ค้นหาด้วย ' ภาคใต้ ' ทั้งหมด 2 รายการ
เก็บตกเวทีพลังงานภาคใต้ แจงข้อดี-ข้อเสียตัวเลือกเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า

 ผ่านพ้นไปด้วยดีสำหรับกิจกรรมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจัดโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกัน 3 จังหวัด คือ สุราษฏร์ธานี  กระบี่ และสงขลา เพื่อให้ครอบคลุมทุกจังหวัดใกล้เคียงในภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด โดยมีผู้เข้าร่วมทั้ง 3 เวที รวมมากกว่า 3,000 คน โดยกิจกรรมหลักของทั้ง 3 เวที แบ่งเป็น 2  ส่วน ส่วนแรกในภาคเช้า เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจโดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงพลังงาน ซึ่ง นำเสนอข้อมูลสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำเสนอทางเลือกการสร้างโรงไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสม เป็นไปได้ และยอมรับได้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำเสนอข้อพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับทางเลือกต่าง ๆ ที่ กฟผ. นำเสนอ ส่วนในภาคบ่าย จะเป็นการรับทราบความคิดเห็นและนำเสนอข้อคิดเห็นจากตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ จำนวน 25 ท่านในแต่ละเวที

ภาพรวมของการเปิดเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจสถานการณ์ไฟฟ้าในภาคใต้ และรับทราบความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้นั้น พบว่าทุกฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ว่า ภาคใต้มีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อให้มีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ส่วนในประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก คือ ชนิดของพลังงานที่จะนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มตามแผน ซึ่งในขณะที่ผู้เข้าร่วมเสนอข้อคิดเห็นส่วนหนึ่งเห็นควรใช้เชื้อเพลิงถ่านหินที่มีปริมาณสำรองสูง สามารถใช้ได้นาน มีราคาถูก ทำให้ต้นทุนไฟฟ้าต่ำ และมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็มีฝ่ายเห็นต่างที่เสนอให้ใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ  ทั้งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานชีวมวล ซึ่งเชื่อว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า รวมถึงมีผู้เสนอให้รับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ แทนการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ 

energynewscenter.com                                                                                                     เวทีรับฟังความคิดเห็นที่จังหวัดกระบี่         

แจงข้อดี-ข้อเสียพลังงานชนิดต่างๆ

นอกเหนือจากผู้แทนจากกระทรวงพลังงานได้ฉายภาพสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของไทยและของภาคใต้ให้ผู้เข้าร่วมเวทีพลังงานภาคใต้ได้รับทราบโดยทั่วกันแล้ว กฟผ. ได้รับมอบหมายให้นำเสนอข้อมูลทางเลือกที่เหมาะสมและยอมรับได้ในการสร้างโรงไฟฟ้า โดยผู้แทน กฟผ. ได้นำเสนอข้อดี-ข้อเสียของพลังงานชนิดต่างๆ ทั้งพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ และพลังงานทดแทนอื่นๆ อาทิ พลังงานชีวมวลจากพืช พลังงานชีวภาพ พลังงานขยะ พลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งแนวทางรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศแทนการสร้างโรงไฟฟ้า

สำหรับพลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ ได้แก่ พลังงานลม แสงอาทิตย์ มีข้อดี คือ ไม่มีค่าเชื้อเพลิง ส่วนข้อจำกัด คือ ผลิตไฟฟ้าได้เป็นบางเวลา ไม่มีความเสถียร และมีค่าลงทุนผลิตสูง ในขณะที่พลังงานน้ำ แม้ไม่มีค่าเชื้อเพลิง แต่ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้เป็นบางเวลาเท่านั้น ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อาทิ พลังงานชีวมวล จากกากปาล์ม เศษไม้ยางพารา กาบ กะลามะพร้าว ก็มีข้อจำกัดเรื่องปริมาณที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ส่วนก๊าซชีวภาพ หรือ ไบโอแก๊ส นั้น มีข้อดีคือ ผลิตจากของเสียในฟาร์มเกษตรกรรม ช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าในฟาร์ม ส่วนข้อจำกัด คือ ต้องใช้พื้นที่มาก และมีการลงทุนสูง ด้านพลังงานขยะ จะมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องกลิ่นและการยอมรับของประชาชน ในขณะที่น้ำมันปาล์ม มีราคาแพงเกินไปที่จะนำมาผลิตไฟฟ้า

ด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล ในส่วนของก๊าซธรรมชาตินั้น มีข้อดี คือ เป็นเชื้อเพลิงสะอาด แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปริมาณก๊าซฯ ในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี ที่สามารถนำเข้ามาจากต่างประเทศ ก็ยังมีราคาแพงเมื่อเทียบกับถ่านหินโดยเฉลี่ย อีกทั้งมีความผันผวนตามราคาพลังงานในตลาดโลก ส่วนเชื้อเพลิงน้ำมัน ก็มีข้อดี คือ จัดหาง่าย แต่ก็มี ราคาแพงเมื่อเทียบกับพลังงานอื่น ในขณะที่ถ่านหินนั้น มีข้อดี คือ ราคาต่ำกว่าและมีเสถียรภาพ มีปริมาณสำรองมาก ทั้งยังมี เทคโนโลยีทันสมัยที่สามารถควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ดี ส่วนข้อจำกัด คือ ประชาชนมีความกังวลใจเรื่องผลกระทบ สิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับพลังงานนิวเคลียร์ ที่ประชาชนยังกังวลเรื่องความปลอดภัย แม้ต้นทุนค่าไฟต่อหน่วยจะมีราคาถูก อีก ทั้งมีเทคโนโลยีที่ทำให้กระบวนการผลิตไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศนั้น  มีความเสี่ยงในแง่ความมั่นคงไฟฟ้าหากต้องพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป อีกทั้งต้องใช้ระบบสายส่งไฟฟ้าเป็นระยะทางไกล

ทั้งนี้ ผู้แทน กฟผ.  ย้ำว่า หลักการสร้างโรงไฟฟ้าที่สามารถดำเนินการได้นั้น ต้องทำให้เกิดความมั่นคงทางไฟฟ้า ทำให้เกิดความมั่งคั่ง และมีความยั่งยืน (คือมีต้นทุนถูก ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน) ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างดี  ซึ่งสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ กฟผ. มีการทำ EIA และ EHIA รวมทั้งมีมาตรการติดตามผลกระทบในระยะก่อสร้างและดำเนินการ และมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเลือกใช้เทคโนโลยีการกำจัดมลสารต่างๆที่ทันสมัย และเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นอกเหนือจากการนำเสนอข้อมูลข้อดี-ข้อเสียของเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ แล้ว ทางผู้แทนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอข้อพิจารณาถึงผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สรุปสาระสำคัญได้ว่า การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เป็นเครื่องมือที่ได้มาตรฐานในการควบคุมดูแลโครงการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชนชนโดยรอบ อีกทั้งภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จและในระหว่างการดำเนินโครงการ ประชาชนสามารถที่จะเข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบ เพื่อที่จะให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนที่ระบุไว้ในรายงาน และจะมีการทำรายงานติดตามผลตลอดโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนเกิดความมั่นใจ และได้ประโยชน์จากการมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ 

แชร์ เห็นด้วย-เห็นต่าง กลางเวที

                                                                             บางส่วนของผู้แสดงความคิดเห็นบนเวที

ในส่วนของการรับทราบข้อคิดเห็นจากผู้แทนภาคส่วนต่างๆ นั้น มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผน โดยเห็นว่าในการเลือกแหล่งพลังงานสำหรับโรงไฟฟ้า ต้องพิจารณาจากบริบทของไทย ไม่ควรไปเลียนแบบต่างประเทศที่มีบริบทแตกต่างกัน โดยเห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และอาชีพประมง สามารถดำเนินการควบคู่กันได้อย่างสมดุล โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อให้คนในชุมชนใกล้โรงไฟฟ้ามีความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการดูแล ทั้งนี้ หลายท่านที่แสดงความคิดเห็นเชื่อมั่นในเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะนำมาใช้หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ ว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเชื่อมั่นในกระบวนการทำ EIA และ EHIA ที่ผ่านมา อีกทั้งเชื่อว่าภาครัฐจะสามารถควบคุมดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบได้ ทั้งยังตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานทดแทน อาทิ เชื้อเพลิงชีวมวลจากพืช ว่าปริมาณจะมีเพียงพอต่อความต้องการในการผลิตหรือไม่ นอกจากนั้น ยังยอมรับว่า ถ้าไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ จังหวัดในภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวขนาดใหญ่อย่างภูเก็ต อาจได้รับผลกระทบด้านปริมาณไฟฟ้าในอนาคต

อย่างไรก็ตาม มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยแสดงความเห็นว่ามีปัญหาในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการดังกล่าว อีกทั้งกระบวนการจัดทำ EIA และ EHIA ขาดความโปร่งใส ข้อมูลด้านผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและประมงยังมีความขัดแย้งกัน และมีความไม่ไว้วางใจว่าภาครัฐจะสามารถควบคุมดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตประชาชนได้ ทั้งยังมีการตั้งคำถามว่าทำไมจึงไม่ลงทุนสายส่งให้มีความเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำไฟฟ้าจากทางภาคกลางที่ยังเหลืออยู่ มาใช้ในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนั้น ยังมีการสนับสนุนให้นำพลังงานทดแทนจากพืชเศรษฐกิจของภาคใต้มาใช้ในการเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เช่น พลังงานจากกากปาล์มน้ำมัน โดยเห็นว่าภาครัฐไม่พยายามสนับสนุนพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ดังนั้น ควรมีตัวเลือกเพื่อให้ประชาชนนำมาใช้ในการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลที่ได้  จัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะกรรมการการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ที่ คสช. ตั้งขึ้นเพื่อ พิจารณาต่อไป  

เปิด 3 เวทีรับฟังความคิดเห็นพลังงานภาคใต้ 27 มี.ค. นี้

คสช. ให้จัด 3 เวที 3 จังหวัดภาคใต้ 27 มี.ค. นี้ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลความเรียบร้อย

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) สั่งการจัดเวทีสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ ในวันที่ 27 มี.ค. นี้ โดยแยกจัดเป็น 3 เวทีพร้อมกัน เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงกัน โดยกิจกรรมนี้ ดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้ตามสั่งการของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดังนี้

1. เวทีสุราษฎร์ธานี จัดที่ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า ประกอบด้วย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจาก ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช รองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 960 คน

2. เวทีกระบี่ จัดที่ โรงแรมกระบี่เมอริไทม์ ประกอบด้วย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจาก พังงา กระบี่ ภูเก็ต และตรัง รองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 980 คน และ

3. เวทีสงขลา  จัดที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติ ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจาก พัทลุง สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม 1,060 คน

ทั้งนี้ กิจกรรมในเวทีแบ่งเป็น  แบ่งเป็นกิจกรรมในภาคเช้า จะเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงพลังงาน จะนำเสนอข้อมูล สถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะนำเสนอข้อมูล ทางเลือกการสร้างโรงไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสม เป็นไปได้ และยอมรับได้จากทุกภาคส่วน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนำเสนอข้อพิจารณา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อทางเลือกต่าง ๆ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนำเสนอ

ส่วนภาคบ่าย จะเป็นการรับทราบความคิดเห็นจากตัวแทน ภาคส่วนต่าง ๆ จานวน 25 ท่าน ดำเนินรายการโดย ทีมงานโฆษก คสช. และอาจารย์จากสถาบันนิด้า โดยส่วนงานภาครัฐจะเป็นผู้รับฟังเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน แสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้ง 3 เวที รวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายหลักทั้ง 2 กลุ่ม คือกลุ่มเป้าหมายในการสร้างความรู้ความเข้าใจ คือ กลุ่มผู้นำชุมชน ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และกำนัน (หรือผู้แทน) จากพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 1,200 และผู้แทนภาคประชาชน ภาคส่วนต่าง ๆ จานวน 1,800 คน รวมทั้งสิ้น -3,000 คน และกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งได้เชิญผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความคิดเห็นหลากหลาย ทั้งที่เห็นด้วยและที่เห็นต่างกัน ร่วมแสดงความคิดเห็น

พร้อมกันนี้ หน.คสช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้การดําเนินการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ อันเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าว ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ 17 ท่าน โดยมีผู้บัญชาการทหารบก/เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประธานกรรมการ และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เป็นกรรมการ อาทิ  ผู้แทน คสช. กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นต้น