ค้นหาด้วย ' นิวเคลียร์ ' ทั้งหมด 19 รายการ
ให้ความรู้ประชาชน5ปีก่อนเริ่มสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

"พลังงาน"เริ่มกระบวนการให้ความรู้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5ปี หวังปูทางก่อสร้างเข้าระบบช่วงปลายแผนพีดีพี

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ และในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวบรรยายหัวข้อ “พลังงานนิวเคลียร์ยังคงเป็นทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้าคาร์บอนต่ำในอนาคตหรือไม่” ในงานการประชุมและนิทรรศการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016ว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องบรรจุแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ช่วงปลายแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี (พ.ศ.2558-2579) หรือ PDP 2015จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้ติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ และมาตรฐานความปลอดภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของโลก เพราะในอนาคตระยะไกลไทยอาจจำเป็นต้องหันมาพึ่งพาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เป็นได้

โดยปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้กองศึกษาและประสานงานพลังงานนิวเคลียร์ ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ทำการศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของโลก และให้ความรู้กับประชาชน โดยยืนยันว่าภายใน 5 ปีนี้จะเป็นช่วงการให้ความรู้ประชาชนและประเมินสถานการณ์นวัตกรรมด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่านั้น  

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ไทยกำลังติดตามอยู่ คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor(SMR) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ของโลก โดยต้องติดตามเรื่องประสิทธิภาพ การใช้งาน มาตรฐานความปลอดภัย เป็นต้น 

สำหรับกรณีที่เวียดนามกำลังสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรงจากทั้งหมด 10 โรงนั้น เชื่อว่าในช่วงเวลาระยะใกล้นี้ไทยยังไม่เสียเปรียบเชิงการแข่งขันทางธุรกิจ แม้ต้นทุนค่าไฟฟ้าจากนิวเคลียร์จะต่ำก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและก๊าซธรรมชาติยังมีราคาถูกมาก ซึ่งสามารถแข่งขันกับค่าไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ได้ แต่หากราคาน้ำมันและก๊าซฯปรับตัวสูงขึ้น การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะได้เปรียบมาก เพราะนอกจากราคาถูกแล้วยังเป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

อีกกรณีศึกษาที่น่าจับตามองคือ การที่เยอรมันประกาศไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ แต่กลับมาใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าสูงถึง 1.8 แสนเมกะวัตต์ ทั้งที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 8 หมื่นเมกะวัตต์ เนื่องจากต้องรองรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่ผลิตไฟฟ้าได้ไม่สม่ำเสมอ ส่วนญี่ปุ่นนั้นหลังจากเกิดปัญหากัมมันภาพรังสีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิม่ารั่วไหลจากอุบัติภัยสึนามิ ปัจจุบันญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และศึกษาว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เครื่องไหนเข้าระบบผลิตไฟฟ้าได้หรือไม่ได้

"จะเห็นได้ว่าไม่มีประเทศใดปฏิเสธโรงไฟฟ้าแทบทุกชนิดเหมือนเช่นประเทศไทย  ซึ่งในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเราต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ สังคมต้องเปิดทางเลือกให้ประเทศในการผลิตไฟฟ้า  ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงมีความจำเป็นต้องบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ในช่วงปลายแผนพีดีพี2015 เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวให้กับประเทศ"

นายสราวุธ กล่าว

 
AESIEAP ตั้งเป้าสู่ศูนย์กลางตลาดพลังงานโลก

สมาพันธ์ AESIEAP ตั้งเป้าสู่ศูนย์กลางตลาดพลังงานโลกในอนาคต พัฒนาไฟฟ้าสะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ในฐานะประธาน AESIEAP เปิดเผยถึงการดำเนินงานของAESIEAP หลังจากการประชุมระดับผู้บริหารของสมาพันธ์ว่า การทำงานร่วมกันของสมาชิกสมาพันธ์ในช่วงปีที่ผ่านมา ได้สร้างสรรนวัตกรรม ด้านพลังงานหลายเรื่อง โดยเริ่มโครงการที่มีประโยขน์ต่อสาธารณะ อาทิ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid  โครงการการผลิตไฟฟ้าด้วยการลดปริมาณคาร์บอน และโครงการบริหารจัดการด้านอุปกรณ์ การผลิตและการจัดส่งไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีต่อไปก็จะดำเนินการพัฒนา โครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจะพยายามสร้างนวัตกรรมด้านต่างๆเพิ่มขึ้น โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมพัฒนาพลังงานเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและการเลือกใช้เทคโนโลยี ประสิทธิภาพสูง การเชื่อมโยงเครือข่ายภายในอุตสาหกรรมไฟฟ้าระดับโลก และมุ่งพัฒนาในเรื่องพลังงานสีเขียว และพลังงานสะอาด เพื่อให้โลกได้ลดปริมาณมลภาวะจากการผลิตไฟฟ้า

ในปี 2017-2018  ประเทศมาเลเซีย จะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมใหญ่เชิงวิชาการ อุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าหรือ CEPSI  และคาดหวังขยายฐานสมาชิกเพิ่มจำนวน โดยในปี 2016 มีสมาชิกเพิ่มคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

สำหรับงานประชุมใหญ่เชิงวิชาการอุตสาหกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ 21 หรือ The 21st Conference of Electric Power Supply Industry (CEPSI 2016) ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ระหว่าง 23-27 ตุลาคม 2559ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์  ภายใต้แนวคิด “ความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน:ทางเลือกและความท้าทายของอุตสาหกรรมไฟฟ้า”

 

สนพ.ชี้อาจเกิดพีคไฟฟ้าได้อีกในเดือนพ.ค.

สนพ.คาดเดือน พ.ค. อาจเกิดพีคไฟฟ้าได้อีก เหตุสภาพอากาศยังร้อนต่อเนื่อง ขณะ รมว.พลังงานยืนยันมีไฟฟ้าเพียงพอรองรับพีค เชื่อไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ระบุยังไม่ปรับแผนรณรงค์ประหยัดไฟฟ้า 

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ค. 2559 นี้ ประเทศไทยมีโอกาสเกิดสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง หลังจากเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดไปแล้วถึง 6 ครั้งในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความร้อนที่สะสมในแต่ละช่วงของสัปดาห์ด้วย แต่ยืนยันว่าประเทศไทยได้ผ่านช่วงอากาศร้อนที่สุด ซึ่งเกิดพีคไฟฟ้าขึ้นต่อเนื่องกัน4วัน (25-28เม.ย.)ไปแล้ว

 

สำหรับพีคไฟฟ้าปี 2559 นี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พีคไฟฟ้าเติบโตขึ้นกว่า 2,000 เมกะวัตต์ จากปรากฎการณ์เอลนิโญและลานีซึ่งหากเป็นปรากฎการณ์ดังกล่าวยาวนานอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและพีคไฟฟ้าของไทยในปีหน้าได้

 

ส่วนมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงานนั้น จะต้องทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง และส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่ารัฐเอาจริง ส่วนมาตรการใหม่ที่จะช่วยประหยัดไฟฟ้านั้น อาจมีการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมาช่วยในการประหยัดพลังานของประเทศได้ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นวิจัย และทดสอบความพร้อมของระบบ 

 

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ประเทศไทยมีสำรองไฟฟ้าเพียงพอรองรับพีคที่เกิดในปีนี้ได้แน่นอน และจะไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับขึ้น  ส่วนมาตรการที่ขอความร่วมมือประชาชนลดใช้ไฟฟ้า เช่น เพิ่มอุณภูมิเครื่องปรับอากาศจาก 25 องศา เป็น 26 องศา ในช่วง 14.00-15.00 น. ปิดไฟฟ้าที่ไม่ใช้ เป็นต้น นับเป็นมาตรการรณรงค์ขอความร่วมมือเท่านั้น และคงยังไม่ปรับเปลี่ยนแผนประหยัดพลังงานไปเป็นมาตรการบังคับ เพราะกระทรวงพลังานเข้าใจและเห็นใจประชาชนต่อสภาพอากาศปีนี้ที่ร้อนมากถึง 43-44 องศา แต่ขอความร่วมมือให้ลดใช้พลังงานลดวันละ 1 ชั่วโมงช่วงที่จะเกิดพีคไฟฟ้าเท่านั้น      

นักวิชาการชี้นิวเคลียร์ตอบโจทย์สังคมคาร์บอนต่ำ

                    เปิดฉากขึ้นแล้วกับการประชุมและนิทรรศการนานาชาติพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 (SETA 2016) เมื่อวันที่ 23-25 มี.ค. 2559 งานแรกในประเทศไทยที่จัดโดยภาคเอกชนภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐอย่างกระทรวงพลังงาน  กระทรวงคมนาคม และกระทรวงวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งนอกจากจะมีการจัดแสดงเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตในบูธต่างๆแล้ว ยังมีการประชุมเชิงวิชาการในหลากหลายแง่มุมด้านพลังงาน  และหนึ่งในไฮไลท์ของการประชุมคือ เรื่องของทิศทางการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง CGN  ผู้ลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รายใหญ่ของโลกเขาร่วมออกบูธแสดงเทคโนโลยีในงานนี้ด้วย

               นายธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของประเทศไทย กล่าวกับ Energy News Center  ว่า ประเทศไทยได้บรรจุแผนผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ไว้ 2,000 เมกะวัตต์ ในช่วงปลายแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี พ.ศ. 2558-2579 หรือ พีดีพี 2015 ซึ่งเชื่อว่าไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  หากสังคมโลกยังคำนึงถึงการสร้างโรงไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าได้เสถียร ต่อเนื่อง ต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ

               ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี โดยในปีนี้มีการประเมินว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ 29,018เมกะวัตต์ สูงกว่าพีคไฟฟ้าเมื่อปี2558  อยู่ที่ ประมาณ27,346 เมกะวัตต์  หรือเพิ่มขึ้น1,672 เมกะวัตต์   ทำให้คาดการณ์ว่า หากความต้องการใช้ไฟฟ้ายังเติบโตต่อเนื่องในอัตราเดียวกันนี้  พีคไฟฟ้าในอีก20ปีข้างหน้าจะสูงกว่า50,000เมกะวัตต์    ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ให้เพียงพอต่อความต้องการ  ซึ่งรัฐบาลจะต้องตัดสินใจล่วงหน้าว่าควรสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยหรือไม่  เพราะขั้นตอนและกระบวนการก่อสร้างไปจนถึงการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ ต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10-15 ปี  

“ส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ จะรอให้ทุกคนเห็นชอบเป็นไปไม่ได้ ดูตัวอย่างจากประเทศฝรั่งเศสในช่วงที่ตัดสินใจจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นก็ มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่รัฐบาลต้องเป็นผู้ตัดสินให้ชัดเจนว่าจะเดินทางไหน”นายธวัชชัย กล่าว

                ทั้งนี้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยุคปัจจุบันเข้าสู่เจนเนอเรชั่น3+ ซึ่งมีความปลอดภัยมากที่สุด โดยดูได้จากเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นล่าสุด HPR 1000 ของบริษัท CGN ของจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รายใหญ่ของโลก ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีให้น้ำไม่สัมผัสกับเชื้อเพลิงกัมมันตภาพรังสีเหมือนรุ่นก่อนๆ และไอน้ำที่ได้จะไม่มีการปนเปื้อนสารกัมมันภาพรังสี เพื่อนำไปใช้ปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และมีแนวป้องกันหลายชั้น โดยที่ CGN นำมาจัดโชว์ในงานเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดกำลังผลิตประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ต้นทุนอยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท   โดยประเทศอังกฤษได้นำไปติดตั้งแล้วอยู่กลางเมืองใหญ่ ซึ่งถือว่าปลอดภัยสูง ขณะที่ประเทศเวียดนามก็กำลังจะดำเนินการก่อสร้าง 2 โรง จากทั้งหมด 10 โรง

               ล่าสุด CGN ยังได้ผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบลอยน้ำ ขนาดกำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบ ซึ่งคาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะสามารถนำมาใช้ได้จริง โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กดังกล่าวน่าจะเหมาะกับพื้นที่ที่ติดทะเล เช่น บนเกาะต่างๆ ซึ่งสะดวกในการใช้ไฟฟ้ามากกว่าติดตั้งบนพื้นดิน

                อย่างไรก็ตามเชื่อว่าคนไทยไม่ได้กลัวเทคโนโลยีนิวเคลียร์ แต่กลัวเรื่องของการทุจริตในการก่อสร้างรวมถึงการบริหารงานของบุคลากร ซึ่งจะเป็นจุดให้เกิดอุบัติเหตุกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ซึ่งเห็นว่าเป็นจุดที่ไทยจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น หากต้องการจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทย นอกจากนี้ทบวงพลังงานสากล(IEA) ยังกำหนดให้ทุกประเทศที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่จะต้องมีแนวกำแพงป้องกันคลื่นสูง 20-30 เมตร ดังนั้นยิ่งทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความปลอดภัยสูงยิ่งขึ้น

                นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ความมั่นคงไฟฟ้าของไทยเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ดังนั้นแม้ไทยจะสร้างหรือไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ตาม ก็ต้องเร่งกระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้อยู่ระดับที่เหมาะสม และในอนาคตไม่ควรมีโรงไฟฟ้าชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แม้จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง ก็ไม่ควรมีแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ควรกระจายความเสี่ยงไปเชื้อเพลิงชนิดอื่นอย่างเท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ พลังงานทดแทนและนิวเคลียร์ในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน ซึ่งถือว่ามีความมั่นคงสูงสุด

IRPCออกหน่วยทำขาเทียม9-15ก.ค.นี้ช่วยผู้พิการจ.ระยอง

IRPC มอบเม็ดพลาสติก 25 ตันต่อปี ผลิตขาเทียมมอบให้ผู้พิการต่อเนื่องมา 6 ปี กว่า 5 พันคน  พร้อมจัดกิจกรรมออกหน่วยทำขาเทียม 9-15 ก.ค.นี้ ที่จ.ระยอง หวังช่วยผู้พิการอีก220รายเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในปีมหามงคลของชาวไทย

นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) หรือ  IRPC  เปิดเผยว่า  IRPC  ได้ร่วมมือกับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และจังหวัดระยอง ออกหน่วยเพื่อทำขาเทียมให้กับผู้พิการในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดใกล้เคียงกว่า 220 ราย ระหว่างวันที่ 9-15 ก.ค.นี้  ที่ สมาคมสโมสร ไออาร์พีซี สปอร์ตคอมเพล็กซ์ จังหวัดระยอง เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติในวโรกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 พรรษา และงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 ส.ค. 2559 และยังเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการให้ดีขึ้นด้วย 

อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี  2554 บริษัท IRPC  ได้บริจาคเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน ให้แก่มูลนิธิขาเทียมฯ ประมาณ 20-25 ตันต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่า 1 ล้านบาทต่อปี โดยมียอดทำขาเทียมได้ถึง 6,694 ขา ให้กับผู้พิการจำนวน 5,040 คน 

นอกจากนี้ศูนย์วิจัยผลิตภัณฑ์นวัตกรรม IRPC  ได้พัฒนาพลาสติกเชิงวิศวกรรมที่เรียกว่า อัลตราไฮ โดยเป็นผู้ผลิตรายแรกในไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นำนวัตกรรมพลาสติกดังกล่าวมาผลิตเป็นข้อเข่าเทียมสำหรับเด็ก ข้อสะโพกเทียมและข้อต่อต่างๆตามร่างกาย เนื่องจากมีคุณสมบัติ ลื่น ทนทานต่อการสึกกร่อน เสียดสีและแรงกระแทกสูง รวมถึงไม่ดูดซึมความชื้น การเสื่อมสภาพน้อย มีความคงทนสูง ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความคงทนแข็งแรงมากขึ้น โดยพยายามทดลองให้สำเร็จเร็วที่สุดเพื่อให้นำมาใช้ได้จริงต่อไป 

สำหรับการออกหน่วยเพื่อทำขาเทียมฯ ครั้งนี้มีกิจกรรมอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ การจัดทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างเครื่องช่วยผู้พิการระดับ 1 โดยศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดระยอง ซึ่งจัดเป็นครั้งแรก  โดยช่างเหล่านี้บางคนเป็นผู้พิการซึ่งมาทำงานเพื่อสังคม เมื่อผ่านการทดสอบจะได้บรรจุเป็นข้าราชการ  รวมถึงมีการจัดอบรมผู้พิการและญาติ เกี่ยวกับกายภาพบำบัดควบคู่ไปกับการดูแลตอขาและขาเทียม การจัดอบรมอาชีพให้แก่ผู้พิการและญาติ การจัดนิทรรศการกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างโอกาสให้ผู้พิการมีชีวิตที่ดีขึ้น และการจัดนิทรรศการจากสหภาพแรงงาน  IRPC เรื่องการทำประโยชน์ให้สังคม เป็นต้น 



พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้พิการทั่วประเทศรวม 1.7 ล้านคน ซึ่งกระทรวงฯ ได้เข้าไปดูแลให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2558 กระทรวงฯได้ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้พิการเพิ่มขึ้นจาก 500 บาทต่อเดือน เป็น 800 บาทต่อเดือนแล้ว และจะพยายามรักษามาตรฐานการช่วยเหลือด้านอื่นๆให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป  อย่างไรก็ตามการที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดทำขาเทียมเพื่อผู้พิการจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเหลือสังคมได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการที่ บริษัท IRPC เข้ามาร่วมสนับสนุนเม็ดพลาสติกเพื่อจัดทำขาเทียม ทำให้ผู้พิการได้รับการประกอบขาเทียมได้รวดเร็วภายใน 1-2วัน นับเป็นการช่วยเหลือสังคมและทำให้บุคลากรของประเทศกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้และเป็นกำลังพัฒนาประเทศต่อไป

เดินตามกระแสCOP21 ถึงเวลาถกเรื่องโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์

สัมภาษณ์พิเศษ
เดินตามกระแสCOP21  ถึงเวลาถกเรื่องโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์

            นับตั้งแต่ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอบ21หรือCOP21ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี2558 ที่ผ่านมา และร่วมแสดงเจตจำนงในการปรับลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์ ลง ตามกระแสของประเทศพัฒนา  ทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวนดูแนวนโยบายด้านพลังงานของตัวเองในอนาคต ว่าจะสร้างสมดุลทางด้านพลังงานของตัวเองอย่างไร  สิ่งที่เขียนเอาไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุดหรือ PDP2015 นั้น เป็นทิศทางที่ถูกต้องเพียงพอแล้วหรือยัง  และแต่ละประเทศกำหนดแนวนโยบายด้านพลังงานของตัวเองอย่างไร   มีเทคโนโลยีอะไรที่จะนำพาไปสู่การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน และสอดคล้องกับเรื่องของCOP21   

ประเด็นที่ทิ้งไว้เป็นเครื่องหมายคำถามเหล่านี้  มีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้งานSETA2016 ซึ่งจะจัดขึ้นโดยเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ในวันที่23-25มี.คนี้ เป็นที่สนใจของเหล่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายพลังงาน ,ผู้ผลิตพลังงาน และผู้ใช้พลังงาน ในระดับนานาชาติ ที่จะมาร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น  และให้คำตอบว่าทิศทางพลังงานของโลกจะเดินต่อไปอย่างไรต่อไป ทางเลือกที่ยังมีอยู่ของพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอน์ไดออกไซค์ อย่าง แสงอาทิตย์  ลม นิวเคลียร์ จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแต่ไหน  และไฟฟ้าจากถ่านหินที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ยัง จะเป็นทางออกของประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วอยู่หรือไม่ 
Energy News Center  พาไปหาคำตอบบางส่วน จากมุมมองของ รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน Sustainable Energy &Technology Asia หรือ SETA2016 


ผลจากข้อตกลงCOP21 อาจารย์คิดว่า พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยควรเดินไปทิศทางใดในอนาคต ?

            ประเด็นสำคัญของการประชุมCOP21คือ ความร่วมมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ ควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส  ซึ่งไทยเองทางนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้เจตจำนงต่อที่ประชุมด้วยว่า จะปรับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลง ให้ได้20% จากปัจจุบัน  แน่นอนว่าในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย จะต้องให้ความสำคัญต่อเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และปรับลดสัดส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างก๊าซ และถ่านหิน ลง   ทีนี้ก็มาดูว่าเราเหลือทางเลือกอะไรของเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ  ก็เหลือเพียง พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม  พลังงานทดแทนจากชีวมวล และพลังงานจากนิวเคลียร์  

           อย่างไรก็ตามในการกำหนดเป็นนโยบายก็ต้องคำนึงถึงสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย  จะเห็นว่าพลังงานแสงอาทิตย์ นั้น ปัจจุบันก็มีข้อจำกัดเพราะผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดเท่านั้น  ไม่สามารถที่จะกักเก็บไฟไว้ใช้ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีเรื่องระบบกักเก็บหรือแบตเตอรี่นั้น ยังมีราคาแพง  ดังนั้นการส่งเสริมจึงไม่สามารถที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว ยังต้องรอให้ต้นทุนอุปกรณ์ต่างๆปรับลดลงมา  และมีการพัฒนาระบบการกักเก็บพลังงานให้สามารถใช้ในยามที่ไม่มีแสงแดดได้ เสียก่อน  ไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า  ซึ่งก็ต้องถามกลับไปที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าว่า พร้อมที่จะจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นหรือไม่

ในส่วนของพลังงานลมนั้น ก็มีข้อจำกัดที่ ประเทศไทยพื้นที่ที่มีกระแสลมแรงจะอยู่ที่บนภูเขา และในทะเล การส่งเสริมจึงต้องเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ  มีระบบสายส่งที่เชื่อมต่อไปถึงกลุ่มผู้ใช้ ในต้นทุนที่เหมาะสม เช่นเดียวกัน

สำหรับทางเลือกที่ยังเหลืออยู่อีก คือพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งในทางเทคนิคถือว่าเป็นพลังงานที่มีความปลอดภัยสูง และไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการยอมรับของประชาชน  รวมทั้งไทยเองยังไม่ได้มีการเตรียมพร้อมเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งเรื่องของกฏระเบียบ  เรื่องบุคลากร ที่จะนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในอนาคตอันใกล้นี้     ดังนั้นการกำหนดทิศทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศจึงต้องพิจารณาดูกันอย่างรอบคอบในหลายๆมิติ


ในความเห็นของอาจารย์ คิดว่า ประเทศไทยควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่?

           

  เรื่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เป็นเรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกและการยอมรับของประชาชน แม้ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีความปลอดภัยสูงเท่าที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น แต่ก็ไม่ 100% ดังกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะของญี่ปุ่น ที่ไม่มีใครคิดว่าการเกิดสึนามิ ที่มีคลื่นสูงถึง14เมตรและทำลายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ซึ่งถ้าดูเฉพาะกรณีนี้  การเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยแทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย  แต่ในอนาคตต่อไปหลังเหตุการณ์ฟูกุชิมะ แล้วทั่วโลกเขาใช้กัน  เราก็ไม่ควรปฏิเสธนิวเคลียร์  แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว21 ปี หรือ PDP 2015 มีการบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เอาไว้ในปลายแผน 2,000 เมกะวัตต์เพราะไม่อยากตัดโอกาสตัวเอง  แต่เมื่อถึงเวลาแล้ว ประชาชนตัดสินใจว่าจะไม่ใช้  ก็ต้องยอมรับว่าพลังงานที่จะมาแทนนั้นมีต้นทุนสูงเท่าไหร่เราก็ต้องยอมใช้

ในมุมมองส่วนตัว เห็นว่า ถ้าประเทศไทยจะเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  ก็จะต้องมีใช้อย่างต่อเนื่องไปตลอด จนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทน  โดยไม่ควรจะมีเพียงแค่2,000เมกะวัตต์  ถ้าจะทำก็ต้องไม่ต่ำกว่า 12 โรง และต้องมีระบบมาตรฐานและใบอนุญาตต่างๆ รองรับให้พร้อม ซึ่งจะเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวอย่างแท้จริง



ประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีการปรับตัวเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไร

            หลายประเทศเริ่มหันมาใช้พลังงานทดแทนกันมากขึ้น  แต่เป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป คือ จะเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเมื่อโรงไฟฟ้าเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หมดอายุ  คือคิดวันนี้อาจจะทำได้จริงอีก 40-50 ปีข้างหน้า เพราะเป็นการคำนึงถึงเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ เช่น นอร์เวย์ กำหนดให้ 98% ของการผลิตพลังงานเป็นพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนฯ เลย ส่วนสวีเดน กำหนดไว้ถึง 90% ขณะที่เดนมาร์กกำหนดให้ในปี 2050 จะใช้พลังงานทดแทน 100%

           สำหรับจีนและสหรัฐฯ แม้จะเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยจีนระบุว่าหากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 50 โรงคู่ขนานกับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ก็จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศด้วย   ส่วนเวียดนาม ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของไทย ก็มีแผนชัดเจนว่าจะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์


ภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมการจัดการพลังงานของประเทศอย่างไร?

            เร็วๆนี้จะมีเวทีด้านพลังงานที่ภาคเอกชนเป็นผู้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในระดับเอเชีย ภายใต้ชื่อ การจัดงานนิทรรศการและการประชุมเทคโนโลยีนวัตกรรมพลังงานที่ยั่งยืนระดับเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ระหว่างวันที่ 23-25 มี.ค. 2559 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

            โดยมีทั้งการประชุมวิชาการและการแสดงเทคโนโลยีไฟฟ้าและคมนาคม ที่สำคัญจะมีการบรรยายด้านแผนนโนบายพลังงานจากหลายประเทศมาให้ข้อมูล การมีการแสดงเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ทั้งนิวเคลียร์และเทคโนยีถ่านหินสะอาด

            เฉพาะในประเด็นของนิวเคลียร์  จะมีผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่น มาเหล่าถึงประสบการณ์ของกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ  และแนวทางการป้องกันสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต  แน่นอนว่าญี่ปุ่นยังมีความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์   จึงมีความน่าสนใจว่าเขาวางมาตรการเรื่องของความปลอดภัยอย่างไร

 

          ส่วนภาคคมนาคมขนส่งจะมีการแสดงทิศทางการใช้พลังงานที่มุ่งเน้นไปที่พลังไฮโดรเจน   รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ซึ่งหากรถยนต์มีการเปลี่ยนจากน้ำมันมาใช้ไฟฟ้ามากขึ้น  ก็จะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องแผนการการผลิตไฟฟ้า ให้สอดคล้องกับความต้องการ



ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานSETA2016คืออะไร?

           SETA2016เป็นเวทีที่เน้นกลุ่มเป้าหมายคือผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน,ผู้ผลิตพลังงานและผู้ใช้พลังงาน โดยภาคเอกชนรับเป็นผู้จัด และหน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้การสนับสนุน  ซึ่งน่าจะดูเป็นกลางในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเต็มที่มากกว่า   โดยบทสรุปสุดท้ายจากเวทีสัมมนาภายในงานSETA2016 จะจัดทำเป็นเอกสาร เสนอของรัฐบาลเพื่อพิจารณาและเปิดเผยให้ประชาชนได้ทราบต่อไป

กระทรวงพลังงานลงนามกับNEA ของจีน เตรียมความพร้อมเรื่องพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

รัฐมนตรีพลังงานของไทยลงนามความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ กับNational  Energy Administration (NEA)ของจีน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเร็วๆนี้ โดยเน้นเรื่องการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาด้านบุคลากร เป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ พลเอก อนันตพร  กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย ได้เดินทางไปที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งมีการจัดประชุมคณะทำงานด้านพลังงานระหว่างไทยและจีน ครั้งที่3  โดยกระทรวงพลังงานของไทย ได้มีการลงนามความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ หรือ Peaceful Uses of Nuclear  Energy กับสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติ หรือ National  Energy Administration (NEA) ของจีน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ในการนำพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์  การสาธารณสุข และพลังงาน ทั้งนี้ ไทยมีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จำนวน 2 โรง กำลังการผลิตโรงละ1,000 เมกะวัตต์ ในช่วงท้ายแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า คือ 2578และ2579

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การเดินทางไปกรุงปักกิ่งของคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยในครั้งนี้   ยังได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดคือ  Ultra supercritical (USC)ซึ่งตั้งอยู่ ในเขตชานเมืองของกรุงปักกิ่ง ซึ่งได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านพลังงาน ของกรุงปักกิ่ง  ว่า ปักกิ่งยังมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่ปลดระวาง  เพียงแต่เป็นการเพิ่มขึ้นในจำนวนเมกะวัตต์ที่ลดลงจากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้เดิม เท่านั้น 

เปิดงานSETA2017สร้างโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคเอเชีย

รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน SETA 2017  เน้น 4 หัวข้อหลัก ทั้ง นโยบายและการวางแผนด้านพลังงาน, เทคโนโลยีระบบผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำ ,พลังงานเพื่อการคมนาคมขนส่งเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำและ เมืองอัจฉริยะและอุตสาหกรรมสีเขียว  สร้างโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคเอเชีย

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2560 พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "โครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2560" (Sustainable Energy & Technology Asia 2017 (SETA 2017) ภายใต้ธีม "Towards A Low-Carbon Society"  ร่วมกับ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ,นางอรรถชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 
โดย SETA 2017  เน้นใน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ นโยบายและการวางแผนด้านพลังงาน เทคโนโลยีระบบผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำ พลังงานเพื่อการคมนาคมขนส่งเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำและ เมืองอัจฉริยะและอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อผลักดันและพัฒนาองค์ความรู้ด้านพลังงาน และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "รัฐบาลมีการดำเนินงานเพื่อให้พลังงานทีเสถียรภาพที่เหมาะสมโดยสร้างความมั่นคงในด้านพลังงานทุกรูปแบบของประเทศที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต ขนส่ง จำหน่าย และการกระจายให้ต้นทุนราคาพลังงานอยู่ในระดับที่เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประชาชนไม่แบกรับภาระมากเกินไป ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมการประหยัดพลังงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน  ซึ่งงานดังกล่าว เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาภาคพลังงานของประเทศ และศักยภาพในการพัฒนาสู่ความเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคเอเชีย
พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  นโยบาย Energy 4.0 นั้นสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 เป็นนโยบายภาพใหญ่เพื่อยกระดับประชาชนให้มีความสามารถทางการแข่งขัน และมีรายได้สูงขึ้น ในส่วนของการบริหารจัดการพลังงานในประเทศไทยนั้นมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรหลายอย่าง กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการให้เกิดความสมดุลทั้งด้านความมั่นคง ความเป็นธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน"

SETA2017ตอบโจทย์นโยบายEnergy 4.0 กระทรวงพลังงาน

SETA 2017 ตอบโจทย์นโยบายEnergy4.0ของกระทรวงพลังงาน โดยเป็นเวทีที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในเรื่องของ  ระบบการสำรองพลังงาน  การพัฒนา Smart City, Smart Grid ขับเคลื่อนการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าตาม RoadMap

งานประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติ “โครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2560” หรือ “SETA 2017” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้ธีม“Towards A Low-Carbon Society” ใน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ นโยบายและการวางแผนด้านพลังงาน เทคโนโลยีระบบผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำ พลังงานเพื่อการคมนาคมขนส่งเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำ และ เมืองอัจฉริยะและอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อผลักดันและพัฒนาองค์ความรู้ด้านพลังงาน และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้   เน้นเทรนด์อุตสาหกรรม Hybrid และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 8-10 มีนาคม 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 

 นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน  ซึ่งร่วมในการแถลงข่าวการจัดงาน กล่าวว่า  การขับเคลื่อนนโยบาย Energy 4.0ของกระทรวงพลังงาน ซึ่ง มีเป้าหมายในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนและประเทศ    เพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ระดับปานกลาง นั้นสอดคล้องกับประเด็นที่จะนำมาแลกเปลี่ยนความรู้ในงาน SETA 2017”  อาทิ เรื่องของระบบการสำรองพลังงาน   (Energy Storage)   การพัฒนา Smart City, Smart Grid ขับเคลื่อนการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าตาม RoadMap

 รศ.สรนิต  ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ภายในงานที่จะจัดขึ้นครั้งนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะแสดงนิทรรศการที่สะท้อนความมุ่งมั่นคิดค้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การผลิตก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานทดแทน อีกทั้งกำกับ ติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติราชการของหน่วยงานในสังกัด รวมทั้งสร้างระบบการบริหารจัดการที่ดี จัดสรรและบริหารทรัพยากรของกระทรวงให้เกิดความประหยัด คุ้มค่า การพัฒนาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย เสนอแนะนโยบายและยุทธศาสตร์ รวมทั้งการบริหารจัดการด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ตามมาตรฐานสากลเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยแบ่งเป็นงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสี กำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และด้านการสนับสนุนการกำกับดูแล       ความปลอดภัยจากพลังงานปรมาณู

 รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2560 กล่าวว่า “งาน SETA 2017 ในปีนี้ มุ่งเน้นถึงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีไฮบริด และรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ กว่า 200 บริษัท เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานให้กับประเทศ โดยตั้งเป้า ผู้เข้าชมและร่วมงานตลอดทั้ง 3 วัน จำนวนกว่า 10,000 คน จาก 50 ประเทศทั่วโลก”

 การจัดงานครั้งนี้จะมีวิทยากรปาฐกถาหลัก ได้แก่ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  นาย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม  ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดอกเตอร์แมกซิมัส จอนนิตี้ อองกิลิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน น้ำ และเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ประเทศมาเลเซีย (Dr. Maximus Johnity Ongkili,  Minister of Energy, Green Technology and Water, Malaysia) ฯพณฯ เฆซุส มิเกล ซันส์  เอกอัครราชทูตแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (H.E. Jesús Miguel Sanz, Ambassador and Head of Delegation of the European Union in Thailand) แอคเนตา ไรซิ่ง ผู้อำนวยการใหญ่สมาคมนิวเคลียร์โลก (Ms. Agneta Rising, Director General ofWorld Nuclear Association) และฯพณฯ ชิโร ซะโดะชิมะ    เอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (H.E. Mr.Shiro Sadoshima, Ambassador of Japan in Thailand)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปตท.สนับสนุนสื่อความรู้พลังงาน จัดเป็นมุมสีเขียวในห้องสมุดโรงเรียน

ปตท.สนับสนุนสื่อความรู้พลังงานให้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ในโอกาสครบรอบ10ปี เพื่อจัดเป็นสื่อการเรียนการสอน"มุมสีเขียว"ในห้องสมุดโรงเรียน

นางอัญชลี หวังวีระมิตร ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากซ้าย) มอบสื่อความรู้ปิโตรเลียมและพลังงานทดแทน ให้แก่ นายทักษิณา ณ ตะกั่วทุ่ง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทำความดีกลับคืนให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี อบก. โดยจะนำไปจัดเป็นสื่อการเรียนการสอน “มุมสีเขียว” ให้แก่ ห้องสมุดโรงเรียนบ้านห้วยปลาดุก ต.สองพี่น้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ต่อไป