ค้นหาด้วย ' นักวิชาการ ' ทั้งหมด 2 รายการ
นักวิชาการจากมหิดล เกษตรศาสตร์ ไม่กังวลผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล เกษตรศาสตร์ ไม่กังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หลังผลสรุปรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA พบตัวเลขข้อมูลด้านมลภาวะทางอากาศ เสียงและสารโลหะหนักดีกว่าค่ามาตรฐาน แนะ กฟผ.ทำพันธสัญญากับชาวบ้านยืนยันในมาตรฐานความปลอดภัย และพร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบในกรณี ที่มีปัญหาจากโรงไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2560 ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy  News Center -ENC) จัดเสวนากลุ่มย่อย หัวข้อ "โรงไฟฟ้าถ่านหิน น่ากลัวจริงหรือ?"โดยเชิญ ดร.ธีระพงษ์​ สันติภพ อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดทำ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(Environmental Impact Assessment หรือ  EIA) โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และรศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมให้ความเห็นทางวิชาการ   

ดร.ธีระพงษ์​  กล่าวยืนยันว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมรอบโรงไฟฟ้า อย่างที่มีข้อวิตกกังวล  เนื่องจากผลสรุปการจัดทำEIA ที่สรุปออกมา ทั้งในส่วนโครงการขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จ.กระบี่ มีข้อมูลตัวเลขทางวิชาการซึ่งได้จากการคำนวณจากโมเดลที่ใช้เป็นมาตรฐานสากล กรณีมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า ปริมาณโลหะหนักทั้ง สารปรอท ตะกั่ว ซัลฟูริก  มลภาวะทางอากาศ ทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่นละออง รวมทั้งมลภาวะทางเสียง นั้นในเกณฑ์ที่ดีกว่าค่ามาตรฐาน จึงไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต รวมถึงไม่สะสมให้เกิดโรค เช่น มะเร็ง 

ส่วนกรณีที่ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้ากระบี่บางกลุ่ม ยังกังวลผลกระทบต่อการท่องเที่ยวนั้น จากการลงพื้นที่สอบถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ท ต่างระบุว่า หากผู้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สามารถป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้ หรือ ปฏิบัติการตามมาตรฐานสากลได้ ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ทก็ยอมรับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ 

ดร.ธีระพงษ์​ สันติภพ อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

สำหรับกรณีที่ชาวประมงเป็นห่วงเรื่องระบบการขนถ่านหินจะทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือมีผลกระทบสัตว์น้ำและอาชีพประมงนั้น ใน EIA ระบุว่าการขนย้ายถ่านหินจะเป็นระบบปิด โดยเรือใหญ่จะจอดอยู่ในทะเลน้ำลึกและจะใช้เรือเล็กลำเลียงถ่านหินเข้ามายังท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เรือใหญ่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล 

อย่างไรก็ตามชาวบ้านยังกังวลกรณีเรือเล็กลำเลียงถ่านหินประสบอุบัติเหตุและจะทำให้ถ่านหินตกไปในทะเลและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลนั้น  กฟผ. ก็ควรจะต้องมีหลักประกันให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจว่าจะไม่เกิดกรณีดังกล่าวขึ้น หรือหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงจะมีแนวทางที่จะแก้ไขผลกระทบอย่างไร  ทั้งในช่วงระหว่างก่อสร้าง  และหลังจากมีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า โดยจะต้องปฏิบัติงานให้อยู่ในมาตรฐานสิ่งแวดล้อม อย่างเคร่งครัด

ดร.ธีระพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกระบวนการจัดทำ EIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และ EIA ท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำเข้าที่สู่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.)ได้ เนื่องจากยังมีการคัดค้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ขั้นตอนรอการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่หรือไม่ หากให้สร้างก็จะต้องกลับมาทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(Environment and Health Impact Assessment หรือ EHIA) เพิ่มเติมอีกฉบับ ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี 

อย่างไรก็ตามเห็นว่า ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากถึง 67% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งไม่สมดุลด้านความมั่นคงพลังงาน ดังนั้นควรกระจายไปใช้เชื้อเพลิงอื่น ซึ่งถ่านหินน่าจะเหมาะสม เพราะมีต้นทุนต่ำเพียงกว่า 2 บาทต่อหน่วย ขณะที่พลังงานทดแทนอย่างลมและแสงแดด ต้นทุนเฉลี่ย 3 บาทต่อหน่วย แต่รัฐบาลก็ควรพัฒนาพลังงานทดแทนควบคู่ไปด้วย โดยควรปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงใหม่ ลดการใช้ก๊าซฯเหลือ 30% เพิ่มถ่านหินเป็น 28-29% และที่เหลือเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลพลังงานประเทศได้ 

 รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

 

ด้าน รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ กล่าวว่า จากการนำข้อมูล EIA มาประยุกต์เพื่อตรวจสอบว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะส่งผลกระทบต่อพืชอย่างไรนั้น พบว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อพืชผลเกษตรรวมถึงป่าชายเลน เนื่องจากปริมาณสารพิษที่จะทำร้ายพืชนั้นยังมีปริมาณที่ต่ำมาก ซึ่งหากสารพิษบางประเภท เช่น ซันเฟอร์ไดออกไซด์มีปริมาณน้อยและละลายในน้ำ ต้นพืชสามารถดูดซับมาใช้สร้างการเติบโตของพืชเองได้ ดังนั้นมลภาวะที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าถ่านหินถือว่าอันตรายและน่าห่วงน้อยกว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยมลภาวะสู่ธรรมชาติ 

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ข้อมูลทางวิชาการอาจไม่ตรงกันได้ ขึ้นอยู่กับสมมติฐานและดัชนีที่นำมาประมวลผล  แต่ก็สามารถที่จะหาข้อยุติทางวิชาการกันได้ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถทำซ้ำหรือตรวจสอบย้อนกลับเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันได้  แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของการนำความเชื่อ ของแต่ละบุคคลมาใช้โต้แย้งกันนั้น  คงต้องใช้เวลาในการหารือ พูดคุยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจ

ทั้งนี้เห็นว่า หากต้องการให้ชาวบ้านจังหวัดกระบี่เกิดความมั่นใจและเชื่อถือว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมรุนแรง รวมทั้งผลิตผลทางการเกษตรทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน  ทาง กฟผ. ควรทำพันธสัญญากับชุมชนว่าจะใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพดี มีกระบวนการขนส่งการผลิตที่ปลอดภัยตามที่ระบุไว้  และหากเกิดผลกระทบขึ้น กฟผ.จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งจะต้องมีหน่วยงานและทีมวิชาการเข้าไปดูแลไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าก็ตาม  ตลอดระยะเวลาที่มีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในจังหวัดกระบี่

งานเสวนากลุ่มย่อย"โรงไฟฟ้าถ่านหินน่ากลัวจริงหรือ?"จัดโดยศูนย์ข่าวพลังงาน

ชี้รัฐต้องเคลียร์สังคมให้ชัด ทำไมต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

นักวิชาการจุฬาฯ ชี้ภาคใต้จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่ม เหตุความต้องการใช้ไฟฟ้าย้อนหลัง 10 ปีโตเฉลี่ย 6.74% ต่อปี แนะการทำ EIA และ EHIA ใหม่ ควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และเน้นการใช้ข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลที่เป็นปฐมภูมิให้มากขึ้น เพื่อตอบปัญหาข้อสงสัย พร้อมเปิดเผยข้อมูลออนไลน์โรงไฟฟ้าแม่เมาะให้สาธารณะมั่นใจโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ในงานเสวนาทางวิชาการ เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน จัดโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถานบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในวิทยากร กล่าวว่า ยอมรับว่าปัจจุบันปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศมีปริมาณสูงมากจากปกติที่ควรมี 15% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยในปี 2558 ปริมาณสำรองมีถึง 30% และต้นปี 2559 มีเกือบ 40% เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำหงสาเข้าระบบกว่า 1,200 เมกะวัตต์

ชี้ภาคใต้ใช้ไฟเติบโตมาก แต่พลังงานทดแทนยังผลิตได้น้อย  

ดร. กุลยศ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันอาจยังไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่เมื่อดูสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่าภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตปีละ 6.74% จาก 9,362 ล้านหน่วย ในปี 2549 เป็น 15,644 ล้านหน่วย ในปี 2558 โดยจังหวัดที่มีการใช้ไฟฟ้าเติบโตมากที่สุด คือ จังหวัดสงขลา 3,199 ล้านหน่วยต่อปี หรือ ประมาณ 21.3%  รองลงมาคือจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2,635 ล้านหน่วย หรือ 17.5% และภูเก็ต 2,431 ล้านหน่วย หรือ 16.2% ขณะที่กำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าของภาคใต้มี 3,800 เมกะวัตต์ ส่วนความต้องการใช้อยู่ที่ 2,600 เมกะวัตต์ ซึ่งในอนาคตหากความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ภาคใต้ก็จำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

ทั้งนี้ หากไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดกระบี่ ก็จะเหลือทางเลือกเพียง โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยหากเลือกโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ประชาชนก็ต้องยอมรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน ส่วนไฟฟ้าจากนิวเคลียร์คงต้องหารือกันระยะยาว ดังนั้น โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนแม้จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ต้องพิจารณาว่าเชื้อเพลิงสามารถผลิตได้ตลอดปีทดแทนโรงไฟฟ้าหลักได้ถึง 800 เมกะวัตต์หรือไม่ และจากข้อมูลปัจจุบันพบว่า น้ำเสียจากปาล์มที่นำมาผลิตไฟฟ้าในภาคใต้สามารถผลิตได้เพียง 8 เมกะวัตต์ ดังนั้นหากต้องการผลิตไฟฟ้าให้ถึง 800 เมกะวัตต์จะต้องมีโรงปาล์มถึง 100 โรง และหากใช้กะลาปาล์ม หรือ น้ำมันปาล์ม มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ก็ต้องพิจารณาว่าปาล์มเป็นพืชผลตามฤดูกาล หากช่วงไหนไม่มีปาล์มจะทำอย่างไร

ทั้งนี้ แม้จ.กระบี่จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่ถึง 200 เมกะวัตต์ แต่ภาครัฐต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ถึง 800 เมกะวัตต์นั้น เป็นการพิจารณาตามนโยบายภาพรวมของภาคใต้ โดยการสร้างโรงไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์นั้น ก็เพื่อให้โรงไฟฟ้ามีหน้าที่เสริมไฟฟ้าของภาคใต้โดยรวม  หากจะให้สร้างตามความต้องการใช้เฉพาะจังหวัดนั้นๆ เท่ากับทุกจังหวัดต้องมีโรงไฟฟ้าของตัวเอง

"วันนี้จุดที่ต้องทำคือ การนำหลักวิชาการของทั้งสองฝั่งมาวิเคราะห์ร่วมกัน ส่วนความเชื่อหรือความเห็นส่วนบุคคล คงต้องมาดูกันว่าอะไรเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ หรือไม่ได้" ดร.กุลยศ กล่าว

เสนอรัฐเป็นเจ้าภาพทำ EIA และ EHIA

รองศาสตราจารย์ ดร.สุธา ขาวเธียร ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนา ว่า หน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่เจ้าของโครงการ ควรเป็นเจ้าภาพจัดการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดการยอมรับ โดยทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่เห็นด้วยจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมและรับผิดชอบร่วมกันในแผนที่มีการจัดทำร่วมกัน ซึ่งเห็นว่าหน่วยงานที่เหมาะสม คือ หน่วยงานที่กำหนดนโยบายอย่างสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) น่าจะเป้นหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพได้

อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดทำ EIA  และ EHIA ครั้งใหม่ตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีความโปร่งใสในการดำเนินการนั้น จะต้องสามารถนำทุกประเด็นทั้งที่เป็นข้อมูลทางวิชาการและประเด็นที่เป็นความเชื่อเข้ามาสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะมีการจัดตั้งขึ้น ก่อนที่จะคัดให้เหลือเฉพาะประเด็นที่สำคัญ มากำหนดเป็นกรอบการศึกษา โดยควรจะใช้ข้อมูลปฐมภูมิซึ่งเป็นข้อเท็จจริงให้มากขึ้น เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงแรกที่เกิดขึ้น เพราะยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ใช้เทคโนโลยีและถ่านหินประเภทเดียวกับที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะใช้ รวมถึงนำข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ที่เป็นข้อมูลย้อนหลังที่เกิดขึ้นจริง มาชึ้ให้เห็นถึงการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้า

"สมมติว่าเรามีความจำเป็นต้องมีบ้านหนึ่งหลัง กฟผ. อาจจะต้องการสร้างบ้านที่ต้นทุนถูกที่สุด แต่กลุ่มคนไม่เห็นด้วยอาจจะอยากได้บ้านที่สวยที่สุด ปลอดภัยที่สุด รัฐซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายควรจะต้องเป็นคนกลางที่จะบอกได้ว่าจุดสมดุลอยู่ตรงไหน ซึ่งประเด็นที่รัฐต้องเคลียร์ให้ชัดก่อนก็คือข้อเท็จจริงทางนโยบายถึงความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ให้ทุกฝ่ายยอมรับในนโยบายได้เสียก่อนจึงค่อยมาคุยกันถึงว่าจะทำ EIA และ EHIA อย่างไร เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและยอมรับจากทุกฝ่าย"

ดร.สุธา กล่าวว่า มติคณะกรรมการผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม (คชก.) สะท้อนให้เห็นว่า การทำ EIA และ EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ยังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น เช่นความเหมาะสมของพื้นที่ตั้ง การพิจารณาทางเลือกของเชื้อเพลิง และขั้นตอนการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา การกลับไปเริ่มกระบวนการศึกษาใหม่จึงเป็นโอกาสที่จะให้ทุกฝ่ายหันมารับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันให้มากขึ้น โดยส่วนตัวเชื่อว่ายังมีเวลาที่จะทำได้

แนะให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลประกาศให้ดำเนินการ EIA และ EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใหม่ ประเด็นการลดผลกระทบจากถ่านหินจึงไม่ใช่ข้อกังวลของประชาชน ดังนั้น จึงขอเสนอแนะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น ควรดำเนินการให้มีตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมดังที่ผ่านมา รวมถึงมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้และให้ข้อมูลรอบด้านในมิติต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของประชาชน และเพื่อพิจารณา ว่าควรมีเครื่องมือ มาตรฐานและแนวทางปฏิบัติเป็นการเฉพาะหรือไม่ เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงพลังงาน

เชื้อเพลิงถ่านหินยังเอื้อต่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

รศ.สมศักดิ์ สายสินธุ์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม กล่าวว่า ในประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องกระจายเชื่อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซฯ โดยเชื้อเพลิงถ่านหินถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากมีปริมาณสำรองปริมาณมากสามารถใช้ได้ถึง 200 ปี โรงไฟฟ้าถ่านหินสามารถสำรองถ่านไว้ได้ถึง 60 วัน นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ระบบไฟฟ้าจึงมีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหินยังช่วยให้ศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศดีขึ้น เพราะต้นทุนไฟฟ้าที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่น ซึ่งจะเป็นการช่วยเฉลี่ยภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยอยากให้ผู้บริหารระดับสูงต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเห็นความสำคัญในการตรวจสอบควบคุม ที่โปร่งในเป็นที่ยอมรับของชุมชน เช่น กรณีเหมืองถ่านแม่เมาะ ควรเผยแพร่ภาพการทำงานแบบออนไลน์ให้ผู้สนใจได้รับชมและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่นเดียวกับเหมืองแร่ทองคำ Super Pit ของออสเตรเลีย ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในความปลอดภัยโรงไฟฟ้า