษ์​ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาทางสมาคมฯได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงานให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยเป้าหมายอยู่ที่ 150 สถานีหรือหัวจ่าย ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครในรอบที่ 4 ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ก.ย. 2560  สำหรับเอกชนที่สนใจลงทุนและให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะสามารถสมัครเพื่อขอรับเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า 30% ของราคาหัวจ่าย 

นอกจากนี้สมาคมฯยังได้รับมอบหมายจากสำนักงานเพื่อการพัมนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(สกรศ.) หรือ EEC ให้สมาคมฯหารือผู้ประกอบการในการเสนอแนวทางการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อจะช่วยให้เกิดความชัดเจนกับผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้าที่จะมาผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในเขต EEC ต่อไป 

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการของBOI ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการรถยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภท ได้แก่ 1) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) 2) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือ PHEV) 3) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Bettery Electric Vehicle หรือ BEV) นอกจากนี้ ยังให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Bus) กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า