ค้นหาด้วย ' ธัชชัย ' ทั้งหมด 19 รายการ
เดินตามกระแสCOP21 ถึงเวลาถกเรื่องโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์

สัมภาษณ์พิเศษ
เดินตามกระแสCOP21  ถึงเวลาถกเรื่องโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์

            นับตั้งแต่ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอบ21หรือCOP21ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี2558 ที่ผ่านมา และร่วมแสดงเจตจำนงในการปรับลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซค์ ลง ตามกระแสของประเทศพัฒนา  ทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวนดูแนวนโยบายด้านพลังงานของตัวเองในอนาคต ว่าจะสร้างสมดุลทางด้านพลังงานของตัวเองอย่างไร  สิ่งที่เขียนเอาไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุดหรือ PDP2015 นั้น เป็นทิศทางที่ถูกต้องเพียงพอแล้วหรือยัง  และแต่ละประเทศกำหนดแนวนโยบายด้านพลังงานของตัวเองอย่างไร   มีเทคโนโลยีอะไรที่จะนำพาไปสู่การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืน และสอดคล้องกับเรื่องของCOP21   

ประเด็นที่ทิ้งไว้เป็นเครื่องหมายคำถามเหล่านี้  มีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้งานSETA2016 ซึ่งจะจัดขึ้นโดยเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ในวันที่23-25มี.คนี้ เป็นที่สนใจของเหล่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายพลังงาน ,ผู้ผลิตพลังงาน และผู้ใช้พลังงาน ในระดับนานาชาติ ที่จะมาร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น  และให้คำตอบว่าทิศทางพลังงานของโลกจะเดินต่อไปอย่างไรต่อไป ทางเลือกที่ยังมีอยู่ของพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอน์ไดออกไซค์ อย่าง แสงอาทิตย์  ลม นิวเคลียร์ จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแต่ไหน  และไฟฟ้าจากถ่านหินที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ยัง จะเป็นทางออกของประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วอยู่หรือไม่ 
Energy News Center  พาไปหาคำตอบบางส่วน จากมุมมองของ รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน Sustainable Energy &Technology Asia หรือ SETA2016 


ผลจากข้อตกลงCOP21 อาจารย์คิดว่า พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยควรเดินไปทิศทางใดในอนาคต ?

            ประเด็นสำคัญของการประชุมCOP21คือ ความร่วมมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ ควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส  ซึ่งไทยเองทางนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้เจตจำนงต่อที่ประชุมด้วยว่า จะปรับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลง ให้ได้20% จากปัจจุบัน  แน่นอนว่าในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย จะต้องให้ความสำคัญต่อเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  และปรับลดสัดส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างก๊าซ และถ่านหิน ลง   ทีนี้ก็มาดูว่าเราเหลือทางเลือกอะไรของเชื้อเพลิงที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ  ก็เหลือเพียง พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม  พลังงานทดแทนจากชีวมวล และพลังงานจากนิวเคลียร์  

           อย่างไรก็ตามในการกำหนดเป็นนโยบายก็ต้องคำนึงถึงสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย  จะเห็นว่าพลังงานแสงอาทิตย์ นั้น ปัจจุบันก็มีข้อจำกัดเพราะผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดเท่านั้น  ไม่สามารถที่จะกักเก็บไฟไว้ใช้ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีเรื่องระบบกักเก็บหรือแบตเตอรี่นั้น ยังมีราคาแพง  ดังนั้นการส่งเสริมจึงไม่สามารถที่จะทำได้อย่างรวดเร็ว ยังต้องรอให้ต้นทุนอุปกรณ์ต่างๆปรับลดลงมา  และมีการพัฒนาระบบการกักเก็บพลังงานให้สามารถใช้ในยามที่ไม่มีแสงแดดได้ เสียก่อน  ไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า  ซึ่งก็ต้องถามกลับไปที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าว่า พร้อมที่จะจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นหรือไม่

ในส่วนของพลังงานลมนั้น ก็มีข้อจำกัดที่ ประเทศไทยพื้นที่ที่มีกระแสลมแรงจะอยู่ที่บนภูเขา และในทะเล การส่งเสริมจึงต้องเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ  มีระบบสายส่งที่เชื่อมต่อไปถึงกลุ่มผู้ใช้ ในต้นทุนที่เหมาะสม เช่นเดียวกัน

สำหรับทางเลือกที่ยังเหลืออยู่อีก คือพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งในทางเทคนิคถือว่าเป็นพลังงานที่มีความปลอดภัยสูง และไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการยอมรับของประชาชน  รวมทั้งไทยเองยังไม่ได้มีการเตรียมพร้อมเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งเรื่องของกฏระเบียบ  เรื่องบุคลากร ที่จะนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในอนาคตอันใกล้นี้     ดังนั้นการกำหนดทิศทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศจึงต้องพิจารณาดูกันอย่างรอบคอบในหลายๆมิติ


ในความเห็นของอาจารย์ คิดว่า ประเทศไทยควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่?

           

  เรื่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เป็นเรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกและการยอมรับของประชาชน แม้ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีความปลอดภัยสูงเท่าที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น แต่ก็ไม่ 100% ดังกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะของญี่ปุ่น ที่ไม่มีใครคิดว่าการเกิดสึนามิ ที่มีคลื่นสูงถึง14เมตรและทำลายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ซึ่งถ้าดูเฉพาะกรณีนี้  การเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยแทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย  แต่ในอนาคตต่อไปหลังเหตุการณ์ฟูกุชิมะ แล้วทั่วโลกเขาใช้กัน  เราก็ไม่ควรปฏิเสธนิวเคลียร์  แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว21 ปี หรือ PDP 2015 มีการบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เอาไว้ในปลายแผน 2,000 เมกะวัตต์เพราะไม่อยากตัดโอกาสตัวเอง  แต่เมื่อถึงเวลาแล้ว ประชาชนตัดสินใจว่าจะไม่ใช้  ก็ต้องยอมรับว่าพลังงานที่จะมาแทนนั้นมีต้นทุนสูงเท่าไหร่เราก็ต้องยอมใช้

ในมุมมองส่วนตัว เห็นว่า ถ้าประเทศไทยจะเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  ก็จะต้องมีใช้อย่างต่อเนื่องไปตลอด จนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทน  โดยไม่ควรจะมีเพียงแค่2,000เมกะวัตต์  ถ้าจะทำก็ต้องไม่ต่ำกว่า 12 โรง และต้องมีระบบมาตรฐานและใบอนุญาตต่างๆ รองรับให้พร้อม ซึ่งจะเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวอย่างแท้จริง



ประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีการปรับตัวเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไร

            หลายประเทศเริ่มหันมาใช้พลังงานทดแทนกันมากขึ้น  แต่เป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป คือ จะเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเมื่อโรงไฟฟ้าเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หมดอายุ  คือคิดวันนี้อาจจะทำได้จริงอีก 40-50 ปีข้างหน้า เพราะเป็นการคำนึงถึงเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ เช่น นอร์เวย์ กำหนดให้ 98% ของการผลิตพลังงานเป็นพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนฯ เลย ส่วนสวีเดน กำหนดไว้ถึง 90% ขณะที่เดนมาร์กกำหนดให้ในปี 2050 จะใช้พลังงานทดแทน 100%

           สำหรับจีนและสหรัฐฯ แม้จะเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยจีนระบุว่าหากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 50 โรงคู่ขนานกับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ก็จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศด้วย   ส่วนเวียดนาม ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของไทย ก็มีแผนชัดเจนว่าจะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์


ภาคเอกชนจะมีส่วนร่วมการจัดการพลังงานของประเทศอย่างไร?

            เร็วๆนี้จะมีเวทีด้านพลังงานที่ภาคเอกชนเป็นผู้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในระดับเอเชีย ภายใต้ชื่อ การจัดงานนิทรรศการและการประชุมเทคโนโลยีนวัตกรรมพลังงานที่ยั่งยืนระดับเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ระหว่างวันที่ 23-25 มี.ค. 2559 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

            โดยมีทั้งการประชุมวิชาการและการแสดงเทคโนโลยีไฟฟ้าและคมนาคม ที่สำคัญจะมีการบรรยายด้านแผนนโนบายพลังงานจากหลายประเทศมาให้ข้อมูล การมีการแสดงเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ทั้งนิวเคลียร์และเทคโนยีถ่านหินสะอาด

            เฉพาะในประเด็นของนิวเคลียร์  จะมีผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่น มาเหล่าถึงประสบการณ์ของกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ  และแนวทางการป้องกันสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต  แน่นอนว่าญี่ปุ่นยังมีความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์   จึงมีความน่าสนใจว่าเขาวางมาตรการเรื่องของความปลอดภัยอย่างไร

 

          ส่วนภาคคมนาคมขนส่งจะมีการแสดงทิศทางการใช้พลังงานที่มุ่งเน้นไปที่พลังไฮโดรเจน   รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า ซึ่งหากรถยนต์มีการเปลี่ยนจากน้ำมันมาใช้ไฟฟ้ามากขึ้น  ก็จะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องแผนการการผลิตไฟฟ้า ให้สอดคล้องกับความต้องการ



ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานSETA2016คืออะไร?

           SETA2016เป็นเวทีที่เน้นกลุ่มเป้าหมายคือผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน,ผู้ผลิตพลังงานและผู้ใช้พลังงาน โดยภาคเอกชนรับเป็นผู้จัด และหน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้การสนับสนุน  ซึ่งน่าจะดูเป็นกลางในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเต็มที่มากกว่า   โดยบทสรุปสุดท้ายจากเวทีสัมมนาภายในงานSETA2016 จะจัดทำเป็นเอกสาร เสนอของรัฐบาลเพื่อพิจารณาและเปิดเผยให้ประชาชนได้ทราบต่อไป

เอ็กโกกรุ๊ปจับมือกระทรวงพลังงาน สพฐ. สร้างเครือข่ายต้นแบบโรงเรียนและครูให้ความรู้ด้านพลังงาน

เอ็กโก กรุ๊ป จับมือ กระทรวงพลังงาน และสพฐ สร้างเครือข่ายต้นแบบ โรงเรียนและครู ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เข้าถึงนักเรียนกว่า 5 หมื่นคน

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกับบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สร้างเครือข่ายต้นแบบ "โรงเรียนและครู" ที่ให้ความรู้ด้านพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน และสามารถขยายผลไปสู่สังคมวงกว้าง โดยดำเนินการมาต่อเนื่อง 3 ปี (2556-2558) ภายใต้โครงการ พลังงานเพื่อชีวิต ลดโลกร้อน ด้วยวิถีพอเพียง 

ทั้งนี้ได้มอบรางวัลให้  5 โรงเรียนต้นแบบพลังงานเพื่อชีวิต และ 18 ครูต้นแบบ ต้นทางความรู้ ซึ่งคัดเลือกจาก 60 โรงเรียนทั่วประเทศที่ร่วมโครงการฯ ที่สามารถบูรณาการการเรียนการสอนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานด้านวิชาการได้อย่างกลมกลืน นำไปสู่การปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตของโรงเรียน และเป็นการปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนด้วย 

"กระทรวงพลังงานคาดหวังให้มีตำราด้านพลังงานแทรกในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ชั้นพื้นฐาน อาชีวะ แต่ไม่อยากให้เป็นการบังคับ แต่อยากให้รู้ด้วยจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม ซึ่งโครงการนี้ทำให้นักเรียนสนใจด้านพลังงานมากขึ้น เข้าใจและถ่ายทอดการอนุรักษ์พลังงานการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพไปสู่ครอบครัวและสังคมได้มากขึ้นด้วย แต่ผมอยากให้ลงลึกมากกว่านี้ ให้ก้าวไปสู่วิชาชีพในอนาคตได้ด้วย" พล.อ.อนันตพร กล่าว

นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า ต้องการให้เกิดการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วม โดยเอ็กโก ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ของแต่ละหน่วยงานไปสู่โรงเรียนและครู ซึ่งเป็นต้นทางการเรียนรู้ของสังคมไทย และขยายไปสู่ชุมชนในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้โรงเรียน ครู เยาวชนและชุมชน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายในระดับท้องถิ่นเพื่อเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งต่อไป

"ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาโรงเรียนและครูที่ร่วมโครงการได้สร้างสรรค์ผลการเรียนรู้โดยใช้ 3 เครื่องมือ คือ หลักการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ แผนที่วิถีพอเพียง และการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งก่อให้เกิดจิตสำนึกการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้พอเพียงและสอดคล้องกับวิถีท้องถิ่น ต่อไปเอ็กโกจะขยายผลไปยังโรงเรียนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าในกลุ่มเอ็กโก และให้โรงไฟฟ้าเอ็กโกเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานต่อไปด้วย"นายชนินทร์ กล่าว

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า โครงการโรงเรียนและครูต้นแบบทำให้เกิดความร่วมมือส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเกิดการสร้างสรรค์การเรียนรู้ด้านพลังงานหลายรูปแบบ ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสรารด้านพลังงานของประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานต่อไป

โดยโครงการดังกล่าวมี 60 โรงเรียนทั่วประเทศร่วมโครงการ และเกิดเป็นเครือข่ายครูจำนวน 806 คน และโรงไฟฟ้าในกลุ่มเอ็กโก ถือเป็นหนึ่งในแหล่งการเรียนรู้ด้านพลังงาน มีการสร้างสรรค์ 243 แผนการเรียนการสอนที่บูรการแนวคิด พลังงานเพื่อชีวิต ลดโลกร้อนด้วยวิถีพอเพียง  ช่วยเปิดวงจรความคิดด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมรอบด้านให้เยาวชนถึง 50,580 คน 

สำหรับโรงเรียนต้นแบบพลังชีวิตฯ ที่ได้รับรางวัล 5 โรงเรียน ได้แก่ ระดับประถมศึกษาที่ได้รางวัลระดับดีเยี่ยม ได้แก่ โรงเรียนบ้านหว้า จ.ขอนแก่น และระดับดีเด่น ได้แก่  โรงเรียนบ้านสันป่าสัก จ.เชียงใหม่ ส่วนระดับมัธยมศึกษา ที่ได้รางวัลระดับดีเยี่ยม ได้แก่ โรงเรียนแม่สะเรียง "บริพัตรศึกษา" จ.แม่ฮ่องสอน และระดับดีเด่น ได้แก่ โรงเรียนเทพสถิตวิทยา จ.ชัยภูมิ และโรงเรียนบุญเรืองวิทยาคม จ.เชียงราย 

สนพ.ลงพื้นที่ยะลา ติดตามโครงการติดตั้งโคมไฟถนนLEDพลังแสงอาทิตย์ของศอ.บต.

สนพ.ลงพื้นที่สุ่มตรวจโครงการติดตั้งโคมไฟถนนLEDด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ที่ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พบปัญหาการขโมยระบบแบตเตอรี่  ด้านผู้แทน ศอ.บต.ยืนยันเป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ชุมชน ลดปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่

เมื่อเร็วๆนี้ นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และคณะลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อติดตามการดำเนินโครงการติดตั้งโคมไฟถนนLEDด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ที่ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  โดยมีนายพิทยา รัตนพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ศอ.บต. นำเยี่ยมชมโครงการ

โดยเหตุผลและความจำเป็นที่ ศอ.บต.นำเสนอโครงการดังกล่าวเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เนื่องจากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่ ผู้ก่อความไม่สงบมักเลือกใช้พื้นที่บนท้องถนนหรือสองข้างถนนเพื่อเตรียมการก่อเหตุความรุนแรง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดไฟส่องสว่าง ลดพื้นที่จุดเสี่ยงลงให้ได้มากที่สุด  ให้ประชาชนมีความมั่นใจที่จะสัญจรไปมาระหว่างพื้นที่สำหรับการไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและการขนส่งลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรในช่วงเวลากลางคืน

ศอ.บต.ได้เสนอโครงการติดตั้งโคมไฟถนนLEDด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มแสงสว่างบนถนนสายหลักและถนนสายรองระหว่างพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้และ4อำเภอของจังหวัดสงขลา( นาทวี,จะนะ,สะบ้าย้อย,เทพา) ที่จะช่วยลดและป้องกันเหตุสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน รวมทั้งช่วยลดการใช้พลังงาน  จำนวน5โครงการ ประกอบด้วย1.โครงการจัดซื้อพร้อมติดตั้งชุดโคมส่องสว่างถนนแบบโซลาร์เซลล์ตามถนนในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน จำนวน2,000ชุดวงเงิน126 ล้านบาท 2.โครงการสนับสนุนการติดตั้งโคมไฟฟ้าส่องสว่างระบบโซลาร์เซลล์ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน4,000ชุด วงเงิน212ล้านบาท  3.โครงการติดตั้งโคมไฟถนนLEDด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน1,500ชุด วงเงิน94.5 ล้านบาท  4.โครงการติดตั้งเสาไฟพร้อมโคมส่องสว่างโซลาร์เซลล์ในศาสนสถานและสถานที่ฝังศพ เผาศพ(กุโบร์/สุสานจีน/ฌาปนสถาน) ในพื้นที่หมู่บ้านเร่งรัดการพัฒนาและหมู่บ้านเสริมสร้างการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้  จำนวน3,484 ชุด วงเงิน219.5 ล้านบาท และ5.โครงการติดตั้งโคมไฟส่องสว่างด้วยพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมหลอดประหยัดพลังงานชนิดLED เพื่อความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน4,500 ชุด วงเงิน 270 ล้านบาท   รวมทั้ง5โครงการจำนวน15,484 ชุด(ชุดละไม่เกิน63,000บาท) วงเงินสนับสนุนรวมประมาณ922 ล้านบาท    ระยะเวลาดำเนินการ12 เดือนนับตั้งแต่ลงนามในหนังสือยืนยัน

จากการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน ในถนนหมู่บ้านสีคง  หมู่ที่7 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลาที่มีการติดตั้งชุดโคมส่องสว่างถนนแบบโซลาร์เซลล์ จำนวน10ชุด นั้นยังพบว่ามีปัญหาระบบแบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้าที่ติดบนเสาไฟนั้นถูกขโมยในบางจุด ทำให้ช่วงเวลากลางคืนไม่มีแสงไฟส่องสว่างในจุดดังกล่าว จึงขอความร่วมมือผู้นำในชุมชน ช่วยกันจัดเวรยามเพื่อเฝ้าระวังทรัพย์สิน ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนในชุมชนโดยรวม

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า ระบบแบตเตอรี่ ถือเป็นหัวใจสำคัญของชุดอุปกรณ์โคมไฟส่องสว่างถนนแบบโซลาร์เซลล์ ที่สามารถกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน ไว้ใช้กับหลอดไฟฟ้าเพื่อให้ความสว่างในเวลากลางคืน ได้ยาวนาน2วัน  ซึ่งที่ผ่านมา เคยมีการติดตั้งโดยฝังไว้ใต้ดิน ก็พบปัญหาถูกขโมย  คราวนี้มีการออกแบบที่จะติดตั้งบนเสาไฟฟ้าสูงเกือบ 9เมตร ก็ยังมีปัญหาถูกขโมยไปได้อีก จึงอยากขอความร่วมมือชุมชนให้ช่วยกันจัดเวรยามเพื่อเฝ้าระวัง  และถ้าพบปัญหาก็ช่วยแจ้งประสานกับทาง ศอ.บต. ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ

ในส่วนของการทำงานร่วมกันเพื่อติดตามงานในภาพรวมนั้น อยากให้ทาง ศอ.บต.มีการบูรณาการการทำงานโดยตั้งผู้แทนของกระทรวงพลังงาน คือพลังงานจังหวัด เข้าไปร่วมอยู่ในคณะทำงานของ ศอ.บต.ด้วย เพื่อร่วมรับทราบปัญหา และช่วยประสานหาแนวทางแก้ไข  รวมทั้งให้โครงการของ ศอ.บต.ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีการดำเนินการเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับวัตถุประสงค์ของกองทุนให้มากขึ้น

ด้านนายพิทยา รัตนพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ศอ.บต.กล่าวว่า โครงการติดตั้งโคมไฟ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ที่ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการลดสถิติการก่อเหตุความไม่สงบ และช่วยให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายไฟฟ้า ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากของแต่ละชุมชน  เนื่องจากเมื่อมีแสงสว่างในพื้นที่จุดเสี่ยงเพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นในเรื่องของ ความปลอดภัยก็มีมากขึ้น ประชาชนในชุมชนก็กล้าที่จะสัญจรไปทำธุระที่จำเป็นในช่วงเวลากลางคืน  จากเดิมที่ไม่ค่อย มีใครกล้าจะเดินทางในเวลากลางคืน    ส่วนปัญหาของระบบแบตเตอรี่ที่พบว่าถูกขโมยไปนั้น ก็กำลังมีการตรวจสอบ ว่าหายไปได้อย่างไร  โดยศอ.บต.ขอความร่วมมือกับคนในชุมชนที่จะช่วยกันเฝ้าระวัง และโทรเข้ามาแจ้งเหตุที่ฮอทไลน์  หมายเลข1880 ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอด24 ชั่วโมง

 

ปตท.ขยายเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้มอเตอร์ไซค์จิตอาสาจนถึง31ต.ค.นี้ตั้งเป้าระยะแรก1,000คัน

ปตท.ตั้งเป้าระยะแรก1,000คันเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้มอเตอร์ไซค์จิตอาสาที่บริการรับส่งประชาชนที่เดินทางมาถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  โดยขยายเวลาจนถึง31ต.ค.2559นี้  พร้อมทั้งสนับสนุนภาชนะกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ BioPBS แก่ศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร Volunteers for Dad ช่วยลดปัญหาขยะที่สนามหลวง

นายบุรณิน  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุคส่วนตัวหลังจากที่พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางมาเยี่ยมเต้นท์กระทรวงพลังงาน กฟผ. และปตท.ที่เปิดให้บริการประชาชน เมื่อวันที่25ต.ค.2559 ที่ผ่านมา โดยได้รายงานภาพรวมกิจกรรมเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ปตท.ให้กับมอเตอร์ไซค์จิตอาสา  ซึ่งปตท.ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. จนถึงเมื่อวันที่25ต.ค มีจำนวนมอเตอร์ไซค์จิตอาสาที่ได้รับการบริการไปแล้วทั้งสิ้น 499 คัน  และ ได้ขยายเวลาการให้บริการในระยะที่1ออกไปสิ้นสุด 31 ต.ค. 2559 ตั้งเป้าหมายไว้ที่1,000คัน 

การให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับมอเตอร์ไซค์จิตอาสา โดยไม่คิดค่าบริการนั้น ดำเนินการโดยทีมงาน FIT Auto ของปตท. ที่ บริเวณอาคารสวนเจ้าเชตุ เยื้องวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ระหว่างเวลา 09.00-17.00 น.

ในขณะที่ นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แผนกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในการร่วมแถลงข่าวการบริหารจัดการขยะ การแยกขยะ และมาตรการการลดขยะที่สนามหลวง โดยมี พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน พร้อมด้วยนายวิจารณ์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ผศ.ดร.ปริญญา ทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร Volunteers for Dad ณ กองอำนวยการร่วมกรุงเทพมหานคร ท้องสนามหลวง เพื่อร่วมกันบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมบริเวณสนามหลวงที่มีประชาชนมาถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นจำนวนมาก  ว่าทางกลุ่ม ปตท. พร้อมสนับสนุนถาดทำจากกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ BioPBS ซึ่งทำจากพืชและสามารถย่อยสลายได้ 100%สำหรับหน่วยงานหลักที่มาตั้งโรงครัวเพื่อบริการประชาชน ตลอดระยะเวลา 100 วันของการจัดพระราชพิธีเพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศล   ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนในครั้งนี้จะช่วยลดปัญหาขยะและช่วยให้การบริหารจัดการขยะที่สนามหลวงเป็นไปได้อย่างเรียบร้อยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. โดยบริษัท PTT MCC Biochem  ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ปตท. และ Mitsubishi Chemical Corporation เป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพชนิด BioPBS ที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติเป็นแห่งแรกของโลก โดยใช้วัตถุดิบในการผลิตที่มาจากธรรมชาติ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด ซึ่งสามารถย่อยสลายกลับคืนสู่ธรรมชาติโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการกำจัดขยะไปจากเดิม เนื่องจากการย่อยสลายจะใช้องค์ประกอบหลัก 3 อย่าง คือ ความร้อน ความชื้นและแบคทีเรียในดิน โดยหลังการฝังกลบลงดินจะถูกจุลินทรีย์ในดินย่อยสลายกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และกากชีวมวล โดยไม่ทิ้งสารตกค้างใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับตัวอย่างภาชนะกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ BioPBS ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือแก้วสำหรับใส่เครื่องดื่มร้อนที่ร้านคาเฟ่อเมซอนทุกสาขาทั่วประเทศ

นอกจากนี้กลุ่ม ปตท. ยังได้สนับสนุนเครื่องดื่มอเมซอนและโดนัท Daddy Dough รวมทั้งให้บริการชาร์ตแบตเตอรีโทรศัพท์มือถือพลังงานแสงอาทิตย์ที่จุดรับรองประชาชนของกระทรวงพลังงาน และสนับสนุนเครื่องดื่มอเมซอนและบุคลากรช่วยดูแลผู้ป่วยที่จุดบริการแพทยสภาอีกด้วย

 

พลังงานจังหวัดสุพรรณบุรีหนุนโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ลดต้นทุนพลังงาน

สำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดสุพรรณบุรี สนับสนุนโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์  ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทองช่วยลดต้นทุนค่าพลังงาน 84,000 บาทต่อปี และสร้างรายได้ 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน

นายเสรี กังวานกิจ พลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจชุมชนของสำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในชุมชนเพื่อช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในกระบวนการผลิตของชุมชนด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ได้ให้การสนับสนุน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางเกษตรให้ชุมชนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น

โดยที่ผ่านมากลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร อาทิ กล้วยอบ กล้วยตาก ข้าวเกรียบรสต่างๆ ด้วยกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม พึ่งพาเชื้อเพลิงแอลพีจี ทำให้ประสบปัญหาเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ได้ไม่ค่อยมีคุณภาพ และมีต้นทุนค่าพลังงานค่อนข้างสูง ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี จึงได้ร่วมกับจังหวัดสุพรรณบุรี ในการสนับสนุนโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าวปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ทำให้ สามารถลดปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจี ในขั้นตอนการผลิตได้จำนวน 20 ถังต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินจำนวน 84,000 บาทต่อปี

นอกจากนี้ยังสามารถประหยัดเวลาต่อรอบการผลิตจากเดิมที่ต้องใช้เวลาใช้เวลามากถึง 4 วัน เหลือเพียง 2 วัน รวมถึงยังสามารถลดความเสียหายของวัตถุดิบลงได้ 5% หรือคิดเป็นเงินจำนวน 3,500 บาทต่อเดือนด้วย โดยระบบการผลิตด้วยโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ยังสามารถต่อยอดไปสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ อาทิ ก้านเผือก มะเขือเทศเชอรี่อบแห้ง และข้าวแต๋น เป็นต้น ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าวมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์แปรรูป 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทองทางกลุ่มได้มีการพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี และการจัดการองค์ความรู้ จนสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงานและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจร พร้อมทั้งได้รับรางวัลการันตีศักยภาพของกลุ่มในระดับจังหวัด 3 รางวัลด้วยกัน คือ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง วิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2558 รางวัลผู้ประกอบการ OTOP ดีเด่น ปี 2559 และรางวัลชมเชยวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2560 นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์ลุ้นเป็นสุดยอดคนพลังงานในระดับจังหวัดและระดับภาค จากเวทีการประกวด “สุดยอดคนพลังงาน” ประจำปี 2560 ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ของกระทรวงพลังงาน อีกด้วย

ตัวแทนจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์(สนย.)กระทรวงพลังงาน นำโดยนายไพรัช เพชรล้ำ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ

(ที่6จากซ้าย)ลงพื้นที่เยี่ยมชม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทองร่วมกับพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี 

จังหวัดสุโขทัยจัดอบรม "การผลิตชุดโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์"

สำนักงาน พลังงานจังหวัดสุโขทัย จัดกิจกรรมทางด้านพลังงาน (ต่อยอด) ชุมชน อบต.บ้านสวน ตามโครงการเพิ่มสมรรถนะด้านการบริหารจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชนระดับตำบลและวิสาหกิจชุมชน (SME) ปี 2559  โดยจัดฝึกอบรม "การผลิตชุดโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์" ให้แก่ อาสาสมัครพลังงาน (อส.พน.) ตำบลบ้านสวน จำนวน 50 คน

 

"เทวินทร์"เป็นประธานเปิดอบรมวพม.รุ่น4

สถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.)เปิดอบรมหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ (วพม.) รุ่นที่4 จำนวน45คนหวังสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับความสำคัญของพลังงานต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

เมื่อวันที่7ก.พ.2560 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ในฐานะรองประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) (Thailand Energy Academy – TEA) เป็นประธานในพิธีเปิดหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่(วพม.) รุ่นที่4 จำนวน45คน ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกรุ่นก่อนหน้านี้   โดยหลักสูตรดังกล่าว มีวัตถุประสงค์สำคัญ ที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับความสำคัญของพลังงานต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เสริมสร้างศักยภาพในการวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกิจพลังงานที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม ชุมชนวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้อย่างสร้างสรรค์ในเชิงองค์รวม เพื่อนำไปสู่การวางนโยบายด้านพลังงานและการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน รวมทั้งการสร้างเครือข่ายผู้นำในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม เพื่อการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้วิทยาการด้านพลังงาน

สำหรับผู้ที่เข้าอบรมในหลักสูตร วพม.รุ่นที่4 จะเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ ระดับเทียบเท่าข้าราชการพลเรือนระดับชำนาญการ (ระดับ 6 และ 7)จากองค์กร ภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน นักวิชาการและประชาชน ที่มีอายุระหว่าง30-45ปี

ปัจจุบันสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) มีหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานด้วยกัน3หลักสูตร ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากภาคส่วนต่างๆที่ต้องการส่งบุคคลากรเข้ามาร่วมอบรม ประกอบด้วยหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน(วพน.) ซึ่งเปิดอบรมไปแล้ว8รุ่น   ,หลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่(วพม.) ที่กำลังอบรมในรุ่นที่4 และหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักศึกษา (วพศ.) ซึ่งเปิดอบรมไปแล้ว1รุ่น 

ปตท. เปิดสถาบันพัฒนาธุรกิจน้ำมัน ต้อนรับสัมมนาผู้บริหารสูงสุดรัฐวิสาหกิจ

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาผู้บริหารสูงสุดรัฐวิสาหกิจ SOE CEO Forum  รวมพลังรัฐวิสาหกิจก้าวสู่องค์กรสมรรถนะสูงร่วมกัน ณ สถาบันพัฒนาศักยภาพธุรกิจน้ำมัน ปตท. จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและนำเสนอความเป็นมาของ สถาบันพัฒนาธุรกิจน้ำมัน (Oil Business Academy - OBA) และ ศูนย์ธุรกิจ คาเฟ่ อเมซอน (Amazon Inspiring Campus - AICA) ที่มีส่วนร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ความชำนาญและพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารธุรกิจน้ำมันและธุรกิจกาแฟ Brand ไทย ให้แก่ผู้ประกอบการ SME ไทย 

โซลาร์เซลล์แบบผสมผสานคุ้มค่าการลงทุนสำหรับอุทยานแห่งชาติที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง

 ระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานด้วยพลังงานสะอาด สำหรับอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  ช่วยให้ทั้งเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยว มีความสะดวกสบายมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง   อย่างไรก็ตามก็พบว่าโครงการยังไม่สามารถนำไฟฟ้าจากพลังงานลมมาประยุกต์ใช้อย่างได้ผล เนื่องจากความเร็วลมที่ไม่สม่ำเสมอ

โครงการดังกล่าว ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.)  ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในปีงบประมาณ2540 จำนวน21ล้านบาท  และนำมาใช้สำหรับอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย จำนวนประมาณ7ล้านบาท ซึ่งเมื่อวันที่28ม.ค.2560 ที่ผ่านมา นายอุสาห์ บุญบำรุง อาจารย์จาก มจธ.ซึ่งเป็นผู้ประสานงานโครงการ ได้นำคณะของนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และพลอากาศเอก อำพล อิ่มบัว ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพอากาศ เยี่ยมชมโครงการที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว วังกวาง อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

นายอุสาห์ บุญบำรุง อาจารย์จาก มจธ.ในฐานะผู้ประสานงานโครงการระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานด้วยพลังงานสะอาด สำหรับอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กล่าวว่า ระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานด้านพลังงานสะอาดที่นำมาติดตั้งในส่วนของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ภูกระดึง ประกอบด้วยระบบโซลาร์เซลล์ ขนาด7.5กิโลวัตต์ ,กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด2.5กิโลวัตต์ ,ระบบแบตเตอรี่ ขนาด234กิโลวัตต์ชั่วโมง เครื่องปั่นไฟดีเซล ขนาด42 KVA   โดยในการออกแบบเป็นไปตามข้อกำหนดที่จะให้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ส่วนฤดูฝน จะมีการเดินเครื่องปั่นไฟจากดีเซลเข้ามาเสริม 

นายอุตสาห์ กล่าวว่า  เมื่อพิจารณาจากด้านเศรษฐกิจพบว่า โครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุน มากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่นำมาลงทุนในโครงการ โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการมีผลประโยชน์สูงกว่าต้นทุนจำนวน 447,171บาท ทั้งนี้หากรวมถึงผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการจะยิ่งมีความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น  โดยมีประโยชน์สูงกว่าต้นทุนถึง14.6ล้านบาท

 

ดร.อุสาห์ บุญบำรุง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผู้ประสานงานโครงการ

โครงการระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานด้วยพลังงานสะอาดช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลที่ใช้ในเครื่องปั่นไฟลงได้ เฉลี่ยประมาณ560ลิตรต่อเดือน ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงลงได้ เพราะค่าขนส่งน้ำมันดีเซลที่จ้างลูกหาบขนส่งขึ้นมา อยู่ที่ลิตรละประมาณ40บาท นอกจากนี้ในแง่ของการบริการนักท่องเที่ยว ก็ทำได้ดีขึ้น  โดยก่อนที่จะมีโครงการนี้  มีการใช้เครื่องปั่นไฟ เพื่อให้แสงสว่างกับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่6โมงเย็น ถึง4 ทุ่ม แต่หลังจากมีโครงการก็สามารถที่จะเปิดไฟฟ้าให้แสงสว่างกับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งคืน  ในขณะที่ช่วงเวลากลางวัน ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบโซลาร์เซลล์ ก็นำไปใช้ในเครื่องซักผ้า ตู้เย็น ทีวี    โดยจากการประเมินทัศนคติของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่อุทยาน ก็มีทัศนคติที่ดีต่อระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานมากกว่าระบบผลิตไฟฟ้าแบบเดิม  และมีความเต็มใจที่จะจ่ายค่าบำรุงรักษาระบบ สำหรับความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังเป็นปัญหาสำหรับโครงการที่ภูกระดึง  คือ ไม่สามารถนำไฟฟ้าจากพลังงานลมเข้ามาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากศักยภาพลมต่ำ และส่วนใหญ่เป็นลมกรรโชก   รวมทั้งปัญหาในเรื่องของระบบแบตเตอรี่ เกี่ยวกับอายุการใช้งาน   ซึ่งจะต้องรอเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และออกแบบการใช้งานให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น 

นอกจากโครงการระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานด้วยพลังงานสะอาด จะมีการทดลองใช้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงแล้ว ทาง มจธ.ยังนำร่องในส่วนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ด้วย 

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายแห่งที่ไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง และต้องใช้น้ำมันดีเซลปั่นกระแสไฟฟ้า มีความคุ้มทุนที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน ที่จะช่วยลดการใช้น้ำมันลงได้   ซึ่งได้ให้โจทย์วิจัยกับทาง มจธ. ที่จะออกแบบระบบ ให้มีการผลิตไฟฟ้าที่มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น และทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ทั้งหมด  โดยที่เป็นนวัตกรรม ของไทย หรือ Made in Thailand  ที่ไม่ใช่เป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศ   ทั้งนี้กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมที่จะให้การสนับสนุน เพราะถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุน 

กระทรวงพลังงานจัดทัพพลังงานจังหวัดขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน4.0

กระทรวงพลังงานจัดทัพพลังงานจังหวัดเป็นหัวหอกขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน4.0ลงสู่ภาคปฏิบัติ เตรียมโยกย้ายพลังงานจังหวัดหลายตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงพลังงานยืนยัน  มีคณะกรรมการพิจารณาอย่างโปร่งใส ตามอาวุโส ความรู้และความสามารถ 

นายสมนึก บำรุงสาลี รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการเสนอรายชื่อปรับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งพลังงานจังหวัดหลาย หลายตำแหน่ง โดยเป็นการปรับตำแหน่งตามวาระการเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่เดือนต.ค. 2559 ที่ต้องมีการตั้งคนเข้าไปเสริม และยังมีอีกหลายจังหวัด ที่ยังเป็นการรักษาการ ซึ่งและคาดว่าการแต่งตั้งโยกย้าย จะแล้วเสร็จในเดือนมี.ค. 2560 นี้

นายสมนึก กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องใช้เวลานานเนื่องจากตำแหน่งพลังงานจังหวัดมีความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงพลังงานลงไปสู่ภาคปฏิบัติ อีกทั้งยังมีรายชื่อจำนวนมาก ต้องพิจารณาตามลำดับความอาวุโส ความสามารถ และศักยภาพการทำงาน เป็นหลัก อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้เป็นไปอย่างยุติธรรม มีระบบ กติกาชัดเจน รวมทั้งมีคณะกรรมการพิจารณาหลายคน

“ในบางจังหวัดถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญ  มีความขัดแย้งในโครงการลงทุนด้านพลังงาน เช่นจังหวัดกระบี่ดังนั้นผู้ที่จะเป็นพลังงานจังหวัดกระบี่ต้องเป็นคนที่สามารถทำความเข้าใจเรื่องพลังงานกับชาวบ้านได้ อีกทั้งต้องเป็นคนดี มีความคิด ความพร้อมในการเข้ามาดูแลพลังงานในจังหวัดกระบี่  มีประสบการณ์การในการทำงานหรือมานานหรือทำการบ้านในพื้นที่มาอย่างดี”นายสมนึก กล่าว

สำหรับนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่พลังงานจังหวัดจะต้องเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนในพื้นที่ ในปี 2560 นี้ จะมุ่งเน้นให้เดินหน้าตามแผนหลักของพลังงาน 20 ปี อาทิ แผนประหยัดพลังงานเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน แผนการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น การลดปัญหาภาวะเรือนกระจก และการใช้ไฟฟ้าให้น้อยลง โดยพลังงานจังหวัดต้องทราบแผนหลักกระทรวงพลังงาน และต้องมีแผนและเป้าหมายในแต่ละปี 

นอกจากนี้จะมีการนำเรื่องระบบเทคโนโลยีมีใช้ตามนโยบายพลังงาน 4.0 โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ทั้งด้านการผลิตสินค้าชุมชน และการวางจำหน่ายสินค้า ซึ่งเบื้องต้นมีการประสานกับสถานีบริการน้ำมันเพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าชุมชนด้วย  ควบคู่กับการส่งเสริมและให้ความรู้เรื่องการใช้พลังงานสำหรับการผลิตสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

นายสมนึก กล่าวว่า พร้อมกันนี้ยังนำความรู้เรื่องพลังงานมาแก้ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ โดยให้ความรู้รวมถึงการปรับกระบวนการเผาซังข้าวโพดในไร่นาประชาชนมาเป็นการนำมาทำเป็นถ่านอัดแท่ง ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาหมอกควันได้แล้วยังสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรและนำมาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับครัวเรือน โรงงาน ได้ต่ออีกด้วย 

"พลังงานจังหวัดในยุคนี้ การทำงานต้องไม่ทะเลาะกับชาวบ้าน พร้อมเปิดรับฟังความเห็น ถ้าอะไรที่ไม่ดีจะต้องนำมาปรับปรุง แต่ถ้าทำดีอยู่แล้ว สังคมจะรับรู้ได้เอง ส่วนข้อมูลที่ไม่เป็นจริง ราชการจะต้องชี้แจงเป็นระยะให้ประชาชนเข้าใจ ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาเอง"นายสมนึก กล่าว  

ด้าน นายนรินทร์  สุวรรณโณ พลังงานจังหวัดเลย กล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในส่วนที่รับผิดชอบว่า  พลังงานจังหวัดเลยกำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำฐานข้อมูลด้านพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายพลังงานทั้ง5 แผน ซึ่งพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับศักยภาพในพื้นที่จังหวัดเลย จำนวน3 แผน ได้แก่ แผนอนุรักษ์พลังงาน  แผนพัฒนาพลังงานทดแทน  แผนพีดีพี  ที่มีเรื่องของระบบสายส่งไฟฟ้า  นอกจากนี้ได้มีการปรับระบบการทำงานของสำนักงานให้เป็นSmart Office  เพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสามารถทำงานให้บริการประชาชนได้อย่างคล่องตัว ภายในพื้นที่สำนักงงานที่จำกัด โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย