ค้นหาด้วย ' พล.อ.อนันตพร ' ทั้งหมด 19 รายการ
"อารีพงศ์" แง้มสเปคผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ต้องมีบทบาทเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ประธานบอร์ด กฟผ. ชี้ ผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ต้องปรับบทบาทนำพาองค์กรก้าวสู่ AEC และบริหารงานในมิติที่กว้างขึ้น หลังมุ่งการลงทุนในประเทศมานาน พร้อมลงทุนแบบก้าวกระโดด 5 หมื่นล้านบาทขยายสายส่งไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ เผย 25 เม.ย.เปิดให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่า กฟผ. แสดงวิสัยทัศน์

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และในฐานะประธานกรรมการ(บอร์ด)การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กฟผ.อยู่ระหว่างการสรรหาผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ แทนนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. คนปัจจุบันจะเกษียณอายุงานในเดือน มิ.ย. 2559นี้ โดยผู้ว่า กฟผ.คนใหม่จะต้องมีบทบาทในระดับสากลสูงขึ้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศก้าวสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ไปแล้ว ดังนั้นการบริหารองค์กรจะต้องมีมิติที่กว้างขึ้น เช่น การลงทุนใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าไปประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

ทั้งนี้กลยุทธ์เดิมของ กฟผ.ที่ผ่านมาจะมุ่งเน้นการพัฒนาและลงทุนด้านไฟฟ้าในประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มอาเซียนเป็น AEC แล้ว และกำลังจะเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าระหว่างกัน (อาเซียนกริด)  ซึ่งในด้านภูมิศาสตร์ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และมีบุคลากรด้านไฟฟ้าที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว  ดังนั้นผู้ว่า กฟผ.คนใหม่จะต้องดูในเรื่องการลงทุนไปต่างประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับหน่วยงานการไฟฟ้าของประเทศเพื่อนบ้านด้วย

“วันนี้ การเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าในอาเซียนเริ่มเห็นชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้ว และ กฟผ.จะต้องลงทุนเชื่อมโยงสายส่งไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่างบการลงทุนของ กฟผ.ภายในปี 2560 มีการลงทุนแบบก้าวกระโดด จาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 5 หมื่นล้านบาทในปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นการขยายและพัฒนาสายส่งไฟฟ้า ทั้งภายในประเทศเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าของไทยในอนาคต” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว

ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวด้วยว่า สำหรับคุณสมบัติผู้ว่า กฟผ. นั้น ควรเป็นบุคคลที่จะมาทำให้ กฟผ.เจริญเติบโตขึ้น มีภาวะความเป็นผู้นำ เป็นคนดี มีแผนงานการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ เพราะหากลงทุนไม่ดีจะกลายเป็นภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่กระทบต่อประชาชนได้  นอกจากนี้ต้องเป็นคนเก่ง สามารถต่อยอดรายได้ให้ กฟผ.ได้มากขึ้นจากทรัพย์สินที่ กฟผ.มีอยู่ 

“ การสรรหาผู้ว่ากฟผ.ครั้งนี้จะเห็นได้ว่า ผู้สมัครทั้งหมด 5 คน เป็นคนภายในองค์กร กฟผ.ทั้งหมด เนื่องจาก กฟผ. เป็นองค์กรที่มีการสร้างและพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี แต่สิ่งสำคัญจากนี้คือ ผู้ว่า กฟผ.คนใหม่จะต้องมองการบริหารที่กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ “นายอารีพงศ์กล่าวย้ำ   

 รายงานข่าวจาก กฟผ.แจ้งว่า หลังจากปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลในตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา มีผู้ยื่นขอรับการคัดเลือกจำนวน 5 คน โดยทั้งหมดเป็นผู้บริหารของ กฟผ. เองประกอบด้วย1.นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. 2.นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. 3.นายถาวร งามกนกวรรณ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. 4.นายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ รองผู้ว่าการบริหาร กฟผ. และ 5. นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ.    โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร จากนั้นจะเปิดให้แสดงวิสัยทัศน์เป็นเวลา 20 นาที ในวันที่ 25 เม.ย.2559 คาดว่าจะเสนอรายชื่อให้บอร์ด กฟผ.พิจารณาได้ในเดือน พ.ค.2559 นี้ จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ว่า กฟผ. คนใหม่ภายในวันที่ 12 มิ.ย. 2559 ต่อไป

เยตากุนจ่ายก๊าซตามปกติแล้ว

ปตท.เผยแหล่งก๊าซเยตากุน เมียนมา ซ่อมเสร็จ กลับมาจ่ายก๊าซฯตามปกติ เตรียมรับมือแหล่งก๊าซ JDA ปิดซ่อม ก.ค.นี้

          นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ก๊าซธรรมชาติแหล่งเยตากุนในสหภาพเมียนมาได้กลับเข้าสู่ระบบการจ่ายก๊าซปกติแล้วตั้งแต่เวลา 02.10 น. ของวันนี้ (18 เม.ย. 2559) หลังจากปิดซ่อมบำรุงเป็นเวลา 9 วัน (10-18 เม.ย.) โดยยืนยันว่าในช่วงการปิดซ่อมบำรุงดังกล่าวไม่เกิดผลกระทบต่อลูกค้าทุกภาคส่วนแต่อย่างใด 

          สำหรับในปี 2559 นี้ ยังมีแหล่งก๊าซฯในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(JDA  A18) ที่มีแผนซ่อมบำรุงในช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.นี้ เพื่อติดตั้งแท่นและอุปกรณ์เพิ่มความดันก๊าซฯ รักษาความสามารถในการจ่ายก๊าซฯ ให้เป็นไปตามสัญญา ส่งผลให้ปริมาณก๊าซฯ ขาดหายไปจากระบบประมาณ 420 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดย ปตท. จะประสานงานเพื่อยืนยันแผนการดำเนินงานกับผู้ผลิต และเตรียมแผนรองรับให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดเช่นเดิม

            “ปตท. ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนผู้ใช้พลังงานที่ร่วมกันใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ทำให้ภารกิจซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซฯ ในทุกๆ ครั้ง สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดย ปตท. จะพยายามรักษามาตรฐานการดำเนินงาน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในทุกๆ สถานการณ์แม้ในภาวะวิกฤติอย่างต่อเนื่อง"นายนพดล กล่าว

 

ปตท.ปรับกลยุทธ์น้ำมันหล่อลื่นเน้นบุกตลาดต่างประเทศ

ปตท. เจาะตลาดน้ำมันหล่อลื่นต่างประเทศ รวมถึงภาคภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ดันยอดขายปี 59 โต 10-20% ทุ่ม 500 ล้านบาท พัฒนาคลังสินค้า ดันไทยเป็นฐานผลิตน้ำมันหล่อลื่น

นายบุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดน้ำมันหล่อลื่นไม่ค่อยเติบโตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากรถยนต์ที่ผลิตออกมารุ่นใหม่จะใช้น้ำมันหล่อลื่นลดลง ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนานมากขึ้น ดังนั้น ปตท.จะปรับกลยุทธ์น้ำมันหล่อลื่นใหม่ โดยเน้นไปบุกตลาดต่างประเทศ ตลาดอุตสาหกรรมและตลาดภาคการเกษตรมากขึ้น ตั้งเป้ายอดขาย 300 ล้านลิตรภายใน 5 ปี จากปัจจุบันมียอดขาย 170 ล้านลิตร

ทั้งนี้ยอดขายน้ำมันหล่อลื่นในภาคเกษตรนั้นไม่เติบโตมา 2-3 ปีแล้ว เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง กลุ่มรถไฮโดรลิก เครื่องจักรทางการเกษตร รถไถนา มีการใช้น้ำมันเครื่องลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดว่าจะกระทบยอดขายน้ำมันหล่อลื่นอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสที่ 2 นี้

อย่างไรก็ตาม ปตท. จำเป็นต้องเข้าไปสู่ตลาดภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้น้ำมันหล่อลื่นสูง โดยขณะนี้ได้นำน้ำมันหล่อลื่น"Dynatrac"คุณภาพสูง และราคาไม่แพง ของปตท. เข้าไปเจาะตลาด ซึ่งเป็นราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าน้ำมันหล่อลื่นภาคเกษตรมีคุณภาพยังไม่สูงพอ ไม่ปกป้องเครื่องยนต์ และมีการรั่วไหลตกลงสู่ดิน อีกทั้งยังมีน้ำมันหล่อลื่นปลอมด้วย เพราะของจริงราคาแพงเกินไป ดังนั้นเชื่อว่าการพัฒนาน้ำมันหล่อลื่นของปตท.สำหรับภาคการเกษตรจะได้รับการตอบรับที่ดี

พร้อมกันนี้ยังมุ่งไปยังตลาดอุตสาหกรรมประเภทที่ใช้น้ำมันเครื่องมาก เช่น อุตสาหกรรมตัด กึงโลหะ พลาสติก ยางรถยนต์ เป็นต้น ขณะที่ต่างประเทศจะมุ่งเน้นกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) และในประเทศอาเซียน คิดเป็น 80% และนอกอาเซียนอีก 20%

สำหรับในปี 2559 นี้ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10-20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นไปที่ต่างประเทศเป็นหลัก ปัจจุบันขายอยู่ทั้งสิ้น 35 ประเทศ และล่าสุดได้ชนะประมูลขายน้ำมันหล่อลื่นให้กับการรถไฟของเมียนมาแล้วล็อตแรก 1 ล้านลิตร

ส่วนในประเทศนั้น ช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ จะเน้นการจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นยังรถยนต์ค่ายยุโรปมากขึ้น รวมถึงรถมอร์เตอร์ไซด์ขนาดใหญ่ 300 ซีซี ขึ้นไป เพราะเป็นรถที่กำลังเป็นที่นิยมและเติบโตสูง รวมถึงกลุ่มเกษตรกร ที่ใช้เครื่องสูบน้ำช่วงภัยแล้ง

ทั้งนี้คาดว่าในปี 2559 หากเติบโตตามเป้าหมาย 10-20% จะมียอดขาย 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท ส่วนเป้าหมาย 5 ปี ที่จะมียอดขาย 300 ล้านลิตรนั้นคาดว่าจะสร้างมูลค่าได้เกิน 5 หมื่นล้านบาท ส่วนการลงทุนใน 5 ปีคาดว่าจะใช้เงิน 500 ล้านบาท ปรับปรุงคลังสินค้าเป็นแบบอัจฉริยะ(Warehouse) ใช้ระบบคอมพิวเตอร์สั่งการ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 รวมถึงทำระบบโลจีสติกส์ และปรับปรุงโรงงาน เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตน้ำมันหล่อลื่นต่อไป

 

 
 
 
 
 
 
 
 
ปตท.แจ้งแหล่งเยตากุนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซแล้ว

ปตท.แจ้งแหล่งเยตากุนในเมียนมาซึ่งส่งก๊าซธรรมชาติมายังไทยเริ่มหยุดจ่ายก๊าซเพื่อซ่อมบำรุงอุปกรณ์บนแท่นผลิตตามแผน10-18เม.ย.2559แล้ว ก๊าซหายไปจากระบบ570ล้านลบ.ฟุตต่อวัน  แต่มั่นใจไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการใช้พลังงานในประเทศ เพราะเตรียมเรียกรับก๊าซสำรองจากผู้ผลิตในอ่าวไทยทดแทน และขอความร่วมมือประชาชนประหยัดการใช้ไฟฟ้า

นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งเยตากุนในสหภาพเมียนมา จะหยุดจ่ายก๊าซฯ เพื่อซ่อมบำรุงอุปกรณ์บนแท่นผลิต ระหว่างวันที่ 10-18 เมษายน 2559 ตามแผนงานที่ ปตท. เสนอ นั้น ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยมั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการใช้พลังงานของประเทศ เนื่องจากเป็นช่วงที่ประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ

การซ่อมบำรุงแหล่งเยตากุนครั้งนี้เป็นการปรับปรุงอุปกรณ์บนแท่นผลิต เพื่อรักษาปริมาณการจ่ายก๊าซให้เป็นไปตามสัญญาฯ โดยจะทำให้ปริมาณก๊าซฯ ขาดหายไปจากระบบประมาณ 570 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่ง ปตท. ได้เตรียมเรียกรับก๊าซฯ สำรองจากผู้ผลิตจากอ่าวไทย และเตรียมสำรองก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มเติม เพื่อให้โรงไฟฟ้าสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ก๊าซทั้งภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสถานีบริการเอ็นจีวีในภาคขนส่ง

นายนพดล กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ ปตท. จะเตรียมความพร้อมสำรองพลังงานในช่วงการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซฯ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการพักผ่อนในเทศกาลสำคัญของคนไทยแล้ว แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดและภัยแล้ง จึงยังจำเป็นต้องขอความร่วมมือทุกท่านในการใช้พลังงานและน้ำอย่างประหยัดเพื่อรักษาทรัพยากรในภาวะวิกฤติร่วมกันต่อไป

"เพลินพลังงาน" เงินสะพัด รายได้พุ่งกว่า 12 ล้านบาท
"เพลินพลังงาน" เงินสะพัด รายได้พุ่งกว่า 12 ล้านบาท มีประชาชนร่วมเที่ยวงานกว่า 2 หมื่นคน Power Buy เตรียมยกทัพเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ราคาถูกร่วมจำหน่าย 21-27 มี.ค.นี้
 
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี เยี่ยมชมร้านจำหน่ายสินค้าในงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นตั้งแต่  วันที่ 5-27 มี.ค. 2559 โดยมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมร้านค้าต่างๆ ภายในงาน  ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล
 
 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตลาดคลองผดุง      กรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” โดยกระทรวงพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติร่วมเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น และเปิดให้ประชาชนมาเที่ยวงานตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา ถือว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีประชาชนสนใจมาเที่ยวงานตั้งแต่เปิดตลาด จนถึงขณะนี้จำนวน 28,164 คน ส่วนยอดรายได้รวมทั้งหมดอยู่ที่ 12,049,906 บาท 
 
สำหรับสินค้าที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจเลือกซื้อมากที่สุด อาทิ ผลิตภัณฑ์จากร้านค้าพลังงานชุมชน  สินค้าประหยัดไฟเบอร์ 5 และสินค้าชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์จากร้านค้าชุมชนจากแหล่งผลิตปิโตรเลียม สินค้าจากกลุ่มพัฒนาพลังงานทดแทน ข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์    ข้าวตังหน้าต่างๆ ร้านบุญสมฟาร์ม (สาหร่ายแปรรูป) จังหวัดเชียงใหม่ ร้านรองเท้าศรีชัย (รองเท้าหนัง Hand Made) และกลุ่มทอผ้าบ้านอากาศ จังหวัดสกลนคร เป็นต้น
 
นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 21-27 มี.ค.นี้ ทางศูนย์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า Power Buy จะนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ มาร่วมจำหน่ายในราคาพิเศษอีกด้วย ทั้งนี้ ตลาดเพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้ จะเปิดให้ประชาชนมาเที่ยว ชม ชิม ช้อป ไปจนถึงวันที่ 27 มี.ค. 2559 นี้เท่านั้น
 
 สำหรับประชาชนที่สนใจมาเที่ยวงาน ทางกระทรวงพลังงานได้อำนวยความสะดวกโดยจัดรถมินิบัสไฟฟ้าบริการรับ-ส่ง ฟรีทุกวัน จำนวน 2 จุด จากสนามม้านางเลิ้ง - ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม และ จากสถานีรถไฟฟ้า MRT หัวลำโพง – ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม นอกจากนี้ ยังมีบริการรถเมล์ฟรี ในวันจันทร์-วันศุกร์ จากศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (บริเวณหน้าโกลเด้นเพลส – ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ทำเนียบรัฐบาล)
 
          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวด้วยว่า ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” เป็นการผสมผสานระหว่างกิจกรรมที่เป็นองค์ความรู้ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลังงาน เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ราคาถูกกว่าท้องตลาด สินค้าจากวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานทั่วประเทศ นวัตกรรมด้านพลังงานที่พร้อมจำหน่ายจากมหาวิทยาลัยต่างๆ และกิจกรรมสันทนาการ โดยมีบูธกิจกรรมทั้งหมดกว่า 100 บูธ แบ่งเป็นกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
 
พลังงานพาชม พบกับ การแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงาน พร้อมจำหน่ายจากฝีมือคนไทย อาทิ เครื่องกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องจักรอุปกรณ์แปรรูปเชื้อเพลิงชีวมวล ผลิตภัณฑ์จากพลังงานทดแทน อาทิ ปุ๋ยชีวภาพ และถ่านอัดแท่ง เป็นต้น
 
พลังงานพาช้อป พบกับ การจำหน่ายสินค้าด้านพลังงานราคาประหยัด อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ราคาถูกกว่าท้องตลาด น้ำมันเครื่อง และอุปกรณ์พลาสติกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ของดีจากชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อาทิ ผ้าบาติกจากจังหวัดกระบี่ และสินค้าขึ้นชื่อจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ
พลังงานพาชิม  พบกับ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตจากเทคโนโลยีพลังงาน อาทิ อาหารและผลไม้อบแห้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ อาหารและเครื่องดื่มจากหน่วยงานของกระทรวงพลังงาน 
 
พลังงานพาเพลิน  พบกับ กิจกรรมลุ้นโชครับของรางวัลมากมาย และสินค้านาทีทองในทุกวันของการจัดงาน 
 
 

 

ชีอีโอปตท.ชวนหลบร้อนเที่ยวงานทิวลิปบานระยองถึง16เมษายนนี้

ซีอีโอปตท.ชวนเที่ยวชมงานทิวลิปบานระยองช่วงสงกรานต์ถึง16เมษายนนี้

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)โพสต์เฟซบุคเพจTevin at PTT เชิญชวนประชาชนหลบร้อนช่วงสงกรานต์ ดูดอกไม้เมืองหนาวสีสันสดใสที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะทิวลิปยักษ์สีเหลือง ลิลลี่ 3 ชั้น แดฟอดิล และอุดหนุนสินค้าจากชุมชนต่างๆในจังหวัดระยองติดมือกลับบ้าน

ที่ผ่านมาปตท.ได้ศึกษาและพัฒนานวัตกรรมนำพันธ์ไม้จากเนเธอร์แลนด์ มาปลูกในห้องเพาะเลี้ยง ควบคุมอุณหภูมิโดยความเย็นจาก chiller ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นผลพลอยได้จากก๊าซฯ มาช่วยเร่งการเติบโต ซึ่งจากประสบการณ์ 6 ปีนับจนถึงวันนี้  ปตท.มีความมั่นใจที่จะต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ โดยจะนำพลังความเย็นจากก๊าซเหลว LNG มาใช้ประโยชน์แทนการปล่อยทิ้งลงทะเล

  สำหรับ“โครงการการใช้ความเย็นและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการวิจัยไม้เมืองหนาว ตามโครงการในพระราชดำริฯ” หรืองานทิวลิปบานระยอง เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ปตท. กับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดนเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา เพื่อศึกษาการสร้างคุณค่าให้กับพลังงานความเย็นเหลือใช้ที่ได้จากกระบวนเปลี่ยนสถานะก๊าซแอลเอ็นจีจากของเหลวให้กลายเป็นก๊าซ โดยจะนำมาใช้ในการสร้างความเย็นให้กับโรงเรือนเพาะปลูกไม้เมืองหนาว ณ สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จ.ระยอง

งานในปีนี้ ปตท.ได้เพิ่มพื้นที่การจัดงาน โดยแบ่งโซนนิทรรศการไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์และพื้นที่สวนสวยงามรวมกว่า 30,000 ตารางเมตร พร้อมไม้เมืองหนาวงดงามกว่า 60,000 ดอก โดยล่าสุด ปตท. ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยง "Giant Tulips" เป็นครั้งแรกของประเทศไทยนับเป็นที่สุดของความ Unseen in Rayong

 นอกจากนี้ ยังจัดเตรียมพื้นที่กิจกรรมสำหรับครอบครัว ให้ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์อันดีงามของไทย เสริมสิริมงคลด้วยการร่วมสรงน้ำพระ แวะช้อป ชม ชิม ร้านสินค้าชุมชน ร้านดอกไม้เมืองหนาว ร้านโครงการหลวง ร้านสมุนไพรอภัยภูเบศร์  สนุกกับกิจกรรมบนเวทีตลอดทั้งวัน ตื่นตากับขบวนพาเหรดที่จะมาสร้างความสุข 2 รอบต่อวัน (12.00 น.และ17.00 น.)  พร้อมเชิญชวนร่วมเรียนรู้มหัศจรรย์พลังงานความเย็น และสื่อพลังงานบนรถนิทรรศการโครงการพลังงานสัญจร โดยกิจกรรมจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9เมษายน 2559 เวลา 9.00 – 19.00 น. ณ สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จ.ระยอง และจะสิ้นสุดการจัดงานในวันที่16เมษายน 2559

 “ปตท. ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมชื่นชมความมหัศจรรย์ของไม้เมืองหนาวผลงานของคนไทย สนับสนุนนโยบายของรัฐในการท่องเที่ยวในประเทศไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน โดยมีค่าเข้าชมเพียงท่านละ 40 บาท รายได้จากการจำหน่ายบัตร ปตท.จะบริจาคให้กับโรงพยาบาลบ้านฉาง โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพของคนไทย ดังนโยบายของ ปตท. ในการดูแลสังคมชุมชนให้มีความผาสุกอย่างยั่งยืน” นายเทวินทร์ กล่าว

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองการเข้าชมล่วงหน้าได้ที่ โทร.038-915214

 

 

ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นของปตท.ได้รับรางวัลPM Export Award ปี2559

ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น ของปตท.ได้รางวัล   ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter) ประเภทบริษัทขนาดใหญ่PM Export Award ประจำปี2559

เมื่อเร็วๆนี้นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี2559 โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทน ปตท. รับมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter) ประเภทบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ส่งออกเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ประกอบการในการนำความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม มาพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากลจนสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

รัฐบาลได้กำหนดให้มีพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัล PM Export Award มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 25 ซึ่งรางวัลที่ ปตท. ได้รับมาจากความมุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมมาพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการจนเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก 

กบง.คาดโซล่าร์รูฟท็อปเห็นผลจริง ม.ค.2560
กบง.เห็นชอบนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรี 100 เมกะวัตต์ แบ่ง PEA กฟน.รับผิดชอบพื้นที่ละ50 เมกะวัตต์ คาดติดตั้งแล้วเสร็จต้นปี 2560 นี้  
 
        พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ว่า ที่ประชุม กบง. เห็นชอบให้นำร่องโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคาเสรี(โซล่าร์รูฟท็อปเสรี) โดยกำหนดเปิดนำร่อง 100 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นภายใต้การดำเนินการของการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) 50 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ) 50 เมกะวัตต์ โดยทั้งสองการไฟฟ้ากำหนดแบ่งโควต้าให้ภาคครัวเรือน10 เมกะวัตต์ และอาคารธุรกิจ 40 เมกะวัตต์ แต่จะไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นการนำร่องเพื่อทดสอบติดตั้งผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้เองเป็นหลัก 
 
        ทั้งนี้กระทรวงพลังงานจะเปิดประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการได้รับทราบประมาณเดือนเม.ย.-พ.ค.นี้ จากนั้นต้องรอให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ออกกฎเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถกำหนดได้ในเดือน ก.ค.นี้ และจะมีการติดตั้งระบบนำร่องโครงการได้ในเดือนม.ค.  2560 เป็นต้นไป
 
       อย่างไรก็ตามโครงการนำร่องดังกล่าวจะดำเนินการเพื่อทดสอบว่า หากเปิดโซล่าร์รูฟท็อปเสรีจริงจะมีผลต่อระบบไฟฟ้าโดยรวมอย่างไร จะต้องวางระบบกันใหม่อย่างไร รวมถึงต้องมีการทดสอบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อให้รองรับระบบทั้งซื้อและขายไฟฟ้าด้วย 
 
        นอกจากนี้ที่ประชุม กบง. ยังมีการซักถามกันมากเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์รูปท็อฟที่ปัจจุบันมีต้นทุนสูงกว่าการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า และอาจทำให้ผู้สนใจลงทุนน้อย ซึ่ง พล.อ. อนันตพร ยอมรับว่าเป็นกรณีที่ต้องศึกษาและดูผลจากการนำร่องโครงการในครั้งก่อน รวมถึงกรณีหากมีผู้สนใจผลิตไฟฟ้าโซล่าร์รูฟท็อปเสรีเป็นจำนวนมาก จะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ ซึ่งต้องนำมาประเมินผลอีกครั้งก่อนเปิดเสรีอย่างแท้จริงต่อไป
.................................................
 
จับสลากผู้ผ่านคุณสมบัติโซลาร์ฟาร์ม167ราย21เม.ยนี้
กกพ. เปิดจับฉลากโครงการโซลาร์ฟาร์มราชการสหกรณ์ฯ 21 เม.ย.นี้ ระบุไม่มีกลุ่มราชการผ่านคุณสมบัติ เพราะติดพ.ร.บ.ร่วมทุน เตรียมนำโควต้า 300 เมกะวัตต์ ไปรวมรอบหน้าปี 2561 แทน  
 

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และ ในฐานะโฆษก กกพ.เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้ออกประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร ทั้งสิ้น 167 รายแล้ว มีกำลังการผลิตสูงสุดรวม 835  เมกะวัตต์  ซึ่งหลังจากนี้จะเปิดให้มีการจับฉลากให้เข้าร่วมโครงการในวันที่ 21 เม.ย. 2559 ในเวลา 08.00-15.00 น. ที่ห้องวิภาวดี บอลรูมซี  โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ 

 
สำหรับโครงการโซล่าร์ฟาร์มดังกล่าวจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากภาคราชการและสหกรณ์การเกษตร ทั้งสิ้น 600 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นภาคราชการ 300 เมกะวัตต์ และภาคสหกรณ์การเกษตร 300 เมกะวัตต์ 
 
นายวีระพล กล่าวว่า รายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติรอบนี้ทั้ง 167 รายพบว่า เป็นรายชื่อของด้านกลุ่มสหกรณ์การเกษตรทั้งหมด โดยไม่มีหน่วยงานราชการผ่านเกณฑ์แม้แต่รายเดียว เนื่องจากติดปัญหาพ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ (PPP) ดังนั้นการจับฉลากร่วมโครงการที่จะถึงนี้จะเป็นเพียงกลุ่มสหกรณ์การเกษตร จำนวนรวม 300 เมกะวัตต์เท่านั้น 
 
ส่วนกลุ่มราชการจะเปิดรับในรอบถัดไปไม่เกินปี 2561 โดยตั้งเป้าหมายจะเปิดรับของราชการ 400 เมกะวัตต์​และ สหกรณ์การเกษตรอีก 100 เมกะวัตต์​ ซึ่งเมื่อรวมกับรอบนี้จะทำให้เต็มโควต้าโครงการโซล่าร์ฟาร์ม 800 เมกะวัตต์ทันที 
 
"จากการตรวจสอบเอกสารคัดเลือกผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ฯ พบว่า กลุ่มราชการติด พ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่งครั้งหน้าถ้าจะร่วมโครงการต้องได้รับหนังสือรับรองจากหน่วยงานสังกัดตัวเอง เพื่อยืนยันว่าผ่าน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ จึงจะเข้าร่วมโครงการได้ โดยโควต้าของกลุ่มราชการ 300 เมกะวัตต์ในรอบนี้จะไปรวมกับรอบหน้าเป็นการเปิดรับ 400 เมกะวัตต์​ และกลุ่มสหกรณ์อีก 100 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเต็มโควต้าที่กำหนดไว้ 800 เมกะวัตต์ทันที และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)กำหนดให้ต้องขายไฟฟ้าเข้าระบบไม่เกินปี 2561 ดังนั้นการเปิดรับผู้ร่วมโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการสหกรณ์จะต้องเสร็จก่อนภายในปี 2561 อย่างแน่นอน" นายวีระพล กล่าว
 
สำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์ในรอบนี้ต้องนำเอกสารใบตอบรับคำขอมาลงทะเบียนเพื่อจับฉลากในวันเวลาที่กำหนด หากประกาศปิดลงทะเบียนแล้วให้ถือว่าผู้ที่ไม่มาจับฉลากสละสิทธิ์ ส่วนผลจับฉลากจะประกาศอย่างไม่เป็นทางการในวันจับฉลาก 21 เม.ย. 2559 โดยจะทราบผลหลังหมดเวลาจับฉลากประมาณ 2 ชั่วโมง  
 
พีคไฟฟ้าครั้งที่7ทะลุ28,351เมกะวัตต์สูงกว่าปี2558กว่า1,000เมกะวัตต์

พีคไฟฟ้าครั้งที่7ของปี2559ทำลายสถิติพีคปี2558กว่า1,000เมกะวัตต์  สนพ.รณรงค์ขอความร่วมมือประชาชนช่วยประหยัดไฟฟ้าช่วงหน้าร้อน  เกาะติดสถานการณ์พีคทะลุ28,500เมกะวัตต์หลังวันที่ 26 เม.ย นี้เป็นต้นไป ด้านกฟผ.ระบุพีคไฟฟ้าเฉพาะภาคใต้ทำลายสถิติเดิมแล้ว10ครั้งสงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชใช้ไฟสูงสด

 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือ Peak(พีค)ของปี2559เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลา 14.17น.ของวันที่19เม.ย.2559 ที่28,351.7 เมกะวัตต์ ณ อุณหภูมิ 36.6องศาเซนเซียส ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าพีค ของปี2558 ซึ่งเกิดเมื่อวันที่11มิถุนายน ที่  27,345.8 เมกะวัตต์ ถึง. 1,005.9 เมกะวัตต์  โดยหากประชาชนไม่ช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าลงคาดว่าด้วยอุณหภูมิที่ยังอยู่ในระดับสูงช่วงหน้าร้อนนี้  ก็มีโอกาสที่จะเกิดพีคไฟฟ้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือประมาณ 28,500-29,000 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ 26 เม.ย เป็นต้นไป

 การเกิดพีคไฟฟ้าครั้งนี้ ถือว่าสูงกว่าและเร็วกว่าที่ สนพ.ประเมินเอาไว้ว่า พีคไฟฟ้าน่าจะเกิดในวันที่21เม.ย.ที่ความต้องการไฟฟ้าอยู่ที่27,600 เมกะวัตต์

สำหรับพีคไฟฟ้าสูงสุดของปี2559ซึ่งอยู่ที่ระดับ 28,351.7 เมกะวัตต์ นั้นถือเป็นการเกิดพีคครั้งที่7ของปี2559  โดยพีคไฟฟ้าครั้งที่6 เกิดขึ้นเมื่อวันที่6เมษายน เวลา20.21 น. อยู่ที่27,639เมกะวัตต์  ที่อุณหภูมิ31.1 องศาเซ็นเซียส  ส่วนพีคไฟฟ้าครั้งที่5 นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่23 มี.ค.2559เวลา14.40น. อยู่ที่ 27,279เมกะวัตต์  ส่วนพีคครั้งที่4 ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.47 น.ของวันที่22มี.ค.2559 อยู่ที่ 27,222.5 เมกะวัตต์  

ทั้งนี้การเกิดพีคไฟฟ้าจะไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บกับประชาชนเพราะในการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า กฟผ.จะสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงจะเก็บเป็นกำลังการผลิตสำรอง และจะสั่งเดินเครื่องเมื่อเกิดกรณีพีคไฟฟ้า เพื่อให้มีกำลังการผลิตเพียงพอกับความต้องการใช้  จึงทำให้้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นได้ 

นายทวารัฐกล่าวว่า สนพ.ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยประหยัดไฟฟ้าเพื่อลดพีคในช่วงหน้าร้อน ด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง4ป. ดังนี้คือ 1. ปิด คือปิดไฟที่ไม่จำเป็น 2. ปรับ คือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาหรือปรับ Fan Mode 3. ปลด คือปลดปลั๊กอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ และ4.เปลี่ยน คือเปลี่ยนอุปกรณ์มาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ประหยัดพลังงาน โดยจะขอความร่วมมือประชาชนให้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงของทุกวัน 

ด้าน นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค (Peak) มี สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 36.6 อาศาเซลเซียส และเป็นช่วงวันทำงานปกติหลังจากการหยุดเทศกาลสงกรานต์ จึงมีการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้เตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงเพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้า และขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าตามมาตรการ “ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มีนาคม - 20 พฤษภาคม 2559 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 เวลา 21.00 น. พีคของภาคใต้ 14 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงมาอยู่ที่ 2,630 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 5 หรือ 125 เมกะวัตต์ เนื่องจากอากาศร้อนอบอ้าว มีการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น และการใช้ไฟฟ้าใน 14 จังหวัดภาคใต้ ส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยทำลายสถิติเดิมมาแล้วถึง 10 ครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ได้แก่ สงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และกระบี่ ในส่วนของระบบผลิตไฟฟ้า ได้มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในภาคใต้ จำนวน 2,225 เมกะวัตต์ และรับซื้อไฟฟ้าจากภาคกลาง อีกจำนวน 375 เมกะวัตต์ ซึ่งในขณะนี้ยังสามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าได้ แต่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอีกในอนาคต ภาคใต้จึงจำเป็นต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่โดยใช้เชื้อเพลิงที่เหมาะสม โดยไม่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ หรือเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเป็นสำคัญ