ค้นหาด้วย ' ถ่านหินกระบี่ ' ทั้งหมด 13 รายการ
อนาคตโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ที่การยอมรับของประชาชน

หลังจากที่ยืดเยื้อมานานว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้างได้หรือไม่ ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ตัดสินใจชะลอการดำเนินการออกไปก่อน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้หาข้อสรุปที่ชัดเจนร่วมกัน

โดยนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า “ข้อเรียกร้องเรื่องถ่านหิน ขณะนี้ได้มีการชะลอเรื่องไว้อยู่แล้ว อย่าต้องให้ใช้คำว่าระงับ ชะลอก็คือชะลอ ก็ขอให้เป็นข้อสรุปมาว่าประชาชนในพื้นที่ต้องการอะไร เพราะถ้าบอกอะไรมาแล้วให้ทำตามทุกอันมันคงไม่ใช่ เพราะรัฐบาลต้องทำตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ประกอบกับความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ด้วย”

“วันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน ก็ยังไม่ได้สร้างอะไรทั้งสิ้น สร้างยังไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ก็ระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยก็แล้วกัน ไม่ได้ไปข่มขู่ใคร เพียงแต่ว่าวันนี้ไฟฟ้าก็ยังติดๆ ดับๆ อยู่ในภาคใต้หลายแห่งเหมือนกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ถ้าถอดรหัสจากคำให้สัมภาษณ์ของพลเอกประยุทธ์ จะเห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้นยังไม่ได้ถูกสั่งให้ยกเลิก แต่โครงการดังกล่าวจะยังสามารถเดินหน้าได้หาก มีเสียงสนับสนุนที่ชัดเจนจากเสียงส่วนใหญ่ของคนกระบี่ว่าต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน  ซึ่งแน่นอนว่า กฟผ.ในฐานะที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกระบี่ ที่นำโดยนายอนันต์  สันหาด  อดีตกำนันตำบลคลองขนาน     อ. เหนือคลอง นายไพโรจน์  บุตรเผียน นายบุญเที่ยง  บัวเลิศ  นายกิจจา  ทองทิพย์  ผู้นำชุมชน ชุมชนทั้ง 4 ตำบล ใน        อ.เหนือคลอง จ.กระบี่  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่  ซึ่งเดินทางมายื่นหนังสือและรายชื่อประชาชนที่สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จังหวัดกระบี่  จำนวน 15,000  รายชื่อ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อนำเสนอพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้น  อาจจะต้องขยายเครือข่ายและแนวร่วมให้มากขึ้น  สะท้อนให้รัฐบาลได้เห็นถึงความต้องการของคนกระบี่อย่างต่อเนื่อง

หลังการตัดสินใจนายกรัฐมนตรีที่ประกาศชะลอสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นั้น นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ออกมาน้อมรับคำสั่ง โดยที่ผ่านมา กฟผ.ได้มีการถอนคณะทำงาน ออกจากพื้นที่แล้วตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา

นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ.

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ทางผู้ว่า กฟผ.แสดงถึงความกังวล ก็คือความมั่นคงไฟฟ้าของภาคใต้ในอนาคตที่จำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าหลักตั้งอยู่ในพื้นที่ ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้น ตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ  

ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กฟผ. ต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ประมาณวันละ 200 – 300 เมกะวัตต์ และหากโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในภาคใต้จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงหรือมีการหยุดส่งจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา เหมือนที่ผ่านมา กฟผ. จะต้องส่งไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 เควี ลงไปช่วยเพิ่มมากถึง 600 – 700 เมกะวัตต์  

ทั้งนี้ สถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้เพิ่มขึ้น 5-6% ต่อปี หรือประมาณปีละ 150 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1,000   เมกะวัตต์ ในระยะเวลา 6 ปี แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยและทั่วโลกต่างประสบปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ แต่สิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อมคือ หากสภาพเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น เชื่อว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จะเพิ่มไปมากกว่านี้อีก และหากสร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ไม่ทัน ก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้

โดยผู้ว่าการ กฟผ. ย้ำถึงเรื่องพลังงานทดแทน ที่เป็นข้อเสนอของกลุ่มผู้คัดค้านที่จะให้มีการส่งเสริมเพื่อทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ว่า พลังงานทดแทนในพื้นที่ภาคใต้ จะสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานเสริมในระบบได้เท่านั้น เนื่องจากด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันพลังงานทดแทนยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะช่วยเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้  อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่สูงกว่า

ทั้งนี้ ในระหว่างที่ กฟผ.รอฟังเสียงส่วนใหญ่ของชุมชนที่ต้องแสดงออกให้ชัดเจนว่าต้องการให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่หรือไม่ กฟผ. ก็จะศึกษาเรื่องโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG คู่ขนานกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าที่ใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงจะมีต้นทุนที่สูงกว่าถ่านหิน และในอนาคตจะส่งผลให้ภาพรวมค่าไฟฟ้าทั้งประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ในขณะที่ฝั่งกระทรวงพลังงาน ซึ่งกำกับดูแลแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือแผน PDP2015 นั้น นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ยังออกมาระบุถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ในอนาคต ด้วยปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว โรงแรม มีความต้องการใช้ขยายตัวถึง 10% ต่อปี โดยกำลังผลิตโดยรวมในภาคใต้มีประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ ความต้องการอยู่ที่ 2,600 เมกะวัตต์ ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลางถึง 16%

ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ไม่สร้างมลพิษ ซึ่งก่อสร้างในพื้นที่เดิมที่เคยเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินมาก่อน และการก่อสร้างใหม่นี้ ก็อยู่ในระหว่างการจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ซึ่งจะต้องทำ 3 ครั้ง ก่อนที่จะเสนอต่อคณะกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาเห็นชอบ  โดยตามแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว (พีดีพี) โรงไฟฟ้าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเข้าระบบในปี 2562 แต่ปัจจุบันเลื่อนออกไปจนถึงปี 2565

ที่ผ่านมาแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ในช่วงปี 2562 เป็นต้นไป รวมทั้งตอบโจทย์เรื่องของอัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค และตอบโจทย์การกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง จากปัจจุบันที่ประเทศต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่สูงถึง 64 % ซึ่งในอนาคตการผลิตก๊าซฯในประเทศจะมีแนวโน้มลดลงไปเรื่อยๆ และหากต้องแก้ปัญหาโดยนำเข้า LNG จากต่างประเทศมาทดแทน โดยไม่มีการกระจายไปเชื้อเพลิงประเภทอื่น ไทยก็จะกลายเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็นเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม

ในหลายประเทศทั้งเยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ต่างมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในสัดส่วนที่สูงกว่าไทย และโรงไฟฟ้าถ่านหินก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนได้โดยมีการจัดการปัญหาเรื่องมลพิษและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี โดยที่ กฟผ. ก็มีโอกาสนำสื่อมวลชน และผู้นำชุมชน หลายคณะไปศึกษาดูงานมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อนายกรัฐมนตรี สั่งชะลอโครงการเพื่อส่งการตัดสินใจกลับไปยังชุมชนในพื้นที่ ก็เป็นเรื่องที่คนในพื้นที่แสดงเจตนารมณ์ให้สังคมและรัฐบาลได้รับรู้อย่างชัดเจนว่าต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แต่หากเสียงสะท้อนว่าไม่ต้องการนั้นดังกว่า ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงานและ กฟผ. ที่ต้องปรับวิธีการเพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ให้ได้ต่อไป

 

ตุลาคมวัดใจพลเอกประยุทธ์ ชี้ชะตาโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

หลายฝ่ายประเมินกันว่าเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ประเด็นเรื่องของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่คงจะร้อนระอุขึ้น เนื่องจากจะมีข้อสรุปจากคณะกรรมการไตรภาคีออกมาเพื่อนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจว่าจะสั่งเดินหน้าหรือจะให้ชะลอโครงการนี้ออกไป หลังจากที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นล่าช้าออกไปกว่าแผนมากกว่า1ปีแล้ว   ในขณะที่เอ็นจีโอและตัวแทนชุมชนรอบโรงไฟฟ้ากลุ่มหนึ่งที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ก็นัดหมายเตรียมที่จะเดินทางมาปักหลักพักค้านที่ทำเนียบรัฐบาล เหมือนเมื่อช่วงปี 2558 เพื่อกดดันการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี

ลองมาไล่เลียงประเด็นข้อกังวลที่ทำให้ชาวบ้านในชุมชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่บางกลุ่ม  ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวบางราย  เอ็นจีโอ และนักวิชาการที่มีแนวความคิดเดียวกัน ลุกขึ้นมาคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาดกำลังการผลิต800 เมกะวัตต์  ที่ดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  จะเห็นว่าหลายเรื่องล้วนเป็นประเด็นที่ กฟผ. ได้ชี้แจงข้อมูล ไปเกือบทั้งหมดแล้ว

ประเด็นที่ชาวบ้านในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าบางหมู่บ้าน นั้นมีความกังวลว่า  เส้นทางเดินเรือขนส่งถ่านหินนั้น ผ่านจุดที่มีความอุดมสมบูรณ์ของหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด โดยขนาดของเรือจะทำให้น้ำขุ่นเกินกว่ามาตรฐานจนชะลอการเติบโตของหญ้าทะเล  เมื่อไม่มีแหล่งอาหารของปลา ก็จะกระทบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำประมงชายฝั่ง รวมทั้งประเด็นการสะสมของโลหะหนักที่จะเกิดขึ้นจากการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ประเด็นนี้ กลุ่มชาวบ้านในชุมชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ส่วนใหญ่ ที่สนับสนุนให้มีการสร้างโรงไฟฟ้ากลับไม่ได้มีข้อกังวลในเรื่องนี้ เพราะมองว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะทำให้มีเม็ดเงินที่จัดสรรลงพื้นที่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าปีละหลายร้อยล้านบาท  ในขณะที่จังหวัดกระบี่เอง ในอดีตก็เคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์มาก่อนแล้ว เพราะมีการทำเหมืองถ่านหิน  ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีปัญหาหรือส่งผลกระทบอะไรต่อคนในชุมชน

ในขณะที่ฝั่ง กฟผ. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เส้นทางเดินเรือขนส่งถ่านหินที่ใช้ จะเป็นเส้นทางเดียวกับที่ กฟผ.เดินเรือขนส่งน้ำมันเตามายังโรงไฟฟ้ากระบี่ในปัจจุบัน  ในขณะที่ประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดจากท่าเทียบเรือและการเดินเรือนั้น  ก็มีการศึกษาอยู่ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ทั้งนี้ กฟผ. และ คณะทำงานในคณะกรรมการไตรภาคีที่ตั้งขึ้น ได้มีการลงพื้นที่ไปวัดค่าความขุ่นของน้ำทะเล เมื่อมีเรือขนส่งน้ำมันเตาแล่นผ่าน ร่วมกันมาแล้ว ส่วนการเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)  กฟผ. ได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ คือ บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เก็บข้อมูลในพื้นที่ทั้งในรัศมี 5 กิโลเมตร และพื้นที่เกี่ยวเนื่องตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด

สำหรับการประเมินการตกสะสมของโลหะหนักในสิ่งมีชีวิตตลอดอายุดำเนินการโรงไฟฟ้า 30 ปี นั้น จากการศึกษาในพื้นที่โครงการพบการสะสมของโลหะหนักน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากมีการพบการสะสมที่ผิดปกติหรือเกินค่ามาตรฐาน กฟผ. จะรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการต่อไป

ในประเด็นที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ให้เหตุผลว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน จะทำลายภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองท่องเที่ยว  เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นสกปรก ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ฝั่ง กฟผ. ก็เคยชี้แจงไปแล้วว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้นใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วเลือกใช้ ซึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลก อย่างปารีส หรือ เบอร์ลิน ของเยอรมนี  ก็มีโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ในชุมชน และก็ไม่ได้มีประเด็นที่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวหรือทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวลดน้อยลงแต่อย่างใด

ส่วนประเด็นที่เอ็นจีโอ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากกรีนพีซ ซึ่งมีกิจกรรมการรณรงค์คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกนั้น มองว่ากระแสโลกกำลังมุ่งไปที่พลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน  หลายประเทศมีการปลดโรงไฟฟ้าถ่านหินออกจากระบบ และหันมาลงทุนพลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์และพลังงานลมมากขึ้น  แต่ไทยกลับกำลังจะเดินสวนกระแส  รวมทั้งนักวิชาการแนวร่วมเดียวกับเอ็นจีโอ มองว่าพลังงานทดแทนอย่างโซลาร์เซลล์มีแนวโน้มต้นทุนที่ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยมีแสงแดดที่ดี จึงควรต้องส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ให้เต็มศักยภาพ ทั้งโซลาร์เซลล์ พลังงานลม และชีวมวล ที่มาจากน้ำเสียและเศษทะลายปาล์ม  โดยจังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกปาล์มน้ำมันอยู่มาก มีศักยภาพที่จะตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลได้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดกระบี่ที่เพิ่มขึ้น  โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหิน   ในขณะที่นักวิชาการสายเอ็นจีโอบางคน ก็ตั้งคำถามไปถึงกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ว่า เป็นเพราะมีการเข้าไปซื้อกิจการเหมืองถ่านหินรอเอาไว้ก่อนแล้วหรือไม่ การเร่งรัดก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะทำให้กลุ่มทุนเหล่านี้ได้ประโยชน์

ต่อประเด็นนี้ผู้ว่าการกฟผ.คนใหม่ นายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์  ออกมาชี้แจงว่า ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา  มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ และของประเทศ  เพื่อที่จะกระจายความเสี่ยงเรื่องของเชื้อเพลิง โดยลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่มีสัดส่วนสูงในปัจจุบัน  ซึ่งหากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ไม่เกิดขึ้นตามแผน  เราจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจีซึ่งมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงกว่าถ่านหินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้ประชาชนต้องมีภาระในการจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินของกฟผ. ไม่ได้สวนทางกับกระแสของโลก เพราะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ควบคู่ไปกับการลงทุนพลังงานทดแทนซึ่งตามแผนเฉพาะในส่วนของกฟผ.จะลงทุนโรงไฟฟ้าประเภทนี้ให้ได้ 1,500 - 2,000 เมกะวัตต์ และจะเน้นโรงไฟฟ้าชีวมวลประเภทที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง (Firm) ซึ่งนอกจากจะเป็นโรงไฟฟ้าหลักแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนประเด็นที่นักวิชาการมองว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน คือ จากน้ำเสียที่ได้จากโรงงานปาล์มน้ำมันและจากเศษทะลายปาล์ม  ที่มีมากพอจะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดกระบี่ที่เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น  กฟผ.ชี้แจงว่า  การผลิตไฟฟ้าชีวมวลดังกล่าว เป็นสัญญา Non-Firm  มีความไม่แน่นอน ผลิตไฟฟ้าส่งเข้าระบบได้เฉพาะช่วงที่มีวัตถุดิบเท่านั้น   นอกจากนี้ การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้กับจังหวัดกระบี่เท่านั้น แต่ยังสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้จังหวัดที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในฝั่งอันดามันอย่างภูเก็ต พังงา ด้วย

ประเด็นสำคัญหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปควรต้องรู้ คือ ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอื่นๆ อย่างการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลและพลังงานลมในภาคใต้ยังมีศักยภาพต่ำ พึ่งพาได้น้อย เพราะจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้เฉพาะช่วงที่มีแดดและลมเท่านั้น เนื่องจากยังไม่มีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ที่มีประสิทธิภาพทำให้กฟผ.ต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงหลัก มาช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง  อีกทั้งมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูง ทำให้รัฐต้องอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมให้โครงการพลังงานทดแทนเกิดขึ้นได้

สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องกลุ่มทุนที่ไปลงทุนเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซีย ล่วงหน้า เพื่อจะได้ประโยชน์จากการขายถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น  ผู้บริหารกฟผ.เคยชี้แจงเอาไว้ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะการซื้อถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า มีขั้นตอนในการพิจารณา ที่โปร่งใส แต้องมีการแข่งขันราคากัน  ไม่สามารถที่จะล็อคสเปคเพื่อซื้อถ่านหิน จากรายหนึ่งรายใด เอาไว้ล่วงหน้าได้

เดือนตุลาคม นี้  จึงต้องติดตามดูว่าทั้งข้อมูลจากฝั่งที่คัดค้านโครงการกับข้อมูลจากกฟผ.และเสียงของตัวแทนชุมชนรอบโรงไฟฟ้าที่สนับสนุนโครงการ  ที่นำเสนอออกมานั้น  นายกรัฐมนตรีจะให้น้ำหนักไปที่ฝ่ายใด   ซึ่งเรื่องของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถือเป็นโครงการที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงทางไฟฟ้าของประเทศ เพราะยิ่งปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อออกไปนานเท่าไร  ความมั่นคงไฟฟ้าของภาคใต้ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงมากเท่านั้น

ตีเหล็กเมื่อร้อน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

ตีเหล็กเมื่อร้อน คณะกรรมการไตรภาคีเร่งสรุปมติ เสนอนายกรัฐมนตรีตัดสินใจโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ภายในเดือน ก.ย.นี้

การเคลื่อนไหวของประชาชนในเครือข่าย 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ อันประกอบด้วย ตำบลเกาะศรีบอยา ตำบลคลองขนาน ตำบลปกาสัย และตำบลตลิ่งชัน เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่  คู่ขนานไปกับการเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของชาวชุมชนเทพา จ.สงขลา เมื่อเร็วๆนี้ นั้น สะท้อนให้สังคมทั่วไปได้เห็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่ จ.กระบี่ และที่ อ.เทพา นั้น  ไม่ได้มีเฉพาะเสียงคัดค้าน  แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ออกมาส่งเสียงสนับสนุนให้รัฐบาลรีบตัดสินใจเดินหน้าโครงการดังกล่าว ซึ่งชุมชนเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ. ลำปาง และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อ.จะนะ ซึ่งดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้สนับสนุนกลุ่มนี้บอกว่าพวกเขาได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีทั้งกระแสคนคัดค้านไม่เห็นด้วย และกระแสของคนที่สนับสนุนให้สร้าง  รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีกลไกของการยุติปัญหา คือการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี  ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ  ภาคประชาชน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.           ซึ่งฟังจากเสียงของนายกรศิษฐ์  ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. ที่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว หลังจากที่ได้เดินทางไปชี้แจงข้อมูลกับคณะกรรมการไตรภาคีครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา  ก็พอจะเห็นความชัดเจนแล้วว่า  คณะกรรมการไตรภาคี จะเร่งหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการโรงไฟฟ้ากระบี่  ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2559 นี้ และนำเสนอต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจ

โดยในแนวทางที่จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณานั้น มีความเป็นไปได้ทั้งการสรุปผลที่ชัดเจนไปเลยว่าควรให้สร้างหรือไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยมีเหตุผลสนับสนุน ซึ่งหากเป็นกรณีที่สรุปว่าให้สร้างนั้น  ก็จะมีการนำข้อเรียกร้องของชาวบ้านพ่วงท้ายเข้าไปด้วยกับรายงานเกี่ยวกับสิ่งตอบแทนที่ชาวบ้านจะได้รับหากมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้า   ส่วนอีกแนวทางที่จะเสนอ จะเป็นแต่เพียงการให้ข้อมูลทั้งข้อดีและข้อเสียของการมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อให้นายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจเอง

ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ถือว่ามีความล่าช้าไปจากแผนเดิมมาประมาณ 1-2 ปีแล้ว จากที่กำหนดจะจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 ซึ่งหากไม่เร่งตัดสินใจ จะทำให้การบริหารจัดการความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ ในช่วงปี 2559-2566 จะทำได้ยากขึ้น  เนื่องจากกำลังการผลิตติดตั้งในพื้นที่จะใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น  ต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 เควี เข้ามาช่วยเสริมระบบ

ที่ผ่านมาชุมชนทั้ง 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ ได้รับการชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใน 5ประเด็นหลักแล้วว่า 1. การมีโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถเดินเครื่องได้ตลอด24 ชั่วโมง  2. เป็นโรงไฟฟ้าที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง เนื่องจากโรงไฟฟ้าหลักในปัจจุบันของภาคใต้นั้น เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ทั้งโรงไฟฟ้าขนอม และ จะนะ  ซึ่งจะต้องเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาหรือดีเซลแทนเมื่อมีการหาการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งผลิตเพื่อซ่อมบำรุง ซึ่งมีต้นทุนที่สูง 3. โรงไฟฟ้าถ่านหินมีอัตราต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ  จึงมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน   4. โรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวมดีขึ้น  และ 5. โรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างขึ้นใหม่  ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สถานะของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น มีการประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างพร้อมไว้แล้ว รอเพียงนายกรัฐมนตรีไฟเขียวให้เดินหน้าโครงการเท่านั้น    ในสถานการณ์ของรัฐบาลที่ได้กระแสประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน อย่างท่วมท้นเมื่อวันที่ 7 ส.ค. มาช่วยสนับสนุนการทำงาน   และการออกมาชูป้ายและยื่นหนังสือสนับสนุนของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าในช่วงไม่กี่วันมานี้  ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลต้องตีเหล็กเมื่อร้อน เพื่อผลักดันโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานให้เกิดขึ้นให้ได้   งานนี้การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจึงมีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางไฟฟ้าของภาคใต้ ในช่วงปี 2559-2566  นี้

เครือข่ายภาคประชาชนกระบี่ยื่น 15,000 รายชื่อสนับสนุนโรงไฟฟ้า

เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกระบี่ยื่นหนังสือและรายชื่อประชาชน 15,000 รายชื่อ สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว

วันนี้ (15  พฤศจิกายน  2559) เวลา 15.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดกระบี่ ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดกระบี่ นำโดยนายอนันต์  สันหาด  อดีตกำนันตำบลคลองขนาน  อ.เหนือคลอง นายไพโรจน์  บุตรเผียน นายบุญเที่ยง  บัวเลิศ  นายกิจจา  ทองทิพย์  ผู้นำชุมชน ชุมชนทั้ง 4 ตำบล ใน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนรอบโรงไฟฟ้ากระบี่ เดินทางมายื่นหนังสือและรายชื่อประชาชนที่สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จังหวัดกระบี่  จำนวน 15,000  รายชื่อ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อนำเสนอพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีทราบต่อไป โดยมีนายสมควร  ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และนายจักรพันธ์  ชูแก้ว  พลังงานจังหวัดกระบี่  และนายสุพัชรพงศ์  วรประดิษฐ์  ป้องกันจังหวัดกระบี่ เป็นผู้แทนรับมอบ เพื่อดำเนินการส่งหนังสือดังกล่าวเสนอนายกรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป

กฟผ. แจงข้อสงสัย EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

กฟผ. ชี้แจง การจัดทำรายงาน EHIA ในประเด็นต่างๆ ตามที่คณะอนุกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ บางคนตั้งข้อสังเกต โดยหวังให้กระบวนการต่างๆ เดินหน้า จนได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับ  

 

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม ในฐานะโฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยกรณีที่คณะอนุกรรมการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ภายใต้คณะกรรมการไตรภาคี บางท่านขอลาออก พร้อมทั้งได้ตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัย ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ในหลายประเด็น อาทิ การเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม มีความครบถ้วนและสอบถามประชาชนในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งโฆษก กฟผ. กล่าวชี้แจงว่า ในการจัดทำรายงาน EHIA ได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ คือ บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เก็บข้อมูลในพื้นที่ทั้งในรัศมี 5 กิโลเมตร และพื้นที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลทั้งภาคสนาม และสอบถามจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ การดำเนินการดังกล่าว ยังเป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด

“การตรวจสอบความครบถ้วน ยังมีกระบวนการประกอบด้วย การรับฟังความคิดเห็นประชาชน(ค.3) การพิจารณาของ คชก. องค์กรอิสระ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมา มีการตรวจสอบและปรับปรุงเพิ่มเติม ทั้งในกระบวนการจัดทำ ค.3 และการพิจารณาของ คชก.”

สำหรับข้อห่วงใยเรื่องการเก็บข้อมูลพื้นฐานสารโลหะหนักนั้น เป็นเรื่องที่ กฟผ. ได้จัดทำไว้ในรายงาน EHIA ด้วยแล้ว รวมทั้งมีการประเมินการตกสะสมของโลหะหนักในสิ่งมีชีวิตตลอดอายุดำเนินการโรงไฟฟ้า 30 ปี ซึ่งจากการศึกษา ในพื้นที่โครงการพบการสะสมของโลหะหนักน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากมีการพบการสะสมที่ผิดปกติหรือเกินค่ามาตรฐาน กฟผ. จะรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการต่อไปด้วย

ในประเด็นว่า มีการประเมินผลกระทบต่อพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ และประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการ หรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่า กฟผ. ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม นำเสนอแก่คณะอนุกรรมการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ แล้ว และจะนำเสนอแก่ คชก. เพื่อพิจารณาต่อไป เช่นเดียวกับเรื่องการก่อสร้างอุโมงค์ขนส่งถ่านหิน ที่เกรงว่าในการขุดอุโมงค์จะมีการกองดินเลนสูงเท่าตึก 10 ชั้น รวมทั้งผลกระทบการขนดินเลนออกจากป่าและการชะล้างพังทลาย นั้น ขอชี้แจงว่า การก่อสร้างอุโมงค์ขนส่งถ่านหิน มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อลดผลกระทบต่อป่าชายเลน โดยจะไม่มีการนำดินเลนออกนอกพื้นที่ แต่กระจายถมในพื้นที่โรงไฟฟ้ากระบี่เดิม ซึ่งการก่อสร้างจะไม่มีผลกระทบเช่นเดียวกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพมหานคร

โฆษก กฟผ. กล่าวในท้ายที่สุดว่า กฟผ. พร้อมชี้แจงในทุกประเด็นสงสัยต่อคณะกรรมการไตรภาคีทุกชุด ซึ่งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ได้ดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการไตรภาคีดังกล่าวมาแล้ว รวมทั้ง การทดลองเดินเรือส่งน้ำมันเพื่อทดสอบความขุ่นของตะกอน เมื่อเร็วๆ นี้  โดยมุ่งหวังให้กระบวนการต่างๆ สามารถเดินหน้า มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน จนได้ข้อสรุป ตามเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีในการจัดตั้งไตรภาคี

เลี่ยงผลักภาคใต้เสี่ยงวิกฤติไฟฟ้า รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ

โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ภาคใต้ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่ารัฐบาลจะตัดสินใจให้เด็ดขาดอย่างไร? ควรเดินหน้าก่อสร้างหรือมีแนวทางอื่นหรือไม่? ในขณะที่มีโครงการดังกล่าวก็ได้รับทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้านจากทั้งภาคประชาชนและภาคการเมือง

ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่มีความล่าช้าไปจากแผนมากกว่า 3 ปีแล้ว อีกทั้ง ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจให้ชะลอโครงการออกไปก่อน โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กลับไปถามความเห็นชาวบ้านให้ชัดเจนอีกครั้งว่าต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่หรือไม่ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว ทำให้กระทรวงพลังงานคาดว่าต้องเลื่อนแผนการผลิตไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าดังกล่าวเพื่อป้อนเข้าระบบ ออกไปจากแผนเดิมในปี 2562 ไปเป็นปี 2566 แทน เนื่องจากการกระบวนการศึกษา ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี หลังจากนั้น การก่อสร้างต้องใช้เวลาอีก 4 ปี

แน่นอนว่าการยื้อเวลาออกไปเช่นนี้ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ เนื่องจากปัจจุบันภาคใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคง  

จากข้อมูลของ กฟผ. ปัจจุบัน กำลังผลิตไฟฟ้าภาคใต้มีทั้งสิ้น 3,089.50 เมกะวัตต์ ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนซึ่งเป็น Non-Firm คือยังไม่มีความมั่นคง ทำให้เหลือกำลังการผลิตในส่วนที่จะรักษาความมั่นคงของระบบเพียง 2,747  เมกะวัตต์ ในขณะที่ความต้องการใช้สุงสุด (พีค) ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2,697 เมกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกันมาก  ซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงสูงมาก หากมีการหยุดซ่อมแซมโรงไฟฟ้าหรือเกิดกรณีปัญหาระบบขัดข้อง นอกจากนั้น จากการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเติบโตปีละ 4.96% หรือประมาณ 150 เมกะวัตต์ต่อปี จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้น หากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่

แม้ว่าปัจจุบันภาคใต้เชื่อมโยงกับภาคกลางด้วยสายส่ง 500 kv ความยาวกว่า 600 กิโลเมตร ที่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปช่วยได้ประมาณ 500-600 เมกะวัตต์ แต่เนื่องจากภาคใต้มีลักษณะเป็นคอขวดยาวจากภาคกลางลงไป จึงไม่เอื้อต่อการสร้างสายส่งที่เป็นระบบเครือข่ายเหมือนภาคอื่นๆ ทำให้จำเป็นต้องสร้างสายส่งหลายวงจรขนานกัน แม้ขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างวงจรที่สองเพื่อให้สามารถส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วยมากขึ้น แต่การก่อสร้างติดปัญหาการเวนคืนที่ดินทำให้เกิดความล่าช้า อีกทั้งการส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งลงไปภาคใต้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียหายทั้งระบบหากเกิดภัยธรรมชาติ และจากระยะทางสายส่งที่ยาวกว่า 600 กิโลเมตร จึงมีจุดที่มีความเสี่ยงการก่อวินาศกรรมจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกตัดขาดไฟฟ้าจากภาคกลางได้ ดังนั้น ภาคใต้จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเป็นของตนเองเพิ่มขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาจากภาคกลาง

ถ่านหิน หรือ ก๊าซฯ?

ความจำเป็นที่ภาคใต้ควรต้องมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มขึ้นนั้นชัดเจน แต่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2559 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมายื่นข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้เปลี่ยนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) แทน ซึ่งหนังสือดังกล่าวลงนามโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

โดยนายกรณ์ ให้เหตุผลว่า LNG เป็นเชื้อเพลิงที่มีแหล่งผลิตที่หลากหลาย ไม่ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง มีตลาดซื้อขายที่พัฒนาจึงทำให้ลดความเสี่ยงในด้านการจัดหาและแหล่งผลิต นอกจากนี้ราคา LNG ในปัจจุบันยังใกล้เคียงหรือต่ำกว่าถ่านหิน รวมถึงเงินลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้า LNG ก็ต่ำกว่าเงินลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ประมาณ 50% อีกทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้า LNG ใช้ระยะเวลาในการขออนุญาตและการก่อสร้างเพียง 48 เดือนเท่านั้น เทียบกับระยะเวลาในการขออนุญาตและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นานถึง 80 เดือน นอกจากนั้น การยกเลิกการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการแสดงความตั้งใจลดภาวะเรือนกระจก

ขณะที่ทางด้าน กฟผ. ซึ่งรับผิดชอบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. (สร.กฟผ.) โดย       นายประกอบ ปริมล ประธาน สร.กฟผ. พร้อมด้วยสมาชิก สร.กฟผ. ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์    เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้ทบทวนข้อเสนอที่ให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเปลี่ยนมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซ ธรรมชาติเหลว (LNG)  เนื่องจากเป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวที่ทำให้ประชาชนสับสนและเกิดความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว การผลิตพลังงานไฟฟ้ามีการตั้งสัดส่วนของประเภทเชื้อเพลิงต่างๆไว้ เพื่อให้เกิดความมั่นคง อีกทั้งยังมีราคาต้นทุนที่เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิง LNG มีราคาสูงกว่าถ่านหิน (Coal)  ประมาณ 20% (จากข้อมูลปี 2559) จึงย่อมจะกระทบต่อประชาชนที่ต้องแบกรับภาระค่าไฟ รวมถึงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซก็มีผลกระทบต่อชุมชนเช่นกัน

ในส่วนของภาคประชาชน ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จำนวนมากเริ่มออกมาแสดงพลังสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ถ่านหินอย่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งการร่วมลงชื่อ 15,000 รายชื่อเพื่อยืนยันกับรัฐบาลว่าต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึง การแสดงออกด้วยการติดป้ายผ้าสนับสนุนตามบ้านเรือนต่างๆ  

นายวุฒิศักดิ์ ผิวดี ชาวบ้านหมู่ 8 ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง ตัวแทนชาวบ้านจ.กระบี่ ยืนยันว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่รอบโรงไฟฟ้ากระบี่สนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ส่วนที่คัดค้านก็มี แต่เป็นจำนวนเพียง 10% ของชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่พื้นที่ทุ่งสาคร ใน ต. ปกาสัย และพื้นที่บ้านสวนหิน ต.ตลิ่งชัน จ.กระบี่ นอกนั้นก็เป็นกลุ่ม NGO ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากพื้นที่ใด พร้อมกันนี้ยังได้ขอให้นายกรัฐมนตรีรับฟังเสียงของชาวบ้านที่สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในครั้งนี้ เพราะมั่นใจว่าจะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาอาชีพ พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของภาคใต้ในอนาคต

 

กฟผ. ยัน ถ่านหินสร้างความมั่นคง ราคาถูก ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าเทพา เป็นความพยายามที่จะแก้วิกฤติไฟฟ้าภาคใต้ในอนาคตภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558–2579 หรือ PDP2015 โดยตามแผนนั้น โรงไฟฟ้ากระบี่ กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ ให้เข้าระบบในปลายปี 2562 และการสร้างโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา โรงที่ 1 กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ให้เข้าระบบในปี 2564 และสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โรงที่ 2 ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เข้าระบบในปี 2566  

สำหรับภาคใต้ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าหลักอยู่ 9 โรง เป็นโรงไฟฟ้าจากเขื่อนพลังน้ำ 3 โรง รวมกำลังผลิต 325.3 เมกะวัตต์​ พลังงานหมุนเวียน 2 โรง รวมกำลังผลิต 29 เมกะวัตต์​ น้ำมันเตา 1 โรง ขนาด 315 เมกะวัตต์ ที่เหลือ 78.2% เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ รวม 2,406 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่าการผลิตโดยก๊าซฯนั้นมีสัดส่วนสูงมาก หากไม่มีเชื้อเพลิงชนิดอื่นมาช่วยกระจายความเสียง จะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงไฟฟ้าสูงหากแหล่งก๊าซฯเกิดปิดซ่อม หรือ ก๊าซฯหมดในอนาคต ส่วนการนำโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมาใช้ทดแทนในส่วนที่กำลังผลิตไม่พอในกรณีของภาคใต้นั้น อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบ มีโอกาสที่ไฟฟ้าจะดับได ้

ส่วนกรณีความกังวลของชาวบ้านต่อผลกระทบที่อาจเกิดกับสภาพแวดล้อมนั้น ทาง กฟผ. ยืนยันอย่างต่อเนื่องว่า ได้เลือกเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหิน Ultra Super Critical ซึ่งทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ สามารถควบคุมมลพิษต่างๆ   และมีระบบการกำจัดมลภาวะที่ดีที่สุด นอกจากนี้ระบบการขนถ่ายถ่านหินจะเป็นระบบปิดทั้งหมดเพื่อป้องกันผงฝุ่นถ่านหินฟุ้งกระจาย

ด้านการพัฒนาชุมชน ตลอดระยะเวลาการก่อสร้างโรงไฟฟ้า 4 ปี จะมีการจ่ายเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า เป็นเงินรวม 160 ล้านบาท จากนั้นระหว่างการผลิตไฟฟ้าจะต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ อีก 2 สตางค์ต่อหน่วย หรือ 120 ล้านบาทต่อปี ตลอดอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า 30 ปี รวมเป็นเงินส่งเข้ากองทุนทั้งสิ้น 3,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ชาวบ้านในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะได้รับการเบิกผ่านโครงการต่างๆเพื่อนำไปใช้พัฒนาชุมชน

จากนี้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่ควรเร่งตัดสินใจว่าจะเลือกสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หรือจะมีแนวทางอื่นใด เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตของภาคใต้ เพราะการตัดสินใจเร็วจะทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าโครงการได้เร็วและลดความเสี่ยงไฟฟ้าด้านความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ในอนาคตอันใกล้ได้ทันการณ์

มติชุมชน 4 ตำบลรอบโรงไฟฟ้า พร้อมแสดงจุดยืนโครงการกระบี่

ชุมชนในพื้นที่รอบโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ 4 ตำบล มีมติให้มีการแสดงออกเพื่อให้รัฐบาลตัดสินใจโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ด้านผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ชี้ไฟฟ้าจำเป็นต่อธุรกิจ แต่รัฐจะต้องดูแลมาตรการต่างๆ ตามที่สัญญาไว้ ขณะที่ชาวประมงใกล้ท่าเรือขนส่งถ่านหิน เห็นโอกาสให้เกิดการพัฒนาถนน ไฟฟ้า ประปา  เช่น ถนนเลียบสายพานลำเลียง ซึ่งจะทำให้สามารถส่งสินค้าทะเลออกสู่ตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

นายกิจจา ทองทิพย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ในฐานะผู้ประสานงาน และโฆษกกลุ่ม 4 ตำบล ซึ่งประกอบด้วย ตำบลปกาสัย ตำบลคลองขนาน ตำบลตลิ่งชัน และตำบลศรีบอยา ซึ่งเป็นตำบลที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ รวม 31 หมู่บ้านกล่าวว่าสมาชิกชุมชนได้ร่วมประชุมกันเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา และมีมติสนับสนุนและให้มีการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จังหวัดกระบี่

“ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า หรือเป็นพื้นที่ไข่แดง ยินดีพร้อมใจที่จะแสดงออกถึงสัญลักษณ์ให้รัฐบาล กระทรวงต่างๆ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นว่า พี่น้องในชุมชนต้องการให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน  เนื่องจากเห็นว่าเรื่องพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นของทั้งประเทศ และเป็นเรื่องที่ชุมชนที่ต้องตัดสินด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม และกำหนดเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้” นายกิจจากล่าว

“วันนี้สิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ทำเพื่อจังหวัดกระบี่ เราทำเพื่อพี่น้องทั่วประเทศ” นายกิจจา กล่าวเพิ่มเติม

ด้านของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ในจังหวัดกระบี่ นายเอกวิทย์ ภิญโญธรรมโนทัย กรรมการผู้จัดการ พีซลากูน่า รีสอร์ทแอนด์สปา กล่าวว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้เติบโตขึ้นมาก หากมีพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอ ธุรกิจการท่องเที่ยวก็ไม่สามารถอยู่และเติบโตได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ ในพื้นที่มีไฟฟ้าตกและดับเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลกระทบให้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีอายุการใช้งานสั้นลง

“เชื่อมั่นว่าหากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นในพื้นที่จะช่วยให้พลังงานไฟฟ้าเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยว เนื่องจากจะลดปัญหาไฟฟ้าตกและดับ รวมถึงพยุงราคาค่าไฟฟ้าให้มีราคาไม่สูงขึ้น เนื่องจากเชื้อเพลิงถ่านหินมีต้นทุนต่ำ จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการผลิตไฟฟ้า” นายเอกวิทย์ กล่าว

 

นายเอกวิทย์ กล่าวด้วยว่า ในอดีตกระบี่ก็มีโรงไฟฟ้าซึ่งใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าตั้งอยู่ในพื้นที่นานมากกว่า 40-50 ปี โดยยังไม่เคยพบว่ากระทบต่อสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม อยากฝากให้ภาครัฐดูแลมาตรการต่างๆ ให้เป็นไปตามที่สัญญาไว้ เพราะหากมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก็จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน

“อยากฝากให้ภาครัฐและ กฟผ. สร้างความมั่นใจและให้คำมั่นสัญญาว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนร่วมติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน” กรรมการผู้จัดการ พีซลากูน่า รีสอร์ทแอนด์สปา กล่าว

 

ในส่วนของภาคประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ นายจักรกฤช คมขำ ชาวประมง หมู่ 9 บ้านท่ายาง ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ กล่าวว่า คนกระบี่อยู่กับโรงไฟฟ้ามานานกว่า 40-50 ปี แต่ยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข สามารถทำประมงได้เช่นเดิม

พร้อมกันนี้ นายจักรกฤช แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 9 ซึ่งทำประมงชายฝั่งใกล้ท่าเรือขนส่งถ่านหิน ต้องการให้เกิดการพัฒนาถนน ไฟฟ้า ประปา  เช่น ถนนเลียบสายพานลำเลียง ซึ่งจะทำให้สามารถส่งสินค้าทะเลออกสู่ตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้น

เมื่อกล่าวถึงกลุ่มผู้คัดค้าน นายจักรกฤช กล่าวว่า ขอให้โรงไฟฟ้าถ่านหินได้ขึ้นมาก่อน เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัยขึ้นมาก ซึ่งหากมีผลกระทบเกิดขึ้นจริงหลังจากมีโรงไฟฟ้า ก็คงไม่ยอม และพร้อมที่จะคัดค้านหรือตรวจสอบกันอีกครั้งอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นไม่ได้ ก็อยากให้รัฐบาลสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตพลังงานที่สะอาด อย่างในญี่ปุ่น

มอบกฟผ.ลงพื้นที่ถามคนกระบี่ชี้ชะตาโรงไฟฟ้าถ่านหิน

กระทรวงพลังงาน  มอบกฟผ.ลงพื้นที่ถามความเห็นชาวกระบี่อีกครั้ง โดยยอมเลื่อนแผนCOD โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ออกไปอีกเป็นปี2566  ขณะเดียวกันก็ให้กฟผ.ศึกษาแผนสำรองก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้LNGนำเข้า ทดแทน  หากเสียงส่วนใหญ่ของคนในพื้นที่บอกไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานว่า กระทรวงพลังงานเตรียมให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เข้าสำรวจความเห็นชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดกระบี่เพื่อยืนยันว่าต้องการให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่และให้ส่งผลสรุปการสำรวจกลับมาให้กระทรวงพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามทีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กลับไปรับฟังความเห็นคนในพื้นที่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานต้องเลื่อนแผนการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ(COD)ของโรงไฟฟ้ากระบี่ ออกไปอีก เป็นปี2566 จากเดิม การดำเนินการนั้นล่าช้าจากปลายปี2562 มาเป็นปี 2565  เนื่องจากต้องไปรับฟังความเห็นของชาวบ้านอีกครั้ง  

“ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่จ.กระบี่ ก็ออกมาหนุนให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยชาวบ้าน 15,000 คนได้ลงนามสนับสนุนให้ก่อสร้างแล้ว  โดยนายกรัฐมนตรีอยากให้กลับไปถามเสียงของประชาชนในพื้นที่อีกครั้ง  ซึ่งกฟผ.ก็จะรับไปดำเนินการ”นายอารีพงศ์ กล่าว

นายอารีพงศ์ กล่าวถึงกรณีการเรียกร้องให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในพื้นที่ภาคใต้แทนโรงไฟฟ้าถ่านหินว่า กระทรวงพลังงานยืนยันเดินหน้าเรื่องพลังงานทดแทนอย่างเต็มที่ โดยกำหนดแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนเป็นรายภาคของประเทศ ซึ่งมอบหมายให้มหาวิทยาลัย 4 แห่งที่อยู่ใน 4 ภาคของประเทศ คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยสุรนารี ศึกษาความเหมาะสมการสร้างพลังงานทดแทน ซึ่งขณะนี้แผนดังกล่าวมีความชัดเจนขึ้นมากขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ในส่วนของภาคใต้ก็สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนเต็มที่เช่นกัน แต่เมื่อดูจากสถิติแผนการสร้างพลังงานทดแทนแล้วพบว่าปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการใช้ จึงน่าเป็นห่วงธุรกิจของภาคใต้ที่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นทุกปี ดังนั้นเพื่อให้ไฟฟ้าภาคใต้เกิดความมั่นคงจะต้องมีแผนสำรองคือการสร้างโรงไฟฟ้าหลักเช่นถ่านหินหรือก๊าซธรมชาติมารองรับ และขณะที่โรงไฟฟ้ายังสร้างไม่ได้ก็ต้องดึงไฟฟ้าจากภาคกลางมาให้ใช้ไปก่อน แต่จะไม่ใช่วิธีที่ถาวร ซึ่งในอนาคตภาคใต้ต้องมีโรงไฟฟ้าเป็นของตัวเองเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน

นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กฟผ.ได้รายงานในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงถึงแผนรองรับกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่สามารถที่จะก่อสร้างได้ว่า  กฟผ.จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้แทน โดยที่ประชุมได้ให้ กฟผ. กลับไปศึกษาพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเป็นแผนสำรอง และให้นำกลับมาเสนอที่ประชุมใหม่อีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่ากังวลเรื่องของความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ในช่วงปี2562 ถึง2563 เนื่องจากการสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงวงจรที่2ขนาด500KV ไปภาคใต้เกิดความล่าช้าต้องเลื่อนแผนการสร้างออกไปอีก 1 ปีเช่นกัน จากที่การดำเนินการในระยะที่ 1 จะต้องแล้วเสร็จในปี 2562  และระยะที่ 2 จะแล้วเสร็จในปี 2565 เนื่องจากติดปัญหาเรื่องการรอนสิทธิ์ในพื้นที่ชาวบ้านสำหรับวางแนวพาดสายไฟฟ้า

นางศรีวรรณ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า กระทรวงพลังงานสั่งให้ ปตท.เตรียมแผนก๊าซธรรมชาติรองรับ กรณีที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่ได้ เบื้องต้น ปตท.อาจทบทวนขยายโครงการคลังก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ลอยน้ำ หรือ FSRU ที่ภาคใต้ จากเดิมมีแผนสร้างขนาด 3 ล้านตัน ทั้งนี้ ปตท.ต้องรอให้ กฟผ.เสนอแผนสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯให้ชัดเจนก่อน

 

กพช. ไฟเขียวเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

กพช. เห็นชอบเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ระบุชุมชนให้การยอมรับ และเทคโนโลยีที่ใช้มีมาตรฐานระดับโลก ไม่เป็นอันตรายต่อชุมชน คาดเริ่มก่อสร้างได้ปีหน้า พร้อมสั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องทำความเข้าใจกลุ่มต่อต้าน

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันนี้ (17 ก.พ. 2560) ว่า ที่ประชุม กพช. มีมติเห็นชอบเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ. กระบี่  800 เมกะวัตต์ โดยพิจารณาแล้วว่าชุมชนให้การยอมรับ และปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่เป็นอันตรายต่อชุมชนแล้ว เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่ใช้ระบบ Ultra Super Critical (USC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงและมีมาตรฐานระดับโลก  ทั้งนี้ จะต้องมีการทำรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) ให้เสร็จก่อน และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณปี 2561 และผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้อย่างช้าสุดประมาณปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 

อย่างไรก็ตาม กพช.ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้คัดค้าน โดยแยกประเด็นว่าคัดค้านเรื่องใด เพื่อแก้ไขและทำความเข้าใจให้ตรงจุดที่สุด แต่ถ้าคัดค้านตามอุดมการณ์ที่ไม่ต้องการให้มีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นเลยทุกพื้นที่ ก็ต้องทำความเข้าใจถึงโลกแห่งความเป็นจริงที่ประเทศจะต้องบริหารความเสี่ยงเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงพลังงานประเทศ

สำหรับภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ในปี 2559 ที่ 2,713 เมกะวัตต์ ขณะที่ผลิตไฟฟ้าได้ 3,089.5 เมกะวัตต์ โดยภาคใต้มีอัตราเติบโตของการใช้ไฟฟ้าถึง 4.7%  ต่อปี ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น เช่น ภาคกลางมีการใช้ไฟฟ้าเติบโต 3.7% ต่อปี  ขณะที่ กรุงเทพฯ ใช้ไฟฟ้าเติบโต 2.4% ต่อปี ซึ่งหากเกิดกรณีวิกฤติหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่หยุดกะทันหัน จะส่งผลให้ภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของภาคใต้ สนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต จึงได้บรรจุโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังผลิตไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กำลังผลิตไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2564 ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015)

ทั้งนี้ พื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหาไฟฟ้าไม่พอใช้คือ พื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งครอบคลุมจังหวัด พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง โดยมีโรงไฟฟ้ากระบี่ที่ปัจจุบันใช้น้ำมันเตาผลิตไฟฟ้าอยู่ 315 เมกะวัตต์ แต่ความต้องการใช้มีถึง 800 เมกะวัตต์  ซึ่งต้องพึ่งพาไฟฟ้ามาจากโรงไฟฟ้าขนอม และโรงไฟฟ้าจะนะ ส่วนพื้นที่ภาคใต้อ่าวไทยตอนบน มีโรงไฟฟ้าขนอม ผลิตไฟฟ้าป้อนพื้นที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง มีโรงไฟฟ้าจะนะ ผลิตไฟฟ้าป้อนพื้นที่อ. หาดใหญ่ จ.สงขลา นับว่ามีปริมาณไฟฟ้าเพียงพอกับความต้องการใช้ ดังนั้นพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันจึงต้องมีโรงไฟฟ้าเป็นของตัวเองและต้องกระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิงไปใช้ถ่านหินเพื่อความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ต่อไป

ที่ผ่านมา เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนยังไม่เห็นด้วย ทำให้ กฟผ. ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ได้ตามแผน จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีฯ เพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ โดยมีข้อเสนอแนะให้มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นกรรมการติดตามตรวจสอบการทำงานของโรงไฟฟ้า ขยายเขตกองทุนพัฒนาพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าเกินกว่ารัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการขนส่งถ่านหิน และให้ กฟผ. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในพื้นที่ รวมทั้งบริหารจัดการพื้นที่โครงการตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการ ให้ กฟผ. ไปดำเนินการให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ สร้างความเข้าใจและการยอมรับก่อนเริ่มดำเนินโครงการ ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไตรภาคีฯ และข้อสั่งการดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบให้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ตามแผน PDP 2015 เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้

ชาวกระบี่กว่า 4,000 คน ยื่นหนังสือหนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เครือข่ายภาคประชาชนและผู้นำชุมชนในอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ จำนวนกว่า 4,000 คน เข้ายื่นหนังสือสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ให้กับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดให้พิจารณาการก่อสร้างโครงการขึ้นในพื้นที่โดยเร็ว โดยมี นายวิสูตร อินทรกำเนิด นายอำเภอเหนือคลองเป็นผู้รับมอบ ณ ที่ว่าการอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ก่อนจะนำส่งให้นายกรัฐมนตรีต่อไป

เครือข่ายภาคประชาชนและผู้นำชุมชนดังกล่าว นำโดย นายดำรัส ประทีป ณ ถลาง อดีตประธานชมรมกำกันผู้ใหญ่บ้านอำเภอเหนือคลอง นายอนันต์ สันหาด อดีตประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอเหนือคลอง นายฐานิส เอ่งฉ้วน ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอเหนือคลอง นายบุญเที่ยง บัวเลิศ ประธานชมรมชาวลิกไนต์กระบี่ นายอุดม กิตติธรกุล อดีตผู้ใหญ่บ้านห้วยโสก ต.คลองขนาน โดยยืนยันว่าชาวบ้านเห็นพ้องกันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในจังหวัดกระบี่และภาคใต้ ตลอดจนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ 

ก่อนหน้านี้ได้มีกลุ่มผู้นำชุมชน ภาคส่วนต่างๆในจังหวัดกระบี่  รวมถึงเครือข่ายประชาชนจากอำเภอต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ ได้ออกมาแสดงสิทธิชุมชน โดยการยื่นหนังสือแสดงการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ไปยังนายกรัฐมนตรี  โดยเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2560 ตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่ายประชาชน อ.เขาพนม จ.กระบี่ ได้ยื่นหนังสือเพื่อแสดงจุดยืนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีสะอาดในการผลิตไฟฟ้า ผ่านนายอำเภอเขาพนม จ.กระบี่ ถึงนายกรัฐมนตรี ส่วนวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา นายวรพงศ์ มุกดามนตรี ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.คลองท่อม เป็นตัวแทนของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในเขตอำเภอคลองท่อม ยื่นหนังสือแสดงการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้า  ถ่านหินจังหวัดกระบี่ไปยังนายกรัฐมนตรี โดยมีนายเศวตฉัตร สุวรรณรัตน์ ตำแหน่งปลัดอาวุธโสอำเภอคลองท่อม เป็นผู้รับมอบหนังสือ และเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2560 เครือข่ายภาคประชาชนอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ก็ได้ยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต่อนายอำเภอด้วยเช่นกัน  

ตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่ายประชาชน อ.เขาพนม จ.กระบี่ ยื่นหนังสือสนับสนุนโรงการก่อสร้างไฟฟ้าถ่านหิน ผ่านนายอำเภอเขาพนม จ.กระบี่ 

 ตัวแทนของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในเขตอำเภอคลองท่อม ยื่นหนังสือแสดงการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่

เครือข่ายภาคประชาชนอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ก็ได้ยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต่อนายอำเภอ