ค้นหาด้วย ' ปตท. ' ทั้งหมด 42 รายการ
ปตท.ปรับกลยุทธ์น้ำมันหล่อลื่นเน้นบุกตลาดต่างประเทศ

ปตท. เจาะตลาดน้ำมันหล่อลื่นต่างประเทศ รวมถึงภาคภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ดันยอดขายปี 59 โต 10-20% ทุ่ม 500 ล้านบาท พัฒนาคลังสินค้า ดันไทยเป็นฐานผลิตน้ำมันหล่อลื่น

นายบุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดน้ำมันหล่อลื่นไม่ค่อยเติบโตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากรถยนต์ที่ผลิตออกมารุ่นใหม่จะใช้น้ำมันหล่อลื่นลดลง ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนานมากขึ้น ดังนั้น ปตท.จะปรับกลยุทธ์น้ำมันหล่อลื่นใหม่ โดยเน้นไปบุกตลาดต่างประเทศ ตลาดอุตสาหกรรมและตลาดภาคการเกษตรมากขึ้น ตั้งเป้ายอดขาย 300 ล้านลิตรภายใน 5 ปี จากปัจจุบันมียอดขาย 170 ล้านลิตร

ทั้งนี้ยอดขายน้ำมันหล่อลื่นในภาคเกษตรนั้นไม่เติบโตมา 2-3 ปีแล้ว เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง กลุ่มรถไฮโดรลิก เครื่องจักรทางการเกษตร รถไถนา มีการใช้น้ำมันเครื่องลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดว่าจะกระทบยอดขายน้ำมันหล่อลื่นอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสที่ 2 นี้

อย่างไรก็ตาม ปตท. จำเป็นต้องเข้าไปสู่ตลาดภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้น้ำมันหล่อลื่นสูง โดยขณะนี้ได้นำน้ำมันหล่อลื่น"Dynatrac"คุณภาพสูง และราคาไม่แพง ของปตท. เข้าไปเจาะตลาด ซึ่งเป็นราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าน้ำมันหล่อลื่นภาคเกษตรมีคุณภาพยังไม่สูงพอ ไม่ปกป้องเครื่องยนต์ และมีการรั่วไหลตกลงสู่ดิน อีกทั้งยังมีน้ำมันหล่อลื่นปลอมด้วย เพราะของจริงราคาแพงเกินไป ดังนั้นเชื่อว่าการพัฒนาน้ำมันหล่อลื่นของปตท.สำหรับภาคการเกษตรจะได้รับการตอบรับที่ดี

พร้อมกันนี้ยังมุ่งไปยังตลาดอุตสาหกรรมประเภทที่ใช้น้ำมันเครื่องมาก เช่น อุตสาหกรรมตัด กึงโลหะ พลาสติก ยางรถยนต์ เป็นต้น ขณะที่ต่างประเทศจะมุ่งเน้นกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) และในประเทศอาเซียน คิดเป็น 80% และนอกอาเซียนอีก 20%

สำหรับในปี 2559 นี้ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10-20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นไปที่ต่างประเทศเป็นหลัก ปัจจุบันขายอยู่ทั้งสิ้น 35 ประเทศ และล่าสุดได้ชนะประมูลขายน้ำมันหล่อลื่นให้กับการรถไฟของเมียนมาแล้วล็อตแรก 1 ล้านลิตร

ส่วนในประเทศนั้น ช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ จะเน้นการจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นยังรถยนต์ค่ายยุโรปมากขึ้น รวมถึงรถมอร์เตอร์ไซด์ขนาดใหญ่ 300 ซีซี ขึ้นไป เพราะเป็นรถที่กำลังเป็นที่นิยมและเติบโตสูง รวมถึงกลุ่มเกษตรกร ที่ใช้เครื่องสูบน้ำช่วงภัยแล้ง

ทั้งนี้คาดว่าในปี 2559 หากเติบโตตามเป้าหมาย 10-20% จะมียอดขาย 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท ส่วนเป้าหมาย 5 ปี ที่จะมียอดขาย 300 ล้านลิตรนั้นคาดว่าจะสร้างมูลค่าได้เกิน 5 หมื่นล้านบาท ส่วนการลงทุนใน 5 ปีคาดว่าจะใช้เงิน 500 ล้านบาท ปรับปรุงคลังสินค้าเป็นแบบอัจฉริยะ(Warehouse) ใช้ระบบคอมพิวเตอร์สั่งการ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 รวมถึงทำระบบโลจีสติกส์ และปรับปรุงโรงงาน เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตน้ำมันหล่อลื่นต่อไป

 

 
 
 
 
 
 
 
 
ปตท.แจ้งด่วนเลื่อนแผนหยุดจ่ายก๊าซยาดานา พร้อมตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

          นายวุฒิกร สติฐิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่จัดหาและตลาดก๊าซธรรมชาติ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้เปิด ศูนย์ติดตามสถานการณ์ผู้ผลิตแหล่งยาดานาหยุดซ่อมบำรุง ปี 2559" ตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.  2559 เพื่อติดตามความพร้อมและความก้าวหน้าในการดำเนินงานของผู้ผลิตเพื่อบริหารให้เป็นไปตามแผน ซึ่งล่าสุดได้รับรายงานจากผู้ผลิต ณ แหล่งก๊าซฯ ว่า เกิดปัญหาที่เครนยกแท่นผลิต ส่งผลให้แผนการดำเนินงานอาจล่าช้าจากเดิม

 

       จากการประสานงาน ขณะนี้ผู้ผลิตกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาของสายสลิงที่ใช้ยกแท่นผลิต ทำให้จำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซฯ ออกไป ซึ่ง ปตท. ได้รายงานสถานการณ์ไปยัง กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แล้ว และเตรียมปรับแผนการดำเนินงาน รวมถึงการจัดเตรียมเชื้อเพลิงให้กับ กฟผ. จนกว่าการดำเนินงานจะแล้วเสร็จ พร้อมทั้งประสานไปยังลูกค้าทุกกลุ่มเพื่อร่วมปรับแผนการดำเนินงานต่อไป

 

        “ปตท. ใคร่ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นอีกครั้ง และพร้อมเดินหน้าประสานงานกับผู้ผลิตฯ อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยจะมีการติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่อง” นายวุฒิกร กล่าว

 

 

เยือนเกาะเชจู ดูต้นแบบสมาร์ทกริดเกาหลีใต้

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทุกประเภทกว่า95%ของความต้องการใช้ทั้งหมด โดยเฉพาะพลังงานจากฟอสซิลอย่างน้ำมันและถ่านหิน ที่มีสัดส่วนรวมกันประมาณ67% ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักสามารถเกิดขึ้นได้ และเป็นเครื่องจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ตลอดระยะเวลากว่า40ปีที่ผ่านมา  

การเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้เกาหลีใต้ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน  ซึ่งที่ผ่านมานับว่าทำได้ค่อนข้างดี เพราะในขณะที่เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เติบโตในอัตราเฉลี่ย7%ต่อปี ส่วนของการใช้พลังงานเติบโตต่ำกว่าจีดีพี คือประมาณ6% เท่านั้น ( อ้างอิงจากKorea Energy Economics Institute)

หลังการประกาศวิสัยทัศน์”การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิงแวดล้อมและเมืองคาร์บอนต่ำ” ของประธานาธิบดี ลี เมียง บัค  เมื่อเดือนสิงหาคม 2551  รัฐบาลเกาหลีใต้ได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้30% ภายในปี2563 และเลือกให้เกาะเชจู ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ  เป็นพื้นที่ทดลองสำหรับการใช้นวัตกรรมโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Grid) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมุ่งใช้พลังงานทดแทนทั้งพลังงานลม และแสงอาทิตย์  มาทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ให้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจบนเกาะ เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน

การดำเนินโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะได้รับความร่วมมือจาก168บริษัทและ12ตัวแทนพันธมิตรของหน่วยงานรัฐเข้ามาร่วมลงทุนมูลค่าประมาณ239.5ล้านเหรียญสหรัฐ  โดยเอกชนลงทุน170ล้านเหรียญสหรัฐ และรัฐลงทุน 69.5 ล้านเหรียญสหรัฐ  โดยแนวคิดของโครงการSmart Grid  นั้นจะเป็นประนำเทคโนโ,ลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาเชื่อมโยงกับระบบไฟฟ้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทั้งระบบผลิต  ระบบสายส่ง ระบบจำหน่ายและผู้ใช้ไฟฟ้า แบบเรียลไทม์

โครงการนำร่องดังกล่าว แบ่งออกเป็น5พื้นที่ทดลอง ประกอบด้วย1.พื้นที่อัจฉริยะ (Smart Place) เน้นการใช้ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ(AMI)ซึ่งเป็นระบบการจัดการพลังงานแบบการสื่อสาร2ทางระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟฟ้า  2.การขนส่งอัจฉริยะ(Smart Transportation)  จะเน้นการขนส่งที่ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และแตเตอรี่  3.โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) โดยจะทดลองระบบจ่ายไฟและระบบสายส่งกำลัง  4. ผู้ให้บริการไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Electricity Service) โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์   การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า  และ5. พลังงานทดแทนอัจฉริยะ(Smart Renewable )เน้นพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด    ซึ่งทั้ง5พื้นที่จะมีบริษัทKorean Electric Power Corporation เป็นองค์กรหลักของโครงการในการประสานการทำงานกับภาคส่วนต่างๆ

เมื่อวันที่9-12พ.ค.2559 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานนำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย ไปเยี่ยมชมศูนย์สาธิตโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะบนเกาะเชจู เพื่อให้เห็นถึงความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการต้นแบบสมาร์ทกริด

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า  ต้องยอมรับว่าภาครัฐและภาคเอกชนของเกาหลีใต้มีความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ในการร่วมลงทุนและผลักดันโครงการสมาร์ทกริด ให้เกิดขึ้นได้บนเกาะเชจู   อย่างไรก็ตามการใช้พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ของเกาะ ยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล จากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ตั้งอยู่บนเกาะ และประมาณ30% ส่งผ่านระบบสายส่งเคเบิลใต้น้ำ จากแผ่นดินใหญ่เมืองปูซาน มายังเกาะ โดยที่มีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ประมาณ3-4% เท่านั้น

สำหรับพื้นที่ที่มีการทดลองใช้ระบบสมาร์ทกริด นั้นครอบคลุม12หมู่บ้าน 6,000 ครัวเรือน และมีความพร้อมเข้าร่วมโครงการประมาณ2,000ครัวเรือน ซึ่งจะได้รับแจกอุปกรณ์ มิเตอร์ไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่  และแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา  ทั้งนี้ด้วยระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด จะช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถที่จะรู้ว่าในแต่ละวัน บนเกาะสามารถที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้วันละเท่าไหร่ เพื่อจะได้ปรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับไฟฟ้าที่ผลิตได้  ซึ่งจะช่วยลดการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล   โดยส่วนนี้หากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นประโยชน์ต่อการชะลอการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตได้

ในส่วนความคืบหน้าในการดำเนินโครงการโครงการสมาร์ทกริดของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันกระทรวงพลังงานมีการจัดทำแผนแม่บทโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือแผนแม่บทสมาร์ทกริดแล้ว และมีการดำเนินโครงการนำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) เป็นผู้รับผิดชอบ แต่ยังเป็นรูปแบบ Micro Grid   โดยกระทรวงพลังงานกำลังอยู่ในระหว่างเลือกพื้นที่ที่จะดำเนินโครงการนำร่องในลักษณะเช่นเดียวกับที่เกาะเชจู ดำเนินการ

 

 

สหภาพ ปตท.ออกโรงยื่นหนังสือร้องทุกข์รัฐบาลปมคืนท่อก๊าซ

สหภาพ ปตท.ฯ เตรียมยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อนายกฯ และครม. 18 พ.ค. นี้ กรณีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคทวงคืนท่อก๊าซทั้งๆที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเป็นที่สุดแล้วระบุเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท.และบั่นทอนกำลังใจพนักงาน 

 น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า สหภาพแรงงาน ปตท. เตรียมยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 18 พ.ค. 2559 ในเวลา 10.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ บริษัท ปตท. กรณีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคพยายามให้ข้อมูลสาธารณชนว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินให้รัฐไม่ครบถ้วน และฟ้องร้องต่อศาลปกครองหลายครั้ง แม้ศาลฯจะวินิฉัยว่า ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม

ซึ่งการฟ้องร้องดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการดำเนินงานของ ปตท.และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท. และเป็นการบั่นทอนกำลังใจของพนักงาน ปตท.เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ภายหลังจากยื่นหนังสือถึงนายกฯและครม.แล้ว สหภาพ ปตท.ฯจะจัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2559 ในเวลา 13.00 น. ที่อาคารปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ปตท.ด้วย

 สำหรับหนังสือที่สหภาพแรงงาน ปตท. เตรียมยื่นต่อนายกฯและครม.มีสาระสำคัญว่า

“นับตั้งแต่ 14 ธ.ค. 2550 ที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาและคำวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ต้องคืนให้แก่รัฐ ซึ่งฟ้องร้องโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งต่อมาได้มีการดำเนินการจนกระทั่งได้มีการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนกระทรวงการคลังครบถ้วน และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2551 ว่า ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ฟ้องร้องยังคงฟ้องร้อง และพยายามให้ข้อมูลต่อสาธารณชนว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วย และฟ้องร้องต่อศาลฯอีกหลายครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายศาลฯได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา

และเมื่อวันที่ 4เม.ย. 2559 ประธานผู้ตรวจเงินแผ่นดินได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อกรณีดังกล่าวอีก โดยครั้งนี้มีประเด็นข้อสงสัย สหภาพแรงงานที่คัดค้านการแปรรูป แต่ถูกปิดปากด้วยหุ้นที่ให้กับฝ่ายบริหารและพนักงาน ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง เป็นการดูหมิ่นสหภาพแรงงานและพนักงาน ปตท.เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการให้สิทธิพนักงานจองหุ้น ปตท. นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการให้พนักงานมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท หรือ ESOP (Employee Stock Ownership Plan) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของบริษัทชั้นนำของโลก ซึ่งการดำเนินการเป็นไปด้วยความสุจริตตามหลักธรรมาภิบาล

อีกทั้งเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2559 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เห็นพ้องกับผลการตรวจสอบของ สตง.ที่ให้ไว้ก่อนมีคำสั่งศาลฯ 26 ธ.ค. 2551 ว่า ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินไม่เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และ มติ ครม.  ทั้งๆที่ เมื่อ 20 ก.พ. 2552 สตง.ได้มีหนังสือแจ้งต่อ ปตท.และเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองว่า ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินฯไม่ครบ แต่ถือคำวินิจฉัยของศาลฯเป็นที่ยุติ

 การดำเนินการครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยในการดำเนินงานของ ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ กรณีการปฏิบัติตามคำพิพากาของศาลปกครองสูงสุดว่ายังไม่ครบถ้วน ย่อมเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติของชาติ อีกทั้งเป็นการบั่นทอนกำลังใจของพนักงาน ปตท. เป็นอย่างมาก

 ทั้งนี้ สหภาพ ปตท.ฯเห็นว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2551 , หนังสือจาก สตง. ถึงศาลปกครองเมื่อ 20 ก.พ. 2552 , หนังสือจากศาลปกครองถึง สตง. เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2552 ซึ่งแจ้งไปยัง สตง.ว่า ผู้ถูกฟ้องดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว , มติครม.ที่รับทราบเรื่องการแบ่งแยกทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2553 รวมถึงล่าสุดคือ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ยังคงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 21 พ.ค. 2558 ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลฯ วันที่ 26 ธ.ค. 2551 นั้น ล้วนเป็นข้อมูลที่ควรจะสร้างความมั่นใจว่า ปตท.ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และควรยุติการฟ้องร้องต่อศาลฯ ว่า ปตท.คืนทรัพย์สินไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลที่มีมาอย่างยาวนานเกือบทศวรรษได้แล้ว

 แต่ด้วยยังมีการเสนอให้มีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองอีก โดยครั้งนี้ผู้เสนอได้นำเรียนให้ ครม.ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลฯด้วย ดังนั้น สหภาพ ปตท.ฯจึงตัดสินใจนำเรื่องร้องทุกข์ต่อนายกฯและครม. เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของชาติ ที่จำเป็นต้องได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเพื่อความมั่นคงขององค์กร ที่มีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติ สหภาพฯ ขอยืนยันว่า การดำเนินการแปรรูป ปตท.ให้เป็น บริษัท (มหาชน) นั้น สหภาพฯ และพนักงาน ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการแปรรูป ปตท. อย่างจริงจัง โดย ปตท.ยังคงสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจและปัจจุบัน ปตท.ยังคงปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้เช่นเดียวกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย”  

 

คาดสิงหาคมร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียมผ่านสนช.

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คาดอีก3เดือนร่าง แก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมเสร็จ พร้อมออกประกาศเชิญชวนสำรวจและผลิตได้ในปีนี้  ระบุต้องกำหนดรูปแบบและแปลงสำรวจใหม่หมด ส่วนแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุ คาดว่าจะสรุปรูปแบบการดำเนินการได้ใน 2เดือนนี้ 

นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ....และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ...อยู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งในขั้นนี้ ครม.จะต้องเรียกกรมฯไปชี้แจง หากมีมติเห็นชอบก็ต้องส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาต่อไป ซึ่งหากไม่ติดขัดอะไรคาดว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะแล้วเสร็จ 3 เดือน และภายในปีนี้น่าจะออกประกาศเชิญชวนสำรวจสัมปทานปิโตรเลียมได้  

อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายดังกล่าวเบื้องต้นจะเปิดให้มีทั้งระบบสัมปทานปิโตรเลียม ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต ซึ่งกรมฯ จะมาพิจารณาว่าจะเปิดสำรวจในรูปแบบใดบ้าง รวมทั้งจะต้องกำหนดจำนวนแปลงสำรวจใหม่ทั้งหมด  จากเดิมเคยกำหนดไว้ 29 แปลง 

ส่วนกรณีแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 นั้น ขณะนี้เตรียมจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการปิโตรเลียมที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อสรุปว่าจะดำเนินการอยางไร ก่อนจะนำผลสรุปเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป ซึ่งคาดว่าต้องได้ข้อสรุปใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศมีอย่างต่อเนื่อง

นางบุญบันดาล กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้กรมฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการปิโตรเลียมเกือบทั้งหมดในไทยกว่า 10 ราย ซึ่งเป็นทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ เพื่อขอดูแผนธุรกิจขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมระยะ 5 ปี ว่าได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกตกต่ำอย่างไร โดยกรมฯจะให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดการปิดกิจการหรือปลดพนักงาน เบื้องต้นมีเพียงผู้ประกอบการบางรายหยุดการดำเนินงานที่ฐานการผลิตชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่มีปิดกิจการ ทั้งนี้กรมฯได้นัดพูดคุยกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ อย่างไรก็ตามคาดว่าหากราคาน้ำมันกลับมายืนระดับ 50-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จะเป็นราคาที่จูงใจให้เกิดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอีกครั้ง   

 
บอร์ด กฟผ.ตั้งกรศิษฐ์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่
บอร์ด กฟผ. มีมติเลือก “กรศิษฐ์” เป็นผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ เตรียมเสนอ ครม.เห็นชอบเร็วๆนี้ ชี้มีประสบการณ์ด้านไฟฟ้ามานาน  ย้ำวิสัยทัศน์เน้นสร้างกฟผ.เป็นที่ไว้วางใจของสังคม  เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เทพา ตามแผน
 
รายงานข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด)การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานในวันนี้(18พ.ค.)ได้มีมติเห็นชอบให้ นายกรศิษฐ์ ภัคโชตานนท์ รองผู้ว่ากฟผ.ดำรงตำแหน่งผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ ซึ่งนับเป็นผู้ว่าฯคนที่ 13 แทนนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ที่จะเกษียณอายุในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้ว่ากฟผ.ที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.)เป็นประธานนำเสนอ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำชื่อเสนอรายงานต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อเห็นชอบต่อไป
         
สำหรับการแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 ของนายกรศิษฐ์ ระบุว่า บ้านต้องมีฐานรากที่แข็งแรง จึงจะมั่นคง กฟผ.ก็เช่นเดียวกัน  ฐานรากของกฟผ. ก็คือชุมชนและสังคม ที่จะต้องทำให้กฟผ.เป็นที่รักและยอมรับของสังคม  พร้อมที่จะออกมาปกป้องกฟผ. ซึ่งวิธีการที่จะทำให้กฟผ.เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็จะต้องสื่อสารซ้ำๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ  ทำกฟผ. มีความน่าเชื่อถือในการทำงาน  เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล
 
“ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเรื่องสายส่ง โรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี เทพา ต่างต้องมีมุมมองความเห็นที่มีทั้งบวกทั้งลบ หากกฟผ.ทำให้สังคมเห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศจริง  คนส่วนใหญ่ในสังคมก็จะอยู่ข้างเรา “ นายกรศิษฐ์กล่าว
 
สำหรับนายกรศิษฐ์ จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ วิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าบางปะกง  ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 3  รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 
 
          
เปิดวิสัยทัศน์แคนดิเดทผู้ว่ากฟผ.คนที่13เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี เทพา

แคนดิเดทผู้ว่ากฟผ.คนที่13 ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์กับพนักงานกฟผ.ต่างพร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา สร้างกฟผ.ให้เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

เมื่อวันที่17พ.ค.2559 ที่ห้องประชุมเกษม จาติกวณิช  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครทั้ง5คนที่เข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่ากฟผ.คนที่13 ต่อจากนายสุนชัย คำนูญเศรษฐ์ ผู้ว่ากฟผ.คนที่12ซึ่งจะเกษียณอายุในวันที่6 มิ.ย.2559 นี้ โดยได้รับความสนใจจากพนักงานกฟผ. มากพอสมควร  โดยในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ทางผู้สมัครทั้ง5คน ก็ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์และตอบข้อซักถามจากคณะกรรมการสรรหา ที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธาน  ซึ่งหลังจากนี้ คณะกรรมการสรรหาก็จะเสนอรายชื่อให้คณะกรรมการกฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ให้ความเห็นชอบ และเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเป็นวาระเพื่อทราบต่อไป

การแสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าว ให้เวลาผู้สมัครทั้ง5คนขึ้นพูดคนละ10นาที และได้มีการถ่ายทอดสดทางทีวีภายในให้พนักงานกฟผ.ในต่างจังหวัดได้ร่วมรับฟังด้วย 

นายถาวร งามกนกวรรณ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง ของกฟผ. ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์เป็นคนแรก  กล่าวว่า จะเข้ามาช่วยบริหารให้ กฟผ.เป็นองค์กรที่มีศักดิ์ศรี  โดยงานสำคัญที่จะต้องผลักดันให้สำเร็จคือการดำเนินการโครงการต่างๆให้เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีฉบับใหม่  โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งกระบีและเทพา  ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ  ถือเป็นโรงไฟฟ้าเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากภาคพลังงานของประเทศต้องลดสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มสัดส่วนของถ่านหินให้มากขึ้น

นอกจากนี้ กฟผ.จะต้องหันมาทำธุรกิจเชื้อเพลิง ทั้งการนำเข้าแอลเอ็นจี และถ่านหิน  เนื่องจากเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตไฟฟ้ามากกว่า70-80%  โดยเชื่อว่าหากกฟผ.เป็นผู้นำเข้าเชื้อเพลิงเองโดยไม่ผ่านคนกลาง  จะทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงถูกลง 

นายถาวร กล่าวด้วยว่า ผู้สมัครทั้งหมด ต่างเป็นคนในกฟผ.ดังนั้น หากใครได้รับการสรรหาเป็นผู้ว่ากฟผ. รองผู้ว่าการทุกคนที่เป็นแคนดิเดทครั้งนี้ ก็พร้อมที่จะช่วยทำงาน

ด้านนายกรศิษฐ์  ภัคโชตานนท์  รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนที่สอง กล่าวว่า  บ้านต้องมีฐานรากที่แข็งแรง จึงจะมั่นคง กฟผ.ก็เช่นเดียวกัน  ฐานรากของกฟผ. ก็คือชุมชนและสังคม ที่จะต้องทำให้กฟผ.เป็นที่รักและยอมรับของสังคม  พร้อมที่จะออกมาปกป้องกฟผ. ซึ่งวิธีการที่จะทำให้กฟผ.เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็จะต้องสื่อสารซ้ำๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ  ทำกฟผ. มีความน่าเชื่อถือในการทำงาน  เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล

“ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเรื่องสายส่ง  โรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี เทพา ต่างต้องมีมุมมองความเห็นที่มีทั้งบวกทั้งลบ หากกฟผ.ทำให้สังคมเห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศจริง  คนส่วนใหญ่ในสังคมก็จะอยู่ข้างเรา “ นายกรศิษฐ์กล่าว

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ  รองผู้ว่าการฝ่ายนโยบายและแผน กฟผ. กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนที่สาม ว่า ประเด็นที่มีความสำคัญคือจะทำอย่างไรให้กฟผ.สามารถที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าให้ได้50% ตามนโยบาย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้ามามาก ก็จำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าฐานโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาเพิ่มขึ้น  เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระบบ

ในส่วนของการดำเนินการตามแผนอาเซียนพาวเวอร์กริด นั้น หากการดำเนินการก่อสร้างสายส่งได้ตามแผน หลังจากปี2567 เราก็จะมีระบบโครงข่ายสายส่ง500เควีครอบคลุมทั้งประเทศ สามารถที่จะเชื่อมโยงสายส่งกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้

ในการขยายการลงทุนโครงการต่างๆในอนาคตเห็นว่าควรจะต้องเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจตั้งแต่ขั้นตอนของการวางแผน  ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากสังคม

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการฝ่ายกิจการสังคม กฟผ. ซึ่งแสดงวิสัยทัศน์เป็นคนที่สี่ กล่าวว่า  กฟผ.จะต้องเป็นองค์กรที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสังคม โดยแนวทางสร้างการเติบโตของกฟผ.สามารถดำเนินการได้ด้วยการ ขยายกำลังการผลิตให้มากขึ้นในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเดิม   ส่วนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ จะต้องให้ใจประชาชน ไม่ใช่ให้เงิน จึงจะอยู่แบบยั่งยืน    

กฟผ.จำเป็นจะต้องเติบโตด้วยพลังงานทดแทน ที่แนวโน้มในอนาคตจะมีต้นทุนที่ถูกลงและประสิทธิภาพสูงขึ้น  ส่วนการเติบโตในต่างประเทศ จะเสนอให้มีการแก้ไข กฏระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของบริษัทกฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนลหรือEGATi รวมทั้งต้องผนึกกำลังร่วมกับบริษัทลูกอย่างเอ็กโกกรุ๊ป และบริษทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง

“กฟผ.เติบโต ชุมชนก็จะต้องเติบโตไปด้วยกัน  ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องซีเอสอาร์ จะต้องเป็นมาเป็น ซีเอสวี หรือการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน “ นายสหรัฐ กล่าว

ด้านนายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์  รองผู้ว่าการบริหาร กฟผ.ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนสุดท้าย กล่าวว่า กฟผ.จะต้องทำงานเป็นทีม ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้ว่าการกฟผ. รองผู้ว่าการทุกคนจะต้องช่วยกันทำงานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน  โดยการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลักจะต้องสมดุลกับไฟฟ้าที่มาจากพลังงานทดแทน 

ในระยะยาวกฟผ.จะต้องให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา การให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากร  สร้างผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อมารองรับภารกิจและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต คนของกฟผ.จะต้องเรียนรู้และติดตามเทคโนโลยีให้ทัน

ทั้งนี้เมื่อพนักงานทุ่มเทการทำงานให้กับองค์กร องค์กรก็จะต้องดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์  ให้ทัดเทียมกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ 

เชฟรอนเลิกจ้างพนักงาน800ตำแหน่งจากพิษราคาน้ำมันดิบตกต่ำต่อเนื่อง

รายงานข่าวแจ้งว่าบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมรายใหญ่ในอ่าวไทย ได้ดำเนินการศึกษาทบทวนรูปแบบการดำเนินธุรกิจและโครงสร้างองค์กร เพื่อปรับตัวให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว หลังจากที่บริษัทได้รับผลกระทบจากสภาวะราคาน้ำมันที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ในแผนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ที่จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น บริษัทได้กำหนด เป้าหมายปรับลดบุคลากรอีกจำนวนร้อยละ 20 หรือประมาณ 800 ตำแหน่งทั่วทั้งองค์กร ซึ่งรวมถึงพนักงานเชฟรอน และพนักงานบริษัทผู้รับเหมาชาวไทย ที่มีจำนวนรวม3,900คน โดยแบ่งเป็นพนักงานประมาณ 2,200 คน และมีพนักงานจากบริษัทผู้รับเหมาประมาณ 1,700 คน  จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ปรับลดพนักงานชาวต่างชาติไปแล้วมากกว่าร้อยละ 50และปรับลดพนักงานบริษัทผู้รับเหมาที่เป็นชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด

ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 นี้ เป็นต้นไป  โดยในส่วนของการชดเชยผลกระทบให้กับพนักงานนั้น หากเป็นพนักงานที่มีอายุงานไม่เกิน6ปี บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้จำนวน6เดือนตามกฏหมาย และจ่ายพิเศษให้อีกตามจำนวนอายุงาน เช่นหากอยู่3ปี ก็จะได้รับเงินชดเชยพิเศษเพิ่มอีก3 เดือน และบวกค่าตกใจอีก2 เดือน  รวมเป็นค่าชดเชยที่ได้รับ 11 เดือน   อย่างไรก็ตามในส่วนของค่าชดเชยที่เพิ่มให้พิเศษนั้นสำหรับพนักงานที่ทำงานมานานกว่า12ปี   จะได้รับสูงสุดไม่เกิน12 เดือน

 

 

 

 

 

ซีอีโอปตท.ภูมิใจต้นโกงกางที่ในหลวงรัชกาลที่9ปลูกผ่านมา14ปียังเติบใหญ่สวยงาม

ซีอีโอปตท. ภูมิใจ ต้นโกงกางใบเล็ก ที่ในหลวงรัชกาลที่9ทรงปลูกเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินในพิธี ที่ปตท.น้อมเกล้าฯ ถวายผืนป่า 1,000,000 ไร่ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2545 ที่ ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี  ยังคงเติบโตสวยงาม  พร้อมตั้งปณิธานดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริ  เพื่อเป็นการทำความดีถวายพ่อหลวง

เมื่อวันที่16พ.ย.2559 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในการแถลงข่าว พิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือโครงการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ  ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานโครงการรักษ์น้ำ รักษ์ป่า รักษ์คุ้งบางกะเจ้าของ ปตท.  ว่า วันที่16พ.ย.2559 เป็นวันครบรอบ14ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินในพิธีที่ปตท.น้อมเกล้าฯ ถวายผืนป่า 1,000,000 ไร่ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2545 ที่ ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี  ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   โดยพระองค์ท่านและสมเด็จพระเทพฯได้ทรงปลูกต้นโกงกางใบเล็ก ซึ่ง ถือเป็นไม้เด่นประจำป่าชายเลน  ไว้เป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน  ซึ่งปัจจุบันต้นโกงกางที่ทรงปลูกนั้นเติบใหญ่ สวยงามมาก

การที่ปตท.มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือโครงการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ  ร่วมกับกรมป่าไม้ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันที่16พ.ย.2559 จึงเป็นการน้อมรำลึก ไปถึงวันที่ปตท.ได้น้อมถวายผืนป่า 1,000,000 ไร่  และปตท.ได้ตั้งปณิธานที่จะสานต่อแนวพระราชดำริ  เพื่อเป็นการทำความดีถวายในหลวงรัชกาลที่9

บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน มาตั้งแต่ปี2539

สำหรับโครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่ของ ปตท. นั้น มีจุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 ที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ รัฐบาลหาทางยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่า และฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมเป็นการเร่งด่วน และด้วยความที่ ปตท. เป็นองค์กรที่มีปณิธานอย่าง ชัดเจน ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสังคมและรักษาสภาพแวดล้อม จึงอาสาเข้าร่วมโครงการด้วยการปลูกป่า 1 ล้านไร่ โดยเริ่มดำเนินการปลูกป่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา มีแปลงปลูกป่า 423 แปลง ใน 48 จังหวัดทั่วประเทศ

รมว.พลังงาน เยี่ยมชาวนาขายข้าวที่ปั๊ม ปตท. จ.สระบุรี

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหาร เยี่ยมชมและพบปะกับเกษตรกรที่นำข้าวมาจำหน่ายใน “โครงการร่วมพลังซื้อข้าวจากชาวนา” ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บจก.วีทีกรุ๊ป จำกัด จ.สระบุรี  ทั้งนี้ ชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ สามารถนำข้าวสารมาจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยขณะนี้มีสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เข้าร่วมโครงการแล้ว 687 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PTT Contact Center และ www.pttplc.com