ค้นหาด้วย ' ท่อก๊าซ ' ทั้งหมด 8 รายการ
บทสรุปส่งคืนท่อก๊าซ"ธีระชัย"ยอมรับปตท.ไม่ได้รายงานเท็จต่อศาล

ในที่สุดกรณีความเห็นต่างเรื่องของการส่งคืนท่อก๊าซในทะเล ของปตท. ระหว่างนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และปตท.ก็ได้ข้อสรุปที่ตรงกัน เมื่อ17 มีนาคม 2559 เมื่อ นายธีระชัยฯ ออกมาโพสต์เฟซบุคยอมรับว่า ปตท. มิได้รายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อศาล  ซึ่งก็น่าจะทำให้แฟนเพจและประชาชนทั่วไปที่มีโอกาสได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการส่งคืนท่อก๊าซจากเพจของนายธีระชัยที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริงก่อนหน้านี้นั้นมีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน

เกี่ยวกับเรื่องของการส่งคืนท่อก๊าซในทะเลของปตท.ว่าครบถ้วนถูกต้องตามคำสั่งของศาลหรือไม่? ที่กลายเป็นข้อวิพากษ์ในสังคม โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ก็เพราะมีความพยายามที่จะทำให้เกิดความสับสนขึ้น จากฝั่งภาคประชาชนกลุ่มทวงคืนท่อก๊าซ และนายธีระชัย ก็เป็นหนึ่งในแกนนำที่แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุค"Thirachai Phuvanatnaranubala"ซึ่งมีส่วนในการขยายประเด็นความสับสนออกไปในวงกว้าง  จนทำให้เมื่อวันที่11 ธันวาคม 2557 ปตท.ในฐานะผู้เสียหาย ได้ยื่นฟ้องนายธีระชัย เป็นคดีอาญา ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ด้วยความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

เพื่อให้เข้าใจประเด็นง่ายขึ้น สามารถลำดับเหตุการณ์ให้เห็น นับตั้งแต่วันที่มีการโพสต์ข้อความจนทำให้เกิดเป็นคดีความระหว่างกัน และจบด้วยข้อสรุปที่ นายธีระชัย ออกมาโพสต์ข้อความยอมรับว่าปตท.ในฐานะโจทก์ ไม่ได้รายงานเท็จต่อศาลและสามารถทำให้คดีความเป็นที่ไกล่เกลี่ยกันได้ ในที่สุดดังนี้

  

สรุปมูลเหตุคดีท่อก๊าซ ระหว่าง ปตท. กับ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ตั้งแต่ 23 กันยายน 2557 ถึง 17 มีนาคม 2559
 
23 กันยายน 2557 – 23 พฤศจิกายน 2557
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จในเฟซบุคของ กรณี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชนดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษายังไม่ครบถ้วน และรายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อศาล
 
11 ธันวาคม 2557
ปตท. ยื่นฟ้องนายธีระชัย เป็นคดีอาญา ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ด้วยความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
 
13 มีนาคม 2558
ศาลนัดไกล่เกลี่ย นายธีระชัย แจ้งความประสงค์ไม่ขอไกล่เกลี่ย
 
23 มีนาคม 2558 ถึง 1 ธันวาคม 2558
ในกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง ปตท. นำพยานเข้าเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจนครบถ้วน ศาลนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้ง วันที่ 17 มีนาคม 2559 หากไกล่เกลี่ยไม่ได้จะนัดฟังคำสั่งต่อไป
 
17 มีนาคม 2559
คู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ นายธีระชัย โพสต์เฟซบุคยอมรับ ปตท. มิได้รายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อศาล

 

เมื่ออ่านลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดเกี่ยวกับคดีความระหว่าง ปตท.กับนายธีระชัย แล้ว สังคมก็น่าจะได้รับทราบลำดับเหตุการณ์ของการส่งมอบคืนท่อก๊าซของปตท.ที่ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาว่าปตท.ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่ปี2551ด้วย เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นดังนี้

วันที่ 14 ธันวาคม 2550

ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาขอให้ ปตท. ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดิน เพื่อแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐและของ บมจ.ปตท. คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 ระบุให้ ปตท.ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินที่ได้มาจาก 1) การใช้อำนาจมหาชนของรัฐ  2) การรอนสิทธิเหนือที่ดินของเอกชน และ 3) การใช้เงินลงทุนของรัฐ

 โดยศาลปกครอง มอบหมายให้ กระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์ กระทรวงมหาดไทยโดย กรมที่ดิน ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบรับรองความถูกต้อง ต่อมาได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบและกำหนดแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการรับโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมฯ ขึ้น

วันที่ 22 ธันวาคม 2551

กรมธนารักษ์ได้มีหนังสือแจ้งมายัง ปตท. ว่า ปตท. ได้ดำเนินการแบ่งแยกและส่งมอบทรัพย์สินต่างๆ ให้แก่กระทรวงการคลัง ตามคำพิพากษาศาลปกครอง เสร็จสิ้นครบถ้วนแล้วและขอให้รายงานศาลปกครองสูงสุดเพื่อทราบต่อไป

วันที่ 26 ธันวาคม 2551

  ศาลปกครองสูงสุด ได้บันทึกในคำร้องรายงานสรุปของ ปตท. ว่า ปตท. ดำเนินการโอนทรัพย์สินทั้งหมดตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว  

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552

 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีหนังสือถึง ปตท. และหน่วยงานอื่นๆ รวมถึง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองว่า "การดำเนินการแบ่งแยกและส่งมอบทรัพย์สินของ บมจ.ปตท. ให้แก่กระทรวงการคลัง ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จะครบถ้วนและเป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่จะผู้พิจารณา ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นยุติ"

วันที่ 3 มีนาคม 2552

ศาลปกครองสูงสุด ได้ยกคำร้องที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร้องขอให้ศาลไต่สวนการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา และได้แนบรายงานการตรวจสอบทรัพย์สินของ สตง.ประกอบคำร้องดังกล่าวด้วย  แต่ศาลได้พิจารณาและยืนยันว่า "หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"

วันที่ 10 สิงหาคม 2553

 กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้เสนอเรื่องการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาของปตท.ไปยังคณะรัฐมนตรี  และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบการดำเนินการดังกล่าวของ ปตท. แล้ว

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2555

 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ยื่นฟ้องว่า ปตท. คืนท่อตามคำพิพากษาไม่ครบและขอให้ศาลตัดสินให้ปตท.คืนท่อในทะเลด้วย   โดยศาลมี
คำวินิจฉัยว่า  ศาลปกครองสูงสุดได้เคยมีคำพิพากษาว่า ปตท. ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ศาลปกครองได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ถึง 3 ครั้งและก็ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า  ปตท. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว 

#energynewscenter

เชฟรอนผลิตละครเทิดพระเกียรติ “ตามรอยพระราชา จากภูผาสู่มหานที”

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ผลิตละครเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  “ตามรอยพระราชา จากภูผาสู่มหานที” เตรียมออกอากาศทางช่อง 5 วันที่ 5 ธันวาคม นี้ เวลา 09.09 น.

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เปิดเผยว่า เชฟรอนประเทศไทย น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาจัดทำโครงการต่างๆ มาโดยตลอด  โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องถึงปีที่ 4 ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และสื่อมวลชน ในการน้อมนำแนวทางพระราชดำริมาปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน  โดยในปี 2559 นี้ ได้สร้าง “ป่าสักโมเดล” บนพื้นที่ 600 ไร่ ที่ห้วยกระแทก จ.ลพบุรี ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ทั้งนี้ ภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมหลักของโครงการฯ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะทำงานมีแนวคิดร่วมกันในการขยายผลเพื่อสร้างความตระหนักรู้และสร้างแรงบันดาลใจ โดยทำในรูปแบบละครเทิดพระเกียรติ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของการตามรอยศาสตร์พระราชาผ่านตัวละคร เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าการลงมือปฏิบัติจริงนั้น ไม่ใช่เรื่องยากและช่วยให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนได้จริง จึงเป็นที่มาของละคร “ตามรอยพระราชา จากภูผาสู่มหานที” บอกเล่าเรื่องราวของ “นารา” คนมีใจอันมุ่งมั่นจะเปลี่ยนแปลงตนเองจากคนเมืองสู่การเป็นเกษตรกร มีโอกาสได้ศึกษาศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นจากโครงการฯ ซึ่งสิ่งที่เธอได้รับ ไม่ใช่เพียงหลักกสิกรรมธรรมชาติ หรือการจัดการน้ำ แต่กลับเป็นสิ่งมีค่าอันยิ่งใหญ่มากกว่านั้น

“ตามรอยพระราชา จากภูผาสู่มหานที” จะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ เวลา 09.09 น.  นำแสดงโดย อลีสญาณ์ ทอย (อลิส ทอย) ร้อยเอกณัชร นันทโพธิ์เดช และนักแสดงที่ร่วมอยู่ในโครงการฯ คือ แพนเค้ก-เขมนิจ  จามิกรณ์ ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์ บอย-พิษณุ นิ่มสกุล  และเก้า-จิรายุ ละอองมณี  กำกับการแสดงโดย สมเกียรติ    วิทุรานิช สร้างสรรค์และดำเนินการผลิตโดย ธิษณา เดือนดาว บทละครโทรทัศน์โดย ปริญญ์ กีรติรัตนลักษณ์ 

พระเอก-นางเอก ของเรื่อง

ปตท.พร้อมทำคำชี้แจงคดีท่อก๊าซส่งศาลปกครองกลางภายใน30วัน
ปตท.พร้อมส่งคำชี้แจงต่อศาลปกครองคดีท่อก๊าซภายใน30วัน หลังศาลปกครองกลางรับคำฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันที่ผ่านมาดำเนินการครบถ้วนตามคำพิพากษา
 
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการปตท.เมื่อวันที่27พ.ค.2559ว่า ปตท.ได้รับหมายศาลปกครองกลางอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งหมายถึงศาลได้รับคำฟ้องคดีท่อก๊าซ ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ยื่นฟ้อง โดยศาลได้มีคำสั่งให้ปตท.ทำคำชี้แจงกรณี ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2550 ในการคืนท่อก๊าซฯครบถ้วนตามที่ศาลเคยมีคำสั่งไว้หรือไม่  โดยให้ทำคำชี้แจงกลับมายังศาลปกครองกลางภายใน 30 วัน
 
อย่างไรก็ตามภายหลังจากได้รับหมายศาลดังกล่าวแล้ว ปตท.จะเริ่มแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าได้รับหมายศาลดังกล่าว และจะเริ่มส่งคำชี้แจงกลับไปยังศาลตามกฎหมาย
 
“ปตท. ยืนยัน 100% ว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการคืนท่อก๊าซฯครบถ้วนตามคำสั่งศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และการดำเนินการคืนท่อก๊าซฯที่ผ่านมาได้แจ้งต่อ ครม. กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง ศาล และตลท. อย่างต่อเนื่อง ว่าได้ทำอะไรไปบ้าง จนวันที่7 เม.ย. 2559 มติคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองสูงสุด ระบุไม่รับการพิจารณาคดีดังกล่าวอีกแล้ว ซึ่ง ปตท.ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากกว่านี้” นายเทวินทร์กล่าว
 
นายเทวินทร์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามหากศาลเห็นว่าปตท.ยังทำไม่ครบถ้วนจริง ปตท.ก็พร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง แต่จะทำมากกว่าหรือน้อยกว่าที่ศาลมีคำสั่งไม่ได้ เพราะปตท.ไม่มีอำนาจ โดยหากคืนท่อก๊าซฯมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ปตท.จะผิดกฎหมายมหาชน ของ ตลท.  
บีซีพีจีเจอพิษฝนทำรายได้ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ไตรมาสสองลดลงร้อยละ29

ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์เจอช่วงฝนตกในไตรมาส2 ทำรายได้ ของบีซีพีจี ลดลงร้อยละ29 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน รายได้ พุ่งสูง จากค่าการกลั่นพื้นฐานที่ดีขึ้นและบริษัทสามารถเดินโรงกลั่นได้อย่างเต็มที่  

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ที่บริหารโดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบางจากฯ มีรายได้จากการปรับโครงสร้างและการนำเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ลดลงเล็กน้อยจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ โดยมี EBITDA รวม 525 ล้านบาท ลงลงร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายครั้งเดียว

อย่างไรก็ตามในส่วนของธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากค่าความเข้มแสงที่สูงขึ้นเมื่อพ้นช่วงฤดูหนาว   นอกจากนี้ บีซีพีจีฯ ยังได้รับการประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการให้ได้รับสิทธิในการเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับภาคสหกรณ์การเกษตร จำนวน 3 โครงการ มีกำลังการผลิตรวม 12 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในปลายปีนี้

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 ในภาพรวมของบริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 37,262 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 4,085 ล้านบาท เพิ่มขึ้นรอยละ 242 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นประจำปี และมีกำไรสุทธิ 2,415 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิในส่วนของบริษัทใหญ่ 2,417 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.76 บาท หากรวมผลดำเนินงาน 6 เดือน มีกำไร 2,464ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.79 บาท

โดยในไตรมาสที่2นี้ โรงกลั่นบางจากได้กลับมาใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ และสามารถกลั่นได้ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยในระดับ112,000 บาร์เรลต่อวัน มีค่าการกลั่นพื้นฐาน 6.27 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าจากปริมาณการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งการที่กลั่นได้ในระดับสูงเนื่องจากมีการวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการโลจิสติกส์การกลั่นเพื่อรองรับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีโครงการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพโรงกลั่น

ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 41 โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในไตรมาสแรกของปี 2559 อยู่ที่ 30.59 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และในไตรมาสที่ 2 เพิ่มเป็น 43.23 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากแรงหนุนของกำลังการผลิตน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นมีEBITDA 2,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 493 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ในส่วนธุรกิจการตลาด มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวม 1,450 ล้านลิตร ลดลงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายตัวของตลาดค้าปลีกและราคาน้ำมันที่ปรับลดลง รวมทั้งการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยบริษัท บางจากฯ ยังคงขยายการลงทุนขยายสถานีบริการขนาดใหญ่พร้อมปรับปรุงภาพลักษณ์ของสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัยมากขึ้น ปัจจุบันบริษัท บางจากฯ ยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 โดยปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น รวม 1,075 แห่ง และมี EBITDA รวม 882ล้านบาท ลงลงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทางด้านธุรกิจไบโอฟูเอล มีอัตราการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 387,000 ลิตรต่อวัน มี EBITDA รวม 113 ล้านบาท และธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีปริมาณการจำหน่ายรวม 393,375 บาร์เรล มี EBITDA รวม 59 ล้านบาท  และบริษัท บางจากฯ ได้จัดตั้งบริษัทย่อยและกิจการร่วมค้า ได้แก่ บริษัท บางจาก ไบโอเอทานอล (ฉะเชิงเทรา) จำกัด เพื่อลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล โดยจะเข้าซื้อและบริหารโครงการเอทานอล ขนาด 150,000 ลิตรต่อวัน ในเดือนสิงหาคมนี้

 

 

 

 

 

 

บีซีพีจีพร้อมร่วมโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์เฟส2และประมูลโรงไฟฟ้าไฮบริด

บีซีพีจี เตรียมร่วมโครงการโซล่าร์สหกรณ์ เฟส 2 และประมูลโรงไฟฟ้าไฮบริดภาครัฐ 568 เมกะวัตต์ พร้อมทุ่มงบ 16,000 ล้านบาท ขยายกำลังผลิตไฟฟ้าให้ได้ 600 เมกะวัตต์ในปีนี้ จ่อซื้อโรงไฟฟ้าในประเทศอาเซียน 200 เมกะวัตต์กว่า 10,000 ล้าน

 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด(มหาชน) หรือ บีซีพีจี เปิดเผยว่า บีซีพีจี ยืนยันจะเข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)กลุ่มสหกรณ์ เฟส 2 ที่กระทรวงพลังงานเตรียมจะเปิดโครงการเร็วๆนี้ จำนวน 119 เมกะวัตต์ ซึ่งภาครัฐมีแนวโน้มจะกลับมาใช้วิธีจับฉลากแทนการประมูลเหมือนเฟสแรก โดยมีความพร้อมด้านพันธมิตรในการลงทุน ทั้งเทคโนโลยี และเงินลงทุน

นอกจากนี้บีซีพีจี ยังสนใจโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสานเชื้อเพลิง(ไฮบริด) ที่ภาครัฐจะเปิดประมูลจำนวน 568 เมกะวัตต์   แต่หากพบว่าการประมูลเกิดการแข่งขันด้านราคาจนทำให้ไม่มีกำไรหรือกำไรน้อยเกินไป ทาง บีซีพีจี ก็จะไม่เข้าไปลงทุน

อย่างไรก็ตามในปี 2560 นี้ บีซีพีจี เตรียมงบลงทุน 16,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้ 600 เมกะวัตต์ภายในปี 2560 นี้ โดยงบส่วนใหญ่ 10,000 ล้านบาท จะใช้ลงทุนซื้อกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนใหม่ในประเทศอาเซียน ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่คาดว่าจะได้ปริมาณไฟฟ้าเพิ่มอีก 200  เมกะวัตต์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาโครงการและเจรจากับผู้ร่วมลงทุน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนในกลางปี 2560 นี้

ส่วนงบลงทุนที่เหลืออีก 6,000 ล้านบาท จะเป็นการลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาผลิตไฟฟ้าและอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ ประมาณ 400 เมกะวัตต์ แต่ในจำนวนนี้ได้ขายไฟฟ้าเข้าระบบ(ซีโอดี)ไปแล้วกว่า 200 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในไทย 182 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น 40 เมกะวัตต์ ในส่วนนี้ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบไปแล้ว 25 เมกะวัตต์  รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมในฟิลิปปินส์ที่เข้าระบบแล้ว 30 เมกะวัตต์ และกำลังพัฒนาโครงการอีก 14 เมกะวัตต์  

อย่างไรก็ตาม บีซีพีจี คาดว่าจะบรรลุเป้าหมายการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า 1,000 เมกะวัตต์ ได้เร็วขึ้น จากเดิมคาดว่าจะไปสู่เป้าหมายได้ในปี 2563 เนื่องจากบีซีพีจี มีแผนการบริหารงานที่ดีและมีเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าทันสมัยประกอบกับมีพันธมิตรที่พร้อมเข้าไปลงทุนร่วมกับบีซีพีจี 

 

บีซีพีจีเผย1ปีการลงทุนโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่นเดินหน้าโครงการได้ตามแผน

 บีซีพีจี  ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบางจาก เผย1ปีของการลงทุนโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่น มีโครงการอยู่ในมือแล้ว 6โครงการกำลังการผลิตรวม 40.54 เมกะวัตต์  โดยเน้นร่วมงานกับผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ เพื่อการก่อสร้างที่รวดเร็วและลดค่าใช้จ่าย

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบีซีพีจี ส่งpress release ถึงสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 8ก.พ.2560 ระบุว่า  กิจการ BCPG Japan Corporation ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเข้าซื้อกิจการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของกลุ่ม SunEdison Japan เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 สามารถเดินหน้าโครงการได้ตามแผน  จากโครงการที่เปิดดำเนินการไปแล้ว 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 13 เมกะวัตต์ มีการพัฒนาเพิ่มอีก2โครงการ คือ ในเดือนสิงหาคม 2559 BCPG Japan ได้เปิดโรงไฟฟ้า นิคาโฮ (Nikaho) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โรงที่ 5 ในจังหวะอะกิตะ ทางตอนเหนือของเกาะฮอนชู มีกำลังการผลิตติดตั้ง 13.16 เมกะวัตต์  และ ล่าสุด โรงไฟฟ้านากิ (Nagi) ที่จังหวัดโอคายาม่า ทางตอนกลางของเกาะฮอนชู มีกำลังการผลิตติดตั้ง 14.38 เมกะวัตต์ สามารถส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าได้เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา และมีกำหนดการขายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในวันที่ 2 มีนาคม เร็วกว่ากำหนดประมาณ 1 เดือน   รวมกำลังการผลิตทั้งหมด40.54 เมกะวัตต์  

“ผมได้ให้นโยบาย เน้นการก่อสร้างที่รวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และลดค่าใช้จ่ายด้วยการสร้างพันธมิตรกับผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ เพื่อให้โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการทั้งหมด สามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้เร็วที่สุด”นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) กล่าว

ทั้งนี้ในปี2560 นอกจากธุรกิจโซลาร์ฟาร์มแล้ว บริษัทยังมีแผนการที่จะขยายการทำธุรกิจไปยังพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ โดยบีซีพีจีวางแผนการเติบโตทางธุรกิจไว้ด้วยการขยายธุรกิจในต่างประเทศเป็นหลัก 

เก็บตกเวทีพลังงานภาคใต้ แจงข้อดี-ข้อเสียตัวเลือกเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า

 ผ่านพ้นไปด้วยดีสำหรับกิจกรรมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจัดโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกัน 3 จังหวัด คือ สุราษฏร์ธานี  กระบี่ และสงขลา เพื่อให้ครอบคลุมทุกจังหวัดใกล้เคียงในภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด โดยมีผู้เข้าร่วมทั้ง 3 เวที รวมมากกว่า 3,000 คน โดยกิจกรรมหลักของทั้ง 3 เวที แบ่งเป็น 2  ส่วน ส่วนแรกในภาคเช้า เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจโดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงพลังงาน ซึ่ง นำเสนอข้อมูลสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำเสนอทางเลือกการสร้างโรงไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสม เป็นไปได้ และยอมรับได้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำเสนอข้อพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับทางเลือกต่าง ๆ ที่ กฟผ. นำเสนอ ส่วนในภาคบ่าย จะเป็นการรับทราบความคิดเห็นและนำเสนอข้อคิดเห็นจากตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ จำนวน 25 ท่านในแต่ละเวที

ภาพรวมของการเปิดเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจสถานการณ์ไฟฟ้าในภาคใต้ และรับทราบความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้นั้น พบว่าทุกฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ว่า ภาคใต้มีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อให้มีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ส่วนในประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก คือ ชนิดของพลังงานที่จะนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มตามแผน ซึ่งในขณะที่ผู้เข้าร่วมเสนอข้อคิดเห็นส่วนหนึ่งเห็นควรใช้เชื้อเพลิงถ่านหินที่มีปริมาณสำรองสูง สามารถใช้ได้นาน มีราคาถูก ทำให้ต้นทุนไฟฟ้าต่ำ และมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็มีฝ่ายเห็นต่างที่เสนอให้ใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ  ทั้งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานชีวมวล ซึ่งเชื่อว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า รวมถึงมีผู้เสนอให้รับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ แทนการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ 

energynewscenter.com                                                                                                     เวทีรับฟังความคิดเห็นที่จังหวัดกระบี่         

แจงข้อดี-ข้อเสียพลังงานชนิดต่างๆ

นอกเหนือจากผู้แทนจากกระทรวงพลังงานได้ฉายภาพสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของไทยและของภาคใต้ให้ผู้เข้าร่วมเวทีพลังงานภาคใต้ได้รับทราบโดยทั่วกันแล้ว กฟผ. ได้รับมอบหมายให้นำเสนอข้อมูลทางเลือกที่เหมาะสมและยอมรับได้ในการสร้างโรงไฟฟ้า โดยผู้แทน กฟผ. ได้นำเสนอข้อดี-ข้อเสียของพลังงานชนิดต่างๆ ทั้งพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ และพลังงานทดแทนอื่นๆ อาทิ พลังงานชีวมวลจากพืช พลังงานชีวภาพ พลังงานขยะ พลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งแนวทางรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศแทนการสร้างโรงไฟฟ้า

สำหรับพลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ ได้แก่ พลังงานลม แสงอาทิตย์ มีข้อดี คือ ไม่มีค่าเชื้อเพลิง ส่วนข้อจำกัด คือ ผลิตไฟฟ้าได้เป็นบางเวลา ไม่มีความเสถียร และมีค่าลงทุนผลิตสูง ในขณะที่พลังงานน้ำ แม้ไม่มีค่าเชื้อเพลิง แต่ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้เป็นบางเวลาเท่านั้น ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อาทิ พลังงานชีวมวล จากกากปาล์ม เศษไม้ยางพารา กาบ กะลามะพร้าว ก็มีข้อจำกัดเรื่องปริมาณที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ส่วนก๊าซชีวภาพ หรือ ไบโอแก๊ส นั้น มีข้อดีคือ ผลิตจากของเสียในฟาร์มเกษตรกรรม ช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าในฟาร์ม ส่วนข้อจำกัด คือ ต้องใช้พื้นที่มาก และมีการลงทุนสูง ด้านพลังงานขยะ จะมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องกลิ่นและการยอมรับของประชาชน ในขณะที่น้ำมันปาล์ม มีราคาแพงเกินไปที่จะนำมาผลิตไฟฟ้า

ด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล ในส่วนของก๊าซธรรมชาตินั้น มีข้อดี คือ เป็นเชื้อเพลิงสะอาด แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปริมาณก๊าซฯ ในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี ที่สามารถนำเข้ามาจากต่างประเทศ ก็ยังมีราคาแพงเมื่อเทียบกับถ่านหินโดยเฉลี่ย อีกทั้งมีความผันผวนตามราคาพลังงานในตลาดโลก ส่วนเชื้อเพลิงน้ำมัน ก็มีข้อดี คือ จัดหาง่าย แต่ก็มี ราคาแพงเมื่อเทียบกับพลังงานอื่น ในขณะที่ถ่านหินนั้น มีข้อดี คือ ราคาต่ำกว่าและมีเสถียรภาพ มีปริมาณสำรองมาก ทั้งยังมี เทคโนโลยีทันสมัยที่สามารถควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ดี ส่วนข้อจำกัด คือ ประชาชนมีความกังวลใจเรื่องผลกระทบ สิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับพลังงานนิวเคลียร์ ที่ประชาชนยังกังวลเรื่องความปลอดภัย แม้ต้นทุนค่าไฟต่อหน่วยจะมีราคาถูก อีก ทั้งมีเทคโนโลยีที่ทำให้กระบวนการผลิตไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศนั้น  มีความเสี่ยงในแง่ความมั่นคงไฟฟ้าหากต้องพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป อีกทั้งต้องใช้ระบบสายส่งไฟฟ้าเป็นระยะทางไกล

ทั้งนี้ ผู้แทน กฟผ.  ย้ำว่า หลักการสร้างโรงไฟฟ้าที่สามารถดำเนินการได้นั้น ต้องทำให้เกิดความมั่นคงทางไฟฟ้า ทำให้เกิดความมั่งคั่ง และมีความยั่งยืน (คือมีต้นทุนถูก ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน) ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างดี  ซึ่งสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ กฟผ. มีการทำ EIA และ EHIA รวมทั้งมีมาตรการติดตามผลกระทบในระยะก่อสร้างและดำเนินการ และมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเลือกใช้เทคโนโลยีการกำจัดมลสารต่างๆที่ทันสมัย และเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นอกเหนือจากการนำเสนอข้อมูลข้อดี-ข้อเสียของเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ แล้ว ทางผู้แทนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอข้อพิจารณาถึงผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สรุปสาระสำคัญได้ว่า การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เป็นเครื่องมือที่ได้มาตรฐานในการควบคุมดูแลโครงการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชนชนโดยรอบ อีกทั้งภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จและในระหว่างการดำเนินโครงการ ประชาชนสามารถที่จะเข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบ เพื่อที่จะให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนที่ระบุไว้ในรายงาน และจะมีการทำรายงานติดตามผลตลอดโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนเกิดความมั่นใจ และได้ประโยชน์จากการมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ 

แชร์ เห็นด้วย-เห็นต่าง กลางเวที

                                                                             บางส่วนของผู้แสดงความคิดเห็นบนเวที

ในส่วนของการรับทราบข้อคิดเห็นจากผู้แทนภาคส่วนต่างๆ นั้น มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผน โดยเห็นว่าในการเลือกแหล่งพลังงานสำหรับโรงไฟฟ้า ต้องพิจารณาจากบริบทของไทย ไม่ควรไปเลียนแบบต่างประเทศที่มีบริบทแตกต่างกัน โดยเห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และอาชีพประมง สามารถดำเนินการควบคู่กันได้อย่างสมดุล โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อให้คนในชุมชนใกล้โรงไฟฟ้ามีความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการดูแล ทั้งนี้ หลายท่านที่แสดงความคิดเห็นเชื่อมั่นในเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะนำมาใช้หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ ว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเชื่อมั่นในกระบวนการทำ EIA และ EHIA ที่ผ่านมา อีกทั้งเชื่อว่าภาครัฐจะสามารถควบคุมดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบได้ ทั้งยังตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานทดแทน อาทิ เชื้อเพลิงชีวมวลจากพืช ว่าปริมาณจะมีเพียงพอต่อความต้องการในการผลิตหรือไม่ นอกจากนั้น ยังยอมรับว่า ถ้าไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ จังหวัดในภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวขนาดใหญ่อย่างภูเก็ต อาจได้รับผลกระทบด้านปริมาณไฟฟ้าในอนาคต

อย่างไรก็ตาม มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยแสดงความเห็นว่ามีปัญหาในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการดังกล่าว อีกทั้งกระบวนการจัดทำ EIA และ EHIA ขาดความโปร่งใส ข้อมูลด้านผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและประมงยังมีความขัดแย้งกัน และมีความไม่ไว้วางใจว่าภาครัฐจะสามารถควบคุมดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตประชาชนได้ ทั้งยังมีการตั้งคำถามว่าทำไมจึงไม่ลงทุนสายส่งให้มีความเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำไฟฟ้าจากทางภาคกลางที่ยังเหลืออยู่ มาใช้ในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนั้น ยังมีการสนับสนุนให้นำพลังงานทดแทนจากพืชเศรษฐกิจของภาคใต้มาใช้ในการเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เช่น พลังงานจากกากปาล์มน้ำมัน โดยเห็นว่าภาครัฐไม่พยายามสนับสนุนพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ดังนั้น ควรมีตัวเลือกเพื่อให้ประชาชนนำมาใช้ในการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลที่ได้  จัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะกรรมการการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ที่ คสช. ตั้งขึ้นเพื่อ พิจารณาต่อไป  

เปิด 3 เวทีรับฟังความคิดเห็นพลังงานภาคใต้ 27 มี.ค. นี้

คสช. ให้จัด 3 เวที 3 จังหวัดภาคใต้ 27 มี.ค. นี้ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลความเรียบร้อย

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) สั่งการจัดเวทีสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ ในวันที่ 27 มี.ค. นี้ โดยแยกจัดเป็น 3 เวทีพร้อมกัน เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงกัน โดยกิจกรรมนี้ ดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้ตามสั่งการของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดังนี้

1. เวทีสุราษฎร์ธานี จัดที่ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า ประกอบด้วย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจาก ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช รองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 960 คน

2. เวทีกระบี่ จัดที่ โรงแรมกระบี่เมอริไทม์ ประกอบด้วย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจาก พังงา กระบี่ ภูเก็ต และตรัง รองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 980 คน และ

3. เวทีสงขลา  จัดที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติ ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจาก พัทลุง สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม 1,060 คน

ทั้งนี้ กิจกรรมในเวทีแบ่งเป็น  แบ่งเป็นกิจกรรมในภาคเช้า จะเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงพลังงาน จะนำเสนอข้อมูล สถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะนำเสนอข้อมูล ทางเลือกการสร้างโรงไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสม เป็นไปได้ และยอมรับได้จากทุกภาคส่วน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนำเสนอข้อพิจารณา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อทางเลือกต่าง ๆ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนำเสนอ

ส่วนภาคบ่าย จะเป็นการรับทราบความคิดเห็นจากตัวแทน ภาคส่วนต่าง ๆ จานวน 25 ท่าน ดำเนินรายการโดย ทีมงานโฆษก คสช. และอาจารย์จากสถาบันนิด้า โดยส่วนงานภาครัฐจะเป็นผู้รับฟังเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน แสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้ง 3 เวที รวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายหลักทั้ง 2 กลุ่ม คือกลุ่มเป้าหมายในการสร้างความรู้ความเข้าใจ คือ กลุ่มผู้นำชุมชน ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และกำนัน (หรือผู้แทน) จากพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 1,200 และผู้แทนภาคประชาชน ภาคส่วนต่าง ๆ จานวน 1,800 คน รวมทั้งสิ้น -3,000 คน และกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งได้เชิญผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความคิดเห็นหลากหลาย ทั้งที่เห็นด้วยและที่เห็นต่างกัน ร่วมแสดงความคิดเห็น

พร้อมกันนี้ หน.คสช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้การดําเนินการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ อันเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าว ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ 17 ท่าน โดยมีผู้บัญชาการทหารบก/เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประธานกรรมการ และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เป็นกรรมการ อาทิ  ผู้แทน คสช. กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นต้น