ค้นหาด้วย ' พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ' ทั้งหมด 12 รายการ
อนันตพรลุ้นสนช.ผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม2ฉบับให้ทันต.ค.นี้

รัฐมนตรีพลังงานลุ้น สนช.ผ่านร่างแก้ไขพ.ร.บ. ปิโตรเลียมภายในเดือน ต.ค.นี้ แม้โอกาสเป็นไปได้น้อย ด้านกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมชง กพช. ขอใช้กฎหมายปิโตรเลียมฉบับเดิมเปิดประมูลสัมปทานใหม่ เอราวัณ บงกช หากกระบวนการของ สนช.ล่าช้าจนกระทบความต่อเนื่องการผลิตก๊าซในอ่าวไทย

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2ฉบับที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า อยากให้ สนช. เห็นถึงความสำคัญของการเร่งรัดร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้งสองฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายของรัฐบาล  เหมือนที่ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการเร่งรัดการพิจารณามาก่อนหน้านี้  เพราะเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติให้มีความต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ โดยหาก สนช. ไม่สามารถพิจารณาผ่านร่างกฎหมายได้ทันภายในเดือน ต.ค.นี้ กระบวนการเปิดประมูลหาเอกชนเพื่อดำเนินการในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุทั้งเอราวัณและบงกช ก็จะต้องชะลอออกไป และอาจจะดำเนินการได้ไม่ทันภายในเดือน ก.ย. 2560  ซึ่งอาจจะต้องให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาสานต่อ

พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า ต้องเข้าใจว่าอำนาจการบริหารกับอำนาจนิติบัญญัตินั้น แยกออกจากกัน  กระทรวงพลังงานจึงไม่สามารถที่จะไปเร่งรัดให้ สนช. ให้ดำเนินการผ่านร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมได้ตามต้องการ จึงระบุไม่ได้ว่า สนช. จะผ่านร่างดังกล่าวได้เมื่อใด แต่หากการพิจารณาช้าออกไปเท่าไหร่ ก็จะกระทบต่อแผนการเปิดประมูลช้าไปเท่านั้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังกล่าวต่ออีกว่า เท่าที่ได้มีโอกาสได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับพลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายปิโตรเลียม ก็ได้ทราบว่า ในฐานะที่เป็นประธานก็ต้องฟังเสียงกรรมาธิการ ซึ่งยังต้องมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก  จึงอยากจะให้เร่งการประชุมให้บ่อยครั้งขึ้น เพื่อให้สามารถนำเสนอร่างกฎหมายนี้เข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ได้เร็วขึ้น

"เท่าที่ประเมินดู โอกาสที่ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับจะผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ภายในเดือนต.ค. นี้ มีน้อยมาก แต่ก็ต้องรอดูว่ากรรมาธิการจะมีการขอเลื่อนระยะเวลาออกไปอีกเป็นครั้งที่ 3 หรือไม่ ทางกระทรวงพลังงานจึงจะพิจารณาตัดสินใจว่าควรจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ คือ รัฐบาลจะต้องมีคำตอบให้กับผู้รับสัมปทานรายเดิม ภายในปี 2560 ว่าเขาจะได้สิทธิ์ที่จะดำเนินการในแหล่งสัมปทานเดิมหรือไม่ เพื่อจะได้มีวางแผนในการผลิตได้ล่วงหน้าก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุ โดยรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการรักษาระดับการผลิตให้มีความต่อเนื่อง" พลเอกอนันตพรกล่าว

ด้านนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า หากร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการพิจารณาของ สนช. จนกระทบต่อแผนการเปิดประมูลหาเอกชนมาดำเนินการในแหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งจะทำให้การผลิตก๊าซในอ่าวไทยไม่เกิดความต่อเนื่อง ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบให้กรมฯ นำกฎหมายปิโตรเลียมในปัจจุบัน มาใช้ในการเปิดประมูลเพื่อคัดเลือกเอกชนมาดำเนินการ ภายใต้ระบบสัมปทาน  เนื่องจากกฎหมายไม่ได้เปิดให้ใช้ระบบอื่นเป็นทางเลือก  ทั้ง ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) หรือระบบจ้างผลิต  

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาทางออกดังกล่าว จะต้องรอให้รู้อย่างชัดเจนก่อนว่า สนช. จะไม่สามารถพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับ ได้ภายในเดือน เดือน ต.ค. นี้

สนช. ขอขยายเวลาพิจารณากม.ปิโตรเลียม 2 ฉบับอีก 30 วัน ไม่กระทบแผนเปิดประมูลเอราวัณ บงกช

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุ หาก สนช.เห็นชอบให้เลื่อนระยะเวลาการพิจารณาร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับออกไปอีก 30 วัน จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเตรียมการเปิดประมูลหาเอกชนมาดำเนินการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2565-2566

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว Energy News Center  ถึงกรณีที่ทางกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ ครั้งที่ 1 ออกไปอีก 30 วัน  ว่า หากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาออกไปตามที่คณะกรรมาธิการเสนอ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อกรอบระยะเวลาและการเตรียมการเพื่อเปิดประมูลหาเอกชนมาดำเนินการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี2565-2566 แต่อย่างใด เนื่องจากในการเตรียมการดังกล่าว ได้มีการพิจารณาเผื่อระยะเวลาที่ทางคณะกรรมาธิการจะขอขยายระยะเวลาอยู่แล้ว  แต่ทั้งนี้ ตามปกติของการพิจารณากฎหมายทั่วๆ ไป เห็นว่าการขอขยายระยะเวลาจะสามารถทำได้ครั้งเดียวคือ 30 วัน

“การขอขยายระยะเวลาไปอีก 30 วัน คงจะไม่มีผลกระทบอะไร โดยกระทรวงพลังงานมีความเข้าใจและเห็นใจการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่ต้องใช้เวลาในการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ซึ่งกระทรวงฯ ก็ยังคงเดินหน้าเตรียมการไปตามแผนที่วางเอาไว้” พลเอกอนันตพร กล่าว

ทั้งนี้ การขอขยายระยะเวลาการพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม บรรจุอยู่ในวาระที่ 7 ของการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 ส.ค. 2559 นี้

ก่อนหน้านี้นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงขั้นตอนจัดการแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ ว่า กระทรวงพลังงานจะมีการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ดังนี้คือ 1. การยกร่างกฎกระทรวงใน 6 ฉบับ คือ สัญญาในระบบแบ่งปันผลผลิตหรือ PSC และ สัญญาจ้างผลิตหรือ SC จำนวน 2 ฉบับ หลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้ยื่นสัญญาในระบบ PSC และSC จำนวน 2 ฉบับ การจัดเก็บค่าภาคหลวงระบบ PSC จำนวน 1 ฉบับ และการแก้ไขกฎหมายให้ผู้ที่ชนะการประมูล กรณีที่เป็นรายใหม่ สามารถดำเนินการผลิตในแหล่งผลิตที่มีอยู่เดิมได้ โดยไม่ต้องมีขั้นตอนการสำรวจ เพื่อให้การดำเนินการผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 2. กำหนดเงื่อนไข TOR การประมูล คาดว่าเสร็จ ธ.ค. 2559 และจะรู้ว่ารัฐเลือกใช้ระบบใด ระหว่างสัมปทานแบ่งปันผลผลิต หรือจ้างผลิต 3. จัดเตรียมข้อมูล (Data Room) 4. ประเมินสิ่งติดตั้ง มูลค่า ภาระค่ารื้อถอนสิ่งติดตั้งแท่นผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเบื้องต้น มีการประเมินว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนทั้งหมดประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3      แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่ารื้อถอนในแหล่งบงกชและเอราวัณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2.45 แสนล้านบาท และแหล่งอื่นๆ อีก 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 70,000 ล้านบาท โดยประเด็นนี้ คณะกรรมการปิโตรเลียมจะนำมาพิจารณาว่า ทรัพย์สินส่วนใดที่จะเลือกไว้เป็นของรัฐในการดำเนินการต่อ และส่วนใดที่เอกชนจะต้องรื้อถอนออกไป และ  5. ออกประกาศเชิญชวนและรับคำขอจากเอกชนในเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2560 และคาดว่าจะรู้ผลว่าเอกชนรายใดจะได้สิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณและบงกช ในเดือน ก.ย. 2560 

อนันตพรฟันธงเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ พร้อมประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุปีหน้า

รมว.พลังงาน ยืนยัน ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ได้เปิดกว้างรับฟังความเห็นประชาชนและสนช.แล้ว ฟันธงพร้อมเปิดประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุได้ปีหน้า ส่วนสำรวจผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ จะรอผลศึกษาการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเสร็จก่อน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ในปีหน้าเช่นกัน

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีมติรับร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.... และร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.... ว่า ร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว เป็นร่างกฎหมายที่กระทรวงพลังงานได้เปิดรับฟังความเห็นทั้งจากภาคประชาชนและ สนช.หลายครั้งแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่ากระทรวงพลังงานไม่ได้ละเลยความเห็นของฝ่ายใด อย่างไรก็ตามหลังจากนี้หากยังมีความเห็นแย้งอื่นๆ เข้ามาอีกก็สามารถเสนอในชั้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะพิจารณาในรายละเอียดของ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ 

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้กรรมาธิการวิสามัญจะใช้เวลาพิจารณาร่างพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับภายใน 60 วัน และนำกลับมาเสนอ สนช.อีกทั้ง รวมทั้งต้องทำการศึกษาการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ(National Oil Company หรือ NOC)ซึ่งตามมติ กพช.ที่ผ่านมาได้กำหนดให้ใช้เวลาศึกษาให้เสร็จใน 1 ปี ดังนั้นการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ได้นั้นจะต้องรอ พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับแล้วจะต้องรอผลการศึกษาNOC ให้แล้วเสร็จด้วย จึงคาดว่าการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่อย่างเร็วที่สุดจะเริ่มได้ในปีหน้า หรือ ปี 2560 

ส่วนการเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุ คือ แหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่จะหมดอายุลงในปี 2565 และแหล่งเอราวัณ ของบริษัทเชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่จะหมดอายุลงในปี 2566 นั้น สามารถเปิดประมูลได้ทันทีหลังจากร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับออกเป็นกฎหมายแล้ว 

พล.อ.อนันตรพร กล่าวว่า ในส่วนของนักลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น ที่ผ่านมาอาจเกิดความสับสนในกระบวนการเปิดสำรวจและผลิต โดยไม่แน่ใจว่านโยบายรัฐจะเป็นอย่างไรและนักลงทุนจะได้รับผลประโยชน์อย่างไร ซึ่งกระทรวงพลังงานยืนยันว่านโยบายที่ออกมานั้น จะมองเรื่องความมั่นคงพลังงาน การผลิตปิโตรเลียมที่ให้มีใช้อย่างต่อเนื่องเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ให้ความเป็นธรรมในด้านการลงทุนของเอกชนเช่นกัน และประชาชนได้ประโยชน์ด้วย  

“จริงๆ แล้ว ปีนี้ก็สามารถเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ได้ แต่เพื่อความชัดเจนโปร่งใส ในปีนี้ก็ให้ศึกษาระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSCไปก่อน ซึ่งคาดว่าปีหน้าจะเปิดเชิญชวนให้เข้ามาสำรวจและผลิตได้” พล.อ.อนันตพร กล่าว

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า การศึกษาจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ หรือ NOC นั้น ควรให้คนกลางเป็นผู้ศึกษา เพื่อความเป็นธรรม และกระทรวงการคลังควรเป็นผู้ว่าจ้างในการศึกษา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเม็ดเงินลงทุน อย่างไรก็ตามยืนยันว่า แม้ไม่มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นก็ไม่มีผลกระทบต่อการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ หรือการประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุแต่อย่างใด 

สำหรับหลักเกณฑ์ต่าง เช่น การจัดทำเงื่อนไขการประมูล(TOR) แหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ การกำหนดว่าแปลงสำรวจใดควรใช้ระบบการให้ผลประโยชน์แบบใดจากที่ ร่าง พ.ร.บ.เปิดกว้างไว้ 3 ระบบคือ ระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต ซึ่งทั้งหมดนี้กระทรวงพลังงานจะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จและเกิดความชัดเจนภายในปีนี้   

 

วิกฤตพลังงานของประเทศในมือสนช.

ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น ถูกดองเอาไว้อยู่ในมือของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มานานหลายเดือนแล้ว  จากที่ควรจะต้องพิจารณาเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2559 แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างที่มีพลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน  ขอขยายกรอบระยะเวลาการพิจารณามาแล้ว 4 ครั้ง กลายเป็นถึงวันที่ 21 ม.ค. 2560 และยังมีแนวโน้มที่จะขอขยายต่อไปอีก  แม้ว่ารัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 1พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ขอความร่วมมือไปยัง สนช. ให้เร่งผ่านร่างกฎหมายสำคัญของรัฐบาลที่ยังค้างอยู่หลายฉบับ ซึ่งรวมทั้งกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับนี้ด้วย ภายในเดือน ธ.ค. 2559 นี้ แต่ก็ไม่เป็นผล

ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับนั้นมีการแก้ไขหลักการสำคัญคือเรื่องของการเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือPSC) และระบบจ้างผลิต (Service Contract)  เข้าไปนอกเหนือจากระบบสัมปทานที่มีอยู่เดิม ตามข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมกลุ่มหนึ่งและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้งที่มีการตั้งเวทีดีเบต ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่20  ก.พ. 2558 และรัฐบาลรับไปพิจารณาดำเนินการ  ซึ่งเมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในเดือน พ.ค. 2559 ที่ประชุมใหญ่ก็มีมติรับหลักการด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในวาระแรก

อย่างไรตาม ประเด็นที่ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายมีความล่าช้า คือความต้องการของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่พยายามจะแปรญัตติให้มีการบรรจุเรื่องของการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (National Oil Company – NOC) เข้าไปในการแก้ไขครั้งนี้ด้วย  แต่ฝ่ายรัฐบาลโดยมติ กพช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  เห็นควรให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของการตั้ง NOC ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ทราบถึงผลดีและผลเสียที่ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งเมื่อรัฐบาลยังไม่ยอมให้ตั้ง NOC  ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงหยิบเรื่องของการแก้ไขนิยามของคำว่า Service Contract ที่เขียนว่าเป็นการจ้างสำรวจและผลิต  ให้แก้ไขเป็น จ้างบริการ ทำให้ต้องส่งเรื่องมาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่าจะยอมให้มีการแก้ไขในหลักการเรื่องนี้หรือไม่

การแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับมีความสำคัญต่อการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 ครอบคลุมแหล่งเอราวัณ ของบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สผ.  ซึ่งเอกชนผู้รับสัมปทานต้องการที่จะทราบความชัดเจนว่าใครจะได้สิทธิในการบริหารจัดการแหล่งดังกล่าวภายในปี 2560 นี้ เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตปิโตรเลียมในช่วง 5 ปี ก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุได้

โดยความชัดเจนดังกล่าวจะมีผลต่อปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากทั้งสองแหล่งที่มีปริมาณสูงถึง 2,214 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทยทั้งหมด (อ้างอิงข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ) ซึ่งหากผู้รับสัมปทานทราบก่อนว่า บริษัทของตนเป็นผู้ชนะการประมูล ก็จะทำให้การผลิตปิโตรเลียมมีความต่อเนื่อง  ในทางตรงกันข้าม หากบริษัทผู้รับสัมปทานรู้ว่าไม่ได้สิทธิที่จะบริหารจัดการแหล่งดังกล่าวต่อหลังจากหมดอายุสัมปทาน  บริษัทก็จะลดการลงทุนลงในช่วงปลายอายุสัมปทาน   และจะส่งผลให้การผลิตปิโตรเลียมลดปริมาณลงในช่วงรอยต่อที่ผู้ชนะประมูลรายใหม่จะเข้ามาดำเนินการ

รัฐมนตรีพลังงาน พลเอกอนันตพร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อเร็วๆนี้ว่า  ความล่าช้าในการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับของ สนช. ทำให้ขั้นตอนการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช จะถูกเลื่อนออกไปจากไตรมาสแรกของปี2560 เป็นเดือน มิ.ย. 2560 แต่กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะให้ความชัดเจนกับเอกชนผู้รับสัมปทานได้ทันภายในปี 2560 เพื่อให้เอกชนสามารถที่จะวางแผนการลงทุนได้

ปิโตรเลียมที่ผลิตได้จากแหล่งเอราวัณและบงกชนั้นมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก โดยก๊าซที่ผลิตได้จากแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งใหญ่นี้ ถูกส่งป้อนให้กับโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  โดยมีเทนที่แยกได้ จะถูกส่งต่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า  ใช้เป็นก๊าซเอ็นจีวีในยานยนต์  ส่วนที่เหลืออาทิ อีเทน บิวเทน  โพรเพน นั้นใช้เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  และเป็นก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน  นอกจากนี้ รัฐยังมีรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมอีกจำนวนหลายแสนล้านบาท

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีการประเมินถึงผลกระทบกรณีที่ไม่มีการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับแปลงสัมปทานที่หมดอายุ  หรือเกิดความไม่ต่อเนื่องในการผลิต ว่าจะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบปริมาณ 2,214 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ซึ่งต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงกว่าเข้ามาทดแทนในการผลิตไฟฟ้า ในขณะโรงแยกก๊าซและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซ ก็ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาทดแทนเช่นเดียวกัน  ผลกระทบที่ประชาชนจะได้รับโดยตรงคือต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะต้องเพิ่มสูงขึ้น 

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เคยให้สัมภาษณ์กับกองบรรณาธิการเว็บไซต์ข่าว Energy News Center ว่าหาก สนช.ไม่ยอมผ่านร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การเปิดให้สิทธิเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  หรือมีการแก้ไขตามข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ที่ต้องการจัดตั้ง NOC นั้น จะพาประเทศจะเดินไปสู่หายนะ แบบเดียวกับที่ประเทศเวเนซุเอลา ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้

ดร.คุรุจิต ย้ำว่ากฎหมายปิโตรเลียมทั้งสองฉบับ ที่ดำเนินการภายใต้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมนั้น  เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือเมียนมา อีกทั้งระบบสัมปทานไม่ได้เลวร้ายจนทำให้รัฐต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้านพลังงาน หรือเป็นการขายสมบัติชาติ ไม่ได้เปิดช่องให้ข้าราชการเข้าไปมีผลประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับต่างชาติ อย่างที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

โดยพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ที่อยู่ในการพิจารณาของสนช.นั้น เป็นการยกร่างขึ้นโดยกลุ่มข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ ที่พยายามจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ จึงเลือกใช้ระบบสัมปทาน แบบเดียวกับที่ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้  โดยออกแบบให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดและไม่ต้องเข้าไปรับความเสี่ยง ไม่ใช่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่ประเทศผู้ล่าอาณานิคม  นำมาใช้กับประเทศเมืองขึ้นของตนเอง เพื่อที่จะให้ได้ส่วนแบ่งกลับคืนไปจำนวนมาก

ความพยายามที่จะให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ของ สนช. บางคน อาจจะเป็นข้อเสนอที่สวนทางกับกระแสของโลก ที่รัฐพยายามจะลดบทบาทตัวเองลง โดยแยกเรื่องของการกำกับดูแล (regulator) ออกจากหน่วยปฏิบัติ (Operator)  เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบกันได้ โดยตัวอย่างจาก เวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แต่เมื่อรัฐเข้าไปยึดกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐ และตั้งเป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาจัดการเองทั้งหมด  ทำให้เอกชนไม่กล้าลงทุน และเคลื่อนย้ายการลงทุนออกไป  ในขณะที่การผลิตปิโตรเลียมในส่วนที่รัฐเข้ามาจัดการ ก็ไม่มีการพัฒนา และลดปริมาณลงเรื่อยๆ  เพราะขาดความรู้ ขาดบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เกิดสมองไหลไปทำงานที่อื่น  กรณีของประเทศไทย ก็อาจจะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน

กฎหมายปิโตรเลียมที่อยู่ในการพิจารณาแก้ไขของ สนช. ขณะนี้  นับเป็นการแก้ไขครั้งที่ 6 แล้วและถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ โดยหาก สนช. เลือกแก้ไขในหลักการนอกเหนือไปจากร่างที่รัฐบาลนำเสนอ หรือถ่วงเวลาการพิจารณาออกไปให้มีความล่าช้า  ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะพาประเทศเดินเข้าสู่วิกฤติพลังงาน ทำให้กระบวนการผลิตก๊าซในอ่าวไทยจากแหล่งสำคัญทั้งเอราวัณและบงกชหยุดชะงัก  ผลกระทบที่จะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ อาจจะมากเกินกว่าที่ สนช. ทั้งคณะจะรับผิดชอบไหว

คาดรู้ผลประมูลเอราวัณ บงกช ก่อนสัมปทานหมดอายุอย่างช้า4ปี

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยันประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช รู้ผลก่อนสัมปทานหมดอายุอย่างช้า 4 ปี ยันพิจารณาในรูปคณะกรรมการและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ไม่สามารถใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคลชี้นำได้ ระบุ กพช.สั่งแยกศึกษารูปแบบNOC ให้เสร็จใน 1 ปี ด้าน คปพ.แถลงค้านเรียกร้องนายกรัฐมนตรียับยั้งร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับ

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า กรมฯยืนยันว่าในขั้นตอนการประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานเอราวัณที่จะหมดอายุในปี 2565 และ แหล่งบงกช ที่จะหมดอายุ2566 นั้นไม่สามารถใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคลของราชการ หรือ ปิดห้องลับเพื่อเจรจากันได้ เพราะการประมูลนั้นเอกชนจะต้องยื่นข้อเสนอเข้ามาก่อน และทางกระทรวงพลังงานต้องตั้งอนุกรรมการคัดเลือก รวมถึงตั้งอนุกรรมการด้านกฎหมายมาพิจารณา ก่อนจะส่งผลการพิจารณาให้คณะกรรมการปิโตรเลียม และคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้การประมูลจะมีทั้งระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) ซึ่งในระบบสัมปทานนั้น หากเอกชนรายใดเสนอให้ผลประโยชน์รัฐมากกว่าก็มีสิทธิ์ชนะการประมูลได้ ส่วนระบบ PSC ก็เช่นกันใครเสนอแบ่งปันผลประโยชน์ให้รัฐมากก็มีสิทธิ์ชนะเช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการประมูล(TOR) ซึ่งขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการออกหลักเกณฑ์ TOR อยู่

ส่วนกรณีที่ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ไม่มีการบรรจุเรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC)นั้น ยืนยันว่า ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานไปศึกษาการจัดตั้ง NOC ให้เสร็จใน 1 ปี หรือเสร็จภายในเดือนมิ.ย. 2560 นี้ ดังนั้นการศึกษา NOC จึงไม่ได้รวมอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องของการแบ่งส่วนราชการในการเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามยืนยันว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน ธ.ค. 2559 นี้ เพื่อให้เปิดประมูลให้แล้วเสร็จภายใน ก.ย. 2560 ไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศ เนื่องจากแหล่งเอราวัณและบงกช จะหมดสัญญาในปี 2565 และ 2566 และกระบวนการผลิตขึ้นมาใหม่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนสัมปทานหมดอายุอย่างช้า 4 ปี เพราะต้องใช้เวลาก่อสร้างแท่นผลิตถึง 3 ปีและวางแผนการขุดเจาะอีก 1 ปี  ซึ่งหากล่าช้าจะมีผลต่อความมั่นคงก๊าซฯของประเทศได้    

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ความล่าช้าในการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม จะส่งผลกระทบต่อแผนพัฒนกำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปีของประเทศ พ.ศ.2558-2579 หรือ PDP 2015 เนื่องจากการจัดทำแผนไฟฟ้าของประเทศจะเป็นรูปแบบบูรณาการร่วมกับแผนอื่นๆ โดยเฉพาะแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ ดังนั้นความมั่นคงของก๊าซฯในอนาคตจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยระยะยาวความต้องการใช้ก๊าซฯของไทยจะสูงถึง 30-35 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันใช้อยู่ 3 ล้านตันต่อปี และมีคลังเก็บอยู่ 5 ล้านตันต่อปีเท่านั้น   

ด้านเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ซึ่งนำโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, นายรสนา โตสิตระกูล, มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี และธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้ออกแถลงข่าววันนี้(11 พ.ย. 2559)เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ยับยั้งร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ(กมธ.) เตรียมโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวในวันที่ 14 พ.ย. 2559 โดยหากผ่านการเห็นชอบจะส่งผลให้เข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 วาระ 3 แล้วเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. และจะมีผลประกาศใช้ต่อไป

นายปานเทพ กล่าวว่า การที่คปพ.ไม่เห็นด้วยกับร่างพรบ.ทั้งสองฉบับที่มาจากกระทรวงพลังงาน เพราะมีปัญหาดังนี้

1.ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้งสองฉบับไม่ฟังเสียงคณะกรรมาธิการจากสนช.ที่ศึกษากฏหมายปิโตรเลียม และมีช่องโหว่ ทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น รวมไปถึงการประมูลที่อาจไม่โปรงใส ยังเป็นปัญหาของชาติต่อไป

2.ร่างฯทั้ง 2 ฉบับนี้ไม่สามารถทำให้ประเทศไทยมีอธิปไตยทางพลังงาน และถ้าพลาดครั้งนี้ ต้องรอไป 39 ปีกว่าจะทวงกลับมาได้

3. ไม่มีหลักประกัน ว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันในการประมูลสัมปทานอย่างโปร่งใสเสรี

ดังนั้นคปพ.จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำร่างพ.รบ..ทั้ง 2 ฉบับกลับไปแก้ไขใหม่ เพราะคณะกรรมาธิการไม่สามารถแปรญัติแก้ไขในหลักการได้ คณะกรรมาธิการทำได้แค่แก้ไขข้อย่อยๆ เท่านั้น โดยไม่สามารถใส่วาระบรรษัทพลังงานแห่งชาติลงไปได้

จึงขอเรียกร้องคณะรัฐมนตรีแก้ไขร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ ให้เป็นไปตามรายงานจากคณะกรรมาธิการที่ศึกษากฏหมายปิโตรเลียมโดยตรง เพื่อป้องกันปัญหาทุจริตคอรัปชั่นและเพื่อมิให้เข้าข่ายกฏหมายสากลเรื่องการฟอกเงิน (จากกรณีบริษัทมีธุรกรรมทางการเงินบนเกาะเคเเมน)

มล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับไม่มีความชอบธรรม เพราะฝ่ายกระทรวงพลังงานได้ชิงเสนอไปก่อนที่คณะกรรมาธิการจะศึกษาแล้วเสร็จ ร่างพ.ร.บ.ทั้งสองฉบับนี้จึงไม่ได้เป็นไปตามผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการ

“ผมได้ยืนหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คต.) ขอให้พิจารณาขอเสนอถอดร่างพ.ร.บ. 2 ฉบับ โดยใช้ข้อมูลอ้างอิงจากคณะกรรมาธิการที่ศึกษาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับตามคำสั่งคณะรัฐมนตรี และตอนนี้ทราบว่าคต.มีหนังสือไปถึงนายกฯและคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยเเล้ว”

นายธีรชัย กล่าวว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเดิมมันมีจุดอ่อน ในการคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ์ประมูล ซึ่งใช้ดุลพินิจส่วนตัวของข้าราชการในห้องปิดลับ และร่างฯทั้งสองฉบับก็จุดอ่อนเดิมยกมาใส่ด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการอุดช่องว่างการทุจริตผ่านดูลพินิจข้าราชการ ผมจึงทำหนังสือไปถึงปปช.เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องนี้

นางรสนา กล่าวว่า วันที่ 14 พ.ย. 259 นี้ คณะกรรมาธิการหลายคนจะโหวตให้ส่งร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับนี้จะส่งกลับคืนครม.ไปแก้ไข เพราะร่างไม่มีเรื่องบรรษัทพลังงานเเห่งชาติ หากใส่วาระนี้ลงไปก็เป็นการขัดหลักการ แต่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานจับเข่าคุยพลเอกสกนธ์สัจจานิตย์ ประธาน กมธ. ขอให้ร่างทั้งสองฉบับผ่าน แบบนี้เข้าข่ายลอบบี้หรือไม่

กมธ. วิสามัญฯไม่จบ นัดถกร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับอีกครั้งจันทร์นี้

พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. ...และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมฉบับใหม่ เปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อสรุปร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ที่รัฐสภาในวันนี้ (16 พ.ย. 2559) ว่า การประชุมในวันนี้ ยังไม่สามารถพิจารณาลงมติในร่างกฎหมายดังกล่าวได้ โดยจะมีการประชุมต่ออีกครั้งในวันจันทร์ที่ 21 พ.ย. ที่จะถึงนี้ เวลา 13.00 น.

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาการพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับได้ขยายเวลาการพิจารณามาแล้วถึง 3 ครั้ง รวมเวลา 120 วัน โดยก่อนหน้านี้ คาดว่าจะหาข้อสรุปเพื่อเสนอรัฐบาลให้ได้ ในการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ยังไม่มีการลงมติร่างกฎหมายทั้งสองฉบับในการประชุมในวันดังกล่าว เนื่องจากยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่ ทำให้ประธานกรรมาธิการฯ สั่งนัดประชุมใหม่อีกครั้งในวันนี้ ซึ่งก็ยังไม่สามารถลงมติในร่างดังกล่าวได้เช่นเดิม

พล.อ.สกนธ์ กล่าวว่า การพิจารณาในส่วนของ พ.ร.บ. ปิโตรเลียมคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จในการประชุมวันจันทร์ที่จะถึงนี้  โดยร่างที่จะผ่านมติคณะกรรมาธิการฯ ส่วนใหญ่จะคงไว้ตามร่างเดิม และจะมีเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วน พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น ยังไม่แล้วเสร็จ โดยได้หารือแนวทางการเก็บภาษีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้วและเห็นไปในแนวทางเดียวกัน แต่จะต้องจะรอให้ รมว. กระทรวงการคลังนำเข้าหารือใน ครม. อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ ครม. มีมติว่าจะคงไว้ตามร่างเดิมที่ผ่านวาระแรกแล้ว หรือควรมีการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายยงานว่า คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา เห็นชอบให้เร่งรัดร่างกฎหมาย 11 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับกลไกประชารัฐ ให้เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ หรือมีผลบังคับใช้ภายในเดือนธ.ค. นี้ ซึ่งรวมถึง พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับนี้ด้วย โดยทางกระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบ ต้องการให้ร่างกฎหมายแล้วเสร็จวาระ 2 และวาระ 3 ไม่เกินเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อไม่ให้กระทบการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และต่ออายุสัมปทานปิโตรเลียม 2 แปลงที่จะหมดอายุในปี 2566

ทั้งนี้ หลังจากร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ฉบับที่..พ.ศ... และร่างแก้ไขพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ฉบับที่..พ.ศ....เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระแรก คือรับหลักการไปแล้ว ในขั้นตอนของการแปรญัตตินั้น ทางคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่มี พล.อ. สกนธ์ สัจจานิตย์  เป็นประธาน ได้มีการขอขยายระยะเวลาต่อที่ประชุม สนช. มาแล้ว 3 ครั้ง  รวม 120 วัน โดยการขอขยายครั้งแรก 30 วัน ถึงวันที่ 21 ก.ย. ครั้งที่ 2 ขอขยายอีก 30 วัน ถึงวันที่ 21 ต.ค. และครั้งที่ 3 ในวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ประชุม สนช.ก็เห็นชอบตามที่พล.อ.สกนธ์  เสนอให้ขยายระยะเวลาการพิจารณาออกไปอีก 60 วัน ถึงวันที่ 21ธ.ค. 2559 

แหล่งข่าวกล่าวว่าในการแปรญัตติ คณะกรรมาธิการยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยคณะกรรมาธิการบางคนได้มีการแปรญัตติ ที่จะให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติอยู่ในกฎหมายที่มีการแก้ไข และกำหนดสัดส่วนของภาคประชาสังคมเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการปิโตรเลียม  ในขณะที่คณะกรรมาธิการบางคน แสดงความไม่เห็นด้วยกับการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ทำให้กระบวนการแปรญัตติล่าช้าออกไปดังกล่าว

ชงข้อมูลให้คณะรัฐมนตรีตัดสิน ปมแก้ไขหลักการพ.ร.บ.ปิโตรเลียม

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมส่งข้อมูลโต้มติกรรมาธิการ ให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจ คาดกรอบระยะเวลารู้ผลแหล่งประมูลเอราวัณ บงกช เลื่อนจากเดือน ก.ย. เป็น ต.ค. 2560

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงกรณี คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ.... หรือ กมธ. ได้ขอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม โดยขอเพิ่มข้อเสนอที่นอกเหนือจากหลักการเดิม โดยขอเปลี่ยนนิยามของคำว่า “การสำรวจและผลิต” เป็น “จ้างบริการ” แทน เพื่อให้ครอบคลุมถึงระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC)และระบบจ้างผลิตใน พ.ร.บ.ดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตามกรมฯยังไม่ได้รับหนังสือการขอเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจาก กมธ. ซึ่งถ้า กรมฯได้รับแล้วจะพิจารณาเหตุผลเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ครม.จะพิจารณาทั้งของ กมธ. และของ กรมฯ ควบคู่กันไป เพื่อตัดสินว่าควรรับข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ โดยหากไม่รับก็จะเดินหน้าการร่างพ.ร.บ.ตามขั้นตอนต่อไป แต่หากรับข้อเสนอก็จะต้องส่งกลับให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณานำมาใส่ในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมต่อไป ทั้งนี้หากเข้า ครม.ได้เร็วก็คาดว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมจะเสร็จภายใน ธ.ค. 2559 นี้ได้

ดังนั้นกระบวนการเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ในแหล่งบงกชและเอราวัณ คาดว่าจะเลื่อนเปิดประมูลเป็นเดือน พ.ค. 2560 จากเดิมที่กำหนดเปิดประมูลในเดือนมี.ค. 2560 และคาดว่าจะประกาศผลผู้ชนะประมูลได้ในเดือน ต.ค. 2560 ซึ่งล่าช้ากว่ามติคณะกรรมนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่กำหนดให้การประมูลเสร็จสิ้นในเดือน ก.ย. 2560 ดังนั้นกระทรวงพลังงานจะต้องเสนอ กพช.ขอเลื่อนกระบวนการประมูลให้เสร็จสิ้นเป็นเดือน ต.ค. 2560 แทน ซึ่งถือเป็นการเลื่อนครั้งที่ 2 แล้ว อย่างไรก็ตามการเลื่อนประมูลดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อเอกชนที่เข้าประมูล เนื่องจากมีความเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดีและยอมรับได้หากการประมูลยังอยู่ภายในปี 2560 แต่หากล่าช้ากว่าปี 2560 จะมีผลกระทบต่อแผนการลงทุนของเอกชนได้

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมในแหล่งบงกชและเอราวัณที่จะหมดอายุในปี 2565และ 2566 ซึ่งมีทั้งหมดประมาณกว่า 300 แท่นนั้น กรมฯจะสรุปในปี 2563 ว่าแท่นใดต้องรื้อถอนบ้างและแท่นใดจะต้องเก็บไว้ แต่ยืนยันว่าค่ารื้อถอนนั้นภาคเอกชนจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย   


ดังนั้นการที่ กรรมาธิการชุดดังกล่าวจะขอแก้ไขหลักการที่ สนช.เสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบไปแล้ว นั้น อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ ยกเว้น ครม. เป็นผู้ขอถอนร่างกลับไปเอง ซึ่งหาก เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการเรียกร้องก็จะทำให้กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายปิโตรเลียม ล่าช้าออกไปอีก จากเดิมที่ ครม. มีมติเมื่อวันที่1พ.ย.ที่ผ่านมา ให้สนช.เร่งรัดการพิจารณากฎหมายของรัฐบาลหลายฉบับให้แล้วเสร็จภายในเดือนธ.ค. ซึ่งรวมถึงกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับนี้ด้วย

อนันตพรไม่หวั่นสนช.เลื่อนพ.ร.บ.ปิโตรเลียมอีกรอบ ยันเปิดประมูลมิ.ย.ปีหน้า

กระทรวงพลังงาน ไม่หวั่น สนช. เลื่อนพิจารณา พ.ร.บ. ปิโตรเลียมอีกครั้งเป็นรอบที่ 4  ยืนยันแม้ขยายออกไปอีก 30 วันก็ยังอยู่ในกรอบเวลาเดิมที่เผื่อความล่าช้าไว้แล้ว พร้อมเปิดประมูลเดือน มิ.ย. ปีหน้าและประกาศผลในปีเดียวกัน ด้านรองนายกฯ วอนประชาชนเข้าใจความจำเป็นเรื่องพลังงาน ยืนยันรัฐบาลจะทำให้ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ประเทศ

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมเปิดประชุมในวันที่ 8-9 ธ.ค.2559 โดยจะมีการพิจารณาขอขยายเวลาการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมออกไปอีก 30 วัน หรือภายในเดือนม.ค. 2560 ซึ่งนับเป็นการเลื่อนพิจารณาเป็นครั้งที่ 4 ว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการเลื่อนพิจารณาพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับจาก สนช. และทางกระทรวงพลังงานขอประสานกับ สนช. อีกครั้ง เพราะที่ผ่านมายืนยันว่ากระทรวงพลังงานได้หารือทำความเข้าใจกับ สนช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงต้องขยายเวลาการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอีก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะสามารถเปิดให้ยื่นประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566  ตามลำดับ ให้ได้ในเดือน มิ.ย.2560 จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ในเดือนมี.ค. 2560 และต้องทราบผลการประมูลภายในปี 2560 เช่นกัน เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชน

ส่วนการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้กำหนดกรอบให้การประมูลสัมปทานที่จะหมดอายุ ให้เสร็จภายในเดือน ก.ย. 2560 นั้น ยืนยันว่า ยังอยู่ในกรอบเวลาเดิม และไม่จำเป็นต้องขอขยายเวลากับ กพช. ที่จะมีการประชุมในวันที่ 8 ธ.ค. 2559 แต่อย่างใด เนื่องจากกระทรวงพลังงานได้คำนวณเวลาเผื่อความล่าช้าไว้เรียบร้อยแล้ว

"ที่ผ่านมาผมได้หารือกับ สนช. และทำความเข้าใจร่วมกันไปหมดแล้ว และไม่รู้ว่าจะมีการประวิงเวลาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับไปอีกทำไม ผมขอเวลาประสานกับ สนช. อีกครั้งก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่ได้รับทราบข้อมูลการขอเลื่อนเวลาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ไปอีก 30 วัน แต่ยืนยันว่าทุกอย่างยังอยู่ในแผนที่คาดการณ์ไว้แล้ว"พล.อ.อนันตพร กล่าว

ด้าน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องการให้ประชาชนเข้าใจว่าพลังงานเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของประชาชน  ดังนั้นจะต้องเตรียมการรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน และมั่นใจว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน

รองประธาน สอท.คอมเม้นท์แรง ให้ สนช. ตัดประเด็นตั้ง NOC ทิ้งเข้าป่า

 รองประธานสอท.คอมเม้นท์แรง ให้ตัดประเด็นบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ “ทิ้งเข้าป่าไปเลย” เสนอให้นำพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับเก่ามาใช้ เปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช เพื่อให้การผลิตก๊าซในอ่าวไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ ปตท.สผ.และนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ เรียกร้องรัฐสร้างความชัดเจน และเร่งเปิดประมูลให้เสร็จภายในปีนี้  ระบุผลิตก๊าซฯไม่ต่อเนื่องมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาทต่อปี  รัฐขาดรายได้จากภาษีและค่าภาคหลวงปีละ 2.4แสนล้านบาท

ในวันที่ 29 มี.ค.2560 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดเสวนาเรื่อง"พ.ร.บ.ปิโตรเลียมสะดุด ฉุดประเทศไทยเสียโอกาส" โดยมีตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) นักวิชาการด้านปิโตรเลียม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักเศรษฐศาสตร์จากสำนักวิจัย ธนาคารซี ไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) ร่วมแสดงความเห็น เกี่ยวกับพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยที่มีการถ่ายทอดทางFacebook Live ของหน้าเพจ” สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ” ตลอดช่วงการสัมมนา

นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เกิดความล่าช้ามานานแล้ว และหากผลิตก๊าซธรรมชาติสะดุด  ไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่องจะมีผลกระทบต่อวัตถุดิบการผลิตปิโตรเลียม จนอาจต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) มาใช้แทน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคเอกชนแพงขึ้น รวมถึงกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประเทศต้องปรับขึ้น โดย ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับขึ้นนั้นทางผู้ประกอบการก็จะผลักภาระมาที่ประชาชน ทำให้ทุกคนทั้งประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด 

ทั้งนี้ หากการผลิตก๊าซจากแหล่งเอราวัณ บงกช  หยุดชะงัก จะทำให้ก๊าซฯหายจากระบบถึงประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบต่อการผลิตไฟฟ้า 30% และต้องนำเชื้อเพลิงอย่างอื่นมาทำไฟฟ้าแทน ซึ่งค่าไฟฟ้าแพงขึ้น อุตสาหกรรมก็จะได้รับผลกระทบหนัก ค่าสินค้าแพงก็จะส่งผ่านมาให้ผู้บริโภค

“ถึงตอนนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังไม่มั่นใจว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียมจะพิจารณาได้เสร็จ เมื่อไหร่  เพราะยังถกเถียงกันไม่เลิก ทำให้ต้องเลื่อนการพิจารณามากว่า 6 ครั้ง รวมระยะเวลา200กว่าแล้ว และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศชาติจะเสียหาย  ดังนั้นจึงต้องการเสนอให้รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)นำ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับเดิม มาใช้ไปก่อนในการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช  หรืออาจจะใช้มาตรา44 เพื่อให้การผลิตปิโตรเลียมเกิดความต่อเนื่อง และการเปิดให้สิทธิเอกชนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  ส่วนพ.ร.บ.ที่กำลังแก้ไข ก็ถกเถียงหาข้อสรุปกันต่อไปจนกกว่าจะได้ข้อยุติ”     

 

"พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับเดิม นั้นดีอยู่แล้ว นำมาใช้ได้เลย ส่วนการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ หรือเอ็นโอซี นี่โยนทิ้งเข้าป่าไปเลย เพราะตอบไม่ได้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร  จะเกิดประโยชน์อะไรกับประเทศ ถ้าคิดอย่างเร็วๆ การที่พยายามจะตั้งเอ็นโอซี ขึ้นมานั้น มีอะไรซ่อนไว้ใต้พรหมหรือเปล่า แต่ถ้าคิดอย่างใสๆ ก็เห็นว่าไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เพราะปัจจุบันกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็เป็นผู้กำกับดูแลที่ดีอยู่แล้ว อยากให้รัฐทำหน้าที่ของตัวเองเร็วๆ ตัดสินใจออกมาให้ชัด  คึงถึงผลประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง อะไรดีอยู่แล้วรักษาไว้ทำเถอะ อย่าให้รอประเทศไทยต้องล่มแบบเม็กซิโก หรือ  เวเนซูเอลา  และผมไม่เชื่อว่าเอ็นโอซีหน้าไหนจะเข้าใจระบบปิโตรเลียมทั้งหมด ถ้าไม่เก่งพอก็จะถูกชักจูงให้ลงทุนที่ไม่เหมาะสมได้" “ นายบวร กล่าว

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) ปตท.สผ. กล่าวว่า หากการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมทั้งแหล่งเอราวัณ และบงกช ล่าช้าออกไป และผลิตไม่ทันหลังจากหมดอายุในปี 2565 และ 2566 จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยคาดการณ์ว่าจะทำให้รายได้รัฐหายไป 2.4 แสนล้านบาทต่อปี นำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มคิดเป็นมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทต่อปี  การจ้างงานจะลดลง 1 หมื่นคนต่อปี  เงินลงทุนจะหายไป 1.6 แสนล้านบาทต่อปี รวมถึงมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาทต่อปี และกระทบผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) 3,000 ราย 

อย่างไรก็ตามแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมบงกช จะหมดอายุวันที่ 23 เม.ย. 2566 และเอราวัณ จะหมดอายุในวันที่ 23 เม.ย. 2565 ซึ่งขณะนี้ ปตท.สผ.ได้วางแผนลงทุนเพิ่มเพื่อรักษาระดับการผลิตปิโตรเลียมในแหล่งบงกช ไปจึงถึงวันหมดอายุในปี 2566 แล้ว เพื่อให้ปริมาณการผลิตไม่ลดลงไปมากนัก 

ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าการประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุดังกล่าวให้เสร็จภายในปี 2560 นี้ เพราะผู้ประมูลยังมีโอกาสสำรวจและผลิตปิโตรเลียมขึ้นมาได้ทัน แม้จะเหนื่อยในการเร่งรัดการผลิตก็ตาม

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ในมุมมองของนักเศรษฐศาตร์เห็นว่า การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี)ถือว่าดีทั้งคู่ เพราะเป็นการพยายามดึงความหลากหลายออกมาใช้ เพียงแต่ขอให้ภาครัฐต้องตัดสินใจให้เร็วและมีความชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนมีโอกาสตัดสินใจที่จะลงทุนต่อ 

ทั้งนี้เห็นว่าการลงทุนด้านพลังงานในอนาคตยังมีต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการเริ่มหันไปลงทุนในต่างประเทศแทนที่จะเลือกไทย เนื่องจากความไม่ชัดเจนของภาครัฐ แต่หากพ.ร.บ.ปิโตรเลียม มีความชัดเจนแล้ว จะทำให้ผู้ประกอบการกลับเข้ามาลงทุนในไทยได้มากขึ้น  

"ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ต้องการให้ภาครัฐมีความชัดเจนเรื่อง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุนกับภาคเอกชน ซึ่งไม่ว่าพ.ร.บ.จะออกมารูปแบบใดเชื่อว่าเอกชนจะปรับตัวได้ และจะส่งผลดีให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไปได้" ดร.อมรเทพ กล่าว

ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การพิจารณาพ.ร.บ.ปิโตรเลียมควรตัดสินใจเสร็จตั้งแต่ปี 2559 แล้ว ซึ่งขณะนี้นับว่าล่าช้ามาก อีกทั้งการตั้งเอ็นโอซี ก็มองว่าจะกลายเป็นภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะเหมือนตั้งพ่อค้าคนกลางขึ้นมาอีก ทั้งที่ระบบผลิตและการซื้อขายแบบเดิมก็ดำเนินไปได้ด้วยดีอยู่แล้ว 

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ดังนั้นการผลิตก็เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งการผลิตปิโตรเลียมมาเท่าไหร่ ทาง ปตท.ก็รับซื้อหมด เพื่อนำมาป้อนให้กับผู้บริโภคคนไทย ดังนั้นแม้จะตั้งเอ็นโอซีขึ้นมา ท้ายที่สุดก็ต้องขายให้กับ ปตท. เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่เห็นความจำเป็นของการมีเอ็นโอซีแต่อย่างใด

"การบริหารจัดการปิโตรเลียมในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหา และยังช่วยพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่อง  รัฐไม่ควรเข้ามาทำธุรกิจแข่งกับเอกชน เพราะเอกชนทำได้ดีอยู่แล้ว ซึ่งรัฐควรยุ่งเฉพาะกลไกการตลาดล้มเหลว เช่น เกิดการผูกขาดตลาด ก็พอ "ดร.ฐิติศักดิ์ กล่าว

ในขณะที่ นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า การผลิตและสำรวจปิโตรเลียมจากแหล่งในประเทศเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ทั้งนี้เชฟรอนยังคงมีแผนลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และสนใจเข้าร่วมประมูลในแปลงสัมปทานเดิมที่จะหมดอายุลงในปี 2565  โดยบริษัทฯ ต้องการให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับ ร่าง พรบ. ปิโตรเลียม และ การออกประกาศกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์เปิดประมูลจากภาครัฐ (TOR)  โดยเร็ว  เพื่อให้บริษัทฯ พิจารณาดำเนินการต่อไปได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้การจัดหาพลังงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

สนช.หลังพิงเชือก 30 มีนา ชี้ชะตาอนาคตพลังงานประเทศ

ถ้ายังจำกันได้ ประเด็นการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ในฉบับของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นั้นผ่านการพิจารณาวาระแรกของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งแต่วันที่24 มิ.ย.2559 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น คือ มติ 152 ต่อ 5 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ปิโตรเลียม งดออกเสียง 16 เสียง และมติ 154 ต่อ 2 เสียงรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม งดออกเสียง 17 เสียง ทั้งๆที่ช่วงเวลาดังกล่าว สนช. ก็เผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ที่ระดมมวลชนมากดดันที่หน้าสภา เพื่อให้รัฐบาลถอนร่างพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับนี้ออกไป

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของที่ประชุม สนช. ที่เดินหน้าพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ตามสัญญาณของรัฐบาล ซึ่งให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียด 21 คน ให้เสร็จภายใน 60 วัน มีเวลาแปรญัตติ 15 วัน แต่พอเอาเข้าจริง กลับถูกคณะกรรมาธิการที่มีพลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน ขอขยายระยะเวลาพิจารณาเรื่อยมา ถึง 6 ครั้ง รวม 210 วัน สิ้นสุดวันที่ 20 มี.ค.2560  แม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ขอความร่วมมือไปยัง สนช. ให้เร่งพิจารณากฎหมายดังกล่าว ให้เสร็จภายในเดือน ธ.ค.2559 แต่ก็ไม่เป็นผล

เกมยื้อของคณะกรรมาธิการชุดพลเอกสกนธ์ นั้นต่อรองจนรัฐบาลยอมให้มีการแก้ไขนิยามของคำว่า Service Contract ที่เดิมเขียนไว้ว่าสัญญาจ้างสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ให้เปลี่ยนเป็นสัญญาจ้างบริการ โดยให้เหตุผลว่าจะครอบคลุมความหมายที่กว้างกว่า  รวมทั้งต่อรองในประเด็นสำคัญ ให้รัฐบาลยอมให้แก้ไขร่างเพิ่มเติมให้มีการบรรจุเรื่องของการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ (National Oil Company ) หรือ NOC เอาไว้ในบทเฉพาะกาล เป็นมาตราที่10  โดยเขียนเนื้อหาให้มีการจัดตั้งได้เมื่อหน่วยงานรัฐมีความพร้อม คำนึงถึงผลการศึกษา ในรูปแบบและรายละเอียด 

โดยเมื่อเกมต่อรองของคณะกรรมาธิการบรรลุผล จึงทำให้พลเอกสกนธ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า คณะกรรมาธิการจะไม่มีการขอขยายระยะเวลา     การพิจารณาพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับออกไปอีก โดย สนช. จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาวาระ 2 แล ะ3 ของร่างกฎหมายดังกล่าวในวันที่ 30 มี.ค.2560 ที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตามในฝั่ง คปพ. ที่คัดค้านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2 ฉบับมาตั้งแต่ต้นนั้น ก็ยังคงเดินเกมกดดัน สนช. โดยมีการนัดหมายมวลชน ให้มีพร้อมเพรียงกันเพื่อค้าน ไม่ให้ สนช. ผ่านร่างกฎหมายปิโตรเลียม โดยยังยืนยันข้อเรียกร้องเดิมที่จะให้มีการถอนร่างกฎหมายออกไป

สำหรับประเด็นการตั้ง NOC ที่ถูกบรรจุเข้ามาในร่างกฎหมายในภายหลังนี้  เป็นที่กังวลของภาคเอกชนในวงการพลังงานและประชาชนที่สนใจติดตามสถานการณ์  เพราะมีตัวอย่างความล้มเหลวของ NOC ในหลายประเทศ ที่ฉุดให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ติดหล่ม ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่ในอันดับต้นๆของโลก  ที่เห็นได้ชัดเจนคือ เวเนซุเอลาและเม็กซิโก

โดยเมื่อเร็วๆนี้ (6-12 มี.ค.) คณะผู้บริหารของปตท.ก็พาสื่อมวลชน และคอลัมนิสต์ เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการปฏิรูปพลังงานที่ประเทศเม็กซิโก  ซึ่งมีกรณีตัวอย่างความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายด้านพลังงาน ที่ไปยึดกิจการพลังงานต่างชาติมาเป็นของรัฐเมื่อ80ปีที่แล้วละ ตั้งเป็นNOC ที่ชื่อพีเม็กซ์ (PEMEX) เพื่อดำเนินธุรกิจพลังงานแบบผูกขาด

 Pemex  นั้น เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเม็กซิโกที่ตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ทั้งกำกับดูแล เป็นผู้ลงทุน และ เป็นโอเปอเรเตอร์ ของธุรกิจปิโตรเลียม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ  ในลักษณะเดียวกับที่กลุ่มค้านค้านพ.ร.บ.ปิโตรเลียม อยากจะให้เป็น  ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือ ธุรกิจของ PEMEX นั้นขาดประสิทธิภาพ ไม่เกิดการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และขาดเงินลงทุน 

การสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมภายใต้ PEMEX นั้นสามารถทำได้อย่างเดียวคือการจ้างผลิต (service contract ) เพราะกฎหมายไม่เปิดช่องให้มีการร่วมทุนกับต่างชาติ  ทำให้ PEMEX กลายเป็นผู้ลงทุนและรับความเสี่ยงเองทั้งหมด  สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปริมาณสำรองปิโตรเลียมลดลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีการสำรวจแหล่งใหม่ๆ โดยเฉพาะปิโตรเลียมที่อยู่ในทะเลลึก จนในที่สุดเม็กซิโกต้องนำเข้าน้ำมันเข้ามาใช้บริโภคภายในประเทศ  ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ดินจำนวนมหาศาล จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เม็กซิโกต้องปฏิรูปพลังงานอย่างเร่งด่วน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยมีการเชิญชวนให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่ต่างชาติเข้ามาลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งสำรวจพื้นที่น้ำลึก ลงทุนโรงกลั่น ธุรกิจปั๊มน้ำมัน รวมทั้งการปรับราคาน้ำมันขึ้นไปตามกลไกตลาด และเรียกเก็บภาษีน้ำมันเพื่อนำรายได้จากภาษีมาพัฒนาประเทศ  เนื่องจากไม่สามารถที่จะคงนโยบายอุ้มราคาน้ำมันในประเทศต่อไปได้

การประชุม สนช. วันที่30 มี.ค. 2560 นี้ จึงมีความสำคัญต่ออนาคตพลังงานของไทย โดยเฉพาะประเด็นการตั้ง NOC ที่จะต้องพิจารณาให้ดี ซึ่งในขั้นตอนการพิจารณากฎหมายในวาระที่2 และ3 นั้น ไม่จำเป็นที่ สนช. เสียงส่วนใหญ่จะต้องเห็นตาม คณะกรรมาธิการชุดพลเอกสกนธ์ โดยสามารถที่จะลงมติในวาระที่ 2 และที่จะยืนตามร่างกฎหมายเดิมของรัฐบาลได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือ ที่ประชุม สนช. นั้นหลังพิงเชือก ที่จะต้องเร่งพิจารณากฎหมายปิโตรเลียมให้จบเพื่อนำไปสู่กระบวนการออกกฎหมายลูกและประกาศ ให้สามารถเปิดประมูลพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียมสองแหล่งใหญ่ทั้งเอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุในปี2565-2566  ได้ และสามารถที่จะรู้ผลว่าเอกชนรายใดจะได้สิทธิในการเข้ามาบริหารภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งรัฐจะต้องให้ความชัดเจนกับเอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมก่อสัมปทานจะหมดอายุก่อนล่วงหน้า 5 ปี  เพราะหากการประมูลล่าช้าออกไปมาก  ผู้รับสัมปทานรายเดิมก็อาจจะปรับลดแผนการลงทุนของตัวเองลง ทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซในอ่าวไทยไม่ต่อเนื่อง  ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ

ทั้งนี้ ในกรณีที่ สนช. ผ่านร่างกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับในวันที่ 30 มี.ค. จะมีขั้นตอนการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้กฎหมายมีผลใช้บังคับ และจะต้องมีกฎหมายลูกอีก 5 ฉบับให้รองรับกับสัญญาแบ่งปันผลผลิตและสัญญาจ้างผลิตที่เพิ่มเข้ามาใหม่  ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะต้องไปจัดทำรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งจะต้องมีการออกประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดรูปแบบการให้สิทธิแต่ละแปลงว่าจะใช้ระบบใดในการบริหารจัดการ เพื่อให้เอกชนได้มีการเตรียมความพร้อม โดยขั้นตอนการผ่านกฎหมายลูกดังกล่าวนี้คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน นับตั้งแต่เปิดรับฟังความเห็น

หลังจากนั้น จึงจะเข้าสู่การขั้นตอนประกาศเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมประมูล ระยะเวลาอีก4 เดือน เพื่อนำไปสู่การยื่นการประมูล และติดสินหาผู้ชนะ รวมระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 7 เดือน ซึ่งหากขั้นตอนต่างๆ เดินหน้าไปตามนี้  ก็สามารถที่จะรู้ว่าใครเป็นผู้ชนะการประมูล ภายในสิ้นปีนี้ได้

30 มี.ค นี้จึงต้อง วัดใจ สนช. เสียงส่วนใหญ่ว่าจะพิจารณาผ่านกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ ได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็เลื่อนกันมาจนถึงเส้นตายสุดท้ายแล้ว