ค้นหาด้วย ' พลังงานสะอาด ' ทั้งหมด 2 รายการ
โครงการพลังธรรมชาติ พลังงานสะอาดเพื่อชุมชน ของ ปตท. : เครื่องตะบันน้ำ

โครงการพลังธรรมชาติ พลังงานสะอาดเพื่อชุมชน โดย หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในโครงการที่นำองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมมาช่วยแก้ปัญหาน้ำของชุมชน ซึ่งมีทรัพยากรและข้อจำกัดแตกต่างกันไปในแต่ละสภาพพื้นที่ โดยการใช้ “เครื่องตะบันน้ำ” หรือ “ไฮดรอลิคแรมปั๊ม” ดึงพลังงานศักย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาใช้ในระบบส่งน้ำให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ ทดแทนการใช้พลังงานจากไฟฟ้าหรือน้ำมันที่มีต้นทุนสูง โดยในปี 2557 ได้ส่งมอบโครงการต้นแบบแห่งแรกให้แก่ชุมชน ณ หมู่บ้านขนุนคลี่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และในปี 2558 ได้ส่งมอบโครงการฯ ให้แก่ หมู่บ้านภูเตย ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และหน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. มีแผนที่จะขยายโครงการฯ ในอีกหลายพื้นที่ เพื่อช่วยพัฒนาชุมชนที่ขาดแคลนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป

พลังงานรอบโลก: รายงานต่างประเทศระบุจีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด

จากรายงานของ Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA) ที่เผยแพร่ออกมาเร็วๆนี้ ชี้ให้เห็นว่าจีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดของโลก โดยในปี 2016 จีนทำสถิติทุ่มเม็ดเงินลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนต่างๆ ในต่างประเทศ ถึง 3.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือพุ่งสูงขึ้นราว 60% และคาดว่าในปีนี้จะเดินหน้าลงทุนต่อไป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา จีนประกาศว่าเตรียมลงทุนกว่า 3.61 แสนล้านเหรียญสหรัฐในโครงการด้านพลังงานทดแทนภายในปี 2020 โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานด้านพลังงานของจีนกล่าวว่า พลังงานทดแทนจะเป็นหลักสำคัญของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของจีน

ทั้งนี้ ในปี 2016 ที่ผ่านมา จีนได้ทำข้อตกลงลงทุนในโครงการด้านพลังงานทดแทนต่างๆ ในต่างประเทศ จำนวน 11 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการลงทุนดังกล่าว ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น บริษัทผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมในออสเตรเลียและชิลี การจัดจำหน่ายไฟฟ้าในบราซิล และการสร้างโรงงานผลิตโซลาร์เซลล์ในเวียดนาม

นอกจากการลงทุนด้านพลังงานทดแทนในต่างประเทศแล้ว จีนก็มีการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ ด้วยเม็ดเงินมหาศาล โดยในปี 2015 จีนใส่เงินลงทุนกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ลงในทั้งโครงการพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และภาคธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่าการลงทุนของสหรัฐฯ ในภาคพลังงานสะอาดเกินกว่าเท่าตัว จีนจึงได้ก้าวแซงหน้าสหรัฐฯ ในการเป็นผู้ผลิตพลังงานทดแทนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเมื่อพิจารณาจากนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ที่จะมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำแล้ว จึงคาดว่าแนวโน้มการลงทุนด้านพลังงานของสหรัฐฯ คงไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ส่งเสริมพลังงานทดแทนแต่อย่างใด

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานโดยอ้างความคิดเห็นของนักวิชาการด้านการเงินและการจัดการจากมหาวิทยาลัยในเยอรมัน ว่า จีนได้กลายมาเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน แซงหน้าประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐฯและเยอรมันแล้ว โดยปัจจุบัน จีนเป็นเจ้าของโรงงานผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใหญ่สุดในโลกถึง 5  โรง จากทั้งหมด 6 โรง โดยจีนมีความได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิต หากเป็นการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในระดับมาตรฐาน ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยากซับซ้อน เช่นเดียวกับการผลิตอุปกรณ์สำหรับการผลิตพลังงานลมแบบมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ยุโรปและอเมริกา ยังคงมีข้อได้เปรียบอยู่ หากวัดกันที่ความทันสมัยและความมีประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น อาทิ แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบาง (thin-film solar) และการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้านพลังงานที่ต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมขั้นสูงในการเดินระบบ

จีนเล็งปรับลดการเติบโตของการใช้พลังงานต่อปีเหลือ 2.5% ในช่วง 2016-2020

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข้อมูลจากแผนพลังงาน 5 ปี ฉบับล่าสุดของจีน ที่ระบุว่าจีนตั้งเป้าอัตราการเติบโตของการใช้พลังงานต่อปีเฉลี่ยที่ 2.5% ในช่วงปี 2016-2020 ซึ่งน้อยกว่าช่วงปี 2011-2015 ที่อยู่ที่ระดับ 3.6% โดยเป้าหมายการเติบโตที่น้อยลงนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้พลังงานใหม่ ตามการเติบโตของเศรษฐกิจแบบ new normal ของประเทศ

ทั้งนี้ การปรับลดเป้าดังกล่าว จะทำให้การใช้พลังงานรวมในปี 2020 อยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านเมตริกตันเทียบเท่าถ่านหินมาตรฐาน

จากแถลงการณ์ร่วมของ National Energy Administration และ National Development and Reform Commission ของจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนยังตั้งเป้าลดความเข้มข้นของพลังงาน หรือการใช้พลังงานต่อหน่วยจีดีพีภายในปี 2020 ลงอีกกว่า 15% จากปี 2015 พร้อมจะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลเป็นกว่า 15% ของการใช้พลังงานทั้งหมด และการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มเป็น 10% จาก 8% แต่จะลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินจาก 62% เหลือน้อยกว่า 58%

ขณะเดียวกัน จีนได้กระตุ้นให้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าและใช้ก๊าซแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน มากขึ้นด้วย