ค้นหาด้วย ' ปิโตรเลียม ' ทั้งหมด 20 รายการ
ยะลาโมเดล เปลี่ยนขี้วัววากิวเป็นไบโอแก๊ส ปั่นไฟฟ้าใช้เอง

ชีวิตในวัยหลังเกษียณ ของดร.รุ่ง แก้วแดง อดีตข้าราชการระดับสูงและรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ยุครัฐบาลทักษิณ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสุขแก้ว-แก้วแดง ยังคงดูกระฉับกระเฉงและขะมักเขม้น กับงานของมูลนิธิที่กำลังจะยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทนให้กับคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้  ให้มาศึกษาต่อยอดและนำไปปฏิบัติสร้างงานสร้างอาชีพของตนเอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

กองบรรณาธิการเว็บไซต์Energy News Center  มีโอกาสติดตามคณะของดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)  เพื่อมาเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการของมูลนิธิที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งโครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลวัวเพื่อผลิตไฟฟ้า และโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม เมื่อวันที่3ก.ค.2559 ที่ผ่านมา

มูลนิธิสุขแก้ว-แก้วแดง ตั้งอยู่ที่39/3 หมู่ที่2 ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ด้วยหวังเป็นองค์กรการกุศลสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนใต้ ให้คนไทยและมุสลิมได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีงานและมีอาชีพที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ดร.รุ่ง เล่าให้คณะของสนพ.ฟังว่า เดิมทางมูลนิธิได้ทำโครงการเลี้ยงแพะเชิงพาณิชย์ เพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแพะไม่ชอบสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของที่นี่  จึงเปลี่ยนมาเป็นการเลี้ยงวัว ซึ่งความคิดในตอนนั้น เห็นว่าจะต้องเป็นวัวที่มีสายพันธุ์ที่แตกต่างจากพันธุ์พื้นเมืองที่ชาวบ้านเลี้ยงอยู่แล้ว พอดีรู้จักกับ รศ.ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และหัวหน้าศูนย์วิจัยเทคโนโลยีตัวอ่อนและเซลล์ตั้งต้น ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ซึ่งเป็นมือหนึ่งด้านปรับปรุงพันธุ์วัววากิวของประเทศ  และทำสำเร็จแล้วที่จังหวัดสุรินทร์   จึงติดต่อขอซื้อน้ำเชื้อวัวมาทดลองผสมเทียมดู  คิดว่าถ้าทดลองเลี้ยงที่ยะลาสำเร็จ  ชาวบ้านจะสนใจ เนื่องจากเนื้อวัววากิว นั้นนุ่ม อร่อย มีราคาแพงกว่าเนื้อวัวทั่วไป   และเรามีตลาดรับซื้อที่ชัดเจนอยู่ที่ภูเก็ตและเกาะสมุย

เราเริ่มต้นด้วยวัว6 ตัวเพื่อทดลองผสมเทียมดู จนปัจจุบันมูลนิธิมีวัวอยู่8 สายพันธุ์รวม150ตัว  ซึ่งเท่าที่เลี้ยงมายังไม่มีลูกวัวเกิดที่นี่แล้วตาย ก็แสดงว่า จังหวัดยะลา เป็นพื้นที่ ที่สามารถเลี้ยงวัววากิว ของญี่ปุ่น ได้เป็นอย่างดีเหมือนกับที่จังหวัดสุรินทร์

การเลี้ยงวัววากิวแบบยืนโรงใช้พื้นที่ไม่มาก สิ่งที่ได้ทุกวันคือขี้วัว ซึ่งมีเยอะมาก จึงมีแนวคิดที่จะนำขี้วัวมาทำเป็นก๊าซชีวภาพหรือไบโอแก๊ส จึงเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน(Community ESCO Fund) ซึ่งเมื่อได้รับอนุมัติเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 60%ของมูลค่าโครงการ ประมาณ1.5ล้านบาท ก็ลงมือทำการก่อสร้างระบบผลิตก๊าซชีวภาพขนาด400ล้านลูกบาศก์เมตร  โดยมีทางศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้บริหารโครงการให้ 

ปัจจุบันเราใช้ขี้วัวเพียงครึ่งเดียว ในบ่อหมักก๊าซชีวภาพ ก็ผลิตก๊าซได้เต็มความจุ  โดยก๊าซที่ได้นำมาใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต18 กิโลวัตต์ ผลิตเป็นไฟฟ้าใช้ในมูลนิธิ   ไฟฟ้าส่วนหนึ่งนำไปใช้ในเครื่องสูบน้ำ เพื่อรดต้นปาล์มน้ำมันที่ปลูกเอาไว้บนพื้นที่200ไร่  

นอกเหนือจากโครงการนำขี้วัวมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพและไฟฟ้าแล้ว  มูลนิธิยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณ70%ของมูลค่า หรือประมาณ370,000บาท จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม เนื่องจากบริเวณที่ตั้งมูลนิธินั้นมีกระแสลมที่พัดผ่าน2 กระแสคือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในเดือนพ.ค. และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดเป็นประจำสม่ำเสมอ  จึงสามารถติดตั้งกังหันลมขนาดเล็ก กำลังการผลิต200 วัตต์  จำนวน10 ชุด และระบบแบตเตอรี่ เพื่อกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ได้

 “ โครงการของมูลนิธิเรานำระบบการบริหารจัดการแบบ Zero Waste มาใช้ เพื่อให้พึ่งพาตนเอง ได้มากที่สุด  เราเริ่มต้นจากการเลี้ยงวัววากิว อาหารวัวส่วนใหญ่ก็มาจากขี้เค้กปาล์มน้ำมันที่ปลูกเอาไว้ในมูลนิธิ   ขี้วัวที่ได้ส่วนหนึ่งนำไปใช้ในบ่อหมักทำก๊าซชีวภาพ ส่วนหนึ่งเอาไปทำเป็นปุ๋ยเพื่อใส่บำรุงต้นปาล์ม  ก๊าซชีวภาพก็นำไปผลิตเป็นไฟฟ้า ใช้ในกิจกรรมต่างๆภายในมูลนิธิ  ส่วนไฟฟ้าจากพลังงานลม ก็ใช้ให้แสงสว่างในคอกวัว และสูบน้ำเพื่อให้วัวได้กินและชำระล้างคอก  ซึ่งทั้งสองโครงการที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน นั้นมีส่วนช่วยให้มูลนิธิประหยัดค่าไฟฟ้าลงได้เกือบทั้งหมดจะมีค่าใช้จ่ายไฟฟ้าเฉพาะที่รักษาระบบสายส่งและมิเตอร์ของการไฟฟ้าไว้เท่านั้น  เราหวังที่จะให้มูลนิธิเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานสำหรับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ” ดร.รุ่ง กล่าว

 ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะมาเยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินงานของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน   ว่าเงินที่สนับสนุนลงไปนั้นสามารถที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์  ซึ่งทั้งโครงการส่งเสริมพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ทั้งส่วนของก๊าซชีวภาพ และพลังงานลม ของมูลนิธิสุขแก้ว –แก้วแดง นั้นค่อนข้างที่จะตอบโจทย์ ที่กองทุนตั้งเอาไว้ ได้เป็นอย่างดี  โดยสิ่งที่อยากจะเห็นต่อไปคือการนำเรื่องของพลังงานทดแทนไปต่อยอดสู่การพัฒนามิติอื่นๆ  เพื่อขยายผลความสำเร็จของโครงการ ไปสู่พื้นที่อื่นๆ 

 

 

  

พลเอกอนันตพรคาดแก้กม.ปิโตรเลียมเสร็จเดือนมี.ค.

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คาดว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514  จะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนจะแล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา จากนั้นจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ตามลำดับ อย่างไรก็ตามภาครัฐมีเป้าหมายว่าจะผ่านการพิจารณาของ สนช.ประมาณเดือน พ.ค.-มิ.ย. นี้ และภายในปี 2559 จะพยายามให้เปิดเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่นี้ให้ได้

 
     สำหรับพ.ร.บ.ปิโตรเลียมที่กำลังแก้ไขอยู่นี้ เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดกว้างให้สามารถใช้ได้หลายระบบ เช่น ระบบสัมปทานปิโตรเลียม ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบรับจ้างผลิต เป็นต้น  แต่การประกาศใช้ระบบใดนั้น กระทรวงพลังงานจะต้องพิจารณาความเหมาะสมในแต่ละแหล่งว่า มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมเท่าใด วิธีการขุดเจาะแบบใด และจะกำหนดให้ใช้ระบบใดต่อไป ซึ่งในรายละเอียดมีคณะกรรมการปิโตรเลียมกลั่นกรองข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้ว
 
     ส่วนกรณีที่ถูกกลุ่ม NGO คัดค้านการเปิดเป็นระบบสัมปทานปิโตรเลียมนั้น กระทรวงพลังงานยืนยันว่าเปิดรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย ซึ่งต้องพูดกันตามหลักการข้อเท็จจริง ไม่ใช่มาพูดกันตามกระแส
 
     สำหรับการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่นั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเคยระบุไว้ว่า มีทั้งสิ้น 29 แปลง รวมพื้นที่ทั้งหมด 66,463.51 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น ภาคเหนือ-ภาคกลาง 6 แปลง ภาคอีสาน 17 แปลง และอ่าวไทย 6 แปลง โดยแปลง G3 ,G4 และG6 โดยจะให้ผู้ที่สนใจสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี  ส่วนผลที่คาดว่าจะได้รับจากการเปิดสำรวจ คือ  จะมีมูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท ปริมาณทรัพยากรแบ่งเป็นก๊าซธรรมชาติ1-5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และน้ำมันดิบ 20-50 ล้านบาร์เรล 

 

กกพ.ปรับลดค่าไฟลง28.49สต.ต่อหน่วย
กกพ.ประกาศลดค่าFT 28.49 สต./หน่วย ส่งผลให้ค่าFT พ.ค.-ส.ค. อยู่ที่ -33.29 สต./หน่วย พร้อมใช้เงินที่เหลือกว่า 12,000 ล้านบาท พยุงค่าFT ตลอดถึงสิ้นปีให้คงที่ ระบุงวดนี้ค่าFTลดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา
 

      นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้พิจารณาปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) ประจำงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2559 ลง 28.49  สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่า FT ติดลบเพิ่มขึ้นเป็น -33.29 สตางค์ต่อหน่วย จากเดิม(งวดม.ค.-เม.ย.)ติดลบ -4.80 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งนี้เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.75 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวด พ.ค.-ส.ค. มาอยู่ที่ 3.42 บาทต่อหน่วย โดย กกพ.จะเปิดรับฟังความเห็น www.erc.or.th ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.-4 พ.ค. 2559 และจะประกาศใช้ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. 2559 

 
    สำหรับค่าFT ดังกล่าวปรับลดลงจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อยู่ประมาณ 35.38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ซื้อเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้ถูกลง ประกอบกับคาดว่างวด พ.ค.-ส.ค. ความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมจะเพิ่มขึ้นจากงวดก่อน 8.46% เพราะอากาศร้อน รวมทั้งราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าทั้งก๊าซธรรมชาติ ดีเซล ถ่านหิน ปรับลดลง
 
        อย่างไรก็ตามจากการคำนวณค่าFT งวดนี้(พ.ค.-ส.ค.)ที่เกิดขึ้นจริงจะต้องลดมากกว่าที่ประกาศดังกล่าว คือค่า FT ต้องลดถึง 38.68 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งค่า FT จริงควรอยู่ที่ -43.48 สตางค์ต่อหน่วย แต่เนื่องจากเมื่อพิจารณาค่า FT งวดหน้า(ก.ย.-ธ.ค.) ค่าFT จะปรับขึ้นจากมาตรการรัฐที่อนุมัติให้ผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลเปลี่ยนหลักเกณฑ์การขอรับเงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากระบบแอดเดอร์ หรือ การให้เงินส่วนเพิ่มผลิตไฟฟ้า เป็นระบบฟีทอินทารีฟ หรือ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง 
 
       ดังนั้นเพื่อไม่ให้ค่า FT ผันผวน ทาง กกพ.จึงต้องเฉลี่ยค่า FT โดยนำเงินที่เหลือจากส่วนต่างของค่าFT ที่คำนวณได้ กับค่า FT ที่คาดว่าจะเรียกเก็บของงวด ม.ค.-เม.ย. ที่ผ่านมา จำนวน 12,512 ล้านบาท มาช่วยลดค่าFT และทำให้ค่า FT งวดนี้พ.ค.-ส.ค. และงวด ก.ย.-ธ.ค. 2559 สามารถปรับลดลง และอยู่ระดับที่เท่ากันที่ -33.29 สตางค์ต่อหน่วย 
 
    "ตั้งแต่ กกพ.ชุดนี้มาบริหารค่า FT ตั้งแต่ปี 2558 สามารถลดค่า FT รวม 52.68 สตางค์ต่อหน่วย และงวดนี้ที่ FT ที่ลด 28.49 สตางค์ต่อหน่วย ถือว่าลดมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา"นายวีระพล กล่าว
 
    
ฝ่าด่านคปพ.ด้วยข้อเท็จจริงทางพลังงาน

ท่ามกลางกระแสการเคลื่อนไหวกดดันด้วยการนำเรื่องพลังงานไปปนอยู่กับเรื่องการเมืองว่าด้วยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้ รัฐบาลต้องตั้งหลักให้ดีและแยกแยะให้ออกว่าการเดินเกมล่ารายชื่อของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.)และการยื่นรวมกลุ่มมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ(คปป.)  ซึ่งเคลื่อนไหวสอดประสานกันนั้น เป็นเรื่องการเมือง  ไม่ใช่เรื่องพลังงาน

ต้องแยกแยะให้ออกด้วยว่า  ข้าราชการกระทรวงพลังงาน และคปพ. ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน  และต่างมีข้อเสนอเรื่องพลังงาน ที่ว่าด้วยแนวทางการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ และมีร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ

ต้องรู้ด้วยว่า การตัดสินใจของรัฐบาลที่จะเดินหน้าไปในทิศทางใด จะต้องอยู่บนหลักการของข้อมูลข้อเท็จจริง  ไม่ใช่ตามแรงกดดันทางการเมือง

และต้องรู้ด้วยว่า ทั้งคปพ.และ คปป. นั้นเป็นประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นตามความคิดความเชื่อของพวกเขา  ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้ข้อเท็จจริงของผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น  จากภาครัฐ  ที่มีอำนาจตามกฏหมายในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อดูแลปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม ดังนั้นสิ่งที่รัฐจะต้องดำเนินการ ก็คือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนในเรื่องของการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุทั้ง2แหล่งซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศ คือแหล่งเอราวัณ และบงกช

โดยหากไม่เลือกข้อเสนอของคปพ.  ที่เคลื่อนไหวกดดันให้มีการถอนร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ ออกจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และการเสนอให้มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ รวมทั้งการใช้รูบแบบจ้างผลิต ในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุสัมปทาน   รัฐก็ควรบอกเหตุผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ รับรู้อย่างชัดเจนว่าการถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับ.ออกจากสนช. นั้นจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างไร   ,การจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ มีข้อเสียมากกว่าข้อดีอย่างไร และระบบจ้างผลิตนั้น เลวร้ายกว่าระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างไร เพราะไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะยังมีความสับสนไม่รู้จะเชื่อข้อมูลฝ่ายไหนดี

อย่างไรก็ตามเหมือนว่ารัฐบาลจะเริ่มรับรู้สัญญาณอันนี้แล้ว  เพราะล่าสุด อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี  ก็ออกมาชี้แจงกับสื่อมวลชน ด้วยหวังจะให้ช่วยส่งผ่านข้อมูลไปถึงประชาชน ถึงกรอบและขั้นตอนการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ว่าขณะนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ อยู่ระหว่างการยกร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ และประกาศอีก 1 ฉบับ ซึ่งต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. ...และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ โดยหากร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในเดือนตุลาคม   การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ จะเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2559  และหาก กพช. เห็นชอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว   คาดว่าจะสามารถออกประกาศเชิญชวนได้ประมาณเดือนมีนาคม 2560 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560

พร้อมย้ำด้วยว่า หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน คือไม่สามารถให้สิทธิในการสำรวจและผลิต ได้ภายในปี 2560ก็ จะส่งผลให้อัตราการผลิตก๊าซลดลงในช่วงปี 2561 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ หากรอให้สัมปทานสิ้นสุดในปี 2565-2566 แล้วจึงเริ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาใหม่ คาดว่าการผลิตจะกลับมาอยู่ที่ระดับการผลิตเดิมได้เร็วที่สุดในปี 2568   โดย จากการประมาณการผลกระทบเบื้องต้น คาดว่าหากการผลิตไม่ต่อเนื่องในระหว่างปี พ.ศ. 2561-2568 ประเทศจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น 40 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 600,000ล้านบาท  (ที่ LNG 8 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู) เพื่อทดแทนก๊าซส่วนที่หายไปประมาณ 3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  นอกจากนี้ ยังต้องนำเข้า LPG และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คิดเป็นมูลค่ากว่า 180,000 ล้านบาท และทำให้รายได้รัฐจากการผลิตปิโตรเลียมหายไปเกือบ 350,000 ล้านบาท

ส่วนประเด็นที่มีข้อเสนอให้นำ มาตรา 44  ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาใช้เพื่อบังคับให้ผู้รับสัมปทานที่ดำเนินงานแหล่งที่กำลังจะสิ้นสุดอายุให้มีการลงทุนต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติ  ในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาเอกชนสำรวจและผลิตได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดนั้น  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่า คงเป็นไปได้ยากเพราะ บริษัทผู้รับสัมปทานต่าง จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และหากรัฐบาลดำเนินการเช่นนั้นก็จะส่งผลกระทบความเชื่อมั่นด้านการลงทุนในอนาคต

วิเคราะห์ต่อประเด็นที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติออกมาระบุอย่างเป็นทางการ  ก็เห็นชัดว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะดำเนินการตามข้อเสนอของทั้ง คปพ.และคปป. ที่จะให้ถอนร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ ออกจากสนช.ได้ เพราะจะยิ่งทำให้กระบวนการประมูลที่ต้องอ้างอิงกับร่างกฏหมายที่จะแก้ไขใหม่นั้น มีความล่าช้า  อันจะส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างที่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุ

ยังเหลือประเด็นเรื่องของการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ  และระบบจ้างผลิต  ที่ประชาชนส่วนใหญ่รอการชี้แจงจากฝั่งของรัฐ อย่างเป็นทางการว่าจะมีผลเสีย หรือผลกระทบอย่างไร  ซึ่งหากรัฐมีเหตุผลที่ชัดเจน มานำเสนอหักล้างเหตุผลของฝั่งคปพ.ได้  ก็ไม่ต้องกังวลกับเกมการเมืองที่เคลื่อนไหวกดดันอยู่ในขณะนี้

รัฐบาลต้องเชื่อมั่นว่าข้อมูลและข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะเอาชนะใจประชาชนได้ ไม่ใช่วาทกรรมพลังงาน ที่ผลิตมาเพื่อหวังผลคะแนนนิยมระยะสั้นเท่านั้น  โลกออนไลน์จะช่วยเอาข้อมูลน้ำดีไปไล่ข้อมูลน้ำเสียเอง เมื่อนั้นคนที่ใช้ข้อมูลบิดเบือนพลังงาน จนเป็นกิจวัตรนิสัย  ก็จะแพ้ภัยตัวเองในที่สุด  -Energy News Center 

รัฐต้องกำชับผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน
แนวโน้มการเลิกจ้างพนักงานในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีนี้   ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ต้องกำชับผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด 
 
ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง เริ่มปรากฏผลชัดต่อธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย  โดยหลายบริษัทมีการปรับแผน ทั้งปรับลดต้นทุน  ชะลอการลงทุนในแหล่งผลิตที่มีต้นทุนสูงออกไป รวมไปถึงการปรับลดพนักงานในองค์กร   ซึ่งในกรณีหลัง เริ่มมีประเด็นร้องเรียนไปยัง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources ) ของบริษัทต่างชาติขนาดกลางที่ลงทุนในแหล่งผลิตน้ำมันดิบบางแหล่งในอ่าวไทย  มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ของไทย เพื่อต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายให้บริษัท 
 
แหล่งข่าวในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ออกมาระบุว่า  บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบางบริษัท  ใช้จังหวะที่ราคาน้ำมันดิบตกต่ำ ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่  เพื่อเลิกจ้างพนักงานที่ไม่อยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่  ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะต้องเข้ามาช่วยดูแล อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่เข้ามาลงทุนในประเทศนั้นปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด  
 
โดยสาระสำคัญของกฏหมายคุ้มครองแรงงาน พนักงานที่มีอายุงานทำงาน1ปีจะต้องได้รับเงินชดเชยจากนายจ้างเทียบเท่าเงินเดือน 3เดือน ถ้ามีอายุงาน  3ปีต้องจ่ายในอัตราเทียบเท่าเงินเดือนรวม 6เดือน   อายุงาน 6ปี จะต้องจ่ายเทียบเท่าเงินเดือนรวม 8เดือน  และอายุงาน 10ปี จะต้องจ่ายเทียบเท่าเงินเดือนรวม  10เดือน
 
“มีกรณีที่เกิดขึ้นแล้วว่าพนักงานระดับบริหารในบริษัทสำรวจปิโตรเลียมขนาดกลางแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกเลิกจ้าง มีอายุการทำงาน 1ปี5เดือน และควรจะได้รับเงินชดเชย เทียบเท่าเงินเดือน3เดือนตามกฏหมาย แต่ฝ่ายHR ของบริษัทแห่งนั้น พยายามที่จะปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชย  จนผู้บริหารคนดังกล่าว ต้องไปร้องเรียนกับพนักงานตรวจแรงงาน ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  สุดท้ายจึงมีการเจรจาต่อรองกันโดยบริษัทยอมจ่ายเงินชดเชย 2.5เดือน   กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของฝ่ายHR ว่าไม่ต้องการปฏิบัติตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน    ดังนั้น ในแนวโน้มที่การเลิกจ้างพนักงานในอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะมีเพิ่มมากขึ้นในปีนี้  ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่กำกับดูแลสัมปทานปิโตรเลียม ควรต้องจะประสานความร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กำชับให้บริษัทผู้รับสัมปทานดำเนินการตามกฏหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด"  แหล่งข่าวกล่าว 
 
ก่อนหน้านี้ นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ระบุถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ว่ามีแท่นขุดเจาะน้ำมันหยุดกิจการชั่วคราวไปแล้ว 2 แท่น ได้แก่ แท่นสงขลา C และ G กำลังการผลิตรวม 2,600 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งทั้ง 2 แท่นจะกลับมาเดินเครื่องการผลิตอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ภาพรวมทั้งระบบของอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีการปลดแรงงานแล้วรวม 5-6 พันคน เนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการขุดเจาะปิโตรเลียมออกไป 
 
แม้ว่านักวิเคราะห์จะมองว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกน่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ราคาน้ำมันดิบในปีนี้ก็จะยังไม่อยู่ในระดับที่สูงพอที่อุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะหยุดแผนการเลิกจ้างพนักงาน-Energy News Center
สนพ.ออกภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ เราเปลี่ยนชัวร์ รุกสื่อดิจิตอล

สนพ. ออกภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ “เราเปลี่ยนชัวร์” กระตุ้นคนไทยเปลี่ยนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าติดฉลากเบอร์ 5  ประหยัดจริง คุ้มยาว

สนพ. ยังคงรณรงค์แคมเปญ “รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์”อย่างต่อเนื่องร่วมกับผู้ประกอบการ ผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดังทั้ง 10 แห่ง  โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 นอกจากนี้ได้จัดทำภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ชุดใหม่ในชื่อ “เราเปลี่ยนชัวร์” เพื่อกระตุ้นให้ภาคประชาชนหันมาเลือกใช้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง ฉลากเบอร์ 5 เพื่อลดการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างรวดเร็ว และภาคประชาชนสามารถลดค่าไฟได้ทันที  โดยติดตามชมภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ชุด “เราเปลี่ยนชัวร์” ได้แล้ววันนี้ ทางสถานีโทรทัศน์ ดิจิตอลทีวี และโซเชียลมีเดีย

การรณรงค์ประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่อง เพราะปริมาณการใช้ไฟฟ้าของประเทศตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ทำลายสถิติในปีนี้ถึง 7 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 59 มีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด  ที่ 29,600.8 MW  เนื่องมาจากสภาวะอากาศที่มีอากาศร้อนเป็นเวลานาน กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงได้รณรงค์ให้ภาคประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน โดยวิธีการ ที่สามารถลดได้ทันที คือ การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามาเป็นชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงในการประหยัดพลังงาน

ก่อนหน้านี้เมื่อปีที่ผ่านมา สนพ. รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ได้แก่ หลอดไฟ LED ที่ประหยัดไฟกว่า 85% เมื่อเปรียบเทียบกับหลอดไส้ ทั้งมีอายุการใช้งานนานกว่า 15,000 ชั่วโมง และเครื่องปรับอากาศ เบอร์ 5 ที่มีค่า SEER สูง สามารถประหยัดไฟมากกว่าถึง 30%   โดยผ่านแคมเปญ “รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์” และได้รับเกียรติจากโค้ชอ๊อต  (นายเกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร)   โค้ชวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติ มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้แก่โครงการ

กฟผ.ท้าพิสูจน์คุณภาพอากาศรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ 4-6พ.ย.2559

กฟผ.ท้าพิสูจน์คุณภาพอากาศรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ  ชวนประชาชนเที่ยวงาน เทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ครั้งที่ 14ประจำปี 2559  ระหว่างวันที่ 4 – 6 พฤศจิกายน 2559  ที่อ.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง  

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ จังหวัดลำปาง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดแถลงข่าวงานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2559  ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 พฤศจิกายน 2559 ณ กฟผ. แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง โดยมี นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายวิบูลย์ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการภูมิภาค ภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นายบรรพต ธีระวาส ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ กฟผ. ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องเฟื่องฟ้า 1 กฟผ. สำนักงานใหญ่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี  เมื่อวันที่5 ตุลาคม 2559  

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่า งานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2559 เหมือนเป็นการเปิดบ้านให้ประชาชนได้มาสัมผัสกับความจริงว่า กฟผ.แม่เมาะ  มีอากาศดี อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำเหมืองลิกไนต์และการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดลำปาง  และช่วยเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ

 ที่ผ่านมางานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะนับว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง  วัดได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง โดยในปีนี้งานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เติมเต็มทุกความสุข”  ซึ่งกฟผ.ได้จัดเตรียมความบันเทิงต่างๆ มากมายไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยมีไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเติมเต็มทุกๆ จินตนาการความสุข ทั้งกิจกรรม การละเล่น เครื่องเล่นต่างๆ การแสดงคอนเสิร์ต และการแสดงของศิลปิน ดารานักร้องชื่อดังของเมืองไทย  

นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวว่า  ในช่วงฤดูหนาวของทุกๆ ปี จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในภาคเหนือและจังหวัดลำปางเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการจัดงาน “เทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ” ดังนั้น ทางจังหวัดลำปาง และ กฟผ.แม่เมาะ จึงได้เตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวไว้แล้วเป็นอย่างดี ทั้งการอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งที่พัก การคมนาคม อาหาร การสาธารณสุข รวมถึงการดูแลความปลอดภัยทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน ในเดือนพฤศจิกายนอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ดอกไม้เริ่มผลิบานให้ความสดชื่น ชาวลำปางจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่านเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อน และร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ของงานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ตลอดระยะเวลา 3 วันของการจัดงาน

นายวิบูลย์ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการภูมิภาค ภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในนามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รู้สึกยินดีที่ กฟผ. ส่งเสริมและสนับสนุนให้พื้นที่ของ กฟผ. แต่ละแห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นศูนย์การเรียนรู้ ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่เดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวจะพบกับทุ่งดอกบัวตองที่มีสีเหลืองสวยงาม บานสะพรั่งทั่วพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ ทำให้เกิดทัศนียภาพที่งดงาม ประกอบกับเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น ทุกสิ่งย่อมสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้อย่างแน่นอน และที่สำคัญ ทาง ททท. ได้บรรจุเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะไว้ในปฏิทินท่องเที่ยวของ ททท. เพื่อให้นักท่องเที่ยวทุกท่านจะได้ไม่พลาดโอกาสมาสัมผัสกับบรรยากาศที่น่าประทับใจเหล่านี้

นายบรรพต ธีระวาส ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานผู้เข้าชมทุกท่านจะได้พบกับความสวยงามของดอกไม้นานาพันธุ์ที่บานสะพรั่งรับลมหนาว รวมถึงความสนุกสนานจากการแสดงบนเวที ด้วยระบบแสง สี เสียงสุดอลังการ ขบวนพาเหรดแฟนซีคานิวัล โชว์จากศิลปินนักแสดงมากมาย อาทิ หมาก ปริญ, คิม คิมเบอร์ลี่, บอย ปกรณ์, เต้ย จรินทร์พร, เจมส์ มาร์, เบลล่า ราณี ฯลฯ พร้อมชมมินิคอนเสิร์ตแบบจัดเต็มอลังการของศิลปินชื่อดัง การแสดงชุดพิเศษของนักเรียนในชุมชนแม่เมาะ รวมถึงการละเล่นซุ้มเกมมหาสนุกแบบงานวัด เครื่องเล่น Fun Park พบกับถนนคนเดินแม่เมาะที่มีสินค้า OTOP คุณภาพ ผลผลิตทางการเกษตรจากชุมชนในพื้นที่กว่า 100 ร้านค้า และที่พลาดไม่ได้ คือ แม่เมาะสไลเดอร์ ชาเลนจ์ กิจกรรมยอดฮิตของชุมชนรอบ กฟผ.แม่เมาะ ที่รอให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสประสบการณ์ความสนุกที่แตกต่าง กับดาราที่คุณชื่นชอบ กฟผ.แม่เมาะ จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมกิจกรรมได้ที่ กฟผ. แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ในฤดูหนาวนี้    

เข้าใจโครงสร้างธรณีวิทยาปิโตรเลียมในอ่าวไทย

โครงสร้างทางธรณีวิทยาปิโตรเลียมของไทยนั้นแตกต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน  โดยเป็นกระเปาะเล็กๆ กระจายตัวกันอยู่  เปรียบเทียบแหล่งยาดานาในเมียนมา ซึ่งมีปริมาณสำรองขนาด6.5ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต แต่ใช้หลุมผลิตเพียง 17หลุม   ส่วนแหล่งบงกชเหนือของไทย มีปริมาณสำรอง 5.2 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต  ใช้หลุมผลิตมากถึง 334 หลุม  ดังนั้นต้นทุนการผลิตก๊าซของไทยจึงสุงกว่าเมียนมา

สตาร์ ปิโตรเลียม จ่ายปันผล 0.26 บาท/หุ้น หลังทำกำไรกว่า 8 พันล้านบาทเมื่อปีที่ผ่านมา

สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.26376772 บาทต่อหุ้น จากกำไรสุทธิงวดครึ่งปีหลัง 2558 โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 19 พ.ค.นี้

บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2559 เมื่อวันอังคารที่ 26 เม.ย. ซึ่งเป็นการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่บริษัทฯเริ่มทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.26376772 บาทต่อหุ้น ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 ที่กำหนดให้บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิงวดหกเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2559

ทั้งนี้ บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง  รายงานผลประกอบการประจำปี 2558 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 244.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8,227 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.99 บาท

“ปี 2558 เป็นปีที่บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานในด้านการผลิตและการเงินดีที่สุด ซึ่งเป็นผลจากวัฒนธรรมองค์กร “ครอบครัวเดียวกัน” (One Family)  นอกจากนี้  เรายังมีผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personal Safety) ที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้บริษัทฯ เป็นผู้นำของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันในด้านความเชื่อถือได้ (Reliability) และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมัน (Utilization) ทำให้โรงกลั่นของเรามีความเป็นเลิศในการดำเนินงานและผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่ง,” มร. บิล สโตน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการกล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริษัทฯ กล่าวด้วยว่า ในปีที่ผ่านมา ค่าการกลั่นตลาดของบริษัท อยู่ที่ 10.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์ และสำหรับเป้าหมายในปีนี้ บริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นสร้างความเป็นเลิศในด้านการผลิตและเก็บเกี่ยวค่าการกลั่นที่มีในตลาดให้ได้มากที่สุด

ครม.ผ่านร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียม 2 ฉบับแล้ว

ครม.ผ่านร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียม 2 ฉบับแล้ว เพิ่มทางเลือกระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต นอกเหนือจากระบบสัมปทาน แต่ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำกับดูแล โดยไม่มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติตามข้อเสนอ คปพ.

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ภายหลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้นำไปปรับปรุงเพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ โดยมีการเพิ่มระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต และระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต เป็นทางเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปพลังงานของประเทศ

ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... และร่างพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่... ) พ.ศ...  โดยเพิ่มทางเลือกให้รัฐบาลสามารถนำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC)  มาใช้นอกเหนือจากระบบสัมปทาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 และส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม2558 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และได้มีมติเพิ่มเติมในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8ธันวาคม 2558 ให้คณะกรรมการกฤษฎีการับร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2ฉบับ ไปพิจารณาปรับเพิ่มระบบการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม คือระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต (Service Contract : SC) และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงได้ปรับปรุงแก้ไขตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐสามารถนำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต (SC) มาใช้ โดยระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ได้นำหลักการของระบบ PSC ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย    (Malaysia-Thailand Joint Development Area : MTJDA) มาปรับใช้ ซึ่งจะทำให้ระบบบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม มี 3 ระบบ คือ (1) ระบบสัมปทานปิโตรเลียม (2)ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต และ      (3) ระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต สำหรับในส่วนของพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น เป็นการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับระบบบริหารจัดการที่เพิ่มเติมขึ้นมา

นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรี ยังเห็นควรให้การกำกับดูแลยังคงอยู่ภายใต้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และคณะกรรมการปิโตรเลียม เช่นเดิม

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวจะเสนอต่อสภานิติ บัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) เสนอให้ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดูแลกรรมสิทธิ์แหล่งปิโตรเลียมภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตและจ้างผลิต  แต่จากมติ ครม. ที่ออกมาครั้งลาสุดนี้ ได้ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นผู้กำกับดูแล โดยไม่ได้ตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาแต่อย่างใด