ค้นหาด้วย ' พลังงาน ' ทั้งหมด 20 รายการ
IRPC คว้ารางวัลจากสถาบัน IOD

​บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) โดย มนวิภา จูภิบาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกิจการองค์กร เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล Golden Peacock Global Award for Excellence in Corporate Governance 2015 จากสถาบัน Institute of Directors (IOD) ประเทศอินเดีย ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
IRPC ได้รับรางวัลนี้เป็นครั้งที่ 3 (ครั้งแรก ในปี 2012) จากการที่บริษัทฯ มีกลไกการกำกับดูแลกิจการที่ดีที่โดดเด่น รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติในระดับสากล นอกจากนี้ภายในงานประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ ในหัวข้อการกำกับดูแลกิจการที่ดีความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืน เพื่อให้องค์กรต่างๆ ทั่วโลก บรรลุวัตถุประสงค์ในการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

"นายกลุงตู่"ชวนช้อป ชิมชม ตลาดเพลินพลังงาน ข้างทำเนียบตลอดเดือนมี.ค.นี้

“นายกลุงตู่” ชวน ช้อป ชิม ชม ตลาดเพลินพลังงาน ข้างทำเนียบตลอดเดือน มี.ค.นี้

เมื่อช่วงเช้าของวันนี้(1มี.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเปิดงาน “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” โดยมีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน  เป็นผู้นำเดินชมตัวอย่างกิจกรรมที่นำมาแสดงภายในงาน

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และหน่วยงาน องค์กรที่เป็นพันธมิตรภาคพลังงาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตกำแพงแสน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปศุสัตว์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว และสมุทรปราการ ได้ร่วมจัดงานตลาดนัดคลองผดุงกรุงเกษม ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกกระทรวงมีส่วนกับภาคประชาชนในการขับเคลื่อนโครงการประชารัฐ ผ่านกิจกรรมตลาดคลองผดุงกรุงเกษม

โดยการจัดงาน”เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้”จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 5-27 มีนาคม 2559 ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ซึ่งภายในงานจะเป็นการผสมผสานกันระหว่างกิจกรรมที่เป็นองค์ความรู้ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลังงาน สินค้าชุมชนในราคาถูกกว่าท้องตลาด พร้อมราคาโปรโมชั่น และกิจกรรมสันทนาการ โดยแบ่งเป็นกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

พลังงานพาชม พบกับ การแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงาน ซึ่งนอกจากจะมีการนำมาจัดแสดงแล้ว ยังได้จัดจำหน่ายให้ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถสั่งซื้อได้ภายในงาน ได้แก่ เครื่องจักร อุปกรณ์ แปรรูปเชื้อเพลิงชีวมวล การผลิตพลังงานทดแทน เช่น ถ่านกัมมันต์ ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และถ่านอัดแท่ง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุนนารี เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดแสดงรถพลังงานไฟฟ้ารักษาสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตกำแพงแสน

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเวทีให้คำปรึกษา แนะนำช่องทางสำหรับผู้ที่สนใจจะประกอบกิจการพลังงาน เช่น การลงทุนโครงการ Waste to energy แบบครบวงจร ของมหาวิทยาลัยสุรนารี โครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนด้วยเงินทุนหมุนเวียน (ESCO Revolving Fund) มูลค่าโครงการ 300 ล้านบาท จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

พลังงานพาช้อป พบกับ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลังงานราคาโปรโมชั่น และสินค้าราคาถูก อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เบอร์ 5 แทบทุกประเภทราคาถูกกว่าห้างสรรพสินค้า ของดีจากชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อนทั่วประเทศ เช่น ผ้าบาติกจากจังหวัดกระบี่ ผ้าฝ้ายลายครามจากภาคอีสาน ของดีที่ทำจากเถ้าลอยลิกไนต์ เช่น อิฐบล็อก ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ ทางปศุสัตว์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว และสมุทรปราการ ได้มาร่วมจัดมหกรรมสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย ซึ่งจะจัดจำหน่าย เนื้อหมู และเนื้อไก่ ปลอดภัยราคาถูก ให้ประชาชนได้เลือกซื้ออีกด้วย

พลังงานพาชิม พบกับ ผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตจากเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน อาทิ กล้วยทอด เผือกทอด มันทอด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำก๊าซธรรมจากผลพลอยจากกระบวนการผลิตน้ำมันดิบซึ่งปกติจะนำไปเผาทิ้งจากชุมชนบ้านหนองตูม จังหวัดพิษณุโลก อาหารทะเลแห้ง ที่ได้จากพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย เช่น พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดชุมพร ผลิตภัณฑ์อาหารในพื้นที่ส่งเสริมพลังงานชุมชน อาทิ ข้าวเกรียบปลา จากจังหวัดสงขลา ผลไม้แปรรูป/ปลาแปรรูป จากจังหวัดนครนายก กระยาสารท จากจังหวัดอยุธยา /ชาสมุนไพร จังหวัดนนทบุรี/ผลิตภัณฑ์เห็ดและกล้วยอบแห้ง จากราชบุรี/สมุนไพร จากลพบุรี และผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มราคาพิเศษ เช่น โดนัทแด็ดดี้โด ,กาแฟอเมซอน, Texas chicken จาก ปตท. เป็นต้น

พลังงานพาเพลิน พบกับ วงดนตรีคนพลังงาน ให้ความสนุก เพลิดเพลินให้กับประชาชนที่มาเที่ยวงานทุกวันศุกร์ พร้อมเปิดโอกาสให้ร่วมสนุกลุ้นของรางวัลมากมายตลอดการจัดงาน เช่น ร่วมส่งคลิปวิดีโอ หรือ ภาพถ่าย ในหัวข้อ “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” เข้ามาที่ เฟซบุ๊คแฟนเพจ : พลังงานพาเพลิน และ แชร์สู่สาธารณะ เพื่อลุ้นรางวัล โทรศัพท์มือถือ I Phone 6 จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งจะปิดรับผลงานในวันที่ 25 มี.ค. 2559 เวลา 19.00 น. และประกาศผลรางวัล ในวันอาทิตย์ที่ 27 มี.ค. 2559 เวลา 10.00 น. ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ และมอบรางวัลในเวลา 15.00 น.

รวมทั้งยังมี กิจกรรมเตาเก่าแลกเตาใหม่ เพียงนำเตาอั้งโล่ใบเก่ามาแลกเตา “อั้งโล่ประหยัดพลังงาน” ฟรี และการจับรางวัล แจกจริง ทุกวัน วันละ 2 ชิ้น เพียงนำใบเสร็จรับเงินที่ซื้อสินค้ามูลค่าตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป เขียนชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ ส่งได้ที่กล่องรับชิ้นส่วนที่บูธของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โดยจะทำการจับรางวัลในเวลา 12.00 และ 17.00 น. ซึ่งในแต่ละสัปดาห์จะมีการประชาสัมพันธ์ของรางวัลให้ทราบทาง เฟซบุ๊คแฟนเพจตลาดคลองผดุงกรุงเกษม และ เฟซบุ๊คแฟนเพจกระทรวงพลังงานต่อไป

นอกจากนี้ ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตกำแพงแสน ในการนำรถบัสไฟฟ้ามาทดลองวิ่งบริการรับ-ส่ง ประชาชนที่สนใจร่วมเที่ยวงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” จากสถานีรถไฟหัวลำโพง - ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม โดยจะมีรถให้บริการ จำนวน 2 คัน วิ่งรับส่งตามเส้นทางดังกล่าววันละ 8 เที่ยวในทุกวัน จันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.และ เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ การจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” จะเป็นการประชาสัมพันธ์งานของกระทรวงพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และหน่วยงาน องค์กรที่เป็นพันธมิตร ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการ เพื่อการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำในโอกาสการสร้างธุรกิจในสังคม เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพิ่มช่องทางการตลาด การจัดจำหน่าย และการจัดทำแผนธุรกิจและการจับคู่ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพบกับผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้เพื่อสร้างตลาดคลองผดุงกรุงเกษมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร

เผยผลสำรวจแนวโน้มอีก5ปีข้างหน้าบริษัทน้ำมันและก๊าซยังมุ่งลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัลหวังลดต้นทุน

เอคเซนเชอร์เผยผลสำรวจแนวโน้มในอีก3-5ปีข้างหน้าบริษัทน้ำมันและก๊าซยังมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลหวังลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจช่วงที่น้ำมันและก๊าซมีราคาถูก

 

ผลสำรวจซึ่งจัดทำต่อเนื่องเป็นปีที่5โดย PennEnergy Research  ร่วมกับวารสาร Oil & Gas Journal  และได้รับการสนับสนุนจากเอคเซนเชอร์ (ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: ACN) ร่วมกับไมโครซอฟท์(ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: MSFT)เมื่อเดือนมกราคม2559ที่ผ่านมา ได้สอบถามไปยังผู้บริหารระดับสูงและระดับกลาง ,ผู้จัดการโครงการ และวิศวกรในบริษัทน้ำมันและก๊าซจากทั่วโลกจำนวน250 คน แสดงให้เห็นว่า นับจากนี้ไปอีก 3 - 5 ปี 80% ของกิจการน้ำมันและก๊าซทั่วโลกต่างมีแผนที่จะลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล โดย 30% จะลงทุนเท่ากับในปัจจุบัน 36%จะลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม และ 14% จะลงทุนมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

การลงทุนต่อเนื่องในดิจิทัลเป็นผลมาจากความมั่นใจของผู้ตอบแบบสำรวจว่า เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้องค์กรพัฒนาไปได้ต่อเนื่องด้วยความคล่องตัวมากขึ้นและชาญฉลาดขึ้น สำหรับกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจเทรนด์ดิจิทัลในธุรกิจน้ำมันและก๊าซประจำปี2016 ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันระดับสากล หน่วยงานอิสระ และบริษัทขุดเจาะน้ำมัน

มากกว่าครึ่งหนึ่งหรือ 53% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า ดิจิทัลได้ก่อให้เกิดมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจของตน โดยปัจจุบัน การลดต้นทุนเป็นประเด็นที่ท้าทายมากที่สุด ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยแก้ปัญหา นอกจากนี้ 56% ของผู้ตอบยังระบุว่า คุณประโยชน์ที่ดีที่สุดของเทคโนโลยีดิจิทัลคือการช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น ส่วนหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการชี้วัดคุณค่าของดิจิทัลในเชิงธุรกิจคือการขาดยุทธศาสตร์หรือกรณีศึกษาทางธุรกิจ ไม่ได้เป็นปัญหาเกี่ยวกับตัวเทคโนโลยี

สำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันมุ่งเน้นที่โมบิลิตี้ โดยเกือบ 3 ใน 5 ของผู้ตอบ (57%) ระบุว่ามีการลงทุนในเทคโนโลยีโมบายล์ เทียบกับสัดส่วนผู้ตอบ 49% ในปีที่แล้ว ถัดมาคือเรื่องการลงทุนในอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) ซึ่งปีนี้มี 44% ของผู้ตอบลงทุน เทียบกับ 25% ในปี 2558 ในส่วนของระบบคลาวด์ ปีนี้มีผู้ตอบ 38% เพิ่มขึ้น 8% จากปีที่แล้ว ส่วนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า การลงทุนการปรับเปลี่ยนไปสู่ด้านบิ๊กดาต้าและอนาลิติกส์มากขึ้น (38%) ด้าน IoT (36%) และด้านโมบายล์ (31%)

ปีนี้นับเป็นครั้งแรกในเอเชียที่เอคเซนเชอร์เผยผลสำรวจพร้อมกันในมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และประเทศไทย มีการจัดบรรยายสรุปสำหรับสื่อมวลชนและสาธิตให้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลในระบบอนาลิติกส์ โมบิลิตี้ และ IoT ว่ามีบทบาทในธุรกิจค้าปลีกด้านพลังงาน การบำรุงรักษาโรงงาน และการฝึกอบรมบุคลากรอย่างไร

นางสาว อินทิรา เหล่ามีผล กรรมการผู้จัดการ–กลุ่มธุรกิจพลังงานและทรัพยากร และกลุ่มเทคโนโลยี เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวถึงผลการสำรวจว่า ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจแสดงให้เห็นพัฒนาการที่น่าสนใจในอาเซียนว่า อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่ง ช่วยให้ธุรกิจก้าวผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในปัจจุบันได้อย่างไร   

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่าสองในสาม (66%) ที่ระบุว่าระบบอนาลิติกส์เป็นหนึ่งในศักยภาพที่สำคัญของการปรับเปลี่ยนองค์กร แต่มีเพียง 13% เท่านั้นที่เชื่อมั่นว่าระบบอนาลิติกส์ขององค์กรพัฒนาไปเต็มที่แล้ว ผู้ตอบเกือบสองในสาม (65%) มีแผนจะนำอนาลิติกส์เข้ามาใช้มากขึ้นในช่วงสามปีข้างหน้าเพื่อรองรับความต้องการขององค์กร

“ผู้บริหารองค์กรสามารถที่จะวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆได้แบบเรียลไทม์ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือไอแพด หรือสามารถที่คาดการณ์ไปล่วงหน้าเกี่ยวกับเรื่องของเทรดดิ้งในธุรกิจน้ำมันและก๊าซ  การซ่อมบำรุงอุปกรณ์สำคัญในกระบวนการผลิต การเรียนรู้และฝึกอบรมด้วยภาพจำลองเสมือนจริง แม้จะอยู่กันคนละพื้นที่ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่สามารถจะนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเพื่อจุดมุ่งหมายในการลดต้นทุนหรือเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในกระบวนการผลิตที่ค่อนข้างจะมีความซับซ้อนได้” นางสาวอินทิรา กล่าว

ด้าน นาย. เซนทิล รามานี ผู้อำนวยการศูนย์ Internet of Things Center of Excellence ของเอคเซนเชอร์ กล่าวว่า “ศักยภาพการเติบโตของเทคโนโลยี IoT ในอาเซียนมีสูงกว่าที่อื่นมาก เพราะไม่มีระบบหรือกรอบเดิม และเทคโนโลยีดิจิทัลยังสร้างประโยชน์แก่ตลาดอย่างรวดเร็วแม้ตลาดนี้จะมีพื้นที่กว้างขวางมาก อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขึ้นอยู่กับว่ามีการลงทุนในเทคโนโลยี IoT ด้านใด ลูกค้าหลายรายของเอคเซนเชอร์ก็เริ่มได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในระบบอนาลิติกส์และระบบบำรุงรักษาแล้ว”

 

 

 

 

คนพลังงานตั้งปณิธานทำดี เพื่อแม่ของแผ่นดิน

คนพลังงานตั้งปณิธาน เขียนข้อความถึงแม่ของแผ่นดินเนื่องในวันแม่ 12สิงหาคม

กระทรวงพลังงาน จัดกิจกรรมถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพิธีเปิดนิทรรศการ “84พรรษา ด้วยใจรักและภักดี” โดยมีพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี เมื่อวันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ณ บริเวณ Lobby อาคารซี ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน

ภายในงานดังกล่าวมีการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการและประชาชนทั่วไปได้ลงนามถวายพระพร และเขียนข้อความ ที่เขียนแสดงถึงปณิธานและความมุ่งมั่นของตน ในโอกาสวันแม่ 12 สิงหาคม ซึ่งถูกนำมาแสดงในงานนี้ด้วย ที่น่าสนใจอาทิ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เขียนข้อความไว้ว่า “เราจะมุ่งมั่นตั้งใจและพัฒนาการทำงานให้ดีที่สุดเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติและเพื่อประชาชน"

พลเอก ธนา วิทยวิโรจน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เขียนข้อความไว้ว่า “ข้าพเจ้าจะทำงานด้วยความสุจริต รักษาเกียรติ และศักดิ์ศรี ต่อไปจนกว่าจะหมดภาระ”

พลเอก ณัฐพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน  เขียนข้อความไว้ว่า” ทำดีด้วยใจไม่ใช่ทำเพื่อให้ใครยกย่อง “

พลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เขียนข้อความไว้ว่า “เพราะรักแม่ จึงขอทำความดีเพื่อแม่ของแผ่นดิน “

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เขียนข้อความไว้ว่า “ข้าพเจ้าจะเป็นข้าราชการที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน เขียนข้อความไว้ว่า “จัดหาพลังงานเพื่อประชาชน ใช้อย่างพอเพียงและยั่งยืน

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ รองปลัดกระทรวงพลังงาน เขียนข้อความไว้ว่า “จะเป็นข้าราชการที่ดีเพื่อถวายแด่แม่ของแผ่นดิน”

และนายยงยุทธ จันทรโรทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เขียนข้อความไว้ว่า “ขออำนาจพระรัตนตรัย ขอพระองค์ราชินีทรงพระเจริญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ” 

PTT to expand Café Amazon in ASEAN

PTT aims to drive Café Amazon to become a brand of ASEAN, targeting to raise the number of branches in the region to 400 by 2021.

Mr. Sarun Rungkasiri, Chief Operation Officer, Downstream Petroleum Business Group, PTT Public Company Limited, said that due to changing consuming behavior that seen a growing demand and popularity of coffee consumption among Cambodians including workers and students, PTT seized the opportunity to expand Café Amazon by allowing a master franchise rights to its affiliate PTTCL to retail the coffee chain in Cambodia.

At present, there are 14 Café Amazon outlets in Cambodia operated by PTT and the company has a plan to increase number of branches by another 18 by the end of this year and an addition of another 76 branches within 2021.

In total, PTT planned to have 108 shops of Café Amazon in Cambodia by 2021 and 400 branches in ASEAN by the said year.

Apart from Cambodia, PTT also has Café Amazon coffee chain operated in Laos and is going to exercise the franchise in Myanmar, Japan and Oman in the future.

“This is a remarkable step that would help promote Thai Café Amazon brand to be more well-known to consumers in ASEAN. This expanding effort of Café Amazon will help drive PTT’s business to grow continuously and rapidly and thus to become a successful global brand,” Mr. Sarun said.

ปตท.ขายแฟรนไซส์คาเฟ่อเมซอนในกัมพูชาเพิ่มขึ้น

ปตท. พร้อมขายแฟรนไชส์คาเฟ่ อเมซอนในประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งเป้าปี 2564 เปิด 108 สาขาในกัมพูชา และ400 สาขาในอาเซียน

นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้เริ่มขายแฟรนไชส์ร้านคาเฟ่ อเมซอนให้กับชาวกัมพูชาแล้ว โดยมอบสิทธิ์ในการขาย Franchise Café Amazon ทั้งหมดในประเทศกัมพูชาให้ บริษัท ปตท. (กัมพูชา) จำกัด (PTTCL) เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

โดยในปัจจุบัน ในประเทศกัมพูชามีร้านคาเฟ่ อเมซอนดำเนินงานโดย ปตท.แล้ว จำนวน 14 สาขา และมีแผนจะเปิดร้านแฟรนไชส์จำนวน 18 สาขาในปีนี้ และเปิดเพิ่มอีก 76 สาขาภายในปี 2564  รวม108 สาขา  และคาดว่าจะมี400 สาขาในประเทศอาเซียน ซึ่งจะทำให้แบรนด์ของคนไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมากขึ้น

“ การบริโภคกาแฟได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายและมีอัตราการเติบโตที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของชาวกัมพูชา อาทิ คนรุ่นใหม่ คนทำงาน และนักศึกษา ที่เปลี่ยนมาบริโภคเครื่องดื่มชา กาแฟ และออกมานั่งในร้านกาแฟกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปตท. เล็งเห็นโอกาสอันดีในการขยายธุรกิจค้าปลีกให้สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด จึงได้มอบสิทธิ์ในการขายแฟรนไชส์ของร้านคาเฟ่อเมซอนในประเทศกัมพูชาทั้งหมดให้กับ PTTCL ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ ปตท. ในประเทศกัมพูชา นอกจากโอกาสที่ธุรกิจที่ ปตท. จะได้รับแล้ว ชาวกัมพูชาจะได้มีส่วนร่วมในการทำธุรกิจกับ ปตท. ซึ่งเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมให้กับเพื่อนบ้านของไทยอีกด้วย”นายสรัญ กล่าว

ทั้งนี้ การมอบสิทธิ์ในการขายแฟรนไชส์นี้ จะเป็นต้นแบบของการดำเนินธุรกิจค้าปลีกอย่างเต็มรูปแบบในต่างประเทศของ กลุ่ม ปตท. โดยมีแผนจะพัฒนารูปแบบการให้สิทธิ์ Café Amazon Master Franchisee ในประเทศอื่นๆ อาทิ พม่า ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และโอมาน ต่อไปในอนาคต ซึ่งถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการผลักดันให้ แบรนด์คนไทยอย่างคาเฟ่ อเมซอน ให้เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคกาแฟในอาเซียนมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจฯ สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว สนับสนุนให้ ปตท. ก้าวสู่การเป็น Global Brand อย่างเต็มตัว

สำรวจปั๊มเวียดนามเปรียบเทียบไทย ดีเซลถูกกว่าแต่คุณภาพต่ำกว่า

สำรวจปั๊มเวียดนามเทียบราคาน้ำมันกับไทย แตกต่างกันเพราะนโยบายราคาและคุณภาพน้ำมัน  ระบุเวียดนามยังทำโครงสร้างราคาดีเซลและเบนซินต่างกัน 5 บาทต่อลิตร ในขณะที่ไทยหลังปรับโครงสร้างภาษี พบส่วนต่างเหลือเพียง 24 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28-30 ก.ค.2559 คณะสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (Confederation of  Thailand Journalists - CTJ) ซึ่งนำโดยนายเทพชัย หย่อง ประธาน CTJ ได้เดินทางจากกรุงฮานอย ไปยังจังหวัดกาวบั่ง (Geo Bang) โดยรถบัสขนาดเล็ก ระยะทาง 286 กิโลเมตร เพื่อปฏิบัติภารกิจของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในการเชื่อมความสัมพันธ์เป็นครั้งแรกทางสมาคมผู้สื่อข่าวของจังหวัดกาวบั่ง โดยมีผู้แทนจากสมาพันธ์ผู้สื่อข่าวของเวียดนาม ร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย

ในช่วงของการเดินทางได้มีการแวะหยุดพักที่สถานีบริการน้ำมันเป็นระยะ ทั้งในส่วนของสถานีบริการ Petrolimex และของPetro Vietnam ซึ่งทางคณะได้ให้ความสนใจกับราคาน้ำมันขายปลีกสำเร็จรูปที่เวียดนาม ว่ามีราคาที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาขายปลีกที่ประเทศไทยอย่างไร  โดยราคาน้ำมันขายปลีกน้ำมันในจังหวัดกาวบั่ง ที่ติดแจ้งให้ผู้บริโภคได้รับทราบ ตามที่มีการจำหน่ายมีเพียง 2 ชนิด คือ น้ำมันเบนซินออกเทน 92 มีราคา 15,400 ด่องต่อลิตร (ประมาณ 25.66 บาทต่อลิตร คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 600 ด่องเท่ากับ 1 บาท) และดีเซลที่มีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 0.05% ราคา 12,390 ด่องต่อลิตร (ประมาณ20.65 บาทต่อลิตร) ส่วนราคาขายปลีกของไทย ณ วันที่ 29 ก.ค. 2559 (วันเดียวกัน) เบนซิน 95 มีราคา 30.36 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 มีราคา 23.25 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลราคา 23.49 บาทต่อลิตร (โดยเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)    

                                       

                                              

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ำมันขายปลีกสำเร็จรูปที่แตกต่างกันระหว่างเวียดนามและไทยนั้น มาจากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และอัตราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันที่แตกต่างกัน รวมทั้งคุณภาพของเนื้อน้ำมันด้วย โดยในส่วนของเบนซินของเวียดนาม ที่จำหน่ายที่จังหวัดกาวบั่งนั้น ไม่ได้มีส่วนผสมของเอทานอลในสัดส่วน 10% เหมือนน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ของไทย และยังมีค่าออกเทนที่ต่ำกว่า  ส่วนน้ำมันดีเซล ก็เป็นเกรดที่มีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์สูง จึงมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลของไทยที่เป็นเกรดมาตรฐานยูโร 4 อีกทั้งไม่ได้มีส่วนผสมของไบโอดีเซล (บี100) ในสัดส่วน 5-7% ซึ่งทั้งเอทานอล และไบโอดีเซลนั้น มีราคาต่อลิตรสูงกว่าราคาเนื้อน้ำมัน  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน  และค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน ที่ทำให้ราคาแตกต่างกันด้วย

 

                                         

เป็นที่น่าสังเกตว่า น้ำมันเบนซินของเวียดนามมีราคาสูงกว่าดีเซลมาก โดยต่างกันประมาณ 5 บาทต่อลิตร เนื่องจากน้ำมันดีเซลนั้นใช้สำหรับรถบรรทุกขนส่งภาคอุตสาหกรรมเกษตร  ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศที่เน้นการเกษตรเป็นหลักแบบเวียดนาม  รัฐจึงทำให้โครงสร้างของราคาแตกต่างกัน  ในขณะที่ไทยนั้น ในอดีตก็มีนโยบายการกำหนดโครงสร้างภาษีเพื่อให้ดีเซลมีราคาที่ต่ำกว่าเบนซินมากเช่นเดียวกันกับเวียดนาม  โดยจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเบนซิน และมีอัตราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันที่สูงกว่าดีเซล  

แต่ปัจจุบัน รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้ภาษีสรรพสามิตและอัตราการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันของทั้งดีเซลและเบนซินมีอัตราที่ใกล้เคียงกัน  ทำให้ราคาดีเซลแตกต่างจากแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งเป็นน้ำมันในกลุ่มเบนซินที่มียอดจำหน่ายสูงสุดเพียง 24 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น  ทั้งนี้ ข้อดีของการปรับโครงสร้างราคาดังกล่าว ทำให้ผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินไม่ต้องแบกภาระแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำมันดีเซล และไม่เป็นการบิดเบือนปริมาณการใช้ดีเซล  ที่เมื่อทำให้ราคาถูกมาก ผู้บริโภคก็ยิ่งหันไปใช้น้ำมันดีเซลมากขึ้น ทั้งๆที่ราคาเนื้อน้ำมันดีเซลและเบนซินนั้นไม่ได้แตกต่างกัน

 

                                   

 

กฟผ.ชวนเชียร์นักกีฬาไทยให้ได้เหรียญทองเพิ่ม

กฟผ. ในฐานะผู้สนับสนุนหลักสมาคมยกน้ำหนัก ตามโครงการ 1 สมาคมกีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ  ชวนคนไทยส่งใจเชียร์นักกีฬาไทยให้ได้เหรียญทองเพิ่ม หลังน้องแนน โสภิตา นักกีฬายกน้ำหนักหญิง คว้าเหรียญทองเหรียญแรกให้ทีมไทย


นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม ในฐานะโฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า วันนี้ (7 สิงหาคม 2559) เวลา 05.00 น. ตามเวลาประเทศไทย น้องแนน โสภิตา ธนสาร นักกีฬายกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทย ได้ลงทำการแข่งขันในรุ่น 48 กิโลกรัม ซึ่งมีจอมพลังสาวจาก 12 ชาติร่วมชิงชัย และโสภิตาก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง สามารถคว้าเหรียญทองแรกให้กับทัพนักกีฬาทีมชาติไทยได้สำเร็จ ณ ริโอ เซนทรัล พาวิลเลียน 2 กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล


สำหรับการแข่งขันในท่าสแนชท์ ครั้งแรก โสภิตา เรียกน้ำหนักที่  88 กิโลกรัม และสามารถยกผ่านได้อย่างสบาย จากนั้นเรียกน้ำหนัก ครั้งที่ 2 ก็ยกผ่านอีกครั้งที่ 90 กิโลกรัม ตามด้วยครั้งที่ 3 ที่ 92 กิโลกรัม จบท่าสแนชท์ที่ 92 กิโลกรัม อยู่อันดับที่ 1


ส่วนท่าคลีนแอนด์เจอร์ก โสภิตา เรียกน้ำหนักครั้งแรก 106 กิโลกรัม ตามด้วยครั้งที่ 2 ที่ 108 กิโลกรัม และสามารถยกผ่านได้สบายทั้งสองครั้ง จากนั้นจึงเรียกน้ำหนักครั้งสุดท้าย 110 กิโลกรัม แต่ยกไม่ผ่าน ส่งผลให้ทำน้ำหนักรวมทั้ง 2 ท่าได้ 200 กิโลกรัม สามารถคว้าเหรียญทองแรกของทัพนักกีฬาไทยในริโอเกมส์ได้สำเร็จ


“กฟผ. ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย มาตั้งแต่ปี 2547 ตามโครงการ 1 สมาคมกีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ ของรัฐบาล ขอร่วมแสดงความยินดีที่จอมพลังสาวไทย สามารถคว้าเหรียญทองแรกในศึกโอลิมปิกเกมส์ 2016 สร้างความสุขให้คนไทยได้สำเร็จ และขอเชิญชวนชาวไทยทุกคน ร่วมเชียร์และเป็นกำลังใจให้นักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทยที่จะลงทำการแข่งขันในรุ่นอื่นๆ ต่อไปด้วย” นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี โฆษก กฟผ. กล่าว

ปตท.เห็นพ้องแบงก์ชาติ ปรับขึ้นภาษีน้ำมันเพื่อลงทุนขนส่งมวลชน

ปตท.เห็นด้วยกับการปรับขึ้นภาษีน้ำมันนำเงินไปลงทุนระบบขนส่งมวลชน ชี้หากเป็นประโยชน์ส่วนร่วมควรทำ พร้อมเผยกำลังศึกษาธุรกิจสร้างโรงแรมในปั๊ม ปตท. และจ่อเปิดเชิญชวนผู้ร่วมลงทุน ระบุเร่งรณรงค์ประหยัดพลังงานผ่านกลุ่มรถรับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าลดใช้เชื้อเพลิงลง 15% ในปี 2561   

 

นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)มีแนวคิดให้เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันถูกเพื่อให้ภาครัฐนำเงินไปลงทุนระบบขนส่งมวลชนของประเทศนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องของนโยบายที่ภาครัฐจะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งหากเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มแล้วสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็เหมาะสมที่คนไทยจะต้องช่วยกัน

 

สำหรับธุรกิจของปตท.ที่จะแตกไลน์ไปสร้างโรงแรมในปั๊มน้ำมัน ปตท.นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้และเชิญชวนผู้สนใจให้เข้ามาร่วมลงทุน โดยกำลังพิจารณาว่าจะคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในปั๊ม ปตท.เพื่อสร้างโรงแรมในอนาคต อย่างไรก็ตามการลงทุนสร้างธุรกิจโรงแรมดังกล่าว เพื่อให้บริการในปั๊มน้ำมัน ปตท. ครบวงจรและสร้างความหลากหลายให้ธุรกิจ โดยโรงแรมดังกล่าวจะเป็นโรงแรมที่มีราคาถูก รองรับนักเดินทางที่ต้องการพักผ่อนระหว่างเดินทาง ในที่สะอาด สะดวก เพื่อให้ร่างกายพร้อมขับขี่รถยนต์ต่อไป 

 

นอกจากนี้ยืนยันว่ากรณีที่ประเทศอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู)นั้น จะไม่กระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงเป็นไปตามปัจจัยความต้องการซื้อและขายในตลาดโลกเป็นหลัก แต่กรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจโลก โดยหากเศรษฐกิจถดถอยก็จะมีผลให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงและราคาก็จะตกลงได้ อย่างไรก็ตามคาดว่าราคาน้ำมันโลกช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะทรงตัวระดับ 42-48 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากปัจจุบันราคาอยู่ที่ 45 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล 

 

นายสรัญ กล่าวว่า ในส่วนของการประหยัดพลังงานนั้น ปตท.ได้จัดโครงการลดใช้พลังงานเชื้อเพลิงในกลุ่มรถรับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานในภาคขนส่งทางรถของกลุ่ม ปตท.ลงให้ได้ 15%ภายในปี 2561 จากจำนวนรถที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,700 คัน  

 

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งในปี 2558 สามารถลดใช้เชื้อเพลิงได้ 2 ล้านลิตรต่อปี หรือคิดเป็น 5.9%รวมถึงลดค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับบริษัทผู้รับจ้างขนส่งทางรถ 50 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5,678 ตันต่อปี 

 

“โครงการลดใช้พลังงานเชื้อเพลิงในกลุ่มรถรับจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์นั้น ปตท.เริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 สามารถช่วยผู้ประกอบการประหยัดรายจ่ายลงได้มาก สร้างความปลอดภัยบนท้องถนนได้ด้วย เพราะจะมีการอบรมให้ความรู้และแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม เช่น ให้พนักงานขับรถแบบจำกัดความเร็ว ขับรถไม่กระชาก มีวินัย รวมถึงนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาตรวจสอบสภาพรถยนต์ เป็นต้น ทำให้การขับรถขนส่งผลิตภัณฑ์ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายสรัญ กล่าว  

 

 
สำนักงานกกพ.แจ้งเตือนเอกสารปลอมผลพิจารณาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

สำนักงานกกพ.ออกโรงเตือนผู้ประกอบการระวังเอกสารปลอมเรื่องแจ้งผลการพิจารณาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์   ระบุขอให้ตรวจสอบกับสำนักงานโดยตรง พร้อมเตรียมดำเนินการตามกฏหมายเพื่อนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม

นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีปลอมแปลงประกาศ สำนักงาน กกพ. ลงวันที่ 26 กันยายน 2559 เรื่อง รับพิจารณาผลิตไฟฟ้าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีเจตนาเพื่อให้ผู้ประกอบการหรือผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นประกาศที่แท้จริงและทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งเนื้อหาในประกาศปลอมได้แจ้งเรื่องผลการพิจารณาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ของ บริษัท โซล่า อินเตอร์ พาวเวอร์ จำกัด ว่ามีความพร้อมในการทำโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ตามแต่ละพื้นที่ของโครงการ และได้แจ้งให้บริษัทฯ ส่งมอบใบพิจารณาให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดำเนินการต่อไป

 “สำนักงาน กกพ. ขอย้ำว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โปรดอย่าหลงเชื่อ และขอให้ทุกท่านเฝ้าระวัง หากพบผู้มาแอบอ้างหรือกลุ่มผู้ไม่หวังดี นำเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ดูน่าเชื่อถือ อาทิ ประกาศของ กกพ. หรือสำนักงาน กกพ. รวมถึงหนังสือที่มีตราสัญลักษณ์ของสำนักงาน กกพ. ขอให้ตรวจสอบกับทางสำนักงาน กกพ. โดยตรง และหากพบว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการออกโดยสำนักงาน และมีหลักฐานชัดเจนในการหลอกลวง ขอให้แจ้งความเพื่อเอาผิดทางอาญาทันที  ซึ่งขณะนี้ สำนักงาน กกพ. อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการทางกฎหมายเพื่อนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษทางคดีให้ถึงที่สุด” นางสาวนฤภัทร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้หากสำนักงาน กกพ. มีประกาศในเรื่องใดจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน ผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงาน www.erc.or.th เท่านั้น หากมีข้อสงสัยสามารถโทรศัพท์สอบถามก่อนได้ที่ 0-2207-3599 หรือ โทร. 1204