ค้นหาด้วย ' พลังงานหมุนเวียน ' ทั้งหมด 2 รายการ
กพช.รับทราบสถานการณ์ซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน

กพช.รับทราบสถานการณ์รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล่าสุดถึงเดือนต.ค.2559 มีโครงการที่ผูกพันกับภาครัฐแล้ว7,218 รายกำลังการผลิตติดตั้งรวม9,215 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี2579 ที่จะรับซื้อจำนวน 16,778 เมกะวัตต์พร้อมรับทราบแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ในระยะสั้น พ.ศ. 2560 – 2564 และ ผลการจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response Rate)ของสำนักงานกกพ.

เมื่อวันที่8ธ.ค.2559 พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน  นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน และ นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ร่วมกันแถลงข่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 

โดยที่ประชุม กพช. รับทราบรายงานความคืบหน้าสถานการณ์รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งภาพรวมของการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ณ เดือน ตุลาคม 2559 พบว่า มีโครงการที่มีพันธะผูกพันกับภาครัฐแล้ว จำนวน 7,218 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้ง 9,215 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 - 2579 (AEDP 2015) กำหนดไว้ที่รวม 16,778 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 โดยสถานภาพการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนล่าสุดมีดังนี้

1)    โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2558 มีผู้ผ่านการคัดเลือก 67 ราย กำลังผลิตติดตั้ง 281 เมกะวัตต์

2)    โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมโครงการพลังงานแสงอาทิตย์) ในแบบ Feed-in Tariff (FiT) ภายใต้กลไกการแข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding) สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส) และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี) มีผู้ผ่านการคัดเลือกรวม 5 ราย กำลังผลิตติดตั้ง 38 เมกะวัตต์

3)    โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า 50 เมกะวัตต์ มีผู้ผ่านการคัดเลือก 7 ราย ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 30.78 เมกะวัตต์

4)  โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า 80 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างประกาศการรับซื้อฯ

ที่ประชุมยัง รับทราบแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ในระยะสั้น พ.ศ. 2560 – 2564 ตามที่ประชุม กบง. เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ได้มีมติเห็นชอบ ทั้งนี้ เพื่อผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2579 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยแผนขับเคลื่อนฯ ดังกล่าว ได้กำหนดกิจกรรมและงบประมาณสำหรับดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งในปี 2560 – 2564 กิจกรรมที่จะดำเนินการภายใต้แผนขับเคลื่อนฯ มีจำนวน 20 โครงการ คิดเป็นงบประมาณรวม 2,082 ล้านบาท  โดยจะมุ่งเน้นด้านการศึกษาวิจัย การสาธิตนำร่อง และการเตรียมการเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ การพัฒนาขีดความสามารถด้านสมาร์ทกริดของประเทศ ทั้งทางด้านเทคโนโลยีและบุคลากร และการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

สำหรับเป้าหมายและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนฯ ประกอบด้วย (1) ช่วยลดภาระการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภท Peaking Plant 350 เมกะวัตต์ (2) ลดปัญหาความผันแปรของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยจัดทำค่าพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และ (3) เกิดการใช้งานระบบโรงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก 3 – 5 โครงการ ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น เมืองอัจฉริยะ (Smart City) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เกาะที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว และพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

รวมทั้ง รับทราบรายงานผลการจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response Rate) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ซึ่งส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าลดการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak ลง โดยมีเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้าอย่างน้อย 500 เมกะวัตต์ ในปี 2560 – 2561 โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าแตกต่างกัน ใน 3 มาตรการ ได้แก่ (1) มาตรการ Critical Peak Pricing สำหรับลด Peak ของปี (2) มาตรการ Interruptible/Curtailable Service สำหรับภาวะฉุกเฉิน และ (3) มาตรการ Emergency Demand Response Program สำหรับรองรับการหยุดของแหล่งก๊าซฯ ทั้งนี้ จะเริ่มประกาศใช้ในปี 2560 - 2561 ต่อไป

 

 

กฟผ.เตรียมทุ่ม 2 แสนล้าน ลงทุนพลังงานหมุนเวียน

กฟผ.เตรียมวงเงิน 2 แสนล้านบาท ลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในช่วง 20 ปีข้างหน้า เน้น ชีวมวล แสงอาทิตย์ พลังงานลม โดยจะเปิดช่องให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้วยในรูป PPP( Public –Private Partnership)

แผนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งรวมอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน(AEDP2015) มีการปรับปรุงใหม่ จากเดิมที่กฟผ.จะเป็นผู้ลงทุน โดยจะมีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 513 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ในสัดส่วน 171 เมกะวัตต์ ตามด้วยพลังงานลม 168 เมกะวัตต์  พลังน้ำขนาดเล็ก 116 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพ  58 เมกะวัตต์  ปรับเปลี่ยนเป็น กฟผ. จะต้องเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเป็น 2,000 เมกะวัตต์  โดยจะหันมาเน้นการลงทุนในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) จำนวน 1,032 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ 486 เมกะวัตต์ พลังงานลม 307  เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดเล็ก 125 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าจากขยะ 43 เมกะวัตต์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 เมกะวัตต์

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในส่วนของกฟผ.ที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก 513 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์นั้น คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 2 แสนล้านบาท ในช่วง20ปีข้างหน้าคือจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2579  โดยแผนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กฟผ. แล้ว และนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา

“แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่มีการปรับใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. ไม่ได้มุ่งลงทุนเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง โดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ก๊าซฯในการผลิตไฟฟ้าที่สูงเกือบ70% เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนจากชีวมวล ที่จะมีส่วนในการกระจายรายได้ไปถึงมือเกษตรกร ที่จะมาปลูกพืชพลังงานเพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้า” นายสหรัฐกล่าว

 

ทั้งนี้ กฟผ.กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาถึงความเหมาะสมของพืชพลังงาน ที่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งจะต้องมีเพียงพอสำหรับป้อนโรงไฟฟ้า แต่กำลังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปว่าจะเน้นไปที่พืชตัวใดตัวหนึ่งเป็นหลักหรือไม่อย่างไร โดยตามแผนโรงไฟฟ้าจาก     ชีวมวลของกฟผ.จะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลของ กฟผ. จะไม่ไปแย่งวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในตลาด แต่จะเป็นการปลูกพืชพลังงานที่จะใช้ผลิตชีวมวลขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไฟฟ้าจากชีวมวลจะเข้าเข้าสู่ระบบในปี 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากต้องรอความพร้อมเรื่องวัตถุดิบพืชพลังงาน ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นของแผน กฟผ. จึงให้ความสำคัญในการผลักดันโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กเข้าสู่ระบบก่อน เนื่องจากสามารถทำได้เร็วกว่า โดยเริ่มเข้าสู่ระบบมาตั้งแต่ปี 2558 (ตามแผนภาพ)

 

นอกจากนี้แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.จะให้ความสำคัญกับการผสมผสานเชื้อเพลิง (hybrid) เพื่อทำให้การผลิตกระแสไฟฟ้ามีความแน่นอนและสม่ำเสมอ จากที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน มักจะเป็นสัญญาแบบ Non-Firm  ซึ่งไม่มีการกำหนดระยะเวลาขายไฟฟ้าที่แน่นอน จึงมีความไม่แน่นอนในการจ่ายกระแสไฟฟ้า

ในส่วนของการลงทุนตามแผน กฟผ.จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนด้วย ในรูปแบบPPP (Public –Private Partnership) โดยกฟผ.กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียดของแนวทางการลงทุนร่วมกับเอกชนในลักษณะดังกล่าว  ซึ่งขณะนี้ ก็มีภาคเอกชนหลายกลุ่มที่แสดงความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมลงทุนกับกฟผ. เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามแผนนี้ ทั้งนี้ อัตราค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.เอง จะไม่ได้รับการอุดหนุน และจะต้องไม่สูงกว่าโรงไฟฟ้าที่เอกชนผลิตได้

สำหรับแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ. ฉบับนี้ ยังจะช่วยให้กฟผ.สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 5% ภายในปี 2563 ด้วย