ค้นหาด้วย ' บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ' ทั้งหมด 3 รายการ
ชะตากรรมพลังงานของประเทศ ฝากไว้ในมือสนช. หนุนตัดทิ้งNOC ก่อนผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม

ประเด็นการพิจารณาร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะพิจารณาในวาระที่2และ3 ในวันที่30 มีนาคม 2560 นี้ อยู่ในกระแสความสนใจของคนในสังคม  เพราะมีการเพิ่มเติมมาตรา 10/1 ที่ว่าด้วยการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ หรือNOC เข้าไปรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นการแก้เกินจากหลักการเดิมที่ สนช.มีมติรับหลักการไปตั้งแต่ วันที่24 มิ.ย.2559 โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย 

การเพิ่มเติมมาตรา10/1 ซึ่งมีข้อความว่า ให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” นั้นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยซึ่งนำโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี มองว่า ไม่มีความจำเป็น เพราะโครงสร้างในการบริหารกิจการปิโตรเลียมของประเทศในปัจจุบัน ที่แยกบทบาทของการกำกับดูแลไว้ในมือของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบทบาทของการลงทุนเพื่อสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือปตท.สผ. ซึ่งเป็นฝ่ายปฎิบัติการ นั้นมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่แล้ว  ไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งNOC ขึ้นมาใหม่ ที่จะย้อนยุคไปสมัย50ปีที่แล้ว ในการรวบอำนาจการกำกับดูแลและปฎิบัติการเข้าด้วยกัน เปิดช่องให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง หาผลประโยชน์  ที่ยากต่อการเข้าไปตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส

ย้อนเรื่องกลับไปเมื่อปี2557 ในสมัยที่ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เป็นรองนายกรัฐมนตรีคุมทางด้านเศรษฐกิจ และมีดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นรัฐมนตรีพลังงาน  มีการเปิดเชิญชวนให้เอกชนเข้ามายื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่21ภายใต้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีพลัส  แต่ปรากฏกว่า มีประชาชนในนามเครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย หรือคปพ. ออกมาคัดค้าน ระบบสัมปทาน และอยากจะให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี  เพราะเชื่อว่ารัฐจะได้ประโยชน์ มากกว่าระบบเดิม  ทำให้มีการจัดเวทีชี้แจงกันหลายครั้ง และเวทีที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่20  ก.พ.2558  ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำอภิปรายคัดค้าน  ก็ทำให้กระทรวงพลังงานต้องยกเลิกการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21ออกไป และนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สั่งให้มีการแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียม ให้แล้วเสร็จภายใน3 เดือน โดยเปิดให้มีการเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต (SC) ไว้ในกฎหมาย ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้คัดค้าน     

จุดเริ่มต้นของการเสนอแก้ไข ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม จึงเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ของการเปิดเชิญชวนให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  โดยในระหว่างนั้น ทางสนช. ก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบังคับใช้พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม  ขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้  ในขณะที่ คปพ. ก็มีการจัดทำร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับ ของคปพ.  ซึ่งทั้งสองร่าง มีส่วนที่สอดคล้องกันคือเน้นไปที่ระบบแบ่งปันผลผลิต และการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ หรือในอีกร่างเรียกบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่รัฐถือหุ้น 100% ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าไปบริหารจัดการเรื่องของการเปิดเชิญชวนให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ และการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ที่จะหมดอายุ  ทั้งแหล่งเอราวัณ ที่มีกลุ่มบริษัทเชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทาน และ แหล่งบงกช ของปตท.สผ. ซึ่งถือเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีการผลิตก๊าซเฉลี่ยรวมกันประมาณ2,200 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน คิดเป็นประมาณ70% ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในฝั่งของกระทรวงพลังงานโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  นั้นมีการแก้ไขเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิตเข้ามาโดยใช้โมเดล ของพื้นที่พัฒนาร่วม(เจดีเอ)ไทย-มาเลเซีย  ที่รัฐมีประสบการณ์อยู่แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องตั้งNOCใหม่  ในขณะที่ระบบจ้างผลิต ก็เขียนเป็นหลักการเอาไว้ เพราะเป็นระบบที่ไม่เหมาะกับศักยภาพด้านปิโตรเลียมของไทย

ทั้งนี้ เมื่อร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงาน ผ่านความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ส่งไปให้ สนช.พิจารณา ซึ่ง ที่ประชุมสนช.เสียส่วนใหญ่ก็มีมติรับหลักการในวาระแรกไปด้ยคะแนนเสียงท่วมท้น เมื่อวันที่24 มิ.ย.2559 และให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาแปรญัตติ ใน15 วัน และพิจารณาร่าง) ให้แล้วเสร็จ ภายใน60 วัน  แต่การพิจารณาร่างกฎหมายปิโตรเลียม ก็ถูกขยายกรอบระยะเวลาออกไปถึง6 ครั้ง รวมระยะเวลา210 วัน โดยที่มีการเจรจาต่อรองของคณะกรรมาธิการวิสามัญกลุ่มหนึ่งที่จะให้มีการบัญญัติเรื่องของการตั้งNOC เข้าไปในกฎหมาย โดยอ้างถึงความต้องการของภาคประชาชน (คปพ.)

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผย ว่า  การเพิ่มเติมเรื่องของNOC เข้ามาในกฎหมาย ซึ่งเป็นการแก้ไขเกินหลักการ จึงมีการเจรจาต่อรองหลายครั้ง เพื่อหาทางออก โดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกลุ่มหนึ่ง บอกว่าจำเป็นจะต้องให้รัฐบาล ที่เป็นผู้นำเสนอร่าง ให้ความเห็นชอบก่อน จึงจะสามารถเพิ่มเติมเข้าไปในกฎหมายได้  ในที่สุด รัฐบาลโดยครม.ก็ต้องยอมให้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมาย มาตรา10/1 เพราะไม่เช่นนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็จะใช้วิธีขอขยายระยะเวลาออกไปอีกเรื่อยๆ  ทำให้กระทบต่อแผนการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช  ที่จะต้องมีความชัดเจนโดยรู้ผลเอกชนที่จะได้รับสิทธิภายในสิ้นปี2560 นี้ หรือล่วงหน้าก่อนสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ 5ปี เพื่อให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมสามารถวางแผนการลงทุน ให้ต่อเนื่อง และรักษาระดับการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยในระดับเดิมเอาไว้ 

ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เสนอทางออกของเรื่องนี้ ซึ่งสอดคล้องกับทั้ง นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแหล่งประเทศไทย(สอท.) และนักวิชาการด้านวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ คือต้องการให้ สนช.พิจารณาตัดมาตรา10/ 1 เกี่ยวกับการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ  ออกจาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในวาระที่2 ก่อนที่จะมีการพิจารณาผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้มีผลบังคับใช้  โดยมองว่า เรื่องของการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เป็นเรื่องสำคัญ ของประเทศ ที่ควรจะต้องมีการศึกษาถึงผลดีผลเสีย อย่างรอบคอบ  และการจัดตั้งก็ควรจะต้องมีการจัดทำเป็นร่างพ.ร.บ.จัดตั้ง บรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาโดยเฉพาะ ไม่ใช่เขียนไว้กว้างๆ โดยที่ไม่มีหลักการและวัตถุประสงค์ ใดใดรองรับ

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และรองโฆษกกระทรวงพลังงาน ก็เห็นสอดคล้องกันด้วยว่า หากจะต้องตั้งNOC ควรต้องมีการกำกับไม่ให้เกิดการรวบอำนาจในการบริหารกิจการปิโตรเลียม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดอันนำมาซึ่งความไร้ประสิทธิภาพ  และไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาการจัดตั้งอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง วัตถุประสงค์ บทบาทภารกิจหน้าที่ โครงสร้างองค์กร รูปแบบการบริหาร การได้มาซึ่งงบประมาณ และบุคลากรที่ชัดเจน  รวมทั้งจะต้องมีพระราชบัญญัติที่จัดตั้งโดยเฉพาะขึ้นมารองรับ 

ในขณะที่ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน)  นั้นขอให้ภาครัฐตัดสินใจให้ชัดเจนโดยเร็วว่า จะเลือกใช้แนวทางใด มีหรือไม่มีNOC  เพื่อให้ภาคเอกชน สามารถตัดสินใจได้   โดยมองว่าผู้ประกอบการเริ่มหันไปลงทุนในต่างประเทศแทนที่จะเลือกไทย เนื่องจากความไม่ชัดเจนของภาครัฐ ในหลายๆเรื่อง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มีการประเมินว่า หากในวันที่30 มี.ค.นี้ สนช.ไม่ผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ซึ่งล่าช้ามามากแล้วนั้น จะเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยตลาดหุ้นจะตก เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจรัฐบาลกับสนช. ในขณะที่รายได้รัฐจากค่าภาคหลวง และภาษีปิโตรเลียม หายไปประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี จะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาทดแทนเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทต่อปี  โดยที่ระบบคลังรองรับแอลเอ็นจี จะรองรับไม่เพียงพอ กลายเป็นต้นทุนต่อค่าไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาทต่อปีในขณะที่ การจ้างงานจะลดลง 1 หมื่นคนต่อปี  เงินลงทุนจะหายไป 1.6 แสนล้านบาทต่อปี รวมถึงมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาทต่อปี และกระทบผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) 3,000 ราย 

ชะตากรรมของประเทศจะเป็นอย่างไร จึงขึ้นอยู่กับ มือของสนช.ทุกคนในวันที่ 30 มี.ค. นี้ ว่าจะลงมติผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม แบบตัดเรื่องNOC ทิ้งไปก่อนหรือไม่  เพราะนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เองก็ส่งสัญญาณชัดว่ารัฐบาลไม่พร้อมที่จะลงทุนตั้งNOC    อย่าปล่อยให้ภาพความล้มเหลวของนโยบายตั้งNOC เวเนซุเอลา และเม็กซิโก มาหลอนคนไทย



 

 

"ปรีดิยาธร"ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกสนช.ค้านตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

“ปรีดิยาธร” ระบุตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)ทำประเทศถอยหลัง50ปี  กิจการพลังงานสะดุดจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ พร้อม ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกสนช.พิจารณาตัดNOC ออกจากบทเฉพาะกาล ของพ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อ รักษาผลประโยชน์ของชาติ.

เมื่อวันที่27มี.ค.2560 เวลา13.30น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ถึงการทำจดหมายเปิดผนึก ถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ความยาว5แผ่นกระดาษเพื่อคัดค้านการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company หรือNOC) ที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ฉบับที่ พ.ศ. ซึ่งมีพลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน จะนำร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่มีการแก้ไขแล้วเสร็จ นำเสนอต่อที่ประชุม สนช.เพื่อพิจารณาในวาระที่2 และ3 ในวันที่30 มี.ค.2560 นี้  

โดยประเด็นการจัดตั้งNOC ถูกบัญญัติขึ้นใหม่ในบทเฉพาะกาล เป็นมาตราที่10/1 โดยมีข้อความว่า “มาตราที่10/1 ให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ”

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  กล่าวว่า เตรียมนำหนังสือเปิดผนึกยื่นต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ก่อนวันที่ 30 มี.ค.2560 นี้ เพื่อคัดค้านการพิจารณาจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)  โดยเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ชอบมาพากล เนื่องจากการประชุมวาระแรก ไม่มีการพูดถึงการจัดตั้งNOCมาก่อน แต่กลับพบว่าจะมีการพิจารณาNOCในวาระที่ 2 และ 3 อีกทั้งในบทเฉพาะกาลที่จะพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ยังระบุว่า ให้กรมการพลังงานทหารเป็นผู้ดำเนินการดูแลNOC ไปก่อนจนกว่าจะมีการจัดตั้งผู้ดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป  ทั้งนี้ การแอบซุกซ่อนวาระการพิจารณาเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง  ซึ่งถ้าต้องการให้มี NOCจริง ก็ควรดึงประเด็นNOCออกมาร่างเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อเปิดโอกาสให้มีกระบวนการโต้เถียงกันด้วยเหตุผล

เขากล่าวว่า หากในวันที่30 มี.ค.2560 นี้ ที่ประชุม สนช.มีมติอนุมัติร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมตามร่างแก้ไขที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ นำเสนอ  ก็จะสามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ทันที  ซึ่งหมายความว่ากลุ่มบุคคลที่ต้องการให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ สามารถจะเริ่มผลักดันด้วยการเริ่มเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ  โดยการศึกษาผลดีผลเสียก็คงจะเตรียมกันไว้แล้วในแนวทางที่ต้องการ   หน่วยงานที่เห็นว่ายังไม่มีความพร้อมเพียงพอหรือมองเห็นผลเสียก็คงจะไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะคัดค้านได้  เพราะแม้แต่รัฐบาลที่ไม่เห็นด้วยและไม่มีนโยบายที่จะจัดตั้ง NOC  กลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ก็ยังสามารถผลักดันให้ใส่เรื่องดังกล่าวเอาไว้ในกฎหมายได้  ทำให้มองว่าต้องมีผู้มีอำนาจหนุนหลังอยู่อย่างแน่นอน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  ยังระบุถึงเหตุผลที่ไม่ควรจะตั้งNOC ขึ้นมาใหม่ ว่า ตัวเขาเองได้เคยเห็นข้อความในร่างที่มีผู้เตรียมการเพื่อเสนอจัดตั้งNOC  ระบุเอาไว้ว่า”NOC”ที่ตั้งขึ้นใหม่นี้จะเป็นผู้ถือสิทธิ์ในทรัพยากรปิโตรเลียมทุกชนิดของประเทศ” และในระยะเริ่มต้นของการดำเนินการ ให้กรมพลังงานทหารเป็นหน่วยงานที่จะบริหารNOC นี้ไปก่อน

“หากเป็นไปตามร่างดังกล่าว กิจการน้ำมันของประเทศจะถอยหลังไป50ปี ที่กรมพลังงานทหารเคยมี น้ำมัน”สามทหาร”ซึ่งมีส่วนการตลาดน้อยมากและถูกครอบงำโดยบริษัทน้ำมันต่างชาติเป็นสำคัญ” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เขียนระบุเอาไว้ในจดหมายเปิดผนึก

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาเรามีการตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.)ขึ้นมาเป็นรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่เสมือนบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ  ที่ทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว ถ้ามีการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาใหม่และใช้ อำนาจที่มีกฎหมายรองรับ ดึงกรรมสิทธิ์ของพลังงานทุกชนิดมาอยู่ที่บรรษัทใหม่ แห่งนี้  วิสาหกิจและกิจการของบริษัทพลังงานต่างๆหลายแห่งจะดำเนินอยู่ต่อไปได้อย่างไร  ซึ่งกิจการเหล่านี้เป็นกิจการขนาดใหญ่ หากต้องหยุดลง ปัญหาอาจลุกลามจนเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจได้ และบรรษัทใหม่ซึ่งยังไม่มีประสบการณ์จะพัฒนาตนเองให้สามารถรองรับความเจริญทางเศรษฐกิจได้เพียงพอหรือ  จะสามารถรับมือกับปัญหาและพัฒนาการใหม่ๆของกิจการพลังงานได้หรือ   กิจการพลังงานของเราซึ่งรุดหน้ามาด้วยดี คงจะสะดุดจนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้

“ การถือครองสิทธิ์ปิโตรเลียมและการผลิตจัดหาปิโตรเลียมรวมอยู่ในNOCทั้งหมด ถือเป็นยักษ์ตัวใหม่ของประเทศไทย และมีโอกาสที่นักการเมืองไม่ดีจะเข้าควบคุมNOC จนทำเรื่องไม่ดีขึ้นได้ เนื่องจากกระบวนการอนุมัติ แค่เข้าสู่การพิจารณาของกรรมการ(บอร์ด)NOC ก็มีผลในทางปฏิบัติได้ทันที  ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่สิทธิ์ปิโตรเลียมของไทยอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ส่วนบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เป็นเพียงผู้ผลิตจัดหา โดยแยกส่วนกันชัดเจนสามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งกระบวนการพิจารณาต้องผ่านกระบวนการของรัฐและขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีซึ่งภาคประชาชนสามารถรับทราบและตรวจสอบได้ง่ายกว่า” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

นอกจากนี้อยากให้มองด้วยว่า หากไทยตั้งNOC ที่รวมอำนาจทั้งหมดด้านปิโตรเลียมไว้ในที่เดียวกัน และบริหารไม่ดีจะเหมือนกณีประเทศเวเนซุเอลา ที่เคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่เพราะมีปริมาณสำรองน้ำมันสูงสุดของโลก ต้องกลายเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันมาใช้แทน หรือกรณีประเทศเม็กซิโก ที่ใช้ระบบNOCและไม่ประสบความสำเร็จจนต้องกลับมาใช้ระบบแยกส่วนการดูแลสิทธิ์ปิโตรเลียมออกจากการผลิตจัดหาปิโตรเลียมเหมือนที่ประเทศไทยใช้อยู่ในขณะนี้

“ผมจึงใคร่ขอร้องมายังท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทุกท่านที่จะเข้าประชุมในวันที่30 มี.ค.2560 นี้ ได้โปรดช่วยชาติด้วยการใช้ความระมัดระวังในการลงมติเกี่ยวกับพ.ร.บ.ปิโตรเลียมในวาระที่2และ3  โดยหากลงมติผ่านร่างพ.ร.บ.ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอมาซึ่งรวมมาตรา10/1 ก็เท่ากับว่าท่านสนับสนุนให้เกิดบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งจะมีผลเสียต่อความเจริญของประเทศอย่างแน่นอน  แต่ถ้าท่านลงมติไม่รับร่างดังกล่าว เราก็จะไม่มีกฎหมายรองรับการสำรวจแหล่งก๊าซแหล่งใหม่  ฉะนั้นเป็นไปได้ไหมครับที่จะลงมติรับร่างโดยให้ตัดมาตรา10/1 เรื่องการจัดตั้ง บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ออกไป

เพื่อนของผมบอกผมว่าถึงผมจะอ้อนวอนอย่างไรก็คงไม่สำเร็จเพราะ ในสนช.ชุดปัจจุบันมีทหารอยู่มากกว่าครึ่ง ทหารก็คงจะลงมติตามที่กลุ่มทหารเสนอมา ผมตอบเขาไปว่าทหารทุกคนรักชาติ ไม่แพ้พวกเราหากไม่มีใครชี้แจงให้เขาเห็นถึงข้อดีข้อเสีย เขาก็จะลงมติตามที่บอกต่อกันมา แต่ถ้าเราชี้แจงให้เขาเห็นอย่างชัดเจนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ เขาก็จะคิดได้และเขาก็มีความเป็นตัวเองที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ “  ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุในจดหมายเปิดผนึกที่จะส่งถึงสมาชิกสนช.  

ในช่วงต้นของจดหมายเปิดผนึก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร  ชี้แจงทำความเข้าใจต่อสมาชิกสนช.ด้วยว่านับตั้งแต่ที่ตัวเขาพ้นหน้าที่จากคณะรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็ระมัดระวัง และไม่ทำอะไรที่จะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล ด้วยเห็นว่าจะต้องช่วยผลักดันให้ประเทศก้าวหน้าต่อไปอย่างดีที่สุด  แต่เมื่อเห็นความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งที่จะเข้ามามีอำนาจเหนือแหล่งพลังงานและกิจการพลังงานของชาติ ด้วยการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมา ทั้งๆที่รัฐบาลไม่ได้มีนโยบายเรื่องนี้  จึงต้องออกมาเขียนจดหมายเปิดผนึกถึง สมาชิกสนช. ในครั้งนี้ 

 

 

 

กระทรวงพลังงานยันโครงสร้างการบริหารงานปิโตรเลียมในปัจจุบันทำหน้าที่เป็นNOCที่ดีอยู่แล้ว

กระทรวงพลังงาน ยืนยันโครงสร้างการบริหารงานด้านปิโตรเลียมของประเทศในปัจจุบัน มีลักษณะของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) ซึ่งมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่แล้ว ที่มีการแบ่งบทบาทหน้าที่และถ่วงดุลกันระหว่างกัน ทั้งการกำกับดูแล ,การเป็นหน่วยปฎิบัติการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และบทบาทด้านการค้า  โดยแสดงความกังวลในหลายประเด็นหากต้องมีการจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ที่จะต้องมีการกำกับไม่ให้เกิดการรวบอำนาจ หรือเกิดความซ้ำซ้อน  รวมทั้งควรมีพระราชบัญญัติที่จัดตั้งโดยเฉพาะขึ้นมารองรับ 

เมื่อวันที่29 มี.ค. 2560 นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและรองโฆษกกระทรวงพลังงานเปิดแถลงข่าวในฐานะเป็นตัวแทนของกระทรวงพลังงาน เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) ว่า โครงสร้างการบริหารกิจการปิโตรเลียมในปัจจุบันของประเทศไทยนั้น ถือว่ามีลักษณะของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) อยู่แล้ว โดย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล   ส่วนบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) ทำหน้าที่ในการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งจะเป็นผู้รับความเสี่ยงในการลงทุนเช่นเดียวกับเอกชนรายอื่นๆ  ในขณะที่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำหน้าที่เป็นบรรษัทน้ำมันแห่งชาติที่เกี่ยวกับการค้าปิโตรเลียม  ซึ่งทั้ง3หน่วยงานดังกล่าว ต่างก็ดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน  คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และคณะรัฐมนตรี   ถือว่าเป็นโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ และถ่วงดุลอำนาจระหว่างหน่วยงานอยู่แล้ว

โดยนายสราวุธ ได้หยิบยก ตัวอย่างNOC ของแต่ละประเทศ ที่กระทรวงพลังงานได้มีการศึกษาในรูปแบบที่แตกต่างกันนั้น พบว่ามีความแตกต่างกันตามนโยบายของประเทศนั้นๆ เช่น ปิโตรนาส ของมาเลเซีย มีหน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยปฎิบัติการลงทุน  อยู่ในองค์กรเดียวกัน ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายก และนายกรัฐมนตรี   ส่วนเปอตามินา ของอินโดนีเซีย มีการแยกการกำกับดูแลออกจาก การปฎิบัติการ โดยNOC ทำหน้าที่เหมือน ซูเปอรืโฮลดิ้ง  ในขณะที่โมเดลของนอร์เวย์  ซึ่งมีStatoil เป็น NOC ที่กระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค  มีการมีการแยก Petoro  ออกมาเป็นNOC ที่รัฐถือหุ้น100% ทำหน้าที่เป็นหน่วยลงทุนในแหล่งปิโตรเลียม

ทั้งนี้กระทรวงพลังงานมีข้อกังวลในหลายประเด็น หากจะต้องมีการตั้งNOC ขึ้นมาใหม่ โดยเห็นว่า NOCที่ตั้งขึ้นนั้น ควรต้องมีการกำกับไม่ให้เกิดการรวบอำนาจในการบริหารกิจการปิโตรเลียม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดอันนำมาซึ่งความไร้ประสิทธิภาพและประเด็นความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่ ดังนั้นควรจำเป็นต้องมีการศึกษาการจัดตั้งอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง วัตถุประสงค์ บทบาทภารกิจหน้าที่ โครงสร้างองค์กร รูปแบบการบริหาร การได้มาซึ่งงบประมาณ และบุคลากรที่ชัดเจน  ซึ่งควรจะต้องมีพระราชบัญญัติที่จัดตั้งโดยเฉพาะขึ้นมารองรับ 

และในการจัดตั้งควรคำนึงถึงประสบการณ์จากหลายๆประเทศในโลกและแนวทางในการปฎิบัติโดยเฉพาะผลดีและผลเสีย อาทิอำนาจในการตัดสินใจว่า ระหว่างซีอีโอของNOC  ที่มีอำนาจในการตัดสินใจที่เด็ดขาดไปเลย จะทำหน้าที่ได้ดีกว่า  คณะกรรมการปิโตรเลียม ซึ่งมีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นฝ่ายเลขานุการ ที่รับนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และคณะรัฐมนตรี