ค้นหาด้วย ' ปตท. ' ทั้งหมด 54 รายการ
เปิดวิสัยทัศน์แคนดิเดทผู้ว่ากฟผ.คนที่13เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี เทพา

แคนดิเดทผู้ว่ากฟผ.คนที่13 ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์กับพนักงานกฟผ.ต่างพร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา สร้างกฟผ.ให้เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

เมื่อวันที่17พ.ค.2559 ที่ห้องประชุมเกษม จาติกวณิช  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครทั้ง5คนที่เข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่ากฟผ.คนที่13 ต่อจากนายสุนชัย คำนูญเศรษฐ์ ผู้ว่ากฟผ.คนที่12ซึ่งจะเกษียณอายุในวันที่6 มิ.ย.2559 นี้ โดยได้รับความสนใจจากพนักงานกฟผ. มากพอสมควร  โดยในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ทางผู้สมัครทั้ง5คน ก็ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์และตอบข้อซักถามจากคณะกรรมการสรรหา ที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธาน  ซึ่งหลังจากนี้ คณะกรรมการสรรหาก็จะเสนอรายชื่อให้คณะกรรมการกฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ให้ความเห็นชอบ และเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเป็นวาระเพื่อทราบต่อไป

การแสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าว ให้เวลาผู้สมัครทั้ง5คนขึ้นพูดคนละ10นาที และได้มีการถ่ายทอดสดทางทีวีภายในให้พนักงานกฟผ.ในต่างจังหวัดได้ร่วมรับฟังด้วย 

นายถาวร งามกนกวรรณ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง ของกฟผ. ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์เป็นคนแรก  กล่าวว่า จะเข้ามาช่วยบริหารให้ กฟผ.เป็นองค์กรที่มีศักดิ์ศรี  โดยงานสำคัญที่จะต้องผลักดันให้สำเร็จคือการดำเนินการโครงการต่างๆให้เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีฉบับใหม่  โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งกระบีและเทพา  ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ  ถือเป็นโรงไฟฟ้าเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากภาคพลังงานของประเทศต้องลดสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มสัดส่วนของถ่านหินให้มากขึ้น

นอกจากนี้ กฟผ.จะต้องหันมาทำธุรกิจเชื้อเพลิง ทั้งการนำเข้าแอลเอ็นจี และถ่านหิน  เนื่องจากเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตไฟฟ้ามากกว่า70-80%  โดยเชื่อว่าหากกฟผ.เป็นผู้นำเข้าเชื้อเพลิงเองโดยไม่ผ่านคนกลาง  จะทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงถูกลง 

นายถาวร กล่าวด้วยว่า ผู้สมัครทั้งหมด ต่างเป็นคนในกฟผ.ดังนั้น หากใครได้รับการสรรหาเป็นผู้ว่ากฟผ. รองผู้ว่าการทุกคนที่เป็นแคนดิเดทครั้งนี้ ก็พร้อมที่จะช่วยทำงาน

ด้านนายกรศิษฐ์  ภัคโชตานนท์  รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนที่สอง กล่าวว่า  บ้านต้องมีฐานรากที่แข็งแรง จึงจะมั่นคง กฟผ.ก็เช่นเดียวกัน  ฐานรากของกฟผ. ก็คือชุมชนและสังคม ที่จะต้องทำให้กฟผ.เป็นที่รักและยอมรับของสังคม  พร้อมที่จะออกมาปกป้องกฟผ. ซึ่งวิธีการที่จะทำให้กฟผ.เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็จะต้องสื่อสารซ้ำๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ  ทำกฟผ. มีความน่าเชื่อถือในการทำงาน  เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล

“ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเรื่องสายส่ง  โรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี เทพา ต่างต้องมีมุมมองความเห็นที่มีทั้งบวกทั้งลบ หากกฟผ.ทำให้สังคมเห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศจริง  คนส่วนใหญ่ในสังคมก็จะอยู่ข้างเรา “ นายกรศิษฐ์กล่าว

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ  รองผู้ว่าการฝ่ายนโยบายและแผน กฟผ. กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนที่สาม ว่า ประเด็นที่มีความสำคัญคือจะทำอย่างไรให้กฟผ.สามารถที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าให้ได้50% ตามนโยบาย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้ามามาก ก็จำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าฐานโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาเพิ่มขึ้น  เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระบบ

ในส่วนของการดำเนินการตามแผนอาเซียนพาวเวอร์กริด นั้น หากการดำเนินการก่อสร้างสายส่งได้ตามแผน หลังจากปี2567 เราก็จะมีระบบโครงข่ายสายส่ง500เควีครอบคลุมทั้งประเทศ สามารถที่จะเชื่อมโยงสายส่งกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้

ในการขยายการลงทุนโครงการต่างๆในอนาคตเห็นว่าควรจะต้องเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจตั้งแต่ขั้นตอนของการวางแผน  ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากสังคม

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการฝ่ายกิจการสังคม กฟผ. ซึ่งแสดงวิสัยทัศน์เป็นคนที่สี่ กล่าวว่า  กฟผ.จะต้องเป็นองค์กรที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสังคม โดยแนวทางสร้างการเติบโตของกฟผ.สามารถดำเนินการได้ด้วยการ ขยายกำลังการผลิตให้มากขึ้นในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเดิม   ส่วนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ จะต้องให้ใจประชาชน ไม่ใช่ให้เงิน จึงจะอยู่แบบยั่งยืน    

กฟผ.จำเป็นจะต้องเติบโตด้วยพลังงานทดแทน ที่แนวโน้มในอนาคตจะมีต้นทุนที่ถูกลงและประสิทธิภาพสูงขึ้น  ส่วนการเติบโตในต่างประเทศ จะเสนอให้มีการแก้ไข กฏระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของบริษัทกฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนลหรือEGATi รวมทั้งต้องผนึกกำลังร่วมกับบริษัทลูกอย่างเอ็กโกกรุ๊ป และบริษทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง

“กฟผ.เติบโต ชุมชนก็จะต้องเติบโตไปด้วยกัน  ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องซีเอสอาร์ จะต้องเป็นมาเป็น ซีเอสวี หรือการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน “ นายสหรัฐ กล่าว

ด้านนายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์  รองผู้ว่าการบริหาร กฟผ.ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนสุดท้าย กล่าวว่า กฟผ.จะต้องทำงานเป็นทีม ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้ว่าการกฟผ. รองผู้ว่าการทุกคนจะต้องช่วยกันทำงานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน  โดยการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลักจะต้องสมดุลกับไฟฟ้าที่มาจากพลังงานทดแทน 

ในระยะยาวกฟผ.จะต้องให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา การให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากร  สร้างผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อมารองรับภารกิจและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต คนของกฟผ.จะต้องเรียนรู้และติดตามเทคโนโลยีให้ทัน

ทั้งนี้เมื่อพนักงานทุ่มเทการทำงานให้กับองค์กร องค์กรก็จะต้องดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์  ให้ทัดเทียมกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ 

เชฟรอนเลิกจ้างพนักงาน800ตำแหน่งจากพิษราคาน้ำมันดิบตกต่ำต่อเนื่อง

รายงานข่าวแจ้งว่าบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมรายใหญ่ในอ่าวไทย ได้ดำเนินการศึกษาทบทวนรูปแบบการดำเนินธุรกิจและโครงสร้างองค์กร เพื่อปรับตัวให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว หลังจากที่บริษัทได้รับผลกระทบจากสภาวะราคาน้ำมันที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ในแผนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ที่จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น บริษัทได้กำหนด เป้าหมายปรับลดบุคลากรอีกจำนวนร้อยละ 20 หรือประมาณ 800 ตำแหน่งทั่วทั้งองค์กร ซึ่งรวมถึงพนักงานเชฟรอน และพนักงานบริษัทผู้รับเหมาชาวไทย ที่มีจำนวนรวม3,900คน โดยแบ่งเป็นพนักงานประมาณ 2,200 คน และมีพนักงานจากบริษัทผู้รับเหมาประมาณ 1,700 คน  จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ปรับลดพนักงานชาวต่างชาติไปแล้วมากกว่าร้อยละ 50และปรับลดพนักงานบริษัทผู้รับเหมาที่เป็นชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด

ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 นี้ เป็นต้นไป  โดยในส่วนของการชดเชยผลกระทบให้กับพนักงานนั้น หากเป็นพนักงานที่มีอายุงานไม่เกิน6ปี บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้จำนวน6เดือนตามกฏหมาย และจ่ายพิเศษให้อีกตามจำนวนอายุงาน เช่นหากอยู่3ปี ก็จะได้รับเงินชดเชยพิเศษเพิ่มอีก3 เดือน และบวกค่าตกใจอีก2 เดือน  รวมเป็นค่าชดเชยที่ได้รับ 11 เดือน   อย่างไรก็ตามในส่วนของค่าชดเชยที่เพิ่มให้พิเศษนั้นสำหรับพนักงานที่ทำงานมานานกว่า12ปี   จะได้รับสูงสุดไม่เกิน12 เดือน

 

 

 

 

 

คาดสิงหาคมร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียมผ่านสนช.

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คาดอีก3เดือนร่าง แก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมเสร็จ พร้อมออกประกาศเชิญชวนสำรวจและผลิตได้ในปีนี้  ระบุต้องกำหนดรูปแบบและแปลงสำรวจใหม่หมด ส่วนแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุ คาดว่าจะสรุปรูปแบบการดำเนินการได้ใน 2เดือนนี้ 

นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ....และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ...อยู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งในขั้นนี้ ครม.จะต้องเรียกกรมฯไปชี้แจง หากมีมติเห็นชอบก็ต้องส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาต่อไป ซึ่งหากไม่ติดขัดอะไรคาดว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะแล้วเสร็จ 3 เดือน และภายในปีนี้น่าจะออกประกาศเชิญชวนสำรวจสัมปทานปิโตรเลียมได้  

อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายดังกล่าวเบื้องต้นจะเปิดให้มีทั้งระบบสัมปทานปิโตรเลียม ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต ซึ่งกรมฯ จะมาพิจารณาว่าจะเปิดสำรวจในรูปแบบใดบ้าง รวมทั้งจะต้องกำหนดจำนวนแปลงสำรวจใหม่ทั้งหมด  จากเดิมเคยกำหนดไว้ 29 แปลง 

ส่วนกรณีแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 นั้น ขณะนี้เตรียมจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการปิโตรเลียมที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อสรุปว่าจะดำเนินการอยางไร ก่อนจะนำผลสรุปเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป ซึ่งคาดว่าต้องได้ข้อสรุปใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศมีอย่างต่อเนื่อง

นางบุญบันดาล กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้กรมฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการปิโตรเลียมเกือบทั้งหมดในไทยกว่า 10 ราย ซึ่งเป็นทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ เพื่อขอดูแผนธุรกิจขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมระยะ 5 ปี ว่าได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกตกต่ำอย่างไร โดยกรมฯจะให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดการปิดกิจการหรือปลดพนักงาน เบื้องต้นมีเพียงผู้ประกอบการบางรายหยุดการดำเนินงานที่ฐานการผลิตชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่มีปิดกิจการ ทั้งนี้กรมฯได้นัดพูดคุยกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ อย่างไรก็ตามคาดว่าหากราคาน้ำมันกลับมายืนระดับ 50-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จะเป็นราคาที่จูงใจให้เกิดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอีกครั้ง   

 
สหภาพ ปตท.ออกโรงยื่นหนังสือร้องทุกข์รัฐบาลปมคืนท่อก๊าซ

สหภาพ ปตท.ฯ เตรียมยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อนายกฯ และครม. 18 พ.ค. นี้ กรณีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคทวงคืนท่อก๊าซทั้งๆที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเป็นที่สุดแล้วระบุเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท.และบั่นทอนกำลังใจพนักงาน 

 น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า สหภาพแรงงาน ปตท. เตรียมยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 18 พ.ค. 2559 ในเวลา 10.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ บริษัท ปตท. กรณีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคพยายามให้ข้อมูลสาธารณชนว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินให้รัฐไม่ครบถ้วน และฟ้องร้องต่อศาลปกครองหลายครั้ง แม้ศาลฯจะวินิฉัยว่า ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม

ซึ่งการฟ้องร้องดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการดำเนินงานของ ปตท.และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท. และเป็นการบั่นทอนกำลังใจของพนักงาน ปตท.เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ภายหลังจากยื่นหนังสือถึงนายกฯและครม.แล้ว สหภาพ ปตท.ฯจะจัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2559 ในเวลา 13.00 น. ที่อาคารปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ปตท.ด้วย

 สำหรับหนังสือที่สหภาพแรงงาน ปตท. เตรียมยื่นต่อนายกฯและครม.มีสาระสำคัญว่า

“นับตั้งแต่ 14 ธ.ค. 2550 ที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาและคำวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ต้องคืนให้แก่รัฐ ซึ่งฟ้องร้องโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งต่อมาได้มีการดำเนินการจนกระทั่งได้มีการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนกระทรวงการคลังครบถ้วน และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2551 ว่า ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ฟ้องร้องยังคงฟ้องร้อง และพยายามให้ข้อมูลต่อสาธารณชนว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วย และฟ้องร้องต่อศาลฯอีกหลายครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายศาลฯได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา

และเมื่อวันที่ 4เม.ย. 2559 ประธานผู้ตรวจเงินแผ่นดินได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อกรณีดังกล่าวอีก โดยครั้งนี้มีประเด็นข้อสงสัย สหภาพแรงงานที่คัดค้านการแปรรูป แต่ถูกปิดปากด้วยหุ้นที่ให้กับฝ่ายบริหารและพนักงาน ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง เป็นการดูหมิ่นสหภาพแรงงานและพนักงาน ปตท.เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการให้สิทธิพนักงานจองหุ้น ปตท. นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการให้พนักงานมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท หรือ ESOP (Employee Stock Ownership Plan) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของบริษัทชั้นนำของโลก ซึ่งการดำเนินการเป็นไปด้วยความสุจริตตามหลักธรรมาภิบาล

อีกทั้งเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2559 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เห็นพ้องกับผลการตรวจสอบของ สตง.ที่ให้ไว้ก่อนมีคำสั่งศาลฯ 26 ธ.ค. 2551 ว่า ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินไม่เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และ มติ ครม.  ทั้งๆที่ เมื่อ 20 ก.พ. 2552 สตง.ได้มีหนังสือแจ้งต่อ ปตท.และเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองว่า ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินฯไม่ครบ แต่ถือคำวินิจฉัยของศาลฯเป็นที่ยุติ

 การดำเนินการครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยในการดำเนินงานของ ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ กรณีการปฏิบัติตามคำพิพากาของศาลปกครองสูงสุดว่ายังไม่ครบถ้วน ย่อมเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติของชาติ อีกทั้งเป็นการบั่นทอนกำลังใจของพนักงาน ปตท. เป็นอย่างมาก

 ทั้งนี้ สหภาพ ปตท.ฯเห็นว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2551 , หนังสือจาก สตง. ถึงศาลปกครองเมื่อ 20 ก.พ. 2552 , หนังสือจากศาลปกครองถึง สตง. เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2552 ซึ่งแจ้งไปยัง สตง.ว่า ผู้ถูกฟ้องดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว , มติครม.ที่รับทราบเรื่องการแบ่งแยกทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2553 รวมถึงล่าสุดคือ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ยังคงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 21 พ.ค. 2558 ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลฯ วันที่ 26 ธ.ค. 2551 นั้น ล้วนเป็นข้อมูลที่ควรจะสร้างความมั่นใจว่า ปตท.ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และควรยุติการฟ้องร้องต่อศาลฯ ว่า ปตท.คืนทรัพย์สินไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลที่มีมาอย่างยาวนานเกือบทศวรรษได้แล้ว

 แต่ด้วยยังมีการเสนอให้มีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองอีก โดยครั้งนี้ผู้เสนอได้นำเรียนให้ ครม.ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลฯด้วย ดังนั้น สหภาพ ปตท.ฯจึงตัดสินใจนำเรื่องร้องทุกข์ต่อนายกฯและครม. เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของชาติ ที่จำเป็นต้องได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเพื่อความมั่นคงขององค์กร ที่มีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติ สหภาพฯ ขอยืนยันว่า การดำเนินการแปรรูป ปตท.ให้เป็น บริษัท (มหาชน) นั้น สหภาพฯ และพนักงาน ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการแปรรูป ปตท. อย่างจริงจัง โดย ปตท.ยังคงสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจและปัจจุบัน ปตท.ยังคงปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้เช่นเดียวกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย”  

 

บอร์ด กฟผ.ตั้งกรศิษฐ์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่
บอร์ด กฟผ. มีมติเลือก “กรศิษฐ์” เป็นผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ เตรียมเสนอ ครม.เห็นชอบเร็วๆนี้ ชี้มีประสบการณ์ด้านไฟฟ้ามานาน  ย้ำวิสัยทัศน์เน้นสร้างกฟผ.เป็นที่ไว้วางใจของสังคม  เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เทพา ตามแผน
 
รายงานข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด)การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานในวันนี้(18พ.ค.)ได้มีมติเห็นชอบให้ นายกรศิษฐ์ ภัคโชตานนท์ รองผู้ว่ากฟผ.ดำรงตำแหน่งผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ ซึ่งนับเป็นผู้ว่าฯคนที่ 13 แทนนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ที่จะเกษียณอายุในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้ว่ากฟผ.ที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.)เป็นประธานนำเสนอ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำชื่อเสนอรายงานต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อเห็นชอบต่อไป
         
สำหรับการแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 ของนายกรศิษฐ์ ระบุว่า บ้านต้องมีฐานรากที่แข็งแรง จึงจะมั่นคง กฟผ.ก็เช่นเดียวกัน  ฐานรากของกฟผ. ก็คือชุมชนและสังคม ที่จะต้องทำให้กฟผ.เป็นที่รักและยอมรับของสังคม  พร้อมที่จะออกมาปกป้องกฟผ. ซึ่งวิธีการที่จะทำให้กฟผ.เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็จะต้องสื่อสารซ้ำๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ  ทำกฟผ. มีความน่าเชื่อถือในการทำงาน  เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล
 
“ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเรื่องสายส่ง โรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี เทพา ต่างต้องมีมุมมองความเห็นที่มีทั้งบวกทั้งลบ หากกฟผ.ทำให้สังคมเห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศจริง  คนส่วนใหญ่ในสังคมก็จะอยู่ข้างเรา “ นายกรศิษฐ์กล่าว
 
สำหรับนายกรศิษฐ์ จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ วิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าบางปะกง  ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 3  รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 
 
          
พลังงานหนุนนวัตกรรมขยะ RDF
กระทรวงพลังงาน หนุน มทส.พัฒนานวัตกรรมการจัดการขยะ RDF ด้วยระบบ SUT-MBT ช่วยผลักดันการใช้พลังงานจากขยะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเครือ SCG ร่วมลงนามนำ RDF ใช้ภาคอุตสาหกรรม ด้าน ส.อ.ท.แนะรัฐเพิ่มเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าขยะเพิ่ม 300 เมกะวัตต์ 
 

พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานมีแผนนำขยะมูลฝอยมาใช่เป็นแหล่งพลังงานทดแทน ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP 2015) โดยล่าสุดกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) วิจัยและพัฒนาระบบการจัดการขยะมูลฝอยด้วยวิธีทางกลและชีวภาพ(SUT-MBT) ซึ่งช่วยให้ขยะเหม็นน้อยลงและลดสารปนเปื้อนของขยะมูลฝอยได้สูง ทำให้เกิดการเผาไหม้ได้ดี และได้มีการลงนามความร่วมมือ(MOU) ระหว่าง มทส. และบริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด(เอสซีไออีโค่) เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์เชื้อเพลิงขยะ(RDF) ผ่านระบบ SUT-MBT ให้มากขึ้น 

 
นายวีรชัย อาจหาญ นักวิจัย มทส. กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้เป็นการยอมรับเชื้อเพลิงขยะของภาคอุตสาหกรรมในการนำ RDF ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งสามารถใช้ทดแทนความร้อนจากถ่านหินได้ และเอสซีโออีโค่ และบริษัทในเครือ SCG มีการใช้ถ่านหินในอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์มากและเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความพร้อมในการใช้ RDF ในภาคความร้อนได้ทันที และเทคโนโลยี SUT-MBT เพื่อผลิตเชื้อเพลิง RDF นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในยุคปัจจุบัน 
 
นายอัมพันธุ์ ศรีชู รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด(เอสซีไออีโค่) กล่าวว่า เชื้อเพลิง RDF ที่ผลิตได้จากระบบ SUT-MBT มีคุณภาพสูงและมีกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐาน โดยสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ในเครือของบริษัทฯได้เป็นอย่างดี บริษัทฯจึงพร้อมเป็นตลาดรองรับ หรือรับซื้อเชื้อเพลิง RDF ที่ผลิตได้จากระบบ SUT-MBT ในราคาที่เป็นธรรมตามมาตรฐนที่ได้ตกลงกัน โดยให้ มทส.ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานการซื้อขายเชื้อเพลิง RDF ที่ผลิตได้จากระบบ SUT-MBT ระหว่าง อสซีไออีโค่ กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่ายงานต่างๆ ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาด้านการควบคุมการผลิตและคุณภาพเชื้อเพลิง RDF ให้กับทั้งสองฝ่าย อีกทั้งร่วมกันสร้างรูปแบบการจัดตั้งกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์เชื้อเพลิง RDF ที่ยั่งยืนและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่นและประเทศต่อไป 
 
นายธีระพล ติรวศิน รองประธานกลุ่มพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะมูลฝอยที่ 500 เมกะวัตต์ ของภาครัฐ ยังน้อยเกินไป เนื่องจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ายังมีผู้ประกอบการมีศักยภาพขายไฟฟ้าจากขยะเข้าระบบได้อีก 300 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่ได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว 300 เมกะวัตต์ แต่ขายเข้าระบบจริงเพียง 120 เมกะวัตต์ ดังนั้นภาครัฐควรตรวจสอบผู้ที่ได้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าว่าสามารถผลิตเข้าระบบได้จริงหรือไม่ เพื่อให้เหลือโควต้าให้กับผู้ที่พร้อมผลิตจริง หรือ แก้ไขแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP 2015) ให้เพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าขยะอีก 300 เมกะวัตต์ เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากขยะให้มากขึ้นตามเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ 
ปตท. กลับมาจ่ายก๊าซเอ็นจีวีภาคใต้ได้ตามปกติแล้ว

ปตท. แจ้งเปิดให้บริการก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้ตามปกติแล้ว หลังต้องปิดสถานีบริการฯ ในพื้นที่หลายแห่งเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา อันเป็นผลกระทบจากแผนการปิดซ่อมบำรุงประจำปีของบริษัทผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ-เอ18) ระหว่างวันที่ 20-31  ส.ค. 2559

นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์และผลกระทบของผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่แหล่งก๊าซเจดีเอปิดซ่อมบำรุง ผ่านศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวี และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2559  ตั้งแต่เวลา 13.00 น. สถานีจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก อ.จะนะ จ.สงขลา สามารถนำส่งก๊าซเอ็นจีวีได้ตามปกติแล้ว

ก่อนหน้านี้ ปตท. คาดว่าการซ่อมบำรุงดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการให้บริการของสถานีบริการเอ็นจีวี 14 แห่งในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี  จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา เป็นเวลา 10 วัน  (20 – 29  สิงหาคม  2559) จึงได้มีการบริหารจัดการจัดส่งก๊าซเอ็นจีวีในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องปิดสถานีบริการ 4 แห่งในช่วงเวลาดังกล่าว และอีก 1 แห่ง ระหว่างวันที่ 23 – 29 สิงหาคม 2559 (จำนวน 7 วัน) 

“อย่างไรก็ตาม ปตท. สามารถเปิดให้บริการก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้เร็วกว่าแผน 1 วัน และเร็วกว่าแผนการซ่อมบำรุงแหล่งเจดีเอจะแล้วเสร็จถึง 3 วัน จึงขอขอบคุณ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีทุกท่าน ที่มีส่วนในการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและให้ความร่วมมืออย่างดี ทำให้สถานการณ์เป็นไปอย่างราบรื่น และไม่กระทบต่อภาพรวมการบริหารจัดการก๊าซเอ็นจีวีของประเทศ” นายสมเกียรติกล่าว

สำหรับการซ่อมบำรุงประจำปีของแหล่งก๊าซฯ เจดีเอ นั้น นายสมเกียรติกล่าวว่า ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่ง ปตท. สนับสนุนนโยบายของรัฐในการลดการใช้ไฟฟ้าในระหว่างการปิดซ่อม เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ 

 

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุผู้ต้องสงสัยเผาเทสโกโลตัส นครศรีธรรมราช ไม่ใช่พนักงานเชฟรอน

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุผู้ต้องสงสัยเผาเทสโกโลตัส นครศรีธรรมราช ไม่ใช่พนักงานเชฟรอนฯ  โดยบริษัทแจ้งต่อกรมฯให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปจับกุมมาดำเนินคดีอย่างเต็มที่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้อนุมัติหมายจับนายศักรินทร์ คฤหัส ผู้ต้องสงสัยในคดีวางเพลิงเผาห้างเทสโกโลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถูกระบุว่าภายหลังก่อเหตุได้เดินทางไปปฏิบัติงานที่แท่นขุดเจาะปิโตรเลียม นั้นนายวีระศักดิ์  พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ออกมาชี้แจงว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทานในการประกอบกิจการด้านปิโตรเลียม ได้รับรายงานแล้ว  และได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับพนักงานคนดังกล่าว  พบว่าเป็นพนักงานของบริษัท Weatherford KSP จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างเหมาบริการของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งช่วงเวลาที่ระบุว่าก่อเหตุนั้นเป็นช่วงเดินทางกลับขึ้นฝั่งเพราะหยุดพักการปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทย และภายหลังจากนั้นเป็นช่วงสิ้นสุดการหยุดพักจึงได้เดินทางกลับไปปฏิบัติงานตามกำหนด

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า บริษัท เชฟรอนฯ ได้แจ้งต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่า มิได้ทราบและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของพนักงานคนดังกล่าว แต่ภายหลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีบุคคลต้องสงสัยว่ากระทำการผิดกฎหมายเดินทางมาปฏิบัติที่แท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ทางบริษัท เชฟรอนฯ ได้ให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดีและดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของบริษัททุกประการ โดยได้อำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ออกเดินทางจากศูนย์สนับสนุนการบินของบริษัทเพื่อจับกุมบุคคลดังกล่าว ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติงานอยู่ที่แท่นขุดเจาะ T2 และนำตัวกลับฝั่งเพื่อสอบสวนต่อไป

 ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทานในการประกอบกิจการด้านปิโตรเลียม ได้สั่งการบริษัทให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อย่างเต็มที่ และขอให้กำชับให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตนให้เป็นไปตามกฎหมายทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมถึงกฎหมายอื่นอย่างเคร่งครัด

 

นักวิชาการชี้ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นใหม่สร้างภาระให้ประเทศ

นักวิชาการจุฬาฯไม่เห็นด้วยกับการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้รัฐโดยไม่จำเป็น ชี้รัฐเร่งประมูลสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว  แนะทางออกให้รัฐสร้างเงื่อนไขประมูลแบบWin-Win ทั้งรัฐ เอกชน ประชาชน ได้ประโยชน์  เน้นความต่อเนื่องการผลิตก๊าซ มากกว่ารายได้   ด้าน ปตท.ยืนยันร่วมประมูลสร้างความมั่นคงพลังงาน เตรียมเร่งศึกษาหลายแนวทางรองรับผลกระทบ  ส่วน สนพ. ระบุ ยิ่งประชาชนมีความไม่ไว้วางใจภาครัฐสูง ประเทศยิ่งมีต้นทุนในการดำเนินโครงการด้านพลังงาน   เสนอ5 ทางออกรองรับวิกฤติก๊าซฯ 2561-2564

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดงานสัมมนาให้ความรู้สื่อมวลชนสายเศรษฐกิจ เรื่อง” ผลกระทบและทางออกสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ”  ที่ตึกช้าง เมื่อวันที่22 มิ.ย.2559 โดยมีวิทยากรบรรยายประกอบด้วย นายฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) โดยมีนายเทพกิจ ฉัตรสุริยาวงศ์  กรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจทำหน้าที่ดำเนินรายการ ซึ่งงานสัมมนาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจจากสำนักต่างๆ เต็มห้องสัมมนาของสมาคม

นายฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เปิดเผยว่า  หัวใจของการแก้ไขปัญหาสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่จะหมดอายุลงปี 2565 และ2566 คือแหล่งเอราวัณที่มีบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต เป็นผู้รับสัมปทาน และแหล่งบงกช ที่มีปตท.สผ.เป็นผู้รับสัมปทาน  นั้น ต้องคำนึงถึงความสำคัญ 2 ด้าน คือ 1. ต้องเร่งดำเนินการให้เร็ว เพื่อให้รู้ว่าจะเป็นรายเก่าหรือรายใหม่ที่จะได้สิทธิ์ในการเข้าไปบริหารจัดการ  เพราะรัฐจะต้องวางแผนให้การผลิตก๊าซเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  โดยหากก๊าซที่เคยผลิตได้หายไปจากระบบ  จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั้งระบบเศรษฐกิจของประเทศ  ทั้งนี้รัฐไม่ควรมองเฉพาะผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับเพียงด้านเดียว แต่ควรมองให้เห็นถึงความสำคัญของก๊าซในอ่าวไทย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศทั้งระบบ

2.รูปแบบผลประโยชน์ ควรอยู่บนการได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย(win- win) ทั้งในแง่ของภาครัฐที่ต้องได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์3 ที่รัฐได้รับ  ในขณะเดียวกันเอกชนก็ต้องได้รับผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง  ไม่มีใครรู้ว่าจะมีปิโตรเลียมมากน้อยแค่ไหน ในใต้ดินที่ลึกลงไป2-3กิโลเมตร   ในขณะที่ประชาชนผู้บริโภค ก็ควรที่จะได้ใช้พลังงานในราคาที่เป็นธรรม 

“วันนี้ดูเหมือนเรากำลังจัดลำดับปัญหาไม่ถูกต้องเรื่องพลังงาน  เรื่องสำคัญคือต้องรู้ว่าเราเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิด้านพลังงาน และกำลังจะเจอวิกฤตพลังงาน หากก๊าซจากแหล่งสำคัญในอ่าวไทย ที่เคยผลิตได้ ต้องหายไปจากระบบ  ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือจะทำอย่างไรให้การผลิตก๊าซเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางด้านพลังงานเอาไว้  เราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ก่อน   ไม่ใช่จะปล่อยทิ้งก๊าซในประเทศให้หายแล้วไปนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศเข้ามาแทน  ซึ่งไม่มีเหตุผล  ประเทศต้องมีไฟฟ้ามีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง เราต้องการความมั่นคงทางพลังงานมากกว่า ผลประโยชน์ในรูปของเงิน   เพราะถ้ามีเงิน แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้  ก็ไม่มีประโยชน์ “ นายฐิติศักดิ์ กล่าว

สำหรับข้อเสนอจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้น  หากมองถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ก็เห็นว่าไม่ควรจะมีการจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ให้เป็นภาระทางด้านงบประมาณของประเทศ  เพราะเราไม่ได้มีทรัพยากรปิโตรเลียม ที่เหลือมากพอที่จะต้องตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างบุคคลากรในระยะยาว    เรามีทรัพยากรก๊าซที่ผลิตเพื่อใช้เองในประเทศทดแทนการนำเข้า ไม่ได้มีเหลือใช้จนต้องส่งออกเหมือน มาเลเซีย เมียนมา  ที่ประเทศเขามีรายได้จากการขายปิโตรเลียมมากพอที่จะตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ  โดยปัจจุบันเราก็มีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศได้ดีอยู่แล้ว และก็มีปตท.และปตท.สผ. ที่รัฐถือหุ้นอยู่ เป็นผู้ทำหน้าที่ในการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน   

 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท.กำลังอยู่ระหว่างรอดูเงื่อนไขการประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุจากภาครัฐ ซึ่งก็ ยืนยันความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลเพราะเป็นแหล่งผลิตที่อยู่ในประเทศไทย และเป็นการช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปตท.ก็ได้จัดทำแนวทางแก้ไขปัญหากรณี ที่ผู้ชนะการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมเป็นรายใหม่และจะทำให้รายเก่าลดการลงทุนลงในช่วงท้ายอายุสัมปทาน จนปริมาณการผลิตก๊าซลดลงไปจากเดิม ในช่วงปี 2561-2564 โดยทางบริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ PTTGC ได้เร่งศึกษาหน่วยผลิตแนฟทา ที่เป็นวัตถุดิบจากการกลั่นน้ำมันดิบ  เพื่อมาใช้แทนก๊าซฯ ในกระบวนการผลิตของ PTTGC 

 “ปตท.ได้จำลองกรณีเกิดวิกฤติก๊าซฯสูงสุด หากได้ผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหม่เข้ามาดำเนินการในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ ทั้งในรูปของการจัดหาน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลเข้ามาเสริมในการผลิตไฟฟ้า เพราะการสร้างขยายคลังLNG  แห่งที่ 2 อีก 7.5 ล้านตัน เพื่อขีดความสามารถในการรองรับเป็น 11.5 ล้านตัน ก็ยังไม่เพียงพอรองรับความต้องการใช้ โดยในแง่ของการทำหน้าที่รักษาความมั่นคงทางด้านพลังงาน เพื่อให้มีใช้ไม่ขาดแคลน ถือเป็นบทบาทของปตท. ส่วนเรื่องของต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอย่างไร นั้นก็ต้องมาพิจารณากัน  อย่างไรก็ตาม ปตท.ก็ไม่อยากจะให้เกิดกรณีของการผลิตก๊าซที่ไม่ต่อเนื่อง  แม้ว่ามีความมั่นใจว่าจะสามารถจัดหาน้ำมันเตาและดีเซลและLNG มาทดแทนได้ก็ตาม  “นายอรรถพล กล่าว

ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า สนพ.ได้จัดทำแผนรองรับวิกฤติก๊าซฯ จากกรณีผู้ชนะประมูลสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุรายใหม่ไม่สามารถผลิตก๊าซฯ ได้ต่อเนื่องเท่าเดิม 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ว่ากรณีเลวร้ายสุดจะมีก๊าซหายไปจากระบบ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ระหว่างปี 2561-2564 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้า 6,300 เมกะวัตต์ ในปี 2564 และต้องนำเข้าLNG เพิ่มขึ้น 20 ล้านตัน จากปริมาณนำเข้าในปัจจุบันอยู่ที่ 2-3 ล้านตัน 

ทั้งนี้กรณีดังกล่าว ประเทศไทยจะเกิดความเสี่ยงหลายกรณี คือ 1. ก๊าซฯไม่พอสำหรับผลิตไฟฟ้า 2.เสี่ยงไฟฟ้าดับ 3.กระทบอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 4.กระทบต่อก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV)ภายขนส่ง และ5.เกิดปัญหาคุณภาพก๊าซฯ เป็นต้น นอกจากนี้ผลที่จะกระทบตามมาคือ ขาดความมั่งคงด้านจัดหาไฟฟ้า และเมื่อต้องใช้เชื้อเพลิงอื่นผลิตไฟฟ้าก็จะมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น    ดังนั้น ทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาได้คือ 1. ใช้มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อลดใช้ไฟฟ้า กรณีร้ายแรงสุดอาจต้องใช้มาตรการบังคับประหยัดพลังงาน 2.หาโรงไฟฟ้าประเภทอื่นทดแทนโรงไฟฟ้าที่ใช้แก๊ส เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน 3.นำเข้าLNG เพื่อทดแทนการผลิตก๊าซฯในประเทศ 4.ใช้วัตถุดิบอื่นทดแทนกระบวนการผลิต เช่น แนฟทา และ5.รถยนต์ประเภท 2 ระบบให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันทดแทน เป็นต้น

 “ประเทศไทยมีต้นทุนจากความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจสูงมาก และทำให้หลายอย่างสะดุด ดังนั้นต้องช่วยกันสร้างความกระจ่างชัดเจน เพราะความไม่เชื่อใจนอกจากจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายแล้วยังเสียเวลา เกิดความไม่แน่นอนทำให้ประเทศถูกฉุดรั้งไม่สามารถสู้กับต่างประเทศได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายแอบแฝงจากความไม่เชื่อใจสูงมาก เราจึงต้องทะลายอุปสรรคนี้ไปให้ได้”นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า การเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุลง คาดว่ากระทรวงพลังงานจะจัดทำเงื่อนไขการประมูล(TOR) เสร็จใน 1 ปี หรือภายใน พ.ค. 2560 ทั้งนี้สัมปทานทั้ง 2 แหล่งมีกำลังการผลิตก๊าซฯ รวมเฉลี่ยอยู่ที่ 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็น 76% ของปริมาณการที่ผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และคิดเป็น 44% ของปริมาณจัดหาก๊าซฯในประเทศ

กฏหมายใหม่ คุมเข้มปั๊มน้ำมันส่งพนักงานอบรมความปลอดภัยภายใน2ปี

กรมธุรกิจพลังงาน คุมเข้มความปลอดภัยปั๊มน้ำมัน ออกกฎหมาย 29 พ.ค.นี้ บังคับส่งพนักงานเข้าอบรมรับใบอนุญาตภายใน 2 ปีนี้ เน้นดับเครื่อง เลิกโทรศัพท์ขณะเติมน้ำมัน ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ พร้อมไม่ต่อใบอนุญาตสถานประกอบการ

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 29 พ.ค.นี้ โดยบังคับให้สถานประกอบการปั๊มน้ำมัน ปั๊มก๊าซหุงต้ม(LPG) ปั๊มก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(NGV) คลังก๊าซ คลังน้ำมัน รถขนส่งน้ำมันและก๊าซ และร้านค้าจำหน่ายLPG จะต้องมีพนักงานคนไทยอย่างน้อย 1 คนที่ได้รับใบอนุญาตเป็นพนักงานปฏิบัติงานประจำในสถานประกอบดังกล่าว

ซึ่งการขอรับใบอนุญาตนี้ จะต้องเข้าฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กรมฯกำหนด โดยกรมฯจะให้เวลาสถานประกอบการดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี หรือให้เสร็จภายในเดือน 29 พ.ค. 2561 และหากพ้นกำหนดดังกล่าวสถานประกอบการใดไม่มีพนักงานที่ได้รับใบอนุญาต ทางกรมฯจะไม่พิจารณาต่อใบอนุญาตสถานประกอบการให้ รวมทั้งยังมีโทษตามกฎหมายมาตรา 66 จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับเงินไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ที่ผ่านมาจะพบว่า พนักงานปั๊มน้ำมันบางแห่งละเลยมาตรฐานความปลอดภัย บ้างก็ใช้โทรศัพท์มือถือ บ้างก็ปล่อยให้มีการเติมน้ำมันได้โดยลูกค้าไม่ดับเครื่องยนต์ หรือแม้กระทั่งมีการสูบบุรหรี่ใกล้จุดเติมน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อตัวพนักงานและลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งการฝึกอบรมให้ใบอนุญาตนี้จะกำหนดสิ่งที่ไม่ควรทำในการให้บริการลูกค้า เช่น ต่อไปจะเติมน้ำมันได้จะต้องดับเครื่องก่อนเท่านั้น หรือให้ลงจากรถในระหว่างการเติมน้ำมัน เป็นต้น หากไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถให้บริการเติมน้ำมันให้ได้ แต่หากพนักงานละเลยก็จะมีความผิดที่ตัวพนักงานเป็นหลัก ในส่วนของลูกค้าแม้จะไม่มีความผิดแต่ก็อยากจะขอความร่วมมือให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยด้วย”นายวิฑูรย์ กล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า หากกฎหมายใหม่ดังกล่าวออกแล้ว คาดว่ามีสถานประกอบการต่างๆ ประมาณ 38,000-39,000 แห่งจะต้องส่งพนักงานเข้าร่วมอบรมเพื่อรับใบอนุญาต โดยคาดว่าจะมีพนักงานที่มาอบรมทั้งสิ้น 1 แสนคน ส่วนสถานฝึกอบรมนั้น แต่เดิมมี 7 แห่ง แต่เมื่อกฎหมายใหม่ออกมา สถานฝึกอบรมจะต้องมาขอใบอนุญาตใหม่หมด ซึ่งสถานอบรมนั้นเป็นได้ทั้งนิติบุคคล ผู้ค้ามาตรา7 สถานศึกษา แต่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ของกรมฯ เท่านั้น

นายสุรพงษ์ พงษ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเทคนิคพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมทุกประเภทกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเดิมกฎหมายยังครอบคลุมเพียงธุรกิจก๊าซปิโตรเลียม และก๊าซธรมชาติบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เพิ่มเติมในกฎหมายฉบับนี้คือ ธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจก๊าซ NGV โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายประกอบด้วย ผู้ฝึกอบรม วิทยากร และผู้ปฏิบัติงาน โดยผู้ฝึกอบรมและวิทยากรต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนด และต้องได้รับใบรับรองจากกรมฯ ส่วนผู้ปฎิบัติงานต้องผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นตามประเภทของกิจการที่ระบุไว้รวม 23 กิจการ ซึ่งจำนวนสถานประกอบการทั่วประเทศต้องมีผู้ปฏิบัติงานรวมกว่า 38,000 แห่ง โดยคาดว่าจะมีผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเข้าอบรมกว่า 1 แสนคน