ค้นหาด้วย ' พระราชดำรัส ' ทั้งหมด 1 รายการ
พระราชดำรัสในดวงใจ สว่างไสวพลังงาน

อาจจะมีใครอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งทรงชี้แนะให้พสกนิกรชาวไทยได้นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติในการดำเนินชีวิตนั้น  มีอยู่3 เรื่องสำคัญ ที่หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจได้น้อมนำมาประยุกต์ใช้แล้ว สามารถพัฒนากิจการพลังงานของประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและเชิงสัญลักษณ์  ทำให้หลายพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลความเจริญ สว่างไสว ด้วยแสงไฟฟ้ามานับตั้งแต่นั้น

บุคคลที่มาบอกเล่าเรื่องนี้ให้เราได้เข้าใจในอีกมิติของพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่9 ที่มีผลต่อการวางรากฐานสำคัญของกิจการพลังงาน คือ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน  โดยเรียบเรียงมาจากคำบอกเล่า  บทสัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับสูงแวดวงพลังงานในอดีต และหนังสือที่เขียนถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน


 

ดร.ทวารัฐ บอกถึง พระราชดำรัส เรื่องที่หนึ่ง คือ การรู้รักสามัคคี    โดยทรงชี้แนะถึงเทคนิคการทำงานร่วมกัน

คำไม่กี่คำแต่กินความหมายลึกซึ้งนั้น  มีผู้นำมาวิเคราะห์และขยายความออกไปในเชิงรัฐศาสตร์  ได้ว่า . "รู้" คือ ปัญญา มีความรู้ความเข้าใจในงานที่จะต้องทำ  . "รัก" คือ การมีความรัก ความพอใจในงานที่จะต้องทำนั้น  และ  “สามัคคี” คือ การร่วมกันทำงานด้วยความจริงใจ อย่างพร้อมเพรียง กัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง อิจฉาริษยากัน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ทำงานนั้น เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง

ดร.ทวารัฐ  เล่าว่า  หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำและพลังงานที่ต้องบูรณาการทำงานด้วยกันในอดีต คือ กรมชลประทาน  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และสำนักงานพลังงานแห่งชาติ( ปัจจุบันคือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) )  โดยหากหน่วยงานเหล่านี้ ไม่ได้น้อมนำพระราชดำรัส เรื่อง “รู้รักสามัคคี”มาปฏิบัติใช้ การพัฒนาโครงการเขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่ ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งด้านเกษตรกรรม และการผลิตกระแสไฟฟ้า ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

เป็นที่ทราบกันดีว่าในหลวงรัชกาลที่9ของไทยทรงสนพระทัยและมีพระอัจฉริยภาพเรื่องน้ำเป็นพิเศษ  เมื่อครั้งทรงมีพระราชดำรัสให้กรมชลประทาน สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ขึ้นเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ โครงการแรกของประเทศ  ในขณะนั้น  กรมชลประทาน ได้ตั้งกองไฟฟ้าพลังน้ำขึ้นมาดูแลโครงการนี้โดยเฉพาะ  ซึ่งผอ.กองในตอนนั้น คือคุณ เกษม จาติกวณิช  

ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณแผ่นดิน การดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ในสมัยนั้นให้ประสบความสำเร็จได้จะต้องได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากต่างประเทศ และต้องมีการจัดตั้งองค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคลขึ้นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ  จึงมีการตั้งการไฟฟ้ายันฮี ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าในขณะนั้น (ก่อนจะมีการควบรวมกับการลิกไนต์และ การไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างเขื่อนยันฮี ในปี พ.ศ. 2496 ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามชื่อเขื่อนว่า ‘เขื่อนภูมิพล’ ในปี พ.ศ. 2500

เขื่อนภูมิพล ถูกออกแบบให้เป็นเขื่อนเอนกประสงค์ ที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าและการเกษตรกรรม แต่ให้มีวัตถุประสงค์หลักคือการผลิตกระแสไฟฟ้า  เพื่อให้มีรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้ามาชำระคืนเงินกู้   โดยโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารโลก(World Bank )  ซึ่งในพ.ร.บ.กฟผ. มีการระบุเอาไว้ด้วยว่า หากรายได้ของกฟผ.ของไม่เพียงพอ ต่อการชำระคืนหนี้  รัฐจะต้องนำเงินมาอุดหนุน  หรือต้องเป็นผู้ใช้หนี้แทน 

ความสำเร็จในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่คือเขื่อนภูมิพล ถือเป็นการเปิดทางให้มีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานอื่นๆในลำดับต่อมา  โดยในยุคที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  เป็นนายกรัฐมนตรี   ก็มีแนวนโยบายที่จะพัฒนาโครงการเขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่ ขึ้นมาเพื่อกั้นแม่น้ำชี และ แม่น้ำมูล  สร้างความเจริญให้กับภาคอีสาน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน   แต่แทนที่จอมพลสฤษดิ์  จะให้กฟผ.เป็นผู้ดำเนินการ  กลับให้มีการตั้งสำนักงานพลังงานแห่งชาติขึ้น และสั่งให้ ดร. บุญรอด บิณฑสันต์ ซึ่งเป็นเลขาธิการสำนักงานพลังงานแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

ด้วยน้อมนำเอาพระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ทำให้ทั้ง2หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบเรื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำ มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยไม่ได้มีการสร้างเขื่อนแข่งกัน  โดยกฟผ. คือ คุณเกษม นั้นรับผิดชอบการสร้างเขื่อนใหญ่ เช่น เขื่อนภูมิพล, เขื่อนน้ำพอง (ปัจจุบันคือเขื่อนอุบลรัตน์) , เขื่อนลำโดมน้อย( ปัจจุบันคือเขื่อนสิรินธร) และเขื่อนจุฬาภรณ์ เป็นต้น  ส่วนฝ่ายดร.บุญรอด นั้นรับผิดชอบเขื่อนขนาดเล็ก และดูแลระบบชลประทานท้ายเขื่อนเพื่อประโยชน์ด้านเกษตรกรรมด้วย  ทำให้ยุคดังกล่าวสามารถที่จะพัฒนาโครงการไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะต่างคนต่างสร้างผลงาน คู่ขนานกันไปโดยไม่ทำงานซ้ำซ้อนกัน

ผลจากการน้อมนำเอาพระราชดำรัส "รู้รักสามัคคี" มาประยุกต์ใช้ จึงทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  โดยมีทั้งเขื่อนที่มีวัตถุประสงค์หลักในการผลิตไฟฟ้า และเขื่อนที่มีวัตถุประสงค์หลักคือการเกษตรกรรม ที่มีการผลิตไฟฟ้าเป็นผลพลอยได้โดยที่ทั้ง กฟผ.  กรมชลประทาน และพพ. ต่างบูรณาการทำงานร่วมกันมาจนถึงปัจจุบันนี้


 

พระราชดำรัส เรื่อง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล  เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยอธิบายถึงพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในเรื่องนี้ว่า หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”  คือก่อนจะทำเรื่องอะไร ต้องมีความเข้าใจเสียก่อน เข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจผู้คนในหลากหลายปัญหา ทั้งทางด้านกายภาพด้านจารีตประเพณีและวัฒนธรรม เป็นต้น และระหว่างการดำเนินการนั้นจะต้องทำให้ผู้ที่เราจะไปทำงานกับเขาหรือทำงาน ให้เขานั้น “เข้าใจ” เราด้วย  เพราะถ้าเราเข้าใจเขาแต่ฝ่ายเดียว   โดยที่เขาไม่เข้าใจเรา  ประโยชน์คงจะไม่เกิดขึ้นตามที่เรามุ่งหวังไว้  “เข้าถึง” ก็ เช่นกัน เมื่อรู้ปัญหาแล้ว เข้าใจแล้วก็ต้องเข้าถึง  เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้  และเมื่อเข้าถึงแล้ว  จะต้องทำอย่างไรก็ตามให้เขาอยากเข้าถึงเราด้วย

ดังนั้น จะเห็นว่าเป็นการสื่อสารสองทางทั้งไปและกลับ ถ้าสามารถทำสองประการแรกได้สำเร็จ  เรื่อง “การพัฒนา” จะ ลงเอยได้อย่างดี  เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน ต่างฝ่ายอยากจะเข้าถึงกันแล้ว การพัฒนาจะเป็นการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ให้และผู้รับ

ดร.ทวารัฐ ขยายความถึงพระราชดำรัส“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ด้วยว่า เป็นหลักที่ทำให้โครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน หลายโครงการ สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่ประชาชนในพื้นที่ให้การยอมรับ เพราะได้รับประโยชน์จากโครงการนั้นด้วย  อย่างเมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จเปิดเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ซึ่งซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งแรกของภาคใต้ตอนล่างนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากในการก่อสร้างเนื่องด้วยในขณะนั้นยังมีการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายโดยในระหว่างการก่อสร้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่เขื่อนแห่งนี้หลายครั้งด้วยพระราชประสงค์จะพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานและทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า " คนที่เข้าถึงพื้นที่ได้ ย่อมมีโอกาสทำงานสำเร็จ"

พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ซึ่งเวลานั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้รายงานให้พระองค์ท่านทราบว่า เจอหมู่บ้านสันติที่อยู่บริเวณใกล้กับเขื่อนนั้นแต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ พระองค์ฯทรงเห็นว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติที่หมู่บ้านต้นน้ำของเขื่อนบางลาง ที่ผลิตไฟฟ้าจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการสร้างเขื่อน  จึงทรงรับสั่งให้ไปเจาะอุโมงค์เพื่อให้หมู่บ้านสันติ ได้มีไฟฟ้าใช้ 

 จากแนวพระราชดำริดังกล่าว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงก่อสร้าง โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านสันติขึ้นบริเวณเหนือเขื่อนบางลาง โดยติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 1,275 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง และติดตั้งท่อส่งน้ำยาว 1,800 เมตรสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในปี พ.ศ.2528

 โรงไฟฟ้าพลังน้ำ บ้านสันตินับเป็นโรงไฟฟ้าใต้ภูเขาแห่งแรกของประเทศไทยที่มีการควบคุมด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงด้วยการเดินเครื่องในระบบอัตโนมัติสามารถสั่งการและควบคุมการเดินเครื่องโดยตรงจากโรงไฟฟ้าเขื่อนบางลางสามารถอำนวยประโยชน์แก่ราษฎรในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

พระราชดำรัส เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง 

 ในปี 2541 ซึ่งประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พระองค์ทรงนำนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่ประชาชน โดยทรงตรัสว่า "เศรษฐกิจพอเพียงไม่จำเป็นต้องเป็นเสือ(ของเอเชีย) แต่ขอให้เพียงพอ โดยกระทรวงพลังงานได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งแบ่งเป็น 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดแนวนโยบายต่างๆด้านพลังงาน ได้แก่
1.ความพอประมาณ คือ การใช้อย่างประหยัด คุ้มค่า การคาดการณ์ต่างๆให้นึกถึงการพอประมาณ 
2.มีเหตุผล  คือ ให้ใช้ของที่มีในประเทศก่อนจะนำเข้าจากต่างประเทศ  และ ใช้พลังงานที่ต้นทุนต่ำก่อนจะเลือกใช้ของแพง 
3.การมีภูมิคุ้มกัน   คือการส่งเสริมเรื่องของพลังงานทดแทน เพราะเห็นว่าการมีแหล่งพลังงานเป็นของตัวเองนั้นดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนอกประเทศ  ไทยก็จะยังมีพลังงานในประเทศใช้ได้ โดยพลังงานทดแทนทั้งเอทานอล ไบโอดีเซล  ทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ  พลังงาน ชีวมวล  แสงแดด ลม  ทดแทนการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด  ซึ่งในอนาคตพลังงานทดแทนอาจจะกลายเป็นพลังงานหลักของประเทศได้หากมีต้นทุนที่ต่ำลงและมีความสม่ำเสมอในการผลิตกระแสไฟฟ้า

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ทรงสนพระทัยในเรื่องเอทานอล และไบโอดีเซล โดยในปี 2528 ทรงริเริ่มเอทานอล โดยให้โครงการสวนจิตรลดารับไปดำเนินการทั้งกระบวนการตั้งแต่ปลูกอ้อย ตัด หีบ และกลั่น เป็นน้ำมันเพื่อใช้ในรถยนต์ของโครงการ ซึ่งกระทรวงพลังงาน นำมาแปลงเป็นนโยบายเพื่อส่งเสริมอย่างจริงจังในช่วงที่คุณวิเศษ จูภิบาล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในปี 2547-2548 โดยนำเอทานอลมาผสมในน้ำมันเบนซิน 10% (ซึ่งก็คือแก๊สโซฮอล์ 95 และโซฮอล์ 91 ในปัจจุบัน)  จนปัจจุบันพัฒนามาถึงแก๊สโซฮอล์ E85  ถือได้ว่าพระองค์ท่านทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลในเรื่องนี้ เพราะช่วงที่ทรงริเริ่มเรื่องของเอทานอลนั้น ยังไม่ได้มีวิกฤตเรื่องของราคาน้ำมันเลย

ส่วนไบโอดีเซลนั้น ทรงพระราชทานแนวคิดสูตรไบโอดีเซล ที่ทำจากน้ำมันปาล์มดิบในปี 2530-2543 ทรงทำปาล์มเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซล ต่อมามีผู้มาถวายงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวกันมากขึ้น ตอนนั้นขนาดรถส่วนพระองค์ยังเขียนไว้ว่า รถใช้ไบโอดีเซลบริสุทธิ์   ในปี 2544 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำไปจดสิทธิบัตรไบโอดีเซล  ส่งเข้าประกวดที่ประเทศเบลเยี่ยม และได้รางวัลกลับมา จากนั้นกระทรวงพลังงานก็นำมากำหนดเป็นนโยบายส่งเสริมเพื่อขยายผลอย่างต่อเนื่อง  

การพัฒนาเอทานอลและไบโอดีเซล สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นของพระองค์ท่าน ทรงเชื่อมั่นในการทดลองแม้ตอนนั้นราคาน้ำมันยังไม่แพงและคนยังไม่ให้ความสนใจ  แต่ก็ทรงเริ่มคิดค้นทดลองจากโครงการเล็กๆ ใช้ในบ้านก่อนค่อยต่อยอดไประดับประเทศ เมื่อเรามีปัญหาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นเกิน100เหรียญสหรัฐ คนจึงได้ตระหนักถึง สายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ท่าน  

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ให้คนไทยได้รู้ใช้พลังงานอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ สามารถที่จะน้อมนำมาประยุกต์ใช้ ได้ทุกยุคทุกสมัย แม้ในอนาคตที่ กระทรวงพลังงานจะมุ่งสู่นโยบาย Energy 4.0 ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรม ที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์  เช่น การทำสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริด) การทำโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟ ท็อป) เป็นต้น  โดยในกระแสเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทในเรื่องพลังงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนั้น   กระทรวงพลังงานก็กำลังคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสัญชาติไทย ที่คนไทยผลิตได้เองมาใช้แทนการนำเข้า และสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ด้วย  เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ หรือ แผน PDP นั้นในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็มีการน้อมนำพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ด้วย โดยในการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้ามีการนำแผนประหยัดไฟฟ้า หรือ การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ มาพิจารณาด้วย รวมถึงกรณีที่ในอนาคตที่จะส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้เอง มาพิจารณาด้วย

พระราชดำรัสและพระอัจฉริยภาพในด้านการพัฒนาพลังงาน  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจได้น้อมนำมาปฏิบัติ สร้างความเจริญต่อวงการพลังานไทยแบบก้าวกระโดด นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 70 ปีในรัชสมัย จนทรงได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย”ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้