ค้นหาด้วย ' พลังงานหมุนเวียน ' ทั้งหมด 4 รายการ
กพช.รับทราบสถานการณ์ซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน

กพช.รับทราบสถานการณ์รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล่าสุดถึงเดือนต.ค.2559 มีโครงการที่ผูกพันกับภาครัฐแล้ว7,218 รายกำลังการผลิตติดตั้งรวม9,215 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี2579 ที่จะรับซื้อจำนวน 16,778 เมกะวัตต์พร้อมรับทราบแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ในระยะสั้น พ.ศ. 2560 – 2564 และ ผลการจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response Rate)ของสำนักงานกกพ.

เมื่อวันที่8ธ.ค.2559 พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน  นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน และ นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ร่วมกันแถลงข่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 

โดยที่ประชุม กพช. รับทราบรายงานความคืบหน้าสถานการณ์รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งภาพรวมของการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ณ เดือน ตุลาคม 2559 พบว่า มีโครงการที่มีพันธะผูกพันกับภาครัฐแล้ว จำนวน 7,218 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้ง 9,215 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 - 2579 (AEDP 2015) กำหนดไว้ที่รวม 16,778 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 โดยสถานภาพการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล่าสุดมีดังนี้

1)    โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2558 มีผู้ผ่านการคัดเลือก 67 ราย กำลังผลิตติดตั้ง 281 เมกะวัตต์

2)    โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมโครงการพลังงานแสงอาทิตย์) ในแบบ Feed-in Tariff (FiT) ภายใต้กลไกการแข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding) สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส) และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี) มีผู้ผ่านการคัดเลือกรวม 5 ราย กำลังผลิตติดตั้ง 38 เมกะวัตต์

3)    โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า 50 เมกะวัตต์ มีผู้ผ่านการคัดเลือก 7 ราย ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 30.78 เมกะวัตต์

4)  โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า 80 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างประกาศการรับซื้อฯ

ที่ประชุมยัง รับทราบแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ในระยะสั้น พ.ศ. 2560 – 2564 ตามที่ประชุม กบง. เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ได้มีมติเห็นชอบ ทั้งนี้ เพื่อผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2579 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยแผนขับเคลื่อนฯ ดังกล่าว ได้กำหนดกิจกรรมและงบประมาณสำหรับดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งในปี 2560 – 2564 กิจกรรมที่จะดำเนินการภายใต้แผนขับเคลื่อนฯ มีจำนวน 20 โครงการ คิดเป็นงบประมาณรวม 2,082 ล้านบาท  โดยจะมุ่งเน้นด้านการศึกษาวิจัย การสาธิตนำร่อง และการเตรียมการเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ การพัฒนาขีดความสามารถด้านสมาร์ทกริดของประเทศ ทั้งทางด้านเทคโนโลยีและบุคลากร และการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

สำหรับเป้าหมายและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนฯ ประกอบด้วย (1) ช่วยลดภาระการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภท Peaking Plant 350 เมกะวัตต์ (2) ลดปัญหาความผันแปรของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยจัดทำค่าพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และ (3) เกิดการใช้งานระบบโรงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก 3 – 5 โครงการ ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น เมืองอัจฉริยะ (Smart City) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เกาะที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว และพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

รวมทั้ง รับทราบรายงานผลการจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response Rate) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ซึ่งส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าลดการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak ลง โดยมีเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้าอย่างน้อย 500 เมกะวัตต์ ในปี 2560 – 2561 โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าแตกต่างกัน ใน 3 มาตรการ ได้แก่ (1) มาตรการ Critical Peak Pricing สำหรับลด Peak ของปี (2) มาตรการ Interruptible/Curtailable Service สำหรับภาวะฉุกเฉิน และ (3) มาตรการ Emergency Demand Response Program สำหรับรองรับการหยุดของแหล่งก๊าซฯ ทั้งนี้ จะเริ่มประกาศใช้ในปี 2560 - 2561 ต่อไป

 

 

กฟผ.เตรียมทุ่ม 2 แสนล้าน ลงทุนพลังงานหมุนเวียน

กฟผ.เตรียมวงเงิน 2 แสนล้านบาท ลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในช่วง 20 ปีข้างหน้า เน้น ชีวมวล แสงอาทิตย์ พลังงานลม โดยจะเปิดช่องให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้วยในรูป PPP( Public –Private Partnership)

แผนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งรวมอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน(AEDP2015) มีการปรับปรุงใหม่ จากเดิมที่กฟผ.จะเป็นผู้ลงทุน โดยจะมีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 513 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ในสัดส่วน 171 เมกะวัตต์ ตามด้วยพลังงานลม 168 เมกะวัตต์  พลังน้ำขนาดเล็ก 116 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพ  58 เมกะวัตต์  ปรับเปลี่ยนเป็น กฟผ. จะต้องเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเป็น 2,000 เมกะวัตต์  โดยจะหันมาเน้นการลงทุนในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) จำนวน 1,032 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ 486 เมกะวัตต์ พลังงานลม 307  เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดเล็ก 125 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าจากขยะ 43 เมกะวัตต์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 เมกะวัตต์

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในส่วนของกฟผ.ที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก 513 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์นั้น คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 2 แสนล้านบาท ในช่วง20ปีข้างหน้าคือจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2579  โดยแผนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กฟผ. แล้ว และนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา

“แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่มีการปรับใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. ไม่ได้มุ่งลงทุนเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง โดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ก๊าซฯในการผลิตไฟฟ้าที่สูงเกือบ70% เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนจากชีวมวล ที่จะมีส่วนในการกระจายรายได้ไปถึงมือเกษตรกร ที่จะมาปลูกพืชพลังงานเพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้า” นายสหรัฐกล่าว

 

ทั้งนี้ กฟผ.กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาถึงความเหมาะสมของพืชพลังงาน ที่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งจะต้องมีเพียงพอสำหรับป้อนโรงไฟฟ้า แต่กำลังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปว่าจะเน้นไปที่พืชตัวใดตัวหนึ่งเป็นหลักหรือไม่อย่างไร โดยตามแผนโรงไฟฟ้าจาก     ชีวมวลของกฟผ.จะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลของ กฟผ. จะไม่ไปแย่งวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในตลาด แต่จะเป็นการปลูกพืชพลังงานที่จะใช้ผลิตชีวมวลขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไฟฟ้าจากชีวมวลจะเข้าเข้าสู่ระบบในปี 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากต้องรอความพร้อมเรื่องวัตถุดิบพืชพลังงาน ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นของแผน กฟผ. จึงให้ความสำคัญในการผลักดันโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กเข้าสู่ระบบก่อน เนื่องจากสามารถทำได้เร็วกว่า โดยเริ่มเข้าสู่ระบบมาตั้งแต่ปี 2558 (ตามแผนภาพ)

 

นอกจากนี้แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.จะให้ความสำคัญกับการผสมผสานเชื้อเพลิง (hybrid) เพื่อทำให้การผลิตกระแสไฟฟ้ามีความแน่นอนและสม่ำเสมอ จากที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน มักจะเป็นสัญญาแบบ Non-Firm  ซึ่งไม่มีการกำหนดระยะเวลาขายไฟฟ้าที่แน่นอน จึงมีความไม่แน่นอนในการจ่ายกระแสไฟฟ้า

ในส่วนของการลงทุนตามแผน กฟผ.จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนด้วย ในรูปแบบPPP (Public –Private Partnership) โดยกฟผ.กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียดของแนวทางการลงทุนร่วมกับเอกชนในลักษณะดังกล่าว  ซึ่งขณะนี้ ก็มีภาคเอกชนหลายกลุ่มที่แสดงความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมลงทุนกับกฟผ. เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามแผนนี้ ทั้งนี้ อัตราค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.เอง จะไม่ได้รับการอุดหนุน และจะต้องไม่สูงกว่าโรงไฟฟ้าที่เอกชนผลิตได้

สำหรับแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ. ฉบับนี้ ยังจะช่วยให้กฟผ.สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 5% ภายในปี 2563 ด้วย

กฟผ. พร้อมลุยลงทุน 1.7 แสนล้าน ตามแผนพลังงานหมุนเวียน 20 ปี เปิดโมเดลโรงไฟฟ้าประชารัฐวิสาหกิจ

เปิดแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปีของ กฟผ. 2,000 เมกะวัตต์ล่าสุด หลังผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด กฟผ. ไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2560 ที่ผ่านมา โดย กฟผ. จะลงทุนเองทั้งหมด เน้นพลังงานแสงอาทิตย์มากสุด 900 เมกะวัตต์ รองลงมาคือ ชีวมวล 595 เมกะวัตต์ พลังงานลม 229 เมกะวัตต์ คาดใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 172,600 ล้านบาท

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่ เพื่อเน้นถึงความสำคัญของ กฟผ. ต่อการดำเนินโครงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและวิจัยพัฒนาพลังงานใหม่ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC)  ว่า แผนพัฒนาหมุนเวียน 20ปี (2558-2579) ของ กฟผ. ซึ่งมีการปรับปรุงใหม่ล่าสุด ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เป็นประธาน ไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งขั้นตอนต่อไป จะนำเสนอต่อกระทรวงพลังงาน และจะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power  Development Plan - PDP) ที่จะมีการปรับปรุงใหม่แทน PDP2015 ในปัจจุบัน

โดยสาระสำคัญของแผนพัฒนาหมุนเวียน 20 ปีของ กฟผ. ที่ปรับปรุงใหม่ล่าสุดนี้ ยังยืนยันให้มีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน คือจาก 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ มีโครงการลงทุนทั้งสิ้น 144 โครงการวงเงินลงทุนปรับลดลงจากเดิมที่ตั้งไว้  2 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 172,600 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงได้อีกตามต้นทุนพลังงานหมุนเวียน  แบ่งเป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากสุด  900 เมกะวัตต์ รองลงมาคือชีวมวลเน้นวัตถุดิบจากไม้โตเร็ว จำนวน 595 เมกะวัตต์  พลังงานลม 229 เมกะวัตต์ พลังน้ำ 169 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ/พืชพลังงาน 56 เมกะวัตต์ และจากขยะ 50 เมกะวัตต์ 

ทั้งนี้ ในแผนระยะสั้น 5 ปี  (2560-2564) ซึ่งค่อนข้างจะมีความชัดเจนในรายละเอียดของโครงการลงทุนแล้ว จะมีการลงทุนรวม 208 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ 125 เมกะวัตต์ พลังน้ำ 43.5 เมกะวัตต์ พลังงานลม 24 เมกะวัตต์ ชีวมวล 14.5 เมกะวัตต์ และขยะ 1 เมกะวัตต์

นายสหรัฐ กล่าวว่า โครงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั้ง 2,000 เมกะวัตต์ กฟผ. จะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด  เนื่องจากในแผน PDP 2015  มีการแบ่งสัดส่วนการพัฒนาโครงการของเอกชนและ กฟผ. ไว้แล้ว โดยการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. จำนวน 2,000 เมกะวัตต์นั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ขณะที่ภาคเอกชนมีสัดส่วน 90% ของการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดของประเทศ 19,684 เมกะวัตต์ตามแผน PDP 2015 ทั้งนี้ กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจจะได้รับผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 6-7% เท่านั้น และต้องทำต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำกว่าภาคเอกชน ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า

สำหรับแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. นี้จะใช้เงินลงทุนจากกำไรของ กฟผ. เอง หลังการนำกำไรส่วนหนึ่งส่งรัฐบาล รวมถึงการออกพันธบัตรและเงินกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ ซึ่งถือว่ามีความพร้อมในการดำเนินการตามแผนดังกล่าว ในการลงทุนส่วนหนึ่งจะใช้โมเดล “โรงไฟฟ้าประชารัฐวิสาหกิจ” โดย กฟผ. เปิดโอกาสให้ภาคเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมลงทุน 10-20% ในโรงไฟฟ้าชีวมวล อันจะเป็นการสร้างรายได้ให้ภาคเกษตรกร 2 ส่วน ส่านแรกจากการขายเชื้อเพลิงชีวมวล ส่วนที่สองเป็นเงินปันผลจากโรงไฟฟ้า

ทั้งนี้ หากดำเนินการแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี ได้ตามแผนดังกล่าว จะช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.8 ล้านตันต่อปี และลดการนำเข้าเชื้อเพลิงเฉลี่ย 560 KTOE ต่อปี

"อนันตพร" ชี้ กฟผ. ลงทุนพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ต้นทุนต้องต่ำกว่าเอกชน

รัฐมนตรีพลังงานย้ำ กฟผ. ลงทุนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy-RE ) 2,000 เมกะวัตต์ ราคาต้นทุนค่าไฟฟ้าต้องต่ำกว่าเอกชน พร้อมพิจารณาปรับแผนพีดีพี2015ภายในปีนี้  ยืนยันกระทรวงพลังงานยังไม่ยอมแพ้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ในระยะเวลา 20 ปี ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่า กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างดูในรายละเอียด ก่อนที่จะนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ความเห็นชอบ โดยโจทย์ของกระทรวงพลังงาน คือ ต้องการให้ กฟผ. ใช้พื้นที่ของตัวเองที่มีอยู่แล้ว อาทิ พื้นที่เขื่อน มาพัฒนาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แต่จะต้องมีราคาต่ำกว่าที่เอกชนลงทุน ซึ่งในข้อเท็จจริง กฟผ. ก็น่าจะทำได้อยู่แล้ว เพราะไม่มีต้นทุนเรื่องของที่ดิน

พลเอก อนันตพร กล่าวอีกว่า แนวโน้มในอนาคต การลงทุนเรื่องของพลังงานหมุนเวียนคงจะมีมากขึ้น และเพื่อความมั่นคงทางไฟฟ้า ในเมื่อ กฟผ. ยังไม่สามารถที่จะลงทุนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลได้  กฟผ .ก็ควรจะต้องมีสัดส่วนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนด้วย

"ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมโรงไฟฟ้าที่ลงทุนแล้วมีผลตอบแทนสูงจะต้องให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด ทำไมไม่ให้ กฟผ. เข้าไปลงทุนด้วย เพราะในส่วนที่ กฟผ.จะลงทุนเรื่องของพลังงานหมุนเวียนนั้น รัฐไม่ต้องเข้าไปอุดหนุน โดย กฟผ. จะต้องทำให้มีต้นทุนค่าไฟที่ต่ำกว่าที่เอกชนลงทุนด้วย" พลเอก อนันตพร กล่าว

สำหรับการปรับแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP 2015 นั้น พลเอก อนันตพร กล่าวว่า ภายในปีนี้คงจะต้องมาพิจารณากัน ว่าจะปรับกันแค่ไหน อย่างไร  ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ก็มีการปรับกันภายในไปก่อนล่วงหน้าอยู่แล้ว เพราะมีบางเรื่อง บางโครงการที่ล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้แก้ไขแผนอย่างเป็นทางการเท่านั้น

สำหรับแผน PDP ที่จะปรับปรุงใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า คงจะต้องมีการลงทุนเรื่องของพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ของ กฟผ. รวมอยู่ในแผนด้วย อีกทั้งยังต้องมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ที่กระบี่และเทพา เพียงแต่ว่าอาจจะต้องมีการชะลอระยะเวลาการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบออกไปเท่านั้น  รวมทั้งอาจจะต้องมีการบรรจุแผนการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ จะนะแห่งที่ 3 เข้าไปด้วย ซึ่งก็อยู่ที่ว่า กฟผ. จะสามารถเจรจาซื้อก๊าซเพิ่มในแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ JDA ได้หรือไม่ โดยความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่ในภาคใต้ ก็เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้จะมีโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่ 3 แต่ภาคใต้ก็ยังต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

"กระทรวงพลังงาน ยังไม่ได้ยอมแพ้เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยยังเดินหน้าตามมติของ กพช. ที่ให้เริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็คงต้องรอกระบวนการทางด้านสิ่งแวดล้อม ว่าพร้อมจะให้เริ่มได้เมื่อไหร่" พลเอก อนันตพร กล่าว